ReadyPlanet.com
dot
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน
dot
dot
dot
dot
dot

dot
dot
dot
dot
dot
PLCนวัตกรรม
bulletระบบประกันคุณภาพออนไลน์
bulletfacebook.com - kruthai40
dot
dot


กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ ที่น่าสนใจ
มรดกไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เครือข่ายกาญจนาภิเษก
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ห้องเรียน DLIT
ห้องสมุดดิจิทัลวชิรญาณ
gotoknow:kruthai40


สารคดี ในมุมมองของคนเขียนสารคดี

 สารคดี

ในมุมมองของคนเขียนสารคดี

 

สัจภูมิ ละออ : รายงาน
tinlaor@yahoo.com
กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย วรรณกรรม
ปีที่ ๑๖ ฉบับที่ ๕๗๓๕วันอาทิตย์ที่ ๒๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗

          วรรณกรรมประเภทสารคดี แม้จะเกิดมาเก่าก่อน แต่การให้ความสนใจของผู้คนในบ้านเรา ที่ผ่านมา ไม่เข้มข้นเหมือนวรรณกรรมประเภทอื่นๆ

          เวลาเปลี่ยนแปลง บางสิ่งบางอย่างย่อมเปลี่ยนไป น่ายินดีที่ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานให้ความสนใจมากขึ้น เห็นได้จากบางสำนักพิมพ์จัดประกวดต้นฉบับ เพื่อพิจารณาให้รางวัลและจัดพิมพ์ออกมาเป็นรูปเล่ม รางวัลมาก-น้อยต่างกันไป สถาบันการศึกษาต่างๆ มีการเปิดค่ายฝึกอบรมการเขียนสารคดีมากขึ้น และระหว่างวันที่ ๒๐-๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๗ ที่ผ่านมา จุดประกาย-หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ก็ได้จัดอบรมการเขียนสารคดีให้กับนักศึกษาทั่วประเทศ ที่ อังสนา รีสอร์ท แอนด์ สปา กิ่งอำเภอสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ งานนี้ได้เชิญวิทยากรที่เป็นนักเขียนสารคดีมาให้ความรู้หลายนาม

          กระแสของสารคดีและชีวิตการเขียนสารคดีเป็นอย่างไร จึงมีโอกาสได้ขอความรู้จากนักเขียนสารคดีอย่างเป็นกันเอง

          เจ้าของผลงานสารคดีชื่อ ไปตามเส้นทางของเรา นามว่า วรพจน์ พันธุ์พงศ์ แสดงทรรศนะเรื่อง "เวที" สำหรับส่งผลงานสารคดีว่า

          "ไม่น่าจะเรียกว่ากว้าง แต่เพียงพอไหม ผมว่าเพียงพอ ผมเชื่อว่าบรรณาธิการไม่ได้ตัดสินงานที่ว่าคุณเป็นใคร ถ้าผมเป็นคนมีอำนาจการตัดสินใจ ผมจะไม่ดูว่าใครเขียน ผมจะดูว่างานนั้นเป็นอย่างไร ถ้าน่าสนใจเพียงพอผมก็เอาลง

          การพิจารณา ผมจะดูว่าต้องถึงในสิ่งนั้น ถ้าเป็นเรื่องทะเล ต้องอ่านแล้วได้อารมณ์ทะเล เปรียบกับการทำหนัง ถ้าคุณทำหนังรักก็ต้องเข้าถึงเรื่องรัก คือต้องเข้าถึง สารและการนำเสนอก็ต้องถึง เรื่องประเด็นไม่ใช่สาระหลัก แต่การเลือกประเด็นน่าสนใจก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถึงที่สุดแล้วเรามาวัดกันที่การนำเสนอและสารนั้นๆ ว่าทำออกมาแล้วอ่านสนุกหรือไม่

          เรื่องเวทีส่งผลงาน ถ้าเป็นผม-ผมจะดูก่อนว่าสนามนั้นเป็นอย่างไร อย่างมติชนสุดสัปดาห์ หน้ากระดาษเป็นอย่างไร มีคอลัมน์อะไรบ้าง เขาเปิดหน้าสารคดีกี่หน้า เราก็ต้องเขียนให้เอื้อกับเวทีนั้นๆ เหมือนเป็นหน้าที่ของนักเขียนเหมือนกัน ที่ต้องดูเวทีก่อนว่า คุณจะไปเวทีไหน โดยปกติเวทีแต่ละเวทีจะมีข้อบังคับอยู่ แต่ละที่ไม่เหมือนกัน ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ มันจะทำให้ง่ายขึ้นว่า เราจะทำงานประมาณไหน เขียนประมาณไหน ถ้าไม่อย่างนั้นมันจะดูผิดที่ผิดทาง"

          เส้นทางนักเขียนสารคดีของวรพจน์เริ่มจากนักข่าว เขียนความคิดคนอื่นมามาก เมื่อผ่านมาสมควรแล้ว ก็รู้สึกว่าตัวเองอยากมีส่วนร่วมในการทำงานเขียนมากขึ้น เพราะเป็นคนชอบเรื่องจริงที่ไม่ใช่งานวิจัย เพราะเห็นแล้วว่างานวิจัยเหมาะที่จะอยู่ในห้องสมุด อยู่บนหิ้งที่ไม่มีใครไปแตะ จึงหันมาจับงานสารคดี

          "ผมอยากทำงานสารคดีให้เป็นวรรณกรรม จะออกมากึ่งๆ กัน เมื่อไรที่จะเป็นข้อเขียนมันต้องสนุก ผมเคยคุยกับนักเขียนจำนวนมาก ทำให้รู้วิธีการ ผมไม่รู้ว่าตำราเขาเขียนอะไรกันมา ผมพยายามจะคิดแบบใหม่ๆ ให้มันสนุกสนานมากขึ้น จะขึ้นอย่างไร เดินเรื่องอย่างไร จบอย่างไร ผมไม่อยากให้มันแบนราบ อยากให้มันมีหลายมิติ"

          ผลงานสารคดีในปัจจุบัน วรพจน์ เห็นว่า "ยังมีน้อยในบ้านเรา มันสะท้อนเหมือนกันว่า การที่คนๆ หนึ่งจะทุ่มเทเวลาไปทำเรื่องอะไรสักสามเดือน ไปลงทุนใช้เงินตนเอง เหมือนว่าไปหมกตัวอยู่ ค่อนข้างหาคนแบบนี้ได้น้อย เพราะเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย คนที่ทำอย่างนี้มีน้อยมาก มันเป็นเรื่องต้องอุทิศเวลา ต้องหาเงินมา ถ้าไม่มีขาอื่นมารองรับมันทำยาก และอาจจะเป็นเพราะว่า งานสารคดีเป็นงานทางปัญญา ความสนใจด้านนี้ยังมีน้อย ที่ผ่านมา นักเขียนบ้านเราดูเหมือนถนัดในการนั่งเขียนเองมากกว่า คือเรื่องสั้น นวนิยาย แต่นั่นมันเป็นธรรมชาติของงานลักษณะนั้น ในด้านการจัดพิมพ์ผมว่ายังน้อยอยู่ แต่ก็เห็นมีสำนักพิมพ์ออกมาเรื่อยๆ"

          ปัจจัยอื่นๆ ที่วรพจน์เห็นว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้สารคดีไม่กว้างคือ ตัวงาน "ผมเชื่อว่างานที่ดีจะต้องมีคนอ่าน อาจจะเริ่มต้นด้วยกลุ่มคนที่น้อยมาก แต่ตราบใดที่คุณทำงานได้ดีจริง มันจะค่อยๆ ดีขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นในนามของนักเขียน ผมไม่เรียกร้องว่าทำไมมันแย่อย่างนี้ ทำไมคนไม่สนใจ ผมสนใจว่าทำอย่างไรจะเขียนให้มันดี แล้วก็มุ่งไปตรงนั้น"

          สารคดี "คนค้นฅน" ที่จัดประกวดด้วยรางวัลเรือนล้าน วรพจน์ในฐานะบรรณาธิการสำนักพิมพ์บูรพา แสดงจุดมุ่งหวังว่า "เราต้องการสร้างพื้นที่ให้กับสารคดี ให้ความสำคัญกับงานสารคดี ที่ผ่านมางานสารคดีประเทศนี้มันกระจอกมากเลย"

          สำหรับแนวการเขียนของตนเอง "ผมสนใจคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ได้สนใจเงินว่าคุณจะเป็นคนรวยหรือคนจน ผมสนใจว่า ในเงื่อนไขที่คุณเป็นอยู่ คุณใช้ชีวิตให้มีความสุขได้อย่างไร ผมจะพูดถึงเรื่องความสุข เรื่องของทัศนคติการใช้ชีวิตมากกว่า ผมจะสนใจคนประเภทนั้น อยากเอาสิ่งที่เขาคิดมานำเสนอ"

          ลีลาการเล่าเรื่อง "เมื่อคุณมีเรื่องอะไรมาแล้วอยากจะเล่า คุณก็เล่ามันเหมือนรักเพื่อนมนุษย์ เหมือนเล่าให้เพื่อนฟัง เล่าให้พ่อ-แม่ฟัง ดังนั้นการเล่าจะอยู่บนพื้นฐานที่รักคน เอ็นดูกัน เล่าด้วยจิตใจที่สะอาดจริงๆ นักเขียนที่เก่งๆ มักมีอารมณ์ขัน แม้จะครุ่นคิดการใช้ชีวิตอย่างไรก็แล้วแต่ มักจะไม่มองโลกร้าย แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย จริงๆ แล้วเนื้อหาความเป็นคุณสำคัญที่สุด เพราะมันจะนำไปสู่ว่า คุณจะสร้างงานอย่างไร เหมือนกับว่าคุณจะเขียนหนังสือดีได้ ก็ต่อเมื่อคุณคิดดี คุณจะคิดดีได้ก็ต่อเมื่อคุณเป็นคนดี แต่ปัญหาของคนดีที่ผมพบก็คือ คนดีมักจะจืด ความจริงคนดีก็สามารถเฮฮาได้ ไม่จำเป็นต้องไปวัด ผมเชื่อว่างานดีไม่ได้มาจากโจร ไม่ได้มาจากการโกหกตอแหล มันต้องมาจากหลายสิ่งเชื่อมโยงกัน มันหลอกคนไม่ได้ทั้งชีวิต"

          การเริ่มสร้างงาน วรพจน์ แนะว่า อย่าเพิ่งมองไปที่ความสำเร็จ อย่าเพิ่งมองไปที่ตัวเงิน ไม่ว่าจะเป็น 'รงค์ วงษ์สวรรค์ หรือ อรสม สุทธิสาคร กว่าจะมายืนอยู่จุดนี้ได้ก็ต้องผ่านอุปสรรคมาไม่น้อย

          เมื่อรักที่จักเขียนก็ต้อง "ค่อยๆ ทำไป สิ่งสำคัญที่สุดก็คือเวลา ถ้าคุณจะเป็นนักเขียนสารคดี คุณก็เอาเวลามาทุ่มตรงนี้ คุณก็จะได้เอง"

          เจ้าของสารคดีรางวัลลูกโลกสีเขียว วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ แสดงทรรศนะต่อกระแสความนิยมวรรณกรรมประเภทสารคดีว่า "โดยทั่วไปอยู่ในระดับน้อย เพราะว่าอย่างกรณีของสำนักพิมพ์สารคดีเอง ที่เป็นเรื่องเก่าก็จะเป็นของ ส.พลายน้อย ตลาดจะอยู่ในกลุ่มเฉพาะ ขายได้พอสมควร ถ้าเป็นสารคดีที่เป็นเรื่องๆ ก็ขายไม่แรง เมื่อเราเทียบกับวรรณกรรมประเภทอื่นๆ มันก็จัดว่าขายได้ แต่ไม่แรง และวัยรุ่นก็ไม่นิยม อย่างดีที่สุดก็เรื่องท่องเที่ยวพอขายได้"

          ภาพที่คนมองวรรณกรรมประเภทสารคดี วิวัฒน์ แสดงความเห็นว่า "ผมว่าในด้านเขียน สังคมหรือคนส่วนใหญ่มองว่าเท่ โดยเฉพาะเรื่องท่องเที่ยว ที่ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ แล้วนำมาเขียน กลายเป็นเรื่องน่าอิจฉา ที่ได้ไปโน่นมา ไปที่นี่มา ส่วนเรื่องอื่นๆ สารคดีประเภทอื่นๆ คนก็ให้ความสนใจเหมือนกัน แต่ยังไม่กว้างพอ"

          ถ้าจะยึดเป็นอาชีพ "ผมว่าอยู่ได้ ถ้าเราจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนที่ฟุ่มเฟือย ปกติงานเขียนสารคดีของผมก็มีอยู่สองรูปแบบคือ งานประจำในนิตยสารกับงานที่รับทำเป็นชิ้นๆ"

          เจ้าของสารคดี ย้อนรอยปริศนา รองเท้ากลีบบัวทองคำ นามว่า ปารวี ไพบูลย์ยิ่ง แสดงทรรศนะต่อกระแสนิยมสารคดีในท้องตลาดว่า "ตอนนี้คิดว่ามีประปราย แต่ไม่เป็นกระแสเหมือนสารคดีท่องเที่ยว การเขียนเรื่องท่องเที่ยวนั้น เราเห็นชัด นักเขียนรุ่นเก่า ใหม่ และนักวิชาการยังเขียนสารคดีท่องเที่ยว แต่ถ้าเป็นสารคดีหนักๆ ก็ไม่เป็นกระแส แต่ก็เห็นพิมพ์ออกมาอย่างผลงานของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม และอีกหลายๆ คนที่สำนักพิมพ์ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษพิมพ์ออกมา แต่นั่นก็เป็นภาพขององค์กร งานแนวนี้ของฟรีแลนซ์ยังไม่เห็นใครที่เด่นชัด"

          อยู่ได้ไหมถ้าจะยึดงานเขียนสารคดีเป็นอาชีพ ในยุคนี้ เธอให้ความเห็นว่า "ถ้ายืนอยู่ในคอนเซปต์ของตนเองแล้วมีตลาดรองรับก็อยู่ได้ อย่างสารคดีของ อรสม สุทธิสาคร เป็นต้น แต่ใช่ว่าอรสมจะไปแนวนี้ได้ตลอด จุดหนึ่งคงต้องปรับตัวเอง อย่าง ธีรภาพ โลหิตกุล ก็อยู่ได้ สำหรับคนที่ยึดอาชีพนี้ ถ้ามุ่งมั่นกับมันจริงๆ ก็อยู่ได้ แต่ต้องจัดการเรื่องการใช้ตัวเองให้ดี เพราะว่ารายได้ไม่แน่นอน ถ้าฟุ่มเฟือยก็อยู่ไม่ได้ สรุปง่าย ๆ ก็คือ อยู่ได้แต่ต้องเลือกเนื้อหาที่เขียนให้เป็นแนวสารคดี และมองตลาดด้วย"

          ฟังนักเขียนสารคดีเลือดใหม่กันมาพองามแล้ว หันมาฟังรุ่นเก๋าส์...บ้าง ระหว่าง ภาณุ มณีวัฒนกุล กับ ธีรภาพ โลหิตกุล เปิดวงสนทนากันในประเด็นเดียวกับที่เสนอมา เริ่มจากกระแสความนิยม "สารคดี"

          ภาณุ เสนอความเห็นว่า "ผมว่าคนให้ความสนใจสารคดีมากกว่าเมื่อก่อนมาก เปอร์เซ็นต์คงบอกไม่ได้ แต่จะเห็นคอลัมน์สารคดีอยู่ในหนังสือหลายๆ ประเภท เช่น หนังสือการเมือง ดูเหมือนเมื่อก่อนมีสยามรัฐสัปดาหวิจารณ์เล่มเดียว สารคดีพื้นบ้านก็มี สารคดีชีวิตก็มี สารคดีท่องเที่ยวก็มีสลับกันไป แต่หนังสือตอนหลังมีเรื่องเที่ยวเข้ามา เราก็จัดหมวดหมู่ว่า เรื่องเที่ยวเป็นสารคดีไปแล้ว เรื่องท่องเที่ยว ชนิดชวนคนไปเที่ยวผมว่าบางครั้งไม่ใช่สารคดี ถ้าจะเป็นสารคดีมันจะต้องมีข้อมูลใหม่เข้ามา หรือมันมีมุมมองใหม่เข้ามา หลังๆ จะมีเรื่องท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เชิงวัฒนธรรม เที่ยวอนุรักษ์ นี่มันก็เป็นสารคดีแล้ว เพราะมันมีประเด็นให้พูดถึง มีเรื่องให้พูด แล้วหนังสือ นิตยสาร สมัยนี้ให้ความสนใจสารคดีมากกว่าเดิม เพราะว่าบรรณาธิการมองเห็นว่าสารคดีไม่ใช่งานเขียนที่เคร่งครัดในรูปแบบ เป็นการมุ่งเรื่องฮาร์ดคอร์ (Hard Core) แต่ทำให้มันซอฟต์ (soft) หน่อย นักเขียนต้องใช้ความสามารถพอสมควร อาจจะทำในกองบรรณาธิการเอง หรือซื้อเรื่องเอาก็ได้"

          นิ่งยิ้มฟังอยู่นาน ธีรภาพ โลหิตกุล เสริมว่า "ปริมาณนิตยสารในบ้านเราแม้จะมากกว่าก่อน แต่มันมีช่องทางอื่นที่มันเกิดขึ้นจาการพัฒนาของโลกก็คือ อินเทอร์เน็ต เวบไซต์ ซึ่งมันเป็นช่องทางที่เปิด เป็นประตูที่ใหญ่มากเลย พร้อมที่จะต้อนรับคนเขียนสารคดีมหาศาลเดินเข้ามา แล้วเสนอผลงานของคุณลงไป มันอาจจะเริ่มจากการอ่านกันเอง แต่บัดนี้มันได้พิสูจน์แล้วว่า มันได้พัฒนาไปสู่สายตาแมวมองของสำนักพิมพ์ในเวบไซต์นั้นๆ ดูงานของใครน่าสนใจ เขียนดี แล้วเอาไปพิมพ์ นี่เป็นช่องที่ใหญ่มาก ที่จะทำให้คนที่ไม่มีชื่อเสียงมาก่อน หรือว่าเรียนไม่จบ หรือระดับมัธยมอย่าง ดร.ป๊อบ เกิดในโลกวรรณกรรมได้ ผมว่านี่เป็นโอกาสที่ใหญ่มาก"

          สิ่งสำคัญที่สุดของนักเขียนสารคดีก็คือการบริหารเงิน ทั้งเงินเพื่อดำรงชีพและเงินที่ใช้เดินทาง

          ภาณุ แนะว่า "ผมไม่แนะนำให้ทำแบบผม ผมแนะนำให้เขียนเรื่องใกล้ๆ ตัวเสียก่อน เริ่มจากง่ายๆ ก่อน เหมือนคุณไปหาหมอฟันกับทันตแพทย์กำลังเรียน ฝีมือมันคนละชั้น มันเป็นการข้ามขั้นตอนไป ผมขอแนะนำให้เขียนเรื่องใกล้ตัวก่อน เรื่องผู้คน สวนสาธารณะ การจัดการของหมู่บ้าน พยายามสังเกตสังกา เสร็จแล้วต้องเป็นคนช่างจดช่างจำ ช่างวินิจฉัย ช่างพิจารณา เปิดโลกให้กว้างทั้งหนังสือทั้งอินเทอร์เน็ต โลกของวิทยาการสมัยใหม่ แล้วเมื่อคุณเปิดโลกขึ้นมาเยอะๆ คุณจะพบว่าคุณเป็นนักเขียนแบบไหน หรือว่าเป็นนักข่าว

          ผมอยากจะบอกว่า การเขียนสารคดีคือชีวิตของผม ผมจะต้องรู้จักการจัดการกับเรื่อง รู้จักการจัดการกับชีวิต การเขียนสารคดีให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ใช่ว่าคุณจะมีคอลัมน์ห้าสิบคอลัมน์แล้วต้องเขียนยี่สิบเรื่องในหนึ่งเดือนหรือสองเดือน ทุกวันนี้จะว่าไปแล้วผมเขียนให้หนังสือสองเล่ม แต่ผมก็อยู่ได้อย่างสบาย แต่สิ่งสำคัญมากกว่าที่ผมเขียนกี่เรื่อง ผมได้เงินเท่าไร คือผมใช้เงินอย่างไร การบริหารเงินเป็นสิ่งสำคัญ"

          ธีรภาพ กลั่นจากประสบการณ์แนะว่า "ผมมองว่า ไม่ว่าคุณจะมีเงินมากหรือน้อย สิ่งที่คุณควรจะต้องมีคือ ความสามารถในการจับประเด็น ถ้าคุณมีความสามารถในการจับประเด็น คุณมีเงินน้อยยังไปเมืองนอกไม่ได้ ประเด็นในเมืองไทยมีอีกมากมายมหาศาล ถ้าคุณไปต่างจังหวัดไม่ได้ ประเด็นในกรุงเทพฯ อีกมากมายมหาศาล คุณต้องจับประเด็นให้เป็น การจับประเด็นให้เป็น ถ้าคุณไปเมืองนอกมันจะยิ่งกว้างไปอีก เพราะว่าไม่มีหนังสือฉบับไหนที่จะยอมให้คุณเขียนทุกประเด็นที่คุณไป ผมไปอย่างน้อยสิบวัน เขียนให้สารคดีทั้งเล่มเนื้อที่ก็ไม่พอ ถ้ารู้จักจับประเด็น กินมะพร้าวรู้จักค้นคว้า รู้จักสังเกตก็ได้อีกเรื่องหนึ่ง หลังลงตีพิมพ์เป็นตอนๆ ก็สามารถเป็นเล่มได้ การลงเป็นตอนๆ ก็ได้ค่าเรื่องเป็นตอนๆ มันไม่ได้คิดถึงเรื่องเงินก่อน แต่มันเกิดขึ้นมาจากการสั่งสมตัวเองก่อน การมองหาประเด็นก่อนใช่ไหม มันจะเริ่มจากคุณเป็นคนช่างซัก ช่างสังเกต ช่างสนใจ มันถึงจะได้ตรงนี้มาก เพราะฉะนั้น บางครั้งอย่างผม อย่างภาณุที่ได้อยู่ ก็เกิดจากการที่มีหลายประเด็น"

          ภาณุ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดว่า "กรณีนี้ ผมว่าเหมือนเราเริ่มต้นไปตลาดกับแม่ แม่จ่ายตลาดเราก็เรียนรู้จากแม่ แล้ววันหนึ่งเราไม่ได้ไปตลาด แม่ซื้อของกลับมาเราเห็นของที่แม่ซื้อมา เรารู้ได้เลยว่า แม่จะแกงไอ้นี่นะ พอวันหนึ่งเราเองถึงขั้นไปตลาดเองได้แล้ว การไปตลาดเองของเรา เราจะจัดโผไปก่อนว่าเราจะต้องการอะไร พอเราไปจนคล่องแล้ว เราไม่ต้องจดโผแล้ว เราไปดูเราไม่ต้องคิดเลยว่าเราจะแกงอะไร แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ เราจะไปดูว่าอะไรสด อะไรดี วัสดุดีมีอะไรบ้าง เราซื้อเลย เห็นปุ๊บแล้วคุณซื้อวันนั้น แล้ววันนั้นคุณจะได้กินแกงที่ดี แกงที่สด"

          การดำรงชีวิตของนักเขียนจะอยู่ได้อย่างไร ภาณุ ถามกลับว่า "นักเขียนสารคดีทำไมต้องจนวะ ทุกวันนี้ผมเปลี่ยนไป ผมว่าทุกคนต้องเปลี่ยน ต้องมองโลกด้วยสายตาที่เป็นจริง ไม่ใช่มองโลกตามอยากให้มันเป็น โลกมันเป็นอย่างที่มันเป็น ถึงเวลาที่มองโลกอย่างที่มันเป็นยังไง ผมเคยบอกว่า ชาตินี้ไม่มีทางที่จะมีรถยนต์ ผมมีรถยนต์แล้วน่ะ นิตยสารจีเอ็มมาสัมภาษณ์บอกว่า พี่เป็นกลุ่มสุดท้ายที่ไม่ใช้มือถือ ผมมีมือถือแล้วน่ะ ผมขับรถแล้ว ผมมีทุกอย่างที่เคยบอกว่าผมจะไม่มี แต่ผมจะมีอะไรก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นต้องมี เราต้องรู้ว่าเราจำเป็นอะไรบ้าง และผมต้องกำหนดชีวิตผมเอง"

          เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของนักเขียนสารคดี ธีรภาพ แสดงทรรศนะว่า "วัดเปอร์เซ็นต์ค่าครองชีพกับต้นฉบับ ปัจจุบันดีขึ้นกว่าเก่ามาก นั่นคือมาตรฐานของค่าเรื่องดีกว่ามากแล้ว ถ้ามีภาพประกอบก็จะมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นผมกลับมองว่า ค่าตอบแทนมันพัฒนาขึ้นมาพอสมควร แม้จะไม่มากนัก แต่ปัญหามันกลับมาว่า ตัวคุณ งานของคุณดีพอที่เขาจะให้ค่าเรื่องหรือไม่ ถ้าดีพอมีคนพร้อมที่จะให้ค่าเรื่องคุณเป็นอย่างดี ไม่เหมือนสมัยก่อน ดีแค่ไหนก็ได้ค่าเรื่องแค่ ๔๐๐ บาท"

          และการเป็นนักเขียนสารคดี ภาณุ บอกว่า ต้อง "ถามตัวเองว่าตัวเองมีอะไรดีพอหรือเปล่า ไม่ใช่หลงตัวเอง ต้องถามตัวเองว่ามีอะไรดีพอไหม ผมว่าน่าเป็นห่วงอยู่อย่าง การเป็นนักเขียนสารคดีที่เป็นนักเขียนแบบเท่ๆ ไง ใครๆ ก็อยากเป็นนักเขียนสารคดีหรือเปล่า มันดูเท่ คือจริงๆ มันเป็นเรื่องที่ถึงจุดหนึ่งแล้ว แต่คนเรามักคิดถึงความสำเร็จ มองถึงจุดนั้นไม่คิดถึงมิติเวลาในอดีตว่าเขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง..."

          และ "ผมดีใจที่ไม่มีการประกวดสารคดีระดับชาติในเมืองไทย เพราะว่ากรรมการแม่มันมือไม่ถึง ดูซีไรต์สิ มันยิ่งถอยหลังกลับเข้าคลอง มันไม่ได้ทำให้เจริญขึ้น การจัดประกวดถ้าคุณดีคุณต้องได้รับความสนใจจากคนทั่วไป คุณต้องมีมาตรฐานที่ทุกคนยอมรับ ไม่ใช่สถาบันเดียว ไม่ใช่จัดโดยโรงแรมฝรั่ง ไม่ต้องเอาสปอนเซอร์เอาสายการบินสากกะเบืออะไรมาก็ไม่รู้ มาเป็นสปอนเซอร์ แล้วมันเป็นอย่างไร แม่มันจัดการเอง ลับหลังทะเลาะกัน กรรมการก็พวกน่ะ แล้วพูดกันน่าเบื่อไง มันไม่ใช่ประเด็น ถ้ามีสารคดีผมมันคนหนึ่งที่จะต้องคัดค้าน ทุกวันนี้ให้นักเขียนสารคดีดิ้นรนกระเสือกกระสนทำงานออกมาดีกว่า ทำงานเพื่อความอยู่รอดทำงานได้ดี...

          อย่างกวี ผมว่าบางทีเรียกกวีมันยิ่งใหญ่เกินไปนะ เขียนหนังสือสองประโยค สามบรรทัด บางทีผมอ่านไม่รู้เรื่องพิมพ์หนังสือออกมาส่ง บก.แล้ว บก.อ่านไม่รู้เรื่อง ส่งกลับ ก็ไปด่า บก.ว่าหัวไม่ถึง พิมพ์แม่งมันเอง แล้วเรียกว่ากวีใต้ดิน หรือกวีอะไรพวกนี้ ผมว่าอย่างน้อยๆ การมีบรรณาธิการก็มีคุณภาพ คุณจะให้ความเคารพหรือไม่ให้ความเคารพก็เรื่องของคุณ แต่คุณไปว่าเขา คุณต้องดูงานตัวเองด้วย"

          ธีรภาพ มองต่างออกไปว่า "บรรดานักเขียน คนที่น้อยอกน้อยใจ และบ่นอยู่เสมอน่าจะเป็นกวี เพราะว่าเขาลำบากมากจริงๆ กวีเป็นลูกเมียน้อยตัวจริง สารคดีมีคนสนใจมากขึ้น เพราะว่าส่วนหนึ่งมันเป็นพัฒนาการของสังคมด้วย เพราะสังคมก้าวสู่การเรียนรู้ คนสนใจที่จะแสวงหาความรู้และความเพลิดเพลินไปพร้อมๆ กัน ซึ่งสารคดีให้คำตอบตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้นเป็นแนวโน้มที่ดีในการเขียนสารคดี ช่องทางจึงกว้าง สมัยนี้คนเขียนเรื่องสั้นบ่นแล้วว่าน้อยใจสำนักพิมพ์ไม่ค่อยพิมพ์ แต่พิมพ์สารคดี"

          สารคดีท่องเที่ยวที่เคยเฟื่องฟู เดี๋ยวนี้ซาไป ธีรภาพ มองว่าเป็น "ปรากฏการณ์ที่มันถอยลงมาบ้าง เพราะว่ามันเยอะเกินไป และขาดคุณภาพ หรือไปที่ซ้ำ ถ้าคุณมีประเด็นใหม่ อย่างตอนนี้ถ้าใครทำเซตยุโรปตะวันออกออกมา คนก็จะให้การต้อนรับเป็นอย่างดี มันไม่ได้ถดถอยโดยสารคดี แต่มันถดถอยโดยตัวงานที่เยอะเกินไปและขาดคุณภาพ ขาดข้อมูลที่แน่ชัด ขาดข้อมูลที่น่าเชื่อถือ กลายเป็นแฟชั่น ใครก็ได้ไปแล้วมาเขียน ซึ่งผมไม่ได้ว่านะ จริงๆ ใครเขียนก็ได้ แต่ขอให้สนใจคุณภาพด้วย"

          ภาณุ ตบท้ายว่า "สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ คุณจะไปไหนซ้ำไม่เป็นไร แต่คุณเขียนซ้ำอะไรก็ซ้ำไปหมดเลย มันก็ลำบาก มันไม่ได้ มันต้องมีเรื่องใหม่ มีแง่มุมใหม่ คุณจะเขียนเรื่องอะไรนั่นเป็นเรื่องสำคัญ"

          แน่นอนสารคดีเรื่องซ้ำไม่สำคัญ แต่ประเด็นต้องคิดใหม่




เรียนรู้จากการอ่าน

เครือข่ายเยาวชนสร้างเสริมคุณธรรมนำปัญญาจากการอ่าน article
หนังสือบันเทิงคดี ที่น่าอ่าน article
นิยาย ที่น่าอ่าน article
เรื่องสั้น ที่น่าอ่าน article
สารคดี บทความ ที่น่าอ่าน article
การเมือง ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เศรษฐศาสตร์ article
ศิลปะ ภาษาและวรรณกรรม วรรณกรรมวิจารณ์
สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์สังคม article
ศาสนา ปรัชญา article
ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์
ไตรภูมิกถา ไตรภูมิพระร่วง เป็นยอดวรรณคดีสมัยสุโขทัย
หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
รายชื่อหนังสือหนังสือดี100เล่มที่คนไทยควรอ่าน article
อิศรญาณภาษิต article
101 เล่มในดวงใจนักเขียนและนักอ่าน



Copyright © 2005 All Rights Reserved. ครูต้นแบบกระบวนการเรียนรู้ 2545 (Teacher Award) กระทรวงศึกษาธิการ
ร้านหนังสือ"บ้านครู"  ศูนย์รวมพลังแห่งปัญญา แหล่งศึกษา ค้นคว้า แนะนำหนังสือดีเด่น ควรอ่านเพื่อชีวิตและสังคม
www.kruthai40.com จัดทำโดย นายสุรินทร์ ยิ่งนึก ครูต้นแบบเครือข่ายครูไทย เชิงประจักษ์ ว.13 ครูภาษาไทยดีเด่น รางวัลคุรุสดุดี คุรุสภา surinkruthai@gmail.com