ReadyPlanet.com
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน
dot
dot
dot
dot
dot

dot
dot
dot
dot
dot
PLCนวัตกรรม
bulletระบบประกันคุณภาพออนไลน์
bulletfacebook.com - kruthai40
dot
dot


กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ ที่น่าสนใจ
มรดกไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เครือข่ายกาญจนาภิเษก
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ห้องเรียน DLIT
gotoknow:kruthai40


สารคดี บทความ ที่น่าอ่าน article
ประเภทสารคดี/บทความ (NON FICTION)

ก. ประวัติศาสตร์

56. ประวัติกฎหมายไทย - ร. แลงกาต์ 


 


ประวัติศาสตร์กฎหมายไทย เล่ม 1-2
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2478
ร. แลงกาต์
(พ.ศ. 2435 - 2515)

ร. แลงกาต์ ได้ใช้เอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์สำคัญๆ นอกไปจากหลักฐานในทางกฎหมายเอง
ด้วยความสามารถทางภาษาไทย และเข้าใจภาษาไทยโบราณอย่างดี
จึงสามารถใช้ความรู้ ความสามารถในการขุดค้น อธิบายกฎหมายอย่างน่าทึ่ง
ดุจเดียวกับยอร์ช เซเดส์ มีความสามารถในการศึกษาศิลาจารึกไทย
ก่อนที่ ร.แลงกาต์ จะได้เขียนตำรา หรือเอกสารประวัติศาสตร์กฎหมายนี้
นายปรีดี พนมยงค์ ผู้ประสาธน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง
ได้มอบให้ ร. แลงกาต์ ชำระกฎหมายตราสามดวง หรือประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1
พร้อมกับเป็นบรรณาธิการจัดพิมพ์ กลายเป็นฉบับมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์ และการเมือง
ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานดีที่สุดที่มีอยู่ในขณะนี้ ประกอบกับ ร.แลงกาต์เข้ามาเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของรัฐบาลไทย
ขณะประเทศไทยกำลังปฎิรูประบบกฎหมาย และจัดทำประมวลกฎหมาย ดังนั้น
ความรู้ที่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์กฎหมายไทย ร.แลงกาต์ จึงเป็นการแสดงออกถึงความรู้ของนักวิชาการ
ที่ศึกษาประวัติศาสตร์กฎหมายมาเป็นอย่างดี กับความรู้ของผู้ปฏิบัติงานนิติศาสตร์
ที่ผ่านการจัดทำประมวลกฎหมายสมัยใหม่ ประสานเข้าด้วยกัน และเผยแพร่ในการให้การศึกษาแก่ผู้เรียน
ผลในฐานะที่เป็นสื่อการเรียนการสอน อันผ่านการทดสอบ ให้ความรู้ผ่านการจัดพิมพ์ครั้งต่างๆ และปรับปรุงในการจัดพิมพ์ครั้งต่อมา
ทำให้ตำราประวัติศาสตร์กฎหมายนี้ดำรงทรงคุณค่ายิ่งขึ้น
ประวัติศาสตร์กฎหมายของ ร. แลงกาต์ มิได้อธิบายเพียงพระธรรมศาสตร์ที่เลิกใช้แล้ว
แต่ยังได้อธิบายถึงอิทธิพลตกค้างทางความคิด และวัฒนธรรมกฎหมาย และขยายความต่อถึงการรับอิทธิพลกฎหมายตะวันตก
ทั้งเปรียบเทียบความเป็นมา หรือกระบวนทัศน์นั้นในส่วนที่พึงเปรียบเทียบ หรือพึงตั้งข้อสังเกต
ผลงานนี้ จึงเป็นผลงานสำคัญในฉบับภาษาไทย ที่เป็นงานคลาสสิก
ดุจเดียวกับผลงานประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 หรือกฎหมายตราสามดวง
ควรแก่การศึกษาของนักนิติศาสตร์ และรวมถึงผู้ศึกษาด้านไทยศึกษาทั่วไปด้วย
จิตร ภูมิศักดิ์ ได้อ้างงานนี้ เรื่องกฎหมายที่ดินในงานของจิตร
แม้จะด้วยจุดยืนที่แตกต่างกันก็ตาม ผลงานสำคัญของ ร.แลงกาต์เรื่องนี้ จึงเป็นประภาคารทางปัญญาที่สะท้อนภูมิปัญญาไทย
และวิเคราะห์วิธีการรับวัฒนธรรมความรู้อื่นของคนไทย ด้วยวิธีของคนไทย
ที่มีกระบวนการระยะผ่าน และปรับปรนมาเป็นของตนอย่างเหมาะสม



57. นิทานโบราณคดี - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ 




นิทานโบราณคดี
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2487
พระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
(พ.ศ. 2405 - 2486)

นักประวัติศาสตร์ เช่น ศาสตราจารย์ ดร.แถมสุข นุ่มนนท์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เห็นว่า
งานเด่นๆ ทางประวัติศาสตร์ของพระองค์ ได้แก่ พงศาวดารกรุงสยาม, ไทยรบพม่า,
พระราชวิจารณ์ในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4 เป็นต้น
แต่ที่เลือกหนังสือนิทานโบราณคดี เป็นหนังสือดีที่คนไทยน่าจะได้อ่าน
เป็นเพราะหนังสือเล่มนี้ เหมาะสำหรับผู้อ่านสามัญชนที่มีการศึกษาทั่วไป และเป็นหนังสือที่ไม่เน้นวิชาการเฉพาะเรื่อง
นิทานโบราณคดี เป็นเรื่องราวต่างๆ ที่ทรงรับรู้จากการเดินทางไปตรวจราชการต่างจังหวัด
ในช่วงที่ทรงมีตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย (2435 - 2457)
และความรู้ที่ได้จากการทูลถามเรื่องเก่าๆ เมื่อทรงร่วมโต๊ะเสวยกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมควรที่จะมีการบันทึกไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ มิฉะนั้นความรู้ต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ที่ทรงรับรู้ก็จะสูญหาย
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงมีวิธีการเขียนแบบใหม่ ที่ต่างจากนักเขียนร่วมสมัยกับพระองค์
คือ ทรงอ้างหลักฐาน และแทรกพระวิจารณ์เข้าไปด้วย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักปรัชญาประวัติศาสตร์
(ปรัชญาประวัติศาสตร์, หน้า 210) อธิบายว่า
งานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ คล้ายคลึงกับรันเก (Ranke) นักปรัชญาประวัติศาสตร์ ชาวเยอรมันที่มีชื่อเสียง
ซึ่งเน้นการใช้ และตรวจสอบหลักฐานเอกสารอ้างอิง เป็นการวางหลักของการศึกษาทางประวัติศาสตร์แบบใหม่
ขณะเดียวกันท่านก็ทรงกระทำหน้าที่เป็นผู้อธิบาย โลกเก่าและโลกใหม่ให้เข้าด้วยกัน
ในนิทานโบราณคดี ทรงนิพนธ์ด้วยการโยงเรื่องที่กำลังเล่าอยู่ขณะนั้นไปสู่ประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอดีต
เมื่อทรงจำได้หรือสามารถหาหลักฐานอ้างอิงได้
เท่ากับในการเล่าเรื่องๆ หนึ่งจะทรงเล่าอย่างรอบด้านมีลักษณะเป็นพัฒนาการ จนเกือบครบองค์ความรู้ของเรื่องนั้นๆ เลยที่เดียว
หนังสือนิทานโบราณคดี จึงไม่เป็นเพียงหนังสือที่อ่านสนุกเท่านั้น แต่ให้ความรู้มหาศาล สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ
ทรงใช้ภาษาง่ายๆ ในการเขียน ทรงคัดแต่เรื่องที่น่าสนใจที่มีลักษณะแปลกๆ
โดยเฉพาะบรรยากาศของยุคสมัยที่เป็นสังคมของชาวบ้านท้องถิ่น บุคลิก อารมณ์ ความรู้สึก ความเชื่อ
ชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชนไทยในสมัยนั้น ซึ่งไม่สามารถหาอ่านได้ง่ายนัก ได้อย่างน่าสนใจ



58. โฉมหน้าศักดินาไทย - จิตร ภูมิศักดิ์ 




โฉมหน้าศักดินาไทยปัจจุบัน
พิมพ์ครั้งแรก ในนิติศาสตร์ 2500
โดยสมสมัย ศรีศูทรพรรณ (นามแฝง จิตร ภูมิศักดิ์)
(พ.ศ. 2473-2509)

โฉมหน้าศักดินาไทยปัจจุบัน เขียนและพิมพ์ครั้งแรก ในหนังสือนิติศาสตร์ ฉบับรับศตวรรษใหม่หรือนิติศาสตร์ 2500
โดยสมสมัย ศรีศูทรพรรณ ที่เป็นนามแฝงของ จิตร ภูมิศักดิ์
ในการพิมพ์ครั้งหลังๆ ได้ตัดคำว่า ปัจจุบันออก และใช้ชื่อจริง
จิตร เชื่อว่า คนไทยไม่รู้จัก และเข้าใจความหมายของศักดินาที่แท้จริง
ดังนั้น จิตรต้องการเขียน โฉมหน้าศักดินาไทยขึ้น เพื่อให้เข้าใจลักษณะที่แท้จริงของศักดินา
ในฐานะที่เป็นระบบการผลิต โดยใช้แนวคิดของมาร์กซ์เป็นทฤษฎีในการศึกษา
จิตรได้แบ่งเนื้อหา ในโฉมหน้าศักดินาไทย ออกเป็นลักษณะของระบบผลิตศักดินา และกำเนิดระบบศักดินา
โดยทั่วไป กล่าวถึงความหมายของคำว่า ศักดินา ลักษณะทางเศรษฐกิจสังคม และการเมือง
เป็นการวางกรอบทฤษฎีไว้ในเบื้องต้น กล่าวถึงระบบศักดินาในไทยโดยเฉพาะ
จิตรอธิบายให้เห็นว่าสังคมไทยมีพัฒนาการ ผ่านขั้นตอนการผลิตอย่างที่มาร์กซ์อธิบายไว้
กล่าวคือ ก่อนที่จะพัฒนาเป็นสังคมศักดินา ประเทศไทยได้ผ่านสังคมทาสในสมัยสุโขทัยมาก่อน
จิตรได้พิสูจน์ด้วยการอ้างหลักฐานจากพงศาวดารล้านช้าง เพื่อเป็นการล้มล้างความเชื่อถือ ในวงการศึกษาไทยว่า
สังคมสุโขทัยไม่เคยมีทาส และไทยไม่เคยผ่านระบบทาส
จิตรยังได้ค้นคว้าย้อนไปไกลกว่าสังคมสุโขทัย เพื่อแสดงให้เห็นว่า สังคมไทยเคยผ่านยุคชุมชนบุพกาลมาแล้วอีกด้วย
จิตรได้ใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์ พิสูจน์ให้เห็นว่า ชนชั้นศักดินามีเพทุบายอย่างไรบ้าง ในการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
แม้ว่าการแสวงหาผลประโยชน์นั้น บางครั้งเป็นสิ่งที่ให้โทษแก่ประชาชน เช่น การเปิดบ่อนการพนัน
เพียงเพื่อรัฐได้รายได้จากการเก็บภาษีอากร ดังที่จิตรให้ตัวเลขไว้ว่า ในพ.ศ.2431
มีบ่อนเบี้ยในกรุงเทพฯ ถึง 403 บ่อน บ่อนใหญ่ 126 บ่อนเล็ก 277 กระจายอยู่อย่างทั่วถึงทุกตำบล
ในช่วงเวลาที่ประชาธิปไตยเบ่งบานหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ได้มีการนำโฉมหน้าศักดินาไทย มาตีพิมพ์หลายครั้ง
และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง โฉมหน้าศักดินาไทย เป็นการเปิดมิติใหม่ของการศึกษาทางประวัติศาสตร์ไทย
ก่อให้เกิดการถกเถียง ค้นคว้าหาข้อเท็จจริงต่อไปจากที่จิตรได้ปูทางไว้



59. กบฏ ร.ศ. 130 - เหรียญ ศรีจันทร์, ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์ 




กบฏ รศ.130
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2503
(พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ.2519)
ร.ต.เหรียญ ศรีจันทร์, ร.ต.เนตร พูนวิวัฒน์

หนังสือกบฏ รศ.130 ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เอง แม้จะมาเขียนภายหลังจากความทรงจำ ซึ่งอาจจะคลาดเคลื่อนบ้าง
แต่ก็เป็นงานเขียนที่สะท้อนอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดของนายทหารหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้อย่างดี
งานเขียนชิ้นนี้ ช่วยให้ผู้อ่านเห็นความภาคภูมิใจต่อสถาบันทหาร ความรู้สึกห่วงใยต่อประเทศชาติ
เมื่อเห็นความล้าหลัง ความยากจนของผู้คนในชนบท ประเทศไทยที่ไม่เจริญก้าวหน้า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น
กบฏรศ.130 คือ ความพยายามของนายทหารรุ่นหนุ่มกลุ่มหนึ่ง ในปีพ.ศ.2454
(ซึ่งถ้านับเป็นรัตนโกสินทร์ศกหรือ รศ. คือ 130) ที่จะคบคิดกันยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน
จากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นประชาธิปไตย
นอกจากอุดมการณ์ทางความคิดที่ต้องการให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าแล้ว
ยังมีสาเหตุเสริมมาจาก ความรู้สึกถึงความไม่ยุติธรรม และความรู้สึกว่าสถาบันทหารทำลายเกียรติภูมิ
จากการที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ เมื่อครั้งที่ยังทรงเป็นพระยุพราช ได้ทรงสั่งโบยทหารผู้หนึ่ง
คือ รอ.โสม ที่มีเรื่องกับ "มหาดเล็กสมเด็จพระบรมฯ" และการที่ทรงตั้งกองเสือป่าขึ้นมา มีลักษณะซ้ำซ้อนกับทหาร
และยังแสดงความโปรดปรานกองเสือป่าเป็นพิเศษ ทำให้เกิดเป็นชนวนสำคัญ
"กลายเป็นไฟลามทุ่งแห่งความรู้สึกของพวกมันสมองปฏิวัติขึ้นบ้าง" (หน้า 8
ผู้ก่อการ รศ.130 เป็นกลุ่มนายทหารหนุ่มผู้ที่มีความรักชาติ พวกเขาเห็นว่า
ระบบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราช ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่ล้าหลัง
ชาวชนบทยากจนมีชีวิตที่แร้นแค้น การได้รับรู้ข่าวสารการปฏิรูปของญี่ปุ่นสมัยเมจิ
การประกาศใช้รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่น พ.ศ.2432 ชัยชนะของญี่ปุ่นที่มีต่อรัสเซีย พ.ศ.2448
การปฏิวัติจีนสมัย ดร.ชุนยัดเซ็น พ.ศ.2454-2455 ที่ทำให้ประเทศจีนปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย
มีส่วนปลุกให้พวกเขาเกิดความเร่าร้อนต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม
ที่พวกเขาเห็น ว่าล้าหลังกว่าประเทศอื่น เช่น ประเทศญี่ปุ่นมาก
หนังสือกบฏรศ.130 บรรยายถึงการเริ่มต้นก่อกระแสความคิด และวิธีการขยายสมาชิกของผู้ก่อการจนได้สมาชิกหลายสิบคน
โดยเฉพาะนายทหารหนุ่มๆ ที่ "ใจร้อนที่ใคร่จะได้เห็นชาติภูมิของตน เจริญก้าวหน้าเทียบทันอารยประเทศ"
แต่กระบวนการขยายสมาชิก และวางแผนการก็ดำเนินไปไม่ได้นาน
เนื่องจากมีสมาชิกผู้หนึ่งเกิดหักหลังกลุ่มผู้ก่อการ ด้วยการกราบทูลรายงานแผนการ
และชื่อผู้ก่อการแก่ผู้บังคับบัญชา และความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
หนังสือเล่มนี้ได้เล่าถึงเหตุการณ์ในช่วงนี้อย่างน่าระทึกใจ
โดยเฉพาะความพยายามของฝ่ายผู้ก่อการเมื่อรู้ว่า ความลับของตนถูกเปิดเผย และอยู่ในภาวะคับขัน
พวกผู้ก่อการส่วนหนึ่งคิดที่จะต่อสู้ด้วยการวางแผนปฏิบัติ การยึดอำนาจทันที
แต่ "เสียงปืนใหญ่" ที่ใช้เป็นสัญญาณในการระดมพลรุกฮือขึ้น ยึดอำนาจไม่อาจดังขึ้นมาได้ เพราะฝ่ายรัฐบาลได้ทำการจับกุมผู้ก่อการ
ระดับหัวหน้าไว้ได้ก่อน อย่างชนิดคลาดกันแค่ "สายฟ้าแลบ"
ผู้บันทึกทั้ง 2 สามารถเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ที่ตนเองมีส่วนร่วมได้อย่างน่าอ่าน
ดูเหมือนนวนิยายที่มีการปูเรื่องจนถึงจุดสูงสุด และการคลี่คลายของเรื่อง
ให้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าที่คนรุ่นหลังควรได้ศึกษา
เนื่องจากกบฎ รศ.130 เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการประชาธิปไตย
เพราะเมื่อในอีก21 ปีต่อมา นายทหาร และพลเรือนชนชั้นนำที่เรียกตัวเองว่า คณะราษฎร
ก็ได้ทำการยึดอำนาจสำเร็จในเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475
ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 ได้แสดงความเคารพยกย่องให้เกียรติผู้ก่อการ รศ.130 อย่างมาก
ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นแม่แบบ เป็นบทเรียนสำหรับการกระทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
แม้กระทั่งในช่วงวิกฤตการณ์วันที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรระลึกถึงผู้ก่อการ รศ.130 ยังได้เชิญผู้ก่อการ รศ.130 มาพบ
เหมือนเป็นสัญลักษณ์ว่าเป็น "ผู้มาก่อน"



60. เจ้าชีวิต - พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ 




เจ้าชีวิต : สยามก่อนยุคประชาธิปไตย
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2505
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
(พ.ศ. 2450-2506)

เจ้าชีวิตเป็นพงศาวดารสมัยใหม่ ที่ให้ภาพเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ในราชวงศ์จักรีตั้งแต่รัชกาลที่ 1-7 อย่างละเอียด
จนกระทั่งพระราชกรณียกิจประจำวันของกษัตริย์ และเจ้านายองค์สำคัญทำให้พระมหากษัตริย์ไทย
มีภาพเคลื่อนไหว มีเลือดเนื้อดูมีชีวิตจิตใจ มีการยกพระราชดำรัสของกษัตริย์แต่ละพระองค์ประกอบในแต่ละส่วน เป็นระยะๆ
อีกทั้งมีการเปิดเผยพระอุปนิสัยส่วนพระองค์ของเจ้านายบางองค์ เช่น ทรงเล่าว่าพระอนุชาของรัชกาลที่ 1 เป็นผู้มีบุคลิกซ้อน
การนำเกร็ดประวัติศาสตร์มารวบรวม เล่าไว้ในหนังสือเจ้าชีวิตนี้ทำให้กษัตริย์
และเจ้านายในราชวงศ์จักรี เป็นดุจตัวละครทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง
ที่ผู้อ่านสามารถซึมทราบผ่านทางการรับรู้ และประสบการณ์ส่วนพระองค์ของผู้ทรงพระราชนิพนธ์ที่ได้ถ่ายทอดออกมาในหนังสือเล่มนี้
ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าชีวิตยังมีเนื้อหาครอบคลุมประวัติศาสตร์การเมือง การปกครอง การเศรษฐกิจ
ความสัมพันธ์ต่างประเทศสังคม และขนบประเพณีในราชสำนัก
โดยเฉพาะระเบียบวิธีการสถาปนายศเจ้านาย ที่ทรงอธิบายอย่างละเอียดอีกด้วย



61. ศาลไทยในอดีต - ประยุทธ สิทธิพันธ์ 




ศาลไทยในอดีต
พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์สาส์นสวรรค์ 2506
ประยุทธ สิทธิพันธ์

ศาลไทยในอดีต ของ ประยุทธ สิทธิพันธ์ เป็นหนังสือที่ให้สาระความรู้เกี่ยวกับพระราชอำนาจในการตัดสินคดีความ
กฎระเบียบแบบแผนหรือวิธีการบังคับใช้กฎหมาย
ในสมัยสุโขทัย อยุธยา มาจนถึงรัตนโกสินทร์ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475
ซึ่งคนไทยยุคหลังน้อยคนนัก จะเรียนรู้ความเป็นมาของศาลสถิตย์ยุติธรรมว่าเป็นเช่นไร
ความดีเด่นของเนื้อหาสาระ ได้แก่ การรวบรวมเอาประวัติศาสตร์ บันทึกเหตุการณ์ จดหมายเหตุ
และกฎหมายเก่าเกี่ยวกับการพิจารณคดีความ หรือปัญหาคดีความที่เกิดขึ้น
รวมตลอดไปจนคำประกาศ และการใช้พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ทางตรง (ทรงกระทำ)
และทางอ้อม (ผ่านขุนนางและตุลาการ) ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่บุคคลใดจะขัดขืนมิได้
มาอธิบายง่ายๆ อย่างกระทัดรัด เพื่อชี้ให้เห็นภาพรวมของระบบศาลสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
หรือความสำคัญของแต่ละคดีความ ที่ยกมาอ้างไว้อย่างชัดเจน
เรื่องศาลไทยในอดีตนี้ มิได้มุ่งหมายจะให้เป็นตำราว่าด้วยกฎหมาย
หากแต่ได้พยายามรวบรวมเรื่องราวในอดีตที่เป็นคดีคึกโครม น่าศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์โบราณคดี และจารีตประเพณีเท่านั้น
นอกจากนี้ ก็ได้รวบรวมบรรดาพระบรมราชวินิจฉัย และพระบรมราชโองการทั้งที่เกี่ยวกับคดีโดยตรง และเกี่ยวพันอยู่บ้าง
มาบรรจุไว้ด้วย ในด้านที่จะให้ความรอบรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของอดีต ซึ่งอาจเป็นเรื่องแปลกในสมัยโบราณ (จากคำนำ)
ถ้าหากมองสังคมไทย จากภาพสะท้อนทางกฎหมายหรืออำนาจทางการเมือง การปกครองสมัยก่อน
หนังสือศาลไทยในอดีต จะให้ภาพรูปธรรมที่แตกต่างกัน ของสังคมชนชั้นอย่างกระจ่างชัด ว่ามีลักษณะเช่นใด
มีวิถีชีวิต จารีตประเพณี ระเบียบกฎเกณฑ์ และฐานะความเป็นอยู่ที่ต่างกันอย่างไร
ในฐานะที่ประยุทธ สิทธิพันธ์ เป็นนักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ที่สนใจศึกษาค้นคว้าทางด้านขนบธรรมเนียมประเพณี
และประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง การมองปัญหาคดีความ และกฎหมายต่างๆ จึงกอปรด้วยการวิพากษ์วิจารณ์
เพื่อหาความจริงด้านประวัติศาสตร์ และกล้าชี้ให้เห็นเงื่อนงำว่า อาจมีการบิดเบือนบางตอนให้ผิดแผกไปจากเดิม
ทั้งเหตุผลที่นำมาพิสูจน์ก็หักล้างบันทึกประวัติศาสตร์ได้อีกด้วย
ดังนั้น ศาลไทยในอดีต จึงเป็นหนังสือสาระหน้ารู้ ที่อุดมไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สังคม คดีความทางกฎหมาย
ลักษณะการใช้อำนาจที่บังคับใช้เป็นกฎหมาย ระบบศาล และวิธีการพิจารณาความ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ทั้งสะท้อนภาพสังคมไทยในทุกระดับออกมาได้อย่างเป็นองค์รวม



62. ประวัติศาสตร์ไทยสมัย 2352-2453 ด้านสังคม - ชัย เรืองศิลป์ 




ประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ.2352-2453 ด้านสังคม
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2517 ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2519 ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2526
(ฉบับที่ใช้ในการแนะนำคือ ฉบับที่พิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์เรืองศิลป์)
ชัย เรืองศิลป์
(พ.ศ. 2447 - 2518)

การที่เลือกหนังสือประวัติศาสตร์ไทยสมัย พ.ศ.2352-2453 ด้านสังคมเป็นหนังสือดี
แทนที่จะเลือกหนังสือเล่มอื่นๆ ของชัย เรืองศิลป์ ที่เป็นงานค้นคว้าข้อมูลทางด้านสังคมเหมือนกัน
ได้แก่ ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ และสังคมไทยในศตวรรษที่ 24
(พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ชัย เรืองศิลป์ เมื่อ 28 มกราคม 2519)
และประวัติศาสตร์ไทยสมัยก่อนศตวรรษที่ 25
(พิมพ์ครั้งแรก 2523, ครั้งที่ 2 พ.ศ.2526, ครั้งที่ 3 พ.ศ.2539)
เหตุผลก็เป็นเพราะหนังสือประวัติศาสตร์ไทยสมัย 2352-2453 ตอนที่ 1 ด้านสังคม
เป็นการเขียนรวบรวมข้อมูลที่สมบูรณ์กว่างาน 2 เล่มแรก ที่กล่าวข้างต้น
งาน 2 เล่มดังกล่าว มีลักษณะเป็นงานที่เขียนขึ้นเหมือนการร่าง รวบรวมประเด็นสำหรับเขียน
ประวัติศาสตร์ไทย ด้านสังคม เล่มที่แนะนำมากกว่า
ส่วนประวัติศาสตร์ไทยสมัย 2352-2453 ตอนที่ 2 ด้านเศรษฐกิจนั้น
ก็เป็นหนังสือดีอีกเล่มหนึ่ง ที่บุคคลทั่วไปควรอ่าน
แต่ที่ไม่ได้ยกขึ้นมา เป็นเล่มที่แนะนำก็เป็นเพราะ เมื่อเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ไทยสมัย 2352-2453 ด้านสังคมแล้ว
ด้านเศรษฐกิจจะด้อยกว่า ในแง่ของการให้ภาพที่ไม่เป็นระบบตามลักษณะการเขียนในเชิงเศรษฐศาสตร์
เพราะดูเหมือนว่า ผู้เขียนจะให้รายละเอียดของต้นไม้ในป่าบางต้น มากกว่าการให้ภาพของป่าไปด้วยในขณะเดียวกัน
แต่ด้วยวิธีการเขียนเช่นเดียวกันนี้ เมื่อนำมาใช้ในด้านสังคมกลับจะให้เห็นภาพทางสังคมที่ละเอียด ซับซ้อน มีสีสรร น่าอ่าน
การที่หนังสือเล่มนี้ ได้รับการพิจารณาว่า เป็นหนังสือดีในรอบศตวรรษ เพราะเป็นหนังสือที่ให้ภาพสังคมไทย
ในช่วงเวลาที่สำคัญ คือ 100 ปี ที่มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมไทยดั้งเดิมโบราณ มาเป็นสังคมไทยสมัยใหม่
ที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตก (ตรงกับรัชกาลที่ 2-5) ได้อย่างดี
คนทั่วไปก็จะอ่านได้อย่างทั้งความรู้ และความเพลิดเพลิน
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ อยู่ที่ข้อมูลที่ได้จากเอกสารเก่าแก่หายาก ที่อยู่ในครอบครองของผู้เขียนจำนวนมาก
ไม่ว่าจะเป็นสมุดข่อย สมุดไทยดำ ตำราโหราศาสตร์ หนังสือ เช่น นิราศเกาะจาน นิราศเดือน
สุทยาลังการที่ชัย เรืองศิลป์ใช้ ก็เป็นหนังสือที่นักประวัติศาสตร์เองก็ไม่เคยเห็น
และไม่เคยนำมาใช้ รวมทั้งการใช้ข้อมูลจากกฎหมายตรา 3 ดวง พงศาวดารฉบับต่างๆ เป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญในการเขียน
ผู้เขียนยังมีความกล้า ในการทวนกระแสหลักในทางประวัติศาสตร์ประการหนึ่ง
คือ การนำหนังสือสยามประเภทของ กศร. กุหลาบ มาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์
หนังสือสยามประเภท เป็นหนังสือที่นักประวัติศาสตร์ทั่วๆ ไป
แม้แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยแน่ใจในความถูกต้อง และไม่กล้า นำมาใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ทั้งนี้เป็นเพราะสมเด็จฯ กรมพระดำรงราชานุภาพ ทรงเคยวิจารณ์ไว้ในหนังสือนิทานโบราณคดี (เรื่องที่ 9 "หนังสือหอหลวง") ว่า
มีความไม่น่าเชื่อถือ เป็นหนังสือที่เกิดจากการลักลอบคัดจากหอหลวง
เมื่อพิจารณาโดยรวม หนังสือประวัติศาสตร์ สมัย พ.ศ.2352-2453 ด้านสังคม
เป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับคนทั่วไปที่จะอ่านข้อบกพร่อง ความผิดพลาดของหนังสือ
ที่ผู้อ่านควรจะตระหนักก็คงมีเหมือนๆ กับหนังสือที่อ้างว่า
เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เล่มอื่นๆ ทั่วๆ ไป
ซึ่งข้อเท็จจริงต่างๆ ที่ถูกนำเสนอก็ผ่านการเลือกสรรจากนักประวัติศาสตร์ ที่อาศัยอัตวิสัยของตนเช่นกัน



63. สังคมไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ 2325 - 2416 - ม.ร.ว. อคิน รพีพัฒน์ 




สังคมไทยในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ พ.ศ. 2325-2416
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2518
ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ (แต่ง)
ม.ร.ว.ประกายทอง สิริสุข พรรณี สรงบุญมี (แปล)
บัณฑร อ่อนดำ (บก.)

หนังสือเล่มนี้ เป็นงานแปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ The Organization of Thai Soiciety in the Early Bangkok Period 1782 - 1873
โดย ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขาวิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1969
แต่เนื่องจากเป็นงานที่เขียนโดยคนไทย และเป็นงานที่ให้ความรู้เรื่องไทยที่สำคัญ เราจึงคัดให้เป็นหนังสือดีที่คนไทยน่าจะได้อ่าน
จุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้ คือ การศึกษาถึงเรื่องการจัดระเบียบสังคมไทย โดยเน้นการจัดระเบียบสังคมไทย
โดยเน้นการจัดระเบียบชนชั้น การเขยิบฐานะทางสังคม ผู้เขียนกำหนดระยะเวลาในการศึกษาตั้งแต่ พ.ศ. 2325 - 2416
คือ ตั้งแต่การสถาปนากรุงเทพเป็นราชธานี จนถึงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เหตุผลในการเลือกระยะเวลาดังกล่าวนี้ก็คือ
ประการแรก การจัดระเบียบทางสังคมในช่วงเวลาดังกล่าว มีลักษณะเป็นแบบไทยๆ
ก่อนถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ได้อิทธิพลในช่วง พ.ศ. 2411 - 2451 ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ
ซึ่งมีผลให้การการจัดระเบียบทางสังคม และความสัมพันธ์ทางชนชั้นเปลี่ยนแปลงไป
ได้แก่ การเลิกทาส เลิกไพร่ เหตุผลประการต่อมา คือ เอกสารในช่วงเวลานี้ มีมากเพียงพอที่จะเป็นข้อมูลสำหรับทำการวิจัยได้
แม้ว่าเนื้อหาข้อมูลจะอยู่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่เริ่มสถาปนากรุงเทพฯ ในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงต้นรัชกาลที่ 5
แต่งานชิ้นนี้มีนัยกว้างขวางมากกว่าเพียงสมัยที่ระบุ ทั้งสมัยที่ย้อนขึ้นไป และสมัยที่ตามมา
กล่าวคือ เป็นงานที่สามารถให้ความกระจ่างเกี่ยวกับสถานะด้านต่างๆ ของชนชั้นในอยุธยา
เข้าใจถึงเหตุผลของการปฏิรูปการปกครอง ในสมัยอยุธยาตอนปลาย (พ.ศ. 2112-2310) ได้ลุ่มลึกมากขึ้น
ส่วนในสมัยหลังต่อมาจากช่วงต้นรัชกาลที่ 5 งานนี้ก็ช่วยอธิบายการเปลี่ยนแปลงสังคม
และการก่อตัวเป็นรัฐ-ชาติ ซึ่งเป็นหน่อให้สยามพัฒนาเป็นประเทศตามรูปที่ปรากฏในปัจจุบัน


_________________
ปลูกต้นรักเต็มลานบ้านไร้รัก
คอยให้คนมาทักมาถามหา
ยังไม่มีแม้เงาเฝ้ารอมา
จนดอกรักโรยราคาต้นรัก

หรือว่ารักไร้ค่าราคาถูก
จะได้ปลูกต้นโศกต้นอกหัก
ให้หัวใจคนจรมาผ่อนพัก
พอได้ทักได้ทายหัวใจกัน




ชวนศิษย์เรียนรู้จากการอ่าน

เครือข่ายเยาวชนสร้างเสริมคุณธรรมนำปัญญาจากการอ่าน article
หนังสือบันเทิงคดี ที่น่าอ่าน article
นิยาย ที่น่าอ่าน article
เรื่องสั้น ที่น่าอ่าน article
การเมือง ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เศรษฐศาสตร์ article
ศิลปะ ภาษาและวรรณกรรม วรรณกรรมวิจารณ์
สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์สังคม article
ศาสนา ปรัชญา article
ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์
ไตรภูมิกถา ไตรภูมิพระร่วง เป็นยอดวรรณคดีสมัยสุโขทัย
หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
รายชื่อหนังสือหนังสือดี100เล่มที่คนไทยควรอ่าน article
อิศรญาณภาษิต article
101 เล่มในดวงใจนักเขียนและนักอ่าน



Copyright © 2005 All Rights Reserved.
www.kruthai40.com จัดทำโดย นายสุรินทร์ ยิ่งนึก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบางซ้ายวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๓ ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๗๐ โทรศัพท์ ๐๓๕ ๙๕๙๗๑๙ surinkruthai@gmail.com