ReadyPlanet.com
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน
dot
dot
dot
dot
dot

dot
dot
dot
dot
dot
PLCนวัตกรรม
bulletระบบประกันคุณภาพออนไลน์
bulletfacebook.com - kruthai40
dot
dot


กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ ที่น่าสนใจ
มรดกไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เครือข่ายกาญจนาภิเษก
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ห้องเรียน DLIT
gotoknow:kruthai40


การเมือง ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เศรษฐศาสตร์ article
ข. การเมือง ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เศรษฐศาสตร์

64. ทรัพยศาสตร์ - พระยาสุริยานุวัตร 

 


ทรัพยศาสตร์
เล่ม 1-2พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2454 โดย โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ
ครั้งที่สาม พ.ศ. 2518
โดยสำนักพิมพ์พิฆเณศ เล่ม 3 พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2477 พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ. 2519
พระยาสุริยานุวัตร
(พ.ศ. 2405 - 2479)

ทรัพยศาสตร์ ประกอบด้วยหนังสือ 3 เล่ม
ซึ่งมหาอำมาตย์เอกพระยาสุริยานุวัตร (เกิด บุนนาค พ.ศ. 2405-2479)
เขียนขึ้นต่างวาระกัน 2 เล่มแรกท่านเขียนขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2454 หลังจากลาออกจากราชการ
เนื่องจากขัดแย้งกับเจ้าภาษีฝิ่น เพราะท่านได้โอนระบบเก็บภาษีฝิ่น จากเจ้าภาษีนายอากรมาเป็นของรัฐ
ท่านใช้เวลาหลังออกจากราชการ เขียนหนังสือทรัพยศาสตร์ขึ้น
แต่เมื่อพิมพ์ออกมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ไม่พอพระทัย
ทรงส่งเสนาบดีผู้หนึ่ง ไปพบพระยาสุริยานุวัตรที่บ้าน ขอมิให้เขียนอีกต่อไป
ท่านจึงเขียนทรัพยศาสตร์ ออกมาเพียง 2 เล่ม ยังไม่จบ
ขณะเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเขียนวิจาณ์ ทรัพยศาสตร์
ลงในวารสารสมุทรสารของราชนาวีสมาคม พระองค์ทรงเกรงว่า
"ทรัพยศาสตร์" จะทำให้คนไทยแตกแยกแบ่งกันเป็นชนชั้น ทางราชการจึงได้ขอร้องไม่ให้ผู้พิมพ์นำหนังสือทรัพยศาสตร์ ออกเผยแพร่
หลังจากนั้นไม่มีใครกล้าเขียนตำรา หรือศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์โดยเปิดเผยอีก
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 รัฐบาลได้ออกกฎหมาย ห้ามสอนลัทธิเศรษฐกิจ โดยถือว่าการกระทำดังกล่าว เป็นความผิดอาญา
ราว 20 ปีต่อมา (หลังการตีพิมพ์ครั้งแรก) ศาสตราจารย์ ดร.ทองเปลว ชลภูมิ ได้นำ ทรัพยศาสตร์ เฉพาะเล่มที่ 1 มาพิมพ์ใหม่
เปลี่ยนชื่อเป็น เศรษฐวิทยาเบื้องต้น
ต่อมาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คือ ในปี พ.ศ. 2477
ทรัพยศาสตร์ เล่ม 3 จึงได้รับการตีพิมพ์ออกมาเป็นครั้งแรก ภายในชื่อ
"เศรษฐกิจ-การเมือง หรือ เศรษฐวิทยาเล่ม 3"
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ทรัพยศาสตร์ เล่ม 1 และ 2
จึงได้รับการตีพิมพ์รวมเป็นเล่มเดียวกันในปี พ.ศ. 2518
ส่วนทรัพยศาสตร์ เล่ม 3 ได้รับการพิมพ์อีกครั้ง เป็นที่ระลึกในงานฌาปานกิจศพ นางกุณฑลี วรศะริน ในปี พ.ศ. 2519
ทรัพยศาสตร์เขียนขึ้น เพื่อเป็นตำราเศรษฐศาสตร์ หนังสือทรัพยศาสตร์ มีลักษณะนำเสนอแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์
และอธิบายถึงระบบเศรษฐกิจ ในประเทศตะวันตกในสมัยนั้น
ขณะเดียวกันก็นำเอาแนวคิด และกลไกระบบเศรษฐกิจแบบตะวันตก
มาประยุกต์ใช้กับสังคมไทย โดยไม่ลืมรากฐาน ที่ไทยเป็นสังคมเกษตรกรรม
ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวนายากจน
ผู้เขียนใฝ่ฝันที่จะเห็นประเทศไทย พัฒนาไปสู่ประเทศที่มั่งคั่ง เข้มแข็ง เป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง
และมีความเป็นธรรมในสังคม
ความใฝ่ฝันของพระยาสุริยานุวัตร เกิดจากประสบการณ์ชีวิตของท่านที่ได้พบเห็น
และได้ร่วมแก้ไขวิกฤตการณ์ของประเทศ ทำให้ท่านเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า
ชะตากรรมของประเทศ เกี่ยวพันกับความเข้มแข็งก้าวหน้าของสังคมไทยมากเพียงไร
และจากลักษณะส่วนตัว ที่เป็นคนซื่อสัตย์ กล้าหาญเอาจริงเอาจัง ตรงไปตรงมา และกล้ายอมรับความเป็นจริง
ทำให้ท่านสามารถมองเห็นปัญหาที่คน ซึ่งอยู่ในสถานะ และยุคสมัยเดียวกับท่านยากที่จะมองเห็น
โดยเฉพาะปัญหาความด้อยพัฒนา และปัญหาความเหลื่อมล้ำภายในสังคมไทย
ทรัพยศาสตร์ ที่ท่านเขียน จึงเป็นหนังสือที่ก้าวล้ำหน้าความคิดอ่านของชนชั้นนำไทย
ในขณะนั้นไปอย่างมาก จนแทบไม่มีใครในยุคนั้นตามทัน
กล่าวโดยรวมแล้ว ที่เป็นหนังสือที่น่าสนใจในแง่ที่ว่า เป็นตำราเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เล่มแรกของคนไทย
แม้ในยุคหลังจากนั้น จะมีผู้เขียนตำราหลักเศรษฐศาสตร์ที่ทันสมัยกว่าออกมาจำนวนมาก
แต่หนังสือเล่มนี้ นอกจากจะให้ความรู้เรื่องหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว ยังให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย
และทัศนะที่คนไทยยุคก่อนมองปัญหาเศรษฐกิจไทยด้วย
แม้อาจจะอ่านยากหรืออ่านไม่ค่อยสนุก สำหรับผู้อ่านทั่วไปอยู่บ้าง
แต่ก็เป็นหนังสือคลาสสิกที่มีคุณค่าน่ากลับไปอ่านเล่มหนึ่ง



65. เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475 - กุหลาบ สายประดิษฐ์ 




เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475
พิมพ์ครั้งแรกในสุภาพบุรุษ ปี 2484
กุหลาบ สายประดิษฐ์

กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส และนักประพันธ์เจ้าของนามปากกา "ศรีบูรพา"
ผู้ต่อสู้กับเผด็จการ และเรียกร้องประชาธิปไตยมาโดยตลอด
ชี้แจงถึงเจตนารมณ์ในการเขียน "เบื้องหลังการปฏิวัติ" ไว้ ในปีพ.ศ. 2484 มีความตอนหนึ่ง ดังนี้
ความมุ่งหมายพิเศษของข้าพเจ้า ในการเขียนเรื่องนี้ อยู่ที่จะหาวิธีใหม่ต่อต้านมรสุมของระบอบเผด็จการ
ในเวลานั้น ข้าพเจ้านำพฤติการณ์ของการปฏิวัติ มาเรียบเรียงลงไว้
ก็ประสงค์จะให้เป็นข้อตักเตือนแก่นักปฏิวัติกลุ่มหนึ่ง ที่ถืออำนาจการปกครองในสมัยนั้น ได้สำเหนียกถึงอุดมคติของการปฏิวัติว่า
เขาได้แสดงไว้อย่างไร และความประพฤติที่เขาปฏิบัติอยู่ เป็นปฏิปักษ์ต่ออุดมคติของเขาอย่างไร
ข้าพเจ้าหวังจะให้เขาเหล่านั้น บังเกิดความละอายใจ และได้สำนึกตนว่า เมื่อเขาทรยศต่ออุดมคติของเขา
ซึ่งในเวลาต่อมา ได้กลายเป็นอุดมคติของประชาชนไปแล้ว ก็เท่ากับว่า เขาได้ทรยศต่อประชาชนนั่นเอง..."
ผู้เขียนเองในฐานะนักหนังสือพิมพ์ ที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการ
ภายหลังจากการเขียนหนังสือเล่มนี้ ได้ประสบชะตากรรมนานาประการ
นับตั้งแต่ถูกโจมตี ใส่ร้ายป้ายสี ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงของกรมโฆษณาการสมัยนั้น
ซึ่งมีเพียงสถานีเดียวทั้งประเทศ จนกระทั่งถึงถูกจับกุมขัง ในข้อหากบฏภายในราชอาณาจักร
อันเป็นข้อหากระทำความผิดที่ร้ายแรงใหญ่หลวง เป็นอุกฉกรรจ์มหันตโทษ
ในฐานะที่เป็นเอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ "เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475"
มีคุณค่าน่าเชื่อถือยิ่งกว่าหนังสือประเภทนี้หลายเล่ม
เพราะประการแรก ผู้เขียนในฐานะนักหนังสือพิมพ์ ได้มีประสบการณ์กับเหตุการณ์ทางการเมือง
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของไทยมาอย่างโชกโชน
ในประการที่สอง ผู้เขียนพยายามให้ความเป็นธรรมแก่คณะผู้ก่อการ
โดยเรียบเรียงอย่างถูกต้องเที่ยงตรงต่อความเป็นจริง
โดยเฉพาะคำให้สัมภาษณ์ของพระยาพหลพยุหเสนา หัวหน้าคณะก่อการ
ที่ได้เปิดเผยถึงมูลเหตุจูงใจในการคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง แผนการยึดอำนาจ ฯลฯ
โดยแสดงให้เห็นถึง บทบาทของผู้นำคนสำคัญๆ ที่สามารถกระทำการยึดอำนาจรัฐจนสำเร็จ



66. ความเป็นอนิจจังของสังคม - ปรีดี พนมยงค์ 




ความเป็นอนิจจังของสังคม
พิมพ์ครั้งแรก 2500
ปรีดี พนมยงค์
(พ.ศ. 2443 2526)

"ความเป็นอนิจจังของสังคม" มีลักษณะเด่น ต่างไปจากงานอื่นๆ
ที่คล้องกันทางโลกทัศน์ อยู่อย่างน้อย 5 ข้อ คือ
(1) เป็นการประสานระหว่างความคิดปรัชญาแนวสังคมนิยมกับพุทธธรรม
ที่สามารถสาวโยงรากศัพท์ฮินดี บาลี พร้อมๆ ไปกันกับความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์รากศัพท์ โรมัน ละติน อย่างคล่องแคล่ว
ทั้งในเวทีตะวันตกและตะวันออก ที่สำคัญกว่าความรู้ทางนิรุกติศาสตร์ คือ พุทธธรรม
อาจจะไม่เป็นที่รับรู้กันกว้างขวางนักว่า แท้จริงแล้ว ปรีดี เคยได้ผูกสัมพันธ์กับท่านพุทธทาส
สนใจศึกษาพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง มีความเชื่อมั่น ศรัทธาในกฎแห่งกรรมอย่างจริงจัง
ผู้ที่สามารถจะกล่าวได้ว่า "ไดอาเล็กติเก" (Dialektike) ของกรีกโบราณก็คือ วิธีธรรมสากัจฉา
หรือปุจฉาวิสัชนาธรรมของพระพุทธองค์นั่นเอง" (น. 71)
จำต้องมีความรู้ ทั้งในอารยธรรมตะวันตก และพุทธปรัชญาเป็นอย่างดี
(2) สำหรับองค์ความรู้ทางสังคมศาสตร์ และการเผยแพร่แนวคิดสังคมนิยมในสังคมไทยเป็นงานริเริ่ม แปลกใหม่
ในความเห็นของ ฉัตรทิพย์ นาถสุภา นักวิชาการ ผู้ศึกษางานของปรีดีอย่างจริงจังผู้หนึ่ง
ยกย่อง "ความเป็นอนิจจังของสังคม" ว่า เป็นงานบุกเบิกที่สำคัญยิ่งของ "ผู้นำทางทฤษฎี"
ที่ผู้ศึกษาสังคมไทยไม่ว่า จะก่อนหรือหลัง 2475 ต้องให้ความสนใจ
(3) เนื้อหาของหนังสือซึ่งเกี่ยวกับเรื่อง กฎแห่งอนิจจังของสัมมาสัมพุทธเจ้า
อันนำมาใช้ได้กับกรณีของมนุษย์สังคม ตรงกับกฎธรรมชาติ และวิทยาศาสตร์ทางสังคม (น. 15) นี้นั้น
สอดคล้องกับสำนวนภาษา ภาษาที่ใช้เป็นภาษาไทย สำนวน ศัพท์ลายคราม
และใช้การอธิบายอย่างย่อ ความกระชับเข้าใจได้ง่าย เพราะฉะนั้น หนังสือจึงมีเนื้อความมาก แม้จะสั้นเพียงประมาณ 100 หน้า (ขนาดพ็อคเก็ตบุ๊ก)
(4) เช่นเดียวกับข้อเขียนเล่มอื่นๆ ที่ "ความเป็นอนิจจังของสังคม" ได้เสนอบัญญัติศัพท์อยู่หลายต่อหลายคำศัพท์
(5) ถ้าความรู้จะเสริมส่งจริยธรรมได้ "ความเป็นอนิจจังของสังคม" นี้ก็ให้ความตระหนักถึงชีวิตสังคมว่า
ยืนยาวกว่าชีวิตของปัจเจกบุคคลมากนัก ซึ่งเราแต่ละคน เป็นเพียงส่วนน้อยๆ ของเศษเสี้ยวเล็กๆ ส่วนหนึ่ง
ของความเป็นไปประวัติศาสตร์ เมื่อรู้สึกถึงความเป็นเพียงธุลีหนึ่งนี้แล้ว ก็อาจจะได้ช่วยลดอัตตาของตนได้บ้าง
ส่วนสารอีกด้านหนึ่ง คือ มองตนเองให้เป็นส่วนหนึ่ง ของความเปลี่ยนแปลงของมนุษยชาติ
การมองข้างหน้าไปไกลๆ ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของความฝัน
วาดความหวังในอนาคตที่สุขสว่างข้างหน้า จากภาวะที่หมองหม่นในปัจจุบัน
แต่เป็นดาวนำทาง แม้ว่าเราอาจจะไม่มีทางได้ไปถึงดวงดาวได้
แต่ดาวนั้นเป็นแสงชี้ทาง ในการกระทำของเรา
และพิจารณาถึงกรรมของแต่ละคน ที่ฝากสั่งสมไว้สู่ยุคศรีอาริยเมตไตรย



67. ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก - เดือน บุนนาค 




ท่านปรีดี รัฐบุรุษอาวุโส ผู้วางแผนเศรษฐกิจไทยคนแรก
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2500
เดือน บุนนาค
(พ.ศ. 2448 - 2515)

ชื่อหนังสือเน้นที่ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะรัฐบุรุษอาวุโส ส่วนเนื้อหาส่วนใหญ่นั้น
เป็นเรื่องเกี่ยวกับเค้าโครงเศรษฐกิจ คือ ตัวบทของ เค้าโครงฯ กฎหมายที่จะให้เค้าโครงฯ
เกิดผลบังคับใช้ ซึ่งก็คือ ร่างพ.ร.บ. ว่าด้วยการประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร รายงานการประชุม
ที่จดแบบคำต่อคำของผู้ที่พิจารณาเค้าโครงฯ รวมไปถึงพระบรมราชวินิจฉัย
คุณค่าหลักของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ได้รวมเอกสารเหล่านี้ ตามต้นฉบับมาไว้ในเล่มเดียวกัน
ให้ผู้อ่านได้ใช้วิจารณญาณ ตรึกตรองด้วยตนเองต่อทั้งเค้าโครงฯ และปฏิกิริยาอันมีทั้งข้อสนับสนุน (ซึ่งแผ่วเบา)
และข้อคัดค้าน (ซึ่งแข็งกร้าว) ผู้อ่านอาจจะอดไม่ได้ที่จะมีความเห็นของตนเอง จึงอยู่ในฐานะเสมือนเข้าร่วมถกเถียงด้วย
ในกาลปัจจุบันใครจะมีความเห็นอย่างไรต่อเค้าโครงฯ นี้ ไม่มีผลอย่างไรในทางปฏิบัติ และความเร่าร้อน รุนแรง
ในฐานะที่เค้าโครงฯ จะพลิกโฉมหน้าแผ่นดินไทยก็มอดดับไปแล้ว
การอ่านหนังสือเล่มนี้ จึงน่าจะเป็นการใช้ปัญญาและเหตุผล ที่อารมณ์และคติต่างๆ จะเจือจางลงมากกว่าแต่ก่อน
โดยสาระหลักแล้ว หนังสือเล่มนี้ เป็นการรวบรวมเอกสาร แม้จะไม่ได้รวมเอกสารสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกันอีก 2 ชิ้น คือ
บันทึกเรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งสาภาได้ลงมติตั้ง เพื่อให้สอบสวนว่า
หลวงประดิษฐ์มนูธรรม เป็นคอมมิวนิสต์หรือไม่
และรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่ 25/2576 (สามัญ) สมัยที่ 2
แต่ที่ชดเชยได้ คือ ส่วนที่เป็นข้อเขียนของเดือน บุนนาคเอง คือ ใน 2 บทต้น เขาได้เสนอประวัติของปรีดี พนมยงค์
โดยเฉพาะในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับเขา และสภาพเหตุการณ์แวดล้อม สมัยเมื่อเป็นนักเรียนอยู่ที่ฝรั่งเศสด้วยกัน
และเมื่อได้ร่วมงานกันในวงการอาจารย์สอนวิชากฎหมายที่ธรรมศาสตร์ และใน 2 บทท้าย
เมื่อได้เสนอเอกสารดังกล่าวแล้ว เขาก็แสดงความคิดเห็นต่อความขัดแย้งระหว่างผู้เสนอเค้าโครงกับผู้คัดค้าน
ความเห็นของเขานั้นถกเถียงกับผู้ที่คัดค้าน และระบุถึงความคิดบางประการในเค้าโครงฯ ได้นำมาปฏิบัติ
ซึ่งนอกจากจะน่าสนใจในตัวของมันเองแล้ว ยังเป็นการเชื้อชวนให้ผู้อ่านมีความเห็นแตกต่างออกไปอีกด้วย



68. โอ้ว่าอาณาประชาราษฎร - สนิท เจริญรัฐ 




โอ้ว่า...อาณาประชาราษฎร์
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2507
สนิท เจริญรัฐ
(พ.ศ. 2450 -2529)

"โอ้ว่า อาณาประชาราษฎร์" สารคดีชุดความหลังของนักหนังสือพิมพ์ผู้หนึ่งเสนอเรื่องหลักๆ 2 เรื่องควบคู่ และเสริมส่งกัน คือ
การเมืองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 จนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่องหนึ่ง
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง คือ การทำงานหนังสือพิมพ์ในช่วงเดียวกัน
ผู้เขียนเขียนหนังสือเล่มนี้ หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้วกว่า 30 ปี
ความรู้สึกที่ตื่นเต้น ปั่นป่วน ความขัดข้อง กังวลใจต่างๆ อันเป็นวิสัยของปฏิกิริยา
และการตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนั้น ได้มอดดับไปแล้ว
สิ่งที่คงอยู่ คือ ความทรงจำของความรู้สึกหรืออาจจะเรียกว่า เป็นความรู้สึกที่ตกผลึกแล้ว
เพราะฉะนั้น "น้ำเสียง" ของการใช้ภาษา จึงมิได้ออกมาด้วยจริตของโทสะหรือจริตอื่นๆ อย่างดิบๆ
แต่ก็ใช่ว่า จะเป็นงานเขียนที่แห้งแล้งปราศจากชีวิต อันเป็นลักษณะร่วมของงานเขียนประเภทที่จัดว่าเป็นงานวิชาการ
"โอ้ว่า...อาณาประชาราษฎร์" เป็นงานเขียนจากน้ำหมึก ซึ่งเจือด้วยอารมณ์อันกลั่นกรองผ่านเวลา และวุฒิภาวะที่สูงขึ้นแล้ว
"โอ้ว่า...อาณาประชาราษฎร์" เป็นหนังสือรวมบทความหลายๆ บทเข้าด้วยกัน มิใช่เป็นหนังสือ ที่เสนอเรื่องที่เป็นเรื่องเรื่องหนึ่ง
แล้วนำเสนอเป็นบทๆ ติดต่อกัน แต่ละบทเป็นเอกเทศจบในตัวเอง
แต่มิได้หมายความว่า แต่ละบทกระจายไปอย่างไร้ทิศไร้ทาง
แท้จริงแล้วทางของหนังสืออยู่ที่ อุดมคติประชาธิปไตยที่ผู้เขียนใฝ่ฝัน และพยายามมีส่วนก่อให้เกิดขึ้นในฐานะนักหนังสือพิมพ์
เมื่อมองสารัตถะของข้อเขียนทั้ง 12 บทจากมุมนี้ จึงทำให้หนังสือเล่มนี้ มิได้มีคุณค่าในฐานะเป็นบันทึก
ที่ให้ความรู้อันจำกัดอยู่เฉพาะยุคสมัยเท่านั้น
แต่ด้วยประพันธศิลป์ในการถ่ายทอดเจตน์จำนง เพื่อประชาธิปไตยนั้นได้ยกระดับให้
"โอ้ว่า...อาณาประชาราษฎร์" เป็นมรดกแห่งประสบการณ์ของแรงบันดาลใจ
และความพยายามจากผู้ถือปากกาเป็นอาวุธ และด้วยคุณค่านี้
ที่เป็นลักษณะของความเป็นสากลแฝงอยู่หนังสือเล่มนี้



69. ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง - ดิเรก ชัยนาม 




ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2509 สำนักพิมพ์แพร่พิทยา (หนังสือปกแข็ง 2 เล่มจบ)
โดย ศาสตราจารย์ดิเรก ชัยนาม
(พ.ศ.2448-2510)

ไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากมายหลายเรื่อง อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐมนตรีคลัง
ในขณะที่ญี่ปุ่นจะเข้ายึดครองไทย คือ ดร.ปรีดี พยมยงค์ ได้แสดงความคาดหมายไว้ ถูกต้องนับแต่เริ่มแรก
ที่ญี่ปุ่นบงการให้ปรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินเยนกับเงินบาทเสียใหม่ กล่าวคือ
เดิม 100 บาทเท่ากับ 150 เยน กลายมาเป็น 100 บาทเท่ากับ 100 เยน
การที่ญี่ปุ่นบังคับกู้เงินจากไทยครั้งแล้วครั้งเล่า ดร.ปรีดีเห็นว่า จะเป็นผลเสียหายร้ายแรงแก่เศรษฐกิจของชาติ
เงินเฟ้อ ราคาสินค้าจะแพงขึ้น เพราะประชาชนไทยทั้งชาติ จะต้องแบกภาระเลี้ยงดูกองทัพญี่ปุ่น ที่เข้ามายึดครองอีกด้วย ฯลฯ
ประเด็นสำคัญที่สมควรเน้นให้มาก ได้แก่ อันตรายร้ายแรงที่เกิดแก่ประเทศชาติ เมื่อมีผู้เผด็จการทหารปกครอง
เพราะการบริหารงานของผู้เผด็จการนั้น ไม่ฟังเสียงบุคคลอื่น ยึดถืออัตตาของตนเองเป็นที่ตั้ง
ผลเสียหายที่เกิดแก่ชาติบ้านเมืองนั้น เหลือที่จะประมาณได้
นอกจากเศรษฐกิจแล้ว ยังมีทุจริตคอร์รับชั่นมากมาย
ภายหลังสงคราม นักการเมืองพลเรือนต้องใช้ความพยายามกันอย่างสุดความสามารถที่จะแก้ไขสถานการณ์
ให้เสียหายน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
สรุปได้ตามเนื้อหาของไทยกับสงครามโลกครั้งที่สอง ถึงผลการทำงานของผู้เขียนได้ว่า
พยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดขึ้นมาให้จงได้ จากสิ่งที่เลวร้ายอย่างที่สุด
ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นคนทำแก่ชาติ ผู้เผด็จการทหารที่อวดอ้างตนเองว่า รักชาติยิ่งกว่าใครนั่นเอง
หนังสือนี้ ยังมีข้อเขียนของผู้นำเสรีไทย ในฐานะรับผิดชอบงานเสรีไทยมาโดยตลอด คือ ทวี บุณยเกตุ
ข้อเขียนของดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เล่าถึงเรื่องราวของเสรีไทยในอังกฤษ
และข้อเขียนของพระพิศาลสุขุมวิทย์ ที่ได้เดินทาง (ใต้ดิน) ไปสหรัฐอเมริกา ในตอนปลายสงคราม
เพื่อลอบบี้ให้ชาวอเมริกันรู้จัก และเข้าใจประเทศไทย และประชาชนชาวไทยเป็นครั้งแรก
ในฐานะที่พระพิศาลสุขุมวิทย์ กับหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์น้องชาย เคยเป็นนักเรียนอเมริกัน
รู้จักสนิทสนมกับชาวอเมริกันหลายคน ทั้งที่เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเดียวกัน
และที่เคยมาประกอบธุรกิจในเมืองไทยด้วย ข้อเขียนดังกล่าว เข้าใจว่า ศาสตราจารย์ดิเรกต้องการให้ผู้อ่าน
ได้ทราบถึงผลงานของเสรีไทยด้านต่างๆ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
เพราะในส่วนของท่านเอง ได้เข้าร่วมงานเสรีไทยในภายหลัง และก็ปฏิบัติการโดยมีฐานะอยู่ในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ



70. สันติประชาธรรม - ป๋วย อึ๊งภากรณ์



สันติประชาธรรม
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2516 โดยสำนักพิมพ์เคล็ดไทย
ป๋วย อึ๊งภากรณ์
(พ.ศ. 2459 - )

สันติประชาธรรม เป็นหนังสือรวบรวมบทความ และปาฐกถาของ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เขียน
และเคยตีพิมพ์ในระหว่างปี 2511-2516 แบ่งออกเป็นสี่หัวข้อใหญ่ คือ
ประสบการณ์ การเมือง แด่ผู้ที่จากไป และการศึกษา จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์เคล็ดไทย ในปี 2516
ซึ่งเป็นปีที่เยาวชนในประเทศไทย กำลังตื่นตัวเรื่องประชาธิปไตย รับความคิด
และแนวทางทางการเมืองแบบเสรีนิยม และสังคมนิยมอย่างสูง หลังจากถูกปิดกั้นโดยรัฐบาลทหารมานานปี”
เรื่องเด่นในหนังสือเล่มนี้เรื่องหนึ่ง คือ จดหมายของนายเข้ม เย็นยิ่ง เรียน นายทำนุ เกียรติก้อง ผู้ใหญ่บ้านไทยเจริญ
ซึ่งเขียนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2515 หลังจากที่จอมพลถนอม กิตติขจร ทำรัฐประหาร และยกเลิกรัฐธรรมนูญ
นำประเทศไทยกลับไปสู่ระบบเผด็จการทหารอีกครั้ง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2514
ขณะนั้น ดร. ป๋วย เป็นอาจารย์พิเศษ อยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ
ดร. ป๋วย เขียนออกมาในรูปจดหมายส่งถึงจอมพลถนอม ใช้ท่วงทำนองวรรณศิลป์ อุปมาอุปมัย อย่างนิ่มนวล
แต่เนื้อหาหนักแน่นเป็นแก่นสาร คัดค้านการยึดอำนาจ
และเรียกร้องให้คืนรัฐธรรมนูญให้กับประชาชน เพื่อประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่
ตั้งแต่ผมรู้จักพี่ทำนุ จนรักใคร่นับถือเป็นส่วนตัวมาก็กว่ายี่สิบปี ผมได้ยินอยู่เสมอว่าพี่ทำนุ (และคณะ) นิยมเสรีประชาธรรม.......
ผมก็ยินดีด้วยอย่างจริงใจ ...... สำหรับหมู่บ้านไทยเจริญของเรา ก็มีสิ่งแวดล้อม ที่เป็นพิษอยู่เป็นอันมาก
แต่ผมว่าอะไรไม่ร้ายแรงเท่าพิษของความเกรงกลัว ซึ่งเกิดจากการใช้อำนาจขู่เข็ญ
และการใช้อำนาจโดยพลการ (แม้ว่าจะใช้ในทางที่ถูก) เพราะความเกรงกลัว ย่อมมีผลสะท้อนเป็นพิษแก่ปัญญา....
ถ้าหมู่บ้านของเรา มีแต่การใช้อำนาจ ไม่ใช้สมองไปในทางที่ควร เช่นที่บรรพบุรุษไทยเราเคยใช้มา
จนสามารถรักษาเอกราชได้มาช้านาน เมื่ออำนาจทำให้กลัว ทางชีววิทยาท่านว่าไว้ว่า
เส้นประสาทบังคับให้หลับตาเสีย และเวลาหลับตานั้นแหละ เป็นเวลาแห่งความหายนะ.. (หน้า 54-55)
สันติประชาธรรม เป็นหนังสือที่มีคุณค่า ในแง่วรรณศิลป์ ประวัติศาสตร์ และเนื้อหาสาระ ด้านวรรณศิลป์นั้น
ดร. ป๋วย ใช้ลีลาในการเสนอบทความทั้ง 26 บท อย่างหลากหลายรูปแบบ ตามสถานการณ์ เนื้อหาสาระ และผู้รับที่แตกต่างกัน
แต่สิ่งที่เหมือนกันในทุกบทความก็คือ ความพิถีพิถันในการเลือกใช้ถ้อยคำไทยพื้นๆ ที่เรียบง่าย
แต่ให้ความหมายลึกซึ้ง กินใจ และสื่อความได้อย่างตรงไปตรงมาไม่เสแสร้ง
เป็นการสะท้อนการดำเนินชีวิตแบบไทยๆ ที่เรียบง่ายของท่านออกมาเป็นตัวอักษร ในแง่ประวัติศาสตร์
หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่พยายามเสนอทางเลือก ในเชิงอุดมคติสำหรับสังคมไทยในช่วงปี 2516
ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ ซึ่งเราน่าจะกลับไปอ่านเพื่อเรียนรู้กันใหม่



71. ห้าปีปริทัศน์ - ส. ศิวรักษ์ 




ห้าปีจากปริทัศน์
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2512 โดยสำนักพิมพ์ศึกษิตสยาม
ส. ศิวรักษ์
(พ.ศ. 2476 - )

ห้าปีจากปริทัศน์ของ ส. ศิวรักษ์ เป็นหนังสือรวมบทนำ บทความ บทแปล บทคน (สัมภาษณ์และแนะนำ)
จดหมายจากบรรณาธิการ และบรรณาธิการ และข้อเขียนอื่นๆ รวม 50 ชิ้น ที่สุลักษณ์ ศิวรักษ์เขียน
และตีพิมพ์ในวารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ซึ่งเป็นวารสารราย 3 เดือน
ของสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย ที่เขาเป็นบรรณาธิการ ในช่วงปี พ. ศ. 2506-2511
ส่วนที่สำคัญที่สุด คือ บทนำ 20 บท เราเลือกเล่มนี้ เพราะเป็นงานก่อนปี 2516
ที่มีบทบาทต่อการสร้างบรรยากาศ การแลกเปลี่ยนทางภูมิปัญญาในยุคมืดมากที่สุดเล่มหนึ่ง
สังคมศาสตร์ปริทัศน์เป็นสนามสร้าง แหล่งเพาะให้นักเขียน นักคิดของไทย ในสมัยหลังอีกเป็นจำนวนมาก
ดังคำประกาศเกียรติคุณ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ผู้ได้รับ รางวัลศรีบูรพา ประจำปี 2537 ว่า
ในยุคที่เผด็จการครองเมือง และสังคมอับจนทางปัญญา
นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้เสนอผลงานด้านวรรณกรรม และข้อเขียนต่างๆ ซึ่งได้จุดประกายความคิด
และการค้นหาทางออก ในยุคดังกล่าวนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้เป็นบรรณาธิการหนังสือสังคมศาสตร์ปริทัศน์”
ซึ่งได้เป็นเวทีกลางแห่งด้านการคิด และการเรียนรู้ของคนหนุ่มสาว ในยุคแห่งการแสวงหา
อันเป็นพื้นฐานของขบวนการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม
ซึ่งพัฒนามาเป็นขบวนการต่อสู้ เพื่อประชาธิปไตย 14 ตุลาคม 2516 และสืบต่อมาภายหลังจากนั้น
(ช่วงแห่งชีวิต ของ ส. ศิวรักษ์ ริเวอร์ บุ๊คส์ 2538 หลังปก)



72. วันมหาปิติ” วารสาร อมธ.ฉบับพิเศษ 14 ตุลาคม 2516



"วันมหาปิติ" : วารสาร อมธ. ฉบับ, พิเศษ 14 ตุลาคม
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2516
องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หนังสือเล่มนี้ มีความสำคัญในแง่ที่เป็นหนังสือทางประวัติศาสตร์
ที่เกิดจากการรวบรวมข้อมูลขององค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)
ที่มีบทบาทสำคัญ ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตย เมื่อเดือนตุลาคม 2516
อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดำเนินอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สนามหลวง ถนนราชดำเนิน
การประชุม เพื่อการเคลื่อนไหวก็กระทำกันในตึก อมธ. ทำให้ อมธ. เป็นศูนย์กลางของข่าวสารข้อมูลแทบทั้งหมด
หนังสือเล่มนี้ บันทึกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ที่ครอบคลุมช่วงเวลาตั้งแต่ 5-15 ตุลาคม 2516
มีลักษณะของการให้ข้อมูลว่า มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้าง มากกว่าการใส่ความคิดเห็นของฝ่ายขบวนการนักศึกษาลงไป
ผู้อ่านสามารถใช้วิจารณญาณ ตัดสินหาข้อสรุปได้ด้วยตนเอง จากข้อมูลซึ่งมีทั้งข้อมูลจากฝ่ายนักศึกษา และฝ่ายรัฐบาลเอง
หนังสือวันมหาปิติ นี้ให้ภาพดุจภาพยนตร์จอยักษ์ รายงานการเคลื่อนไหวของนักเรียน นักศึกษา ทุกจังหวัดทั่วประเทศ
ในช่วง 2-3 วัน ก่อนและหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคมว่า มีการเคลื่อนไหว สอดคล้องหนุนช่วยการเคลื่อนไหวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จนทำให้เห็นภาพว่า ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม นักเรียน นักศึกษาต่างลุกฮือกัน ต่อต้านอำนาจเผด็จการ
และเรียกร้องประชาธิปไตยทั่วประเทศ แล้วภาพจึงมาเน้นโฟกัสที่การเคลื่อนไหวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษา
ร่วมกับองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.)
ก่อน 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการต่อรอง เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัวปัญญาชน ผู้เรียกร้องรัฐธรรมนูญ 13 คน
และช่วงการเคลื่อนขบวนออกจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปตามถนนราชดำเนิน เพื่อกดดันรัฐบาล
หนังสือวันมหาปิตินี้ มีลักษณะของการให้ข้อมูลทั้งสองด้าน
ด้วยการรวบรวมแถลงการณ์ของทั้งฝ่ายขบวนการนักศึกษา 14 ตุลา และรัฐบาลเข้าไว้ด้วย จำนวนมาก
หนังสือเล่มนี้ มีคุณค่าสมควรที่คนทั่วไปควรอ่าน และพิจารณาด้วยตนเอง
เนื่องจากบันทึกขึ้นสดๆ ร้อนๆ ภายหลังเหตุการณ์ เป็นการให้ข้อมูลจากประจักษ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ
สมดังเจตนารมณ์ของ อมธ. ที่ต้องการให้เป็นหนังสือ ที่รายงานข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ให้ตรงกับความเป็นจริงให้มากที่สุด
โดยให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แต่ละจุดเป็นผู้เล่า และต้องการให้เป็นหนังสือที่รายงานเรื่องนี้อย่างกว้างขวางที่สุด
เพราะเหตุการณ์ 14 ตุลา เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ และในต่างประเทศที่มีคนไทยอยู่
หนังสือเล่มนี้ ยังบรรจุภาพการเคลื่อนไหวของขบวนการ 14 ตุลา ทั่วประเทศ สะท้อนพลังอันยิ่งใหญ่ของขบวนการประชาธิปไตย





ชวนศิษย์เรียนรู้จากการอ่าน

เครือข่ายเยาวชนสร้างเสริมคุณธรรมนำปัญญาจากการอ่าน article
หนังสือบันเทิงคดี ที่น่าอ่าน article
นิยาย ที่น่าอ่าน article
เรื่องสั้น ที่น่าอ่าน article
สารคดี บทความ ที่น่าอ่าน article
ศิลปะ ภาษาและวรรณกรรม วรรณกรรมวิจารณ์
สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์สังคม article
ศาสนา ปรัชญา article
ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์
ไตรภูมิกถา ไตรภูมิพระร่วง เป็นยอดวรรณคดีสมัยสุโขทัย
หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
รายชื่อหนังสือหนังสือดี100เล่มที่คนไทยควรอ่าน article
อิศรญาณภาษิต article
101 เล่มในดวงใจนักเขียนและนักอ่าน



Copyright © 2005 All Rights Reserved.
www.kruthai40.com จัดทำโดย นายสุรินทร์ ยิ่งนึก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบางซ้ายวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๓ ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๗๐ โทรศัพท์ ๐๓๕ ๙๕๙๗๑๙ surinkruthai@gmail.com