ReadyPlanet.com
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน
dot
dot
dot
dot
dot

dot
dot
dot
dot
dot
PLCนวัตกรรม
bulletระบบประกันคุณภาพออนไลน์
bulletfacebook.com - kruthai40
dot
dot


กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ ที่น่าสนใจ
มรดกไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เครือข่ายกาญจนาภิเษก
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ห้องเรียน DLIT
gotoknow:kruthai40


สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์สังคม article

ง. สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์สังคม

81. พระราชพิธีสิบสองเดือน - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 




พระราชพิธีสิบสองเดือน
ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2454
พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
(พ.ศ. 2396 - 2453)

พระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน แสดงถึงภูมิปัญญาไทย และพระปรีชาญาณ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่ทรงรอบรู้ต่อขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าแก่
พระบรมราชาธิบายช่วงนี้ นอกจากเป็นการส่งเสริมภาษา และหนังสือไทย จนเกิดวรรณคดีเรื่องหนึ่งแล้ว
ยังเป็นประหนึ่งสะพานเชื่อมความรู้เก่าใหม่ที่มีที่มา และวิวัฒนาการ
ทั้งก่อให้เกิดสัมมาทิฐิ ในการจำแนกคติพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา กับพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์
ที่ไทยรับมาปะปนระคนกันในพิธีหนึ่งๆ ซึ่งเลือกรับ และผ่อนปรนโดยไม่ขัดต่อหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา
ขณะเดียวกันได้สร้างความสำนึกร่วมกันของหมู่ราษฎร
โดยเฉพาะประเพณีอันนับเนื่องจาก การผลิตหรือเกษตรกรรม เป็นการแสดงความสำนึกของชนชั้นนำ พึงมีต่อราษฎร
คุณค่าของพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน เป็นสิ่งที่ผู้อ่านหรือผู้ศึกษาจะได้ขยายพรมแดนความรู้
ระหว่างเก่าใหม่ของตนให้มีพื้นภูมิไพศาลขึ้น
ยังจะได้เห็นโฉมหน้าวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมที่คนไทยดั้งเดิมมีวิธีคิด และรับมาปฏิบัติ
โดยการปรับเป็นลักษณะประจำชาติไทยได้อย่างไร
ยิ่งกว่านั้นการเลือกรับใดๆ ท่านแต่ก่อนรับโดยคำนึงถึงจุดยืนสำคัญ คือ
ต้องไม่เสียหลักการทางพระพุทธศาสนา
พระราชพิธีสิบสองเดือน โดยเนื้อหานั้นทรงมีพระบรมราชาธิบาย เริ่มตั้งแต่เดือนสิบสองเป็นต้นไป
และขาดไปเดือนหนึ่ง คือ เดือนที่สิบเอ็ด
แต่ละเดือนนอกจากมีพระราชพิธีอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว อาจจะมีพิธีอื่นๆ ในเดือนนั้นด้วย
ภาษาที่ทรงใช้อาจจะมีบางคำ และบางสำนวนที่ยากสำหรับคนรุ่นปัจจุบันอยู่บ้าง
หากไม่เหลือวิสัยจะศึกษาให้เกิดความเข้าใจ แต่โดยรวมนั้น เป็นพระราชนิพนธ์ที่ควรศึกษาเพื่อรับความรู้
เช่น ความรู้เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี พระราชพิธี เป็นต้น เป็นการมุ่งต่อความรู้ดังกล่าวโดยตรงอย่างหนึ่ง



82. สาส์นสมเด็จ - สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ 




สาส์นสมเด็จ
(เขียนช่วงปีพ.ศ. 2457-2486)
พิมพ์ครั้งแรกโดยแพร่พิทยา ไม่ทราบปีแน่ชัด
พิมพ์ครั้งที่สองโดยคุรุสภา พ.ศ. 2507
สาส์นสมเด็จฉบับที่ยังไม่เคยพิมพ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2533
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
(พ.ศ. 2406-2490)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
(พ.ศ. 2405-2486)

หนังสือชุดสาส์นสมเด็จ เป็นหนังสือที่รวบรวมพระหัตถเลขาส่วนพระองค์ของเจ้านายที่เป็นปราชญ์ 2 ท่าน
อันมีไป-มาระหว่างกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิด
จากเรื่องราวที่ปรากฏจึงมีลักษณะรอบรู้ หลากหลาย ถึงพร้อมด้วยอัจฉริยภาพ
มีลักษณะเป็นสหวิทยาการ เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่ง แก่การรู้จักเรื่องไทยศึกษา
ทั้งประวัติศาสตร์โบราณคดี ศาสนา ศิลปกรรม วรรณคดี และอักษรศาสตร์ ฯลฯ
มีคุณค่าเป็นหนังสืออ้างอิงสำคัญเล่มหนึ่ง ผู้อ่านสามารถโดยเสด็จในทางความรู้
และอ่านอย่างจำเริญใจได้ เพราะลีลาพระนิพนธ์ เป็นการเขียนจดหมาย มิใช่เพื่อแต่งตำรา
คุณค่าสำคัญของสาส์นสมเด็จ เจ้านายสองพระองค์ ต่างทรงเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง
มาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว
สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงเสด็จไปประทับที่ปีนัง ขณะสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
ยังทรงดำรงตำแหน่ง ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ในช่วงหลังวันที่ 24 มิถุนายน 2475
ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จไปประทับต่างประเทศ
โดยพระสถานะที่มีโอกาสจะรู้ และสามารถศึกษาความรู้ได้ โดยความสนพระทัย และพระปรีชาในทางส่วนพระองค์
เป็นปัจจัยสำคัญต่อการมีส่วนร่วมทางสังคม ทางวิชาการ อันเป็นที่มาแห่งความรู้ และการที่ทรงแลกเปลี่ยนความรู้
เมื่อสองพระองค์ล่วงเข้าพระปัจฉิมวัย แสดงถึงความถึงพร้อมทางความคิด ความสุขุมคัมภีรภาพ รสนิยม และพระนิสัยใฝ่ดี
อันควรจูงใจคนให้โดยเสด็จ แม้โอกาสของแต่ละคน และความเป็นไปได้จะทำให้ดีเสมอเหมือน
นี่คือคุณค่าในการนำทางความคิด และสุนทรียภาพทางปัญญาประการหนึ่ง
มิไยจะต้องกล่าวว่า สาส์นสมเด็จมีความเป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์
และดำรงความสำคัญทางภาษา และวรรณกรรมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
เฉพาะฉบับที่ยังไม่เคยพิมพ์ เมื่อทางทายาทของสมเด็จฯ กรุณาให้จัดพิมพ์
ก็เป็นเล่มที่รวมพระหัตถเลขาในปี 2475 ไว้เกือบทั้งหมด
นับเป็นการคำนึงถึงมิติเวลาการนำเสนอ ด้วยความรอบคอบ ในกาลเทศะที่น่าศึกษาอีกอย่างหนึ่ง



83. 30 ชาติในเชียงราย - บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ 




30 ชาติในเชียงราย
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2493
บุญช่วย ศรีสวัสดิ์

ด้วยความห่วงใย ในขนบประเพณีไทย ประกอบกับวิญญาณนักศึกษาที่มีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวเขา
บุญช่วยเดินทางด้วยรถยนต์ ล้อ เกวียน ถ่อเรือ และเดินเท้า เดินฝ่าทุ่งนาป่าเขา
กับทั้งข้ามดอยสูงดอยแล้วดอยเล่า ซึ่งเป็นเขตติดต่อกับเขตชานสเตทของพม่า มณฑลยูนานของจีน และอินโดจีน
เพื่อบันทึกชีวิตสังคมเศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชนชาติมากกว่า 30 ชนชาติในจังหวัดเชียงราย
30 ชาติในเชียงราย บันทึกเรื่องราวชีวิต ของชนชาติต่างๆ ที่อยู่ในเชียงราย
และบริเวณรอยต่อเมื่อ 50 ปีก่อน
ได้แก่ ไทยใหญ่ เขิน ต่องสู้ อีก้อ ลื้อ ฮ่อ ลัวะ กระเหรี่ยงหรือยาง แม้ว ข่า เย้า แข่ มูเซอ เป็นต้น
การบันทึกนี้ครอบคลุม เรื่องการตั้งบ้านเรือน ชีวิตผู้คน ภาษา และความคิดความเชื่อ
อันได้แก่ นิสัยใจคอ อาหารการกิน ประเพณี อันครอบคลุมตั้งแต่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ไปจนถึงประเพณี ที่เกี่ยวกับการผลิต
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมไปถึงพิธีกรรม ศิลปะ และบทเพลง เป็นต้น
บุญช่วยเน้นเป็นพิเศษ ที่จะกล่าวถึงการนับถือผี และการจัดความสัมพันธ์ทางเพศของชนชาติต่างๆ
นี่ก็ทำให้งานเขาดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้อ่านชาวบ้านทั่วไป
เพราะเรื่องเพศ และเรื่องผีเป็นเรื่องลึกลับ มักเป็นของต้องใจใคร่รู้สำหรับผู้คน
อย่างเช่นเพลง "มิดะ" ซึ่ง จรัล มโนเพชร เป็นผู้นำมาร้อง และเป็นเรื่องราวแปลกหูของชาวกรุง
บอกเล่าประเพณีของหญิงชาวอีก้อ ผู้ทำหน้าที่สอนกามวิชาแก่ชายหนุ่มนั้น
อันที่จริงเป็นข้อค้นพบ ที่บุญช่วยรายงานไว้หนังสือของเขานานมาแล้ว
นอกจากเรื่องราวของ มิดะ แล้ว บุญช่วยยังกล่าวถึงบทบาทของ คะจีราดะ
ซึ่งเป็นชายอีก้อผู้ถูกเลือกให้สอนกามวิชา แก่หญิงสาวแรกรุ่น ในทำนองกลับกันอีกด้วย
ภาพของชนชาติต่างๆ ในเชียงราย ที่ปรากฏแก่เราจากการอ่าน เป็นภาพของกลุ่มชนชาติต่างๆ ผู้ซึ่งอีกความสงบ และขยันขันแข็ง
บุคลิกภาพการแต่งกาย ท่วงทีลีลา มีข้อแตกต่างกัน แม้ว่าจะเป็นชาวเอเชียผิวเหลืองเหมือนๆ กัน ทุกๆ สิ่งที่สร้างขึ้นมา
สำหรับแต่ละชนชาติ ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางผังหมู่บ้าน การออกแบบบ้านเรือน หอผี หิ้งผี ประตูของหมู่บ้าน
รูปสลักที่วางอยู่เหนือประตู วิธีแต่งกาย การสักหมึก ด้ายขาวที่มัดอยู่ที่ข้อมือ สีของเสื้อผ้าที่สวมใส่ เพลงที่เลือกมาร้อง
ทั้งหมดล้วนแต่มีเหตุผล หรือปรัชญาอยู่เบื้องหลัง ความพยายามที่จะอธิบายทุกสิ่งทุกปรากฏการณ์
ทำให้งานของบุญช่วยน่าตื่นเต้นมากเท่าๆ กับที่มันได้วางรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับชนชาติ เพื่อการศึกษาในรุ่นต่อๆ มา
เราได้เรียนรู้จาก 30 ชนชาติในเชียงราย ชนเผ่า และชนชาติซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตอนเหนือของไทย
มีลักษณะเด่นๆ ที่คล้ายกัน คือ
1) การตั้งบ้านเรือนและชุมชน รวมทั้งพื้นที่กสิกรรม มีการวางผังที่แน่นอนตายตัว
โดยมีปรัชญาเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และปรัชญาเรื่องความเป็นจริงแห่งเพศเป็นพื้นฐาน
ไม่ใช่สังคมที่สร้างกันขึ้นมาอย่างลวกๆ และป่าเถื่อน
2) สังคมชนเผ่าไม่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับศาสนาพุทธ และความเชื่ออื่นใด นอกจากการนับถือผีและธรรมชาติ
3) ระบบความเชื่อเรื่องผีชนเผ่า ที่จัดตั้งขึ้น สัมพันธ์กับความมั่นคง และการสืบทอดระบบสายเลือด
อำนาจเหนือที่ดิน และเหนือกลุ่มชน รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคนธรรมชาติ

นอกจากนี้งานของบุญช่วย ศรีสวัสดิ์ ได้บุกเบิกความรู้ให้ร่องรอยข้อมูลหลายด้าน ที่มีค่าสำหรับศึกษาวิวัฒนาการของสังคม
เช่น ในเรื่อง ระบบกรรมสิทธิ์ ที่มาของแรงงาน การจัดการแรงงานของครอบครัวและชุมชน
ตลอดจนการยืดหยุ่นกฎ การแบ่งแยกจัดสรรแรงงาน เป็นต้น



84. เทียนวรรณ - สงบ สุริยินทร์ 




เทียนวรรณ
พิมพ์ครั้งแรก 2495 (สนพ.รวมสาส์น)
สงบ สุริยินทร์

นี่เป็นหนังสือชีวิต และงานของเทียนวรรณ หรือ ต, ว, ส, วรรณาโภ (2385-2458)
ปัญญาชน คนสำคัญในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้เรียกร้องระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
และการปฏิรูปทางด้านสังคมอีกหลายข้อ จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้องติดคุกถึง 17 ปี
ความจริงเราอยากให้ผู้อ่าน ได้กลับไปอ่านงานเขียนของเทียนวรรณโดยตรง
แต่เนื่องจากงานของเขาเป็นงานชิ้นสั้นๆ ที่ตีพิมพ์อยู่ในนิตยสารรายคาบ
(ตุลวิภาคพจนกิจ และศิริพจนกิจ) ไม่ได้มีการคัดเลือกเพื่อพิมพ์เป็นเล่ม เราจึงคิดว่า
น่าจะเลือกแนะนำหนังสือเล่มนี้ ที่พิมพ์เป็นเล่มในปี พ.ศ.2495
เพื่อเป็นสื่อให้ผู้อ่านได้รู้จักความคิด และผลงานของเทียนวรรณ ปัญญาชนนักปฏิรูปทางการเมืองคนแรกของไทย
หนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นในราวปีพ.ศ.2494 โดยสงบ สุริยินทร์ นักหนังสือพิมพ์
และนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และการเมือง มีนักคิดนักเขียนอาวุโสในสมัยนั้น
เขียนคำนำให้หนังสือเล่มนี้ถึง 5 คน คือ หลวงวิจิตรวาทการ, กุหลาบ สายประดิษฐ, ส.ธรรมยศ., เปลื้อง ณ นคร (ตำรา ณ เมืองใต้)
มาลัย ชูพินิจ สำหรับ ส.ธรรมยศ และเปลื้อง ณ นคร เป็นผู้ที่เคยค้นคว้า และเขียนบทความถึงชีวิต และงานของเทียนวรรณมาก่อน
แต่คนที่ค้นคว้า และเขียนถึงชีวิต และงานของเทียนวรรณขนาดพิมพ์เป็นเล่ม เป็นคนแรก คือ สงบ สุริยินทร์
เทียนวรรณเริ่มเขียนบทความแสดงความคิดเห็น ให้ปรับปรุงราชการงานเมือง ตอนที่เขาอายุ 30 ปี โดยมีข้อเสนอที่ก้าวหน้าหลายข้อ
เช่น ให้เลิกทาส ให้เลิกการพนันบ่อนเบี้ย ให้ปราบปราบการทุจริตฉ้อฉล และความไม่เป็นธรรม ให้มีสภาผู้แทน
บทความที่เขาเขียนบางครั้ง ไม่มีหนังสือพิมพ์ไหนลงให้ เขาก็จะยกให้ผู้มีสตางค์พิมพ์เป็นหนังสือแจกงานศพบ้าง หรือพิมพ์แจกเองบ้าง
ในช่วงที่เขาไปอยู่จังหวัดตราด และจันทบุรีกับภรรยาคนแรก
เขาได้ศึกษากฎหมายด้วยตัวเองอย่างจริงจัง และกลับมาอยู่กรุงเทพตอนอายุ 33 ปี
และทำงานเป็นที่ปรึกษากฎหมาย รวมทั้งศึกษาด้วยตนเอง อ่านหนังสือทั้งภาษาไทย และอังกฤษอย่างต่อเนื่อง
เขาเขียนทั้งบทความ บันทึกประจำวัน กาพย์กลอน รวมทั้งไปพูดแสดงความคิดเห็นทั้งตามวังเจ้านาย และตามวัด
เขาเป็นคนแรกๆ ที่เห็นความสำคัญของผู้หญิงว่า รัฐบาลควรจะให้การศึกษาทัดเทียมกับชาย
เขาทำงานเป็นทนายความแบบนักอุดมคติ ช่วยให้คนจนได้รับความยุติธรรม
เทียนวรรณนั้น เขียนบทความด้วยการใช้ถ้อยคำง่ายชัดเจน ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างเช่น
ที่เขาเขียนว่า โรคของแผ่นดินหรือโรคของประเทศราชการบ้านเมือง คือ เจ้านายเสนาบดี อธิบดี พนักงานทุกระดับ
ประพฤติผิดพระราชกำหนดกฎหมาย ใช้อำนาจอันไม่ชอบธรรม ทุจริตในใจตน มิได้เมตตาจิตแก่ผู้น้อย และเพื่อนมนุษย์
มิได้มีหิริโอตตับปะธรรม เกรงบาปหรือกลัวกรรม มุ่งแต่จะหาลาภยศใส่ตนในทางทุจริต
กลับความจริงให้เป็นเท็จ กลับความเท็จให้เป็นจริง
ขณะเดียวกันเทียนวรรณก็วิเคราะห์ โรคของสามัญชน อย่างวิพากษ์วิจารณ์ตรงไปตรงมาเช่นกัน โดยเขาเขียนว่า
ฝูงราษฎรเป็นคนโง่เขลา ปราศจากสติปัญญาวิชาความรู้ มีสันดานหยาบช้าสามาน
ประกอบการทุจริตชั่วร้ายต่างๆ เต็มไปด้วยการเล่นพะนัน อันไม่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนาและบ้านเมืองของตน



85. กาเลหม่านไต - บรรจบ พันธุเมธา 




กาเลหม่านไต
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2504
บรรจบ พันธุเมธา
(พ.ศ. 2463 - 2535)

กาเลหม่านไต คือ หนังสือแนวสารคดีเชิงวิชาการ เขียนโดย ดร.บรรจบ พันธุเมธา
นักอักษรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาไทถิ่นต่างๆ กาเลหม่านไต เป็นภาษาไตคำตี่
แปลตรงตัวว่า ไปเที่ยวบ้านไท เขียนขึ้นโดยใช้รูปแบบบันทึกการเดินทางประจำวัน
ในวาระที่อาจารย์บรรจบ พันธุเมธา เดินทางไปค้นคว้า เรื่องของคนไทนอกประเทศ
ในแคว้นอัสสัม ประเทศอินเดีย ในปี 2498 จุดมุ่งหมายดั้งเดิมของการเดินทางครั้งนี้
เพื่อศึกษา และสอบเทียบภาษาอาหม โดยเฉพาะการออกเสียงควบกล้ำว่า
มีมากกว่าภาษาไทย ที่ใช้พูดกันในประเทศไทยปัจจุบันจริงหรือไม่อย่างไร
การตั้งจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจงไว้เช่นนี้ เป็นวิธีการศึกษาทางภาษาศาสตร์ เป็นที่เข้าใจได้ว่า
หากสามารถศึกษาค้นคว้าได้บรรลุวัตถุประสงค์
ผลของการศึกษา ย่อมนำไปสู่ความเข้าใจต่อความเป็นมาดั้งเดิมของชนชาติไทได้ดีขึ้น
หนังสือบันทึกการเดินทาง เที่ยวบ้านไท ในรัฐอัสสัมเล่มนี้ มิใช่หนังสือตำราทางภาษา
แต่ก็มีการสอดแทรกถ้อยคำภาษาไท และข้อสังเกตของผู้บันทึกการเดินทาง ประกอบอย่างอุดมสมบูรณ์
โดยเหตุที่แต่ละถ้อยคำ สำนวน ได้รับการถ่ายทอดไว้ ในบริบททางสังคมวัฒนธรรมไทที่เป็นจริง
ในทางกลับกันจึงทำให้หนังสือเล่มนี้ เป็นตำราทางภาษาไทถิ่นที่มีชีวิตชีวา น่าอ่าน
และอ่านเข้าใจง่ายที่สุดเล่มหนึ่ง เมื่อเทียบกับตำราทางภาษาศาสตร์ภาษาถิ่น ที่ใช้ศาสตร์เข้าจับอย่างเป็นระบบ
แต่แข็งกระด้างไม่ชวนอ่าน
หนังสือเล่มนี้ จึงมีคุณค่าทางภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะภาษาถิ่นต่างๆ ของคนไทนอกประเทศ ที่ประเมินค่ามิได้
กาเลหม่านไต แม้จะเป็นหนังสือบันทึกประสบการณ์ ในประเทศอินเดีย
แต่เป็นท้องถิ่นชนบทไท บรรยากาศตลอดทั้งเล่ม จึงอวลกลิ่นอายวัฒนธรรมไทยที่เราต่างรู้จักคุ้นเคย
และส่วนใหญ่ก็ยังคงยึดถือปฏิบัติ จนถือเป็นเอกลักษณ์แบบไทยๆ เช่น ธรรมเนียมใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับขับสู้
อาจารย์บรรจบเป็นคนช่างสังเกต จดจำ และบันทึกแม้สิ่งที่เป็นรายละเอียดที่ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่สลักสำคัญอะไรนัก
เช่น เมื่อกินข้าวใหม่หอมหวาน ค่อนข้างเหนียว ก็เล่าให้ชาวอาหมฟังถึงข้าวเหนียวบ้านเรา
ก็เลยได้ความรู้เพิ่มเติมว่า ที่นั่นก็มีข้าวเหนียวกินอย่างบ้านเราเช่นกัน เรียกชื่อในภาษาอัสสัมว่า "ข้าวบอราจาวาล” ในทันทีนั้น
ท่านก็สามารถเชื่อมโยงชื่อเรียกข้าวเหนียวนี้ กับคำอธิบายวิธีก่อตึกของชาวอาหมได้ว่า
เขายาอิฐให้ติดกันแน่นด้วยน้ำบอราจาวาลนี้ แท้จริงก็คือ น้ำข้าวเหนียวนั่นเอง
ความรับรู้ที่เชื่อมโยงอย่างมีบูรณาการนี้ ให้ความรู้อย่างอเนกอนันต์ ให้กับวงการไทยศึกษา ในระยะต่อมาได้เป็นอย่างดี
เพราะท่านได้เจาะพบถึงทั้งวัฒนธรรมข้าวของสังคมชนชาติไท
ขณะเดียวกันก็ให้ร่องรอยของภูมิปัญญาไท ที่ได้มาการสั่งสมสืบทอดมา
ดังที่นักวิชาการรุ่นหลังได้พบว่า บรรดาเจดีย์โบราณรุ่นแรกๆ ในแผ่นดินไทยปัจจุบัน
มีแกลบข้าวเหนียวผสมอยู่ในอิฐก่อฐานเจดีย์
การค้นพบดังกล่าวถือว่า เป็นองค์ความรู้ใหม่ทางด้านโบราณคดีไทย
การพรรณนาถึงหมู่บ้านคนไทในอัสสัมใน กาเลหม่านไต ยังให้ภาพที่ชัดเจนของลักษณะชุมชนไทที่ตั้งรายเรียงกันอยู่ริมแม่น้ำ
มีการทำนากันเป็นส่วนใหญ่ บ้านไท และวัดไท เป็นองค์ประกอบของโครงสร้างชุมชนที่ไม่อาจแยกขาดจากกันได้
เรือนไทมีใต้ถุนสูง มีนอกชาน ปลูกพืชผักสวนครัว
สำหรับผู้สนใจภาษา ก็จะได้ความรู้ความเพลิดเพลิน จากการเปรียบเทียบศัพท์สำนวนไท-ไทย
เช่น ที่เรารู้จักสำนวนไทย “เข้าวัดเข้าวา สำนวนเข้าวา หมายถึง ทำบุญเข้าพรรษา
และบวชวาเดียว หมายถึง บวชพรรษาเดียว นับว่าอ่านแล้วได้ความรู้เรื่องภาษา
และมิติที่ลึกซึ้งทางความหมาย ที่คนไทยปัจจุบันอาจลืมเลือนกันไปแล้ว



86. นิทานชาวไร่ - น.อ.สวัสดิ์ จันทนี 




นิทานชาวไร่
พิมพ์ครั้งแรก 2509-2518(ชุดหนึ่ง 12เล่ม) องค์การค้าคุรุสภา
นาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี

ในบรรดาหนังสือสารคดี ที่เป็นเกร็ดความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์
ชีวประวัติบุคคล สถานที่ ประเพณี วิถีชีวิตคนไทยทั้งขุนนาง เจ้านาย
และสิ่งละอันพันละน้อย เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญในอดีต
โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวที่ไม่มีบันทึกไว้ ในประวัติศาสตร์ทั่วไปนั้น อาจกล่าวได้ว่า
นิทานชาวไร่ของนาวาเอก สวัสดิ์ จันทนี เป็นหนังสือ ที่อุดมด้วยเกร็ดความรู้มากที่สุดเล่มหนึ่ง
ทั้งยังอ่านสนุกน่าติดตามอีกด้วย
เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ จะสะท้อนให้เห็นบางมุมของชีวิตบุคคลสำคัญ หรือเสริมให้เหตุการณ์นั้น มีชีวิตชีวา มีความหลากหลาย
และฉายภาพความเป็นมนุษย์ออกมา ได้อย่างที่บุคคลนั้นพึงเป็น ไม่เสกสรรค์ปั้นแต่ง จนเหนือจริงเหนือโลกย์
ดังเช่นนักประวัติศาสตร์สมัยก่อนได้บันทึกไว้
เนื้อหาสาระของเกร็ดความรู้ ในหนังสือนิทานชาวไร่ พอจะจำแนกได้กว้างๆ ดังนี้
1.เกร็ดประวัติศาสตร์หรือประวัติศาสตร์ มีทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา ธนบุรี
กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และยุคที่เมืองไทยเข้าสู่การพัฒนาประเทศแบบตะวันตก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 กระทั่งถึงพ.ศ.2509
จุดเด่นของเกร็ดประวัติศาสตร์ในหนังสือเล่มนี้ ได้แก่ เรื่องในรั้วในวัง พระมหากษัตริย์ รัชทายาท เจ้านาย และขุนนาง
ซึ่งเรื่องที่คนสนใจอ่าน มักจะเกี่ยวกับเบื้องหลังชีวิต ปัญหาผู้หญิง ความรัก พฤติกรรมแปลกๆ หรือปัญหาความขัดแย้งต่างๆ
อันยากจะหาอ่านได้ในประวัติศาสตร์ทั่วไป
2.เกร็ดชีวประวัติขุนนาง ความเป็นมาของตระกูลขุนนาง ความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางคนสำคัญ กับพระมหากษัตริย์ และเจัานาย
ลักษณะเฉพาะหรือพฤติกรรมแปลกๆ ของขุนนางในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ความขัดแยังระหว่างขุนนางกับขุนนาง หรือกับเจ้านาย
3.เกร็ดประวัติสถานที่ สิ่งของ และการรับเอาเทคโนโลยีเข้ามา จะพบเห็นเกร่อไปหมด
ผู้เขียนจะนำมาแทรกกล่าวถึงอย่างสั้นๆ ซึ่งเป็นความรู้ที่คนไทยรุ่นหลัง ไม่อาจจะหาอ่านได้ง่ายนัก
เช่น เรื่องบ่อนในกรุงเทพฯ และวิธีเล่นการพนัน การกำเนิดบ้านแบบฝรั่ง ในกรุงเทพฯ ยุคแรก การไฟฟ้า
การสร้างตึกกระทรวงกลาโหม การสักแบบไทย การหล่อพระพุทธรูป ประวัติการแข่งม้า
การประหารชีวิตแบบเก่า และแบบใหม่ เรื่องชื่อสถานที่ถนนหนทางในกรุง
วิธีทุบหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ด้วยท่อนจันทน์มิให้เลือดตกดิน รวมถึงประเพณีวัฒนธรรมอีกมากมาย ฯลฯ
4.เกร็ดความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นผีบุญในภาคอีสาน กบฎเงี้ยวในภาคเหนือ
อั้งยี่ในกรุงเทพฯ กบฎพวกเก็กเหม็ง เกร็ดเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
การจับตัวจอมพล ป. พิบูลสงคราม หรือการปฏิวัติ และกบฏในเมืองไทย
รวมไปถึงการขัดแย้งทางการเมือง ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงยุคการเมืองสมัยใหม่



87. ภารตวิทยา - กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย 





ภารตวิทยา
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510 องค์การค้าของคุรุสภา
กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย
(พ.ศ. 2463 - )

ภารตวิทยา คือ วิทยาเกี่ยวกับภารตประเทศ หรือประเทศอินเดียนั้นเอง
การศึกษาค้นคว้า และเรียบเรียงเรื่องภารตวิทยานี้ ผู้เขียนมิได้นำเสนอเฉพาะความรู้ฝ่ายไทย หรือเมื่อไทยรุ่นก่อนรับมาจากแขกแล้ว
เราปรับหรือปรุงแต่งอย่างไร จนกลืนกลายเป็นไทย
ดังเมื่อขยายความว่า ภารตวิทยาคืออะไร ภารตวิทยาในทัศนะของปราชญ์ แห่งอัสดงคตประเทศมีว่ากระไร จึงประสานความรู้นี้
โดยแสดงปูมหลัง ภารตวิทยาในประเทศไทย เพื่อความสมบูรณ์รอบด้าน
จากนั้นจึงจัดลำดับเรื่อง ตามเนื้อหาที่ควรศึกษาในภาพรวม แล้วค่อยแยกย่อยเฉพาะบทเฉพาะเรื่อง คือ อินเดีย-จากอดีตถึงปัจจุบัน
เป็นสังเขปประวัติศาสตร์อินเดียจากโบราณ ถึงอังกฤษจำยอมกับการต่อสู้ของประชาชนอินเดียที่เรียกร้องเอกราช
แล้วเกิดการแบ่งแยกกันภายในประเทศ จนเกิดบังคลาเทศ ที่มิใช่ดินแดนของอินเดียอีกต่อไป
ศาสนาในอินเดีย กล่าวถึงสถิติประชากรจากสำมะโนประชากร ประเทศสาธารณรัฐอินเดีย เมื่อพ.ศ. 2534
มีจำนวนประชากรจำนวนเท่าใด และจำแนกออกตามศาสนาที่นับถือเท่าใด
ต่อจากนั้นจึงกล่าวถึงศาสนาต่างๆ ซึ่งกำเนิดหรือเข้าสู่อินเดียว่ามีคติความเชื่ออย่างไร
ดังเริ่มจากศาสนาฮินดู ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาสิกข์ ศาสนาเชน ศาสนาโซโรอาสตร์ ศาสนายูดาย และพุทธ
วรรณคดีอินเดีย ผู้เขียนนำเสนอโดย “แยกออกเป็นตอนๆ ตามอุบัติการณ์ทางประวัติศาสตร์ ตามศาสนา ความเชื่อถือ
ตามกลุ่มของภาษา และตามลำดับพัฒนาการของวรรณคดี มีทั้งหมด 7 ตอน
เริ่มจากคัมภีร์พระเวท และคัมภีร์อุปนิษัท ถึงวรรณคดีอินเดียในยุคปัจจุบัน
หนังสือภารตวิทยาเป็นผลึกทางปัญญาของท่านผู้เขียนที่รวบรวมเรียบเรียง
แม้จะใช้เอกสารต่างประเทศจำนวนมากในการค้นคว้า
หากการเขียนนำเสนอได้ใช้วิจารณญาณ ประสบการณ์และความสามารถที่เป็นทุนเดิม
การเรียงร้อยด้วยภาษาไทยที่อ่านง่ายกระชับ ทำให้เรื่องที่ยาก โดยเฉพาะข้อความคิดทางปรัชญาพลอยเข้าใจง่ายขึ้น
ประโยชน์ที่ได้รับจากหนังสือนี้ ไม่เพียงผู้ศึกษาจะเข้าใจอารยธรรม และประวัติศาสตร์อินเดียดีขึ้น
ความรู้จากหนังสือนี้ ยังเกื้อกูลต่อความรู้ความคิด และความเข้าใจต่อวัฒนธรรมของเรา
โดยเฉพาะอย่างต่อภาษา และวรรณคดี รวมทั้งพระพุทธศาสนาที่เข้าใจมากขึ้น
นอกจากศิลปะการเขียนแสดงความรู้แล้ว บรรดาภาพประกอบยังเป็นสื่อที่สำคัญ ที่ช่วยให้หนังสือมีองค์รวมทางคุณภาพสมบูรณ์ขึ้น




88. ฟื้นความหลัง - พระยาอนุมานราชธน 




ฟื้นความหลัง
พิมพ์ครั้งแรก 2510
ศาสตราจารย์พิเศษ พระยาอนุมานราชธน
(พ.ศ. 2431-2512)

ฟื้นความหลัง เป็นหนังสืออัตชีวประวัติของนักประพันธ์สามัญชน ผู้รอบรู้ด้านภาษา ศิลปวรรณคดี มานุษยวิทยา และวัฒนธรรม
ผลงานเขียนของท่าน มีส่วนกระตุ้นความสนใจ อีกทั้งได้รับการอ้างอิงในงานศึกษาวิจัยของผู้ศึกษาค้นคว้าในสาขาวิชา
ที่ท่านพระยาอนุมานราชธน หรือเสฐียรโกเศศเคยแสดงผลงานไว้เสมอ
แม้ฟื้นความหลังจะเป็นหนังสือชีวประวัติ กระนั้น สาระส่วนใหญ่ กลับเป็นการบันทึกความรู้ในประสบการณ์ชีวิตที่เด่นกว่า
ขณะประวัติชีวิตดูประหนึ่งฉากประกอบ ดังนั้น จะจำแนกประเภทหนังสือนี้ ว่าเป็นประวัติศาสตร์สังคมอีกรูปแบบหนึ่งก็ได้
ความเจริญของมนุษยชาตินั้น มีปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง คือ ความสามารถพัฒนาตน จากการโอนผลความรู้ในอดีตด้วยส่วนหนึ่ง
ไม่ต้องเสียเวลาแสวงหาประสบการณ์ตรง หากรู้จักประสบการณ์ทางอ้อมของผู้อื่น เก็บรับบทเรียน
และนำมาสู่การเลือกใช้ ปรับปรุงให้เหมาะแก่ตน ยุคสมัยของตนโดยเหมาะสม เพื่อพัฒนาสู่ความยั่งยืนต่อไป
คนแต่ละคนมีเรื่องราวในชีวิตของคนเป็นบทเรียน อย่างน้อยก็เหมาะสำหรับอบรมบุตรหลานในตระกูล
เพียงแต่ความสามารถจะถ่ายทอดสู่สาธารณะ และความน่าสนใจอาจจะมีไม่เสมอกัน
สำหรับบุคคลสำคัญ เช่น พระอนุมานราชธน ประสบการณ์ย่อมน่าสนใจมากขึ้นเป็นทวีคูณ
ผนวกความสามารถทางการเขียนเผยแพร่ที่ชวนอ่าน จึงเป็นผลงานที่ทรงคุณค่า
คติไทยดั้งเดิมไม่นิยมเล่าเรื่องตนเอง เพราะเกรงว่าเป็นการโอ้อวด
ทำให้การจดบันทึกถ่ายทอดประสบการณ์ หรือผลงานเขียนประเภทความทรงจำของไทยมีไม่มากนัก
นับเป็นการสูญโอกาสที่ดีไปอย่างหนึ่ง งานเขียนฟื้นความหลังเช่นกัน
แม้จะเขียนบันทึกอัตชีวประวัติแล้ว สิ่งที่ลึกเร้นน่าสังเกตไว้ คือ ท่านผู้เขียนยังน่าจะไม่พ้นข่ายเกรงคำครหา
จึงกลายเป็นสารคดีประกอบชีวประวัติ กระนั้นก็ทรงคุณค่าอย่างสูง เพราะท่านมีความรู้มาก ช่างจำ ช่างเล่า
หนังสือฟื้นความหลังทั้งชุด เป็นหนังสือที่คนไทยควรอ่าน มิใช่เพียงเพื่อรู้ว่า
ประวัติชีวิตส่วนหนึ่งของพระยาอนุมานราชธน มีความเป็นมาอย่างไรเท่านั้น
แต่จากการรู้เรื่องผ่านงานเขียนนี้ เรายังได้โดยสารไปสู่ความรู้จักเข้าใจสังคมไทย ขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีไทยมากขึ้น
เป็นหนังสือประวัติสังคมที่บันทึกผ่านการเขียนอัตชีวประวัติ



89. ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ - จิตร ภูมิศักดิ์ 




ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม
และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2519
จิตร ภูมิศักดิ์
(พ.ศ. 2473 - 2509)

งานชิ้นสุดท้ายของจิตร นักวิชาการ กวี และนักปฏิวัติ คือ ความเป็นมาของคำสยามฯ
เป็นงานที่มีลักษณะเป็นงานวิจัย ใช้เวลายาวนานที่สุด (ประมาณ 7 ปี)
แต่ค้นคว้าในสภาพที่มีขีดจำกัดมากที่สุด คือ ขณะถูกจองจำ ไร้ซึ่งเสรีภาพ และอิสรภาพ
กระนั้นก็ตาม งานชิ้นสุดท้ายนี้ กลับเป็นงานวิชาการที่โดดเด่นที่สุด พิสูจน์ความเป็นนักวิชาการอย่างแท้จริงของเขา
ที่เป็นทั้งนักอักษรศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณคดี โดยที่จิตร ภูมิศักดิ์
สามารถนำศาสตร์หลากหลาย มาค้นคว้าวิจัยหัวข้อดังกล่าว อย่างน่าสนใจ ลึกซึ้งรอบด้าน กว้างขวาง
อีกทั้งยังประสบความสำเร็จ ในด้านที่สามารถนำเสนอผลการค้นคว้า อย่างมีบูรณาการ
หนังสือ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ
ใช้หลักวิชาการด้านภาษาศาสตร์ เปรียบเทียบเชิงประวัติ (Comparative Historical Linguistics)
เป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาในช่วงแรก
จิตร พยายามชี้ให้เห็นราก และต้นตอของคำบ่งบอก
‘ชนชาติ ที่สำคัญ คือ คำ
‘สยาม
‘ไท - ไต - ไทย ลาว และ ขอม โดยชี้ให้เห็นข้อบกพร่อง และวิธีคิดวิธีการศึกษา ที่ไม่ถูกต้องในการศึกษาที่ผ่านๆ มา
แล้วใช้คำเหล่านี้ สืบค้นต้นกำเนิดของคนไทยอย่างมีระบบ โดยเฉพาะเรื่องวิเคราะห์ความเป็นมาของ
‘สยามกุก’ และ
‘พลโว’ นั้นเป็นการเสาะแสวงหาทางวิชาการ
‘ที่น่าตื่นเต้น และน่าทึ่งเป็นที่สุด
ยี่สิบปีได้ล่วงไปแล้ว สำหรับการพิสูจน์คุณค่า ที่ยังไม่อาจลบเลือนได้ของหนังสือที่เป็นผลงานชิ้นสุดท้ายชีวิตนักวิชาการอย่าง
จิตร ภูมิศักดิ์ องค์ความรู้ใหม่ด้านไท/ไทยศึกษา นับวันได้งอกเงยขึ้น หลักฐาน-ข้อมูลใหม่ โดยเฉพาะจากการวิจัยสนาม
ในพื้นที่มีคนสยาม ไท ลาว ขอม คงจะสามารถเสริมสร้าง ต่อยอด องค์ความรู้ที่จิตรได้สร้างสรรค์ขึ้นไว้อย่างเป็นระบบ
กระทั่งอาจคัดค้าน-โต้แย้งได้เป็นกรณีๆ ไป
เพราะหนังสือเล่มนี้ มีเนื้อหาที่อุดมสมบูรณ์ มีรายละเอียดแต่ละช่วง แต่ละตอนที่ล้วนแล้วแต่น่าสนใจ น่าสืบค้น
น่าตีความในเชิงทั้งสนับสนุน และโต้แย้งได้ แต่สิ่งที่นักวิชาการรุ่นใหม่ ไม่พึงมองข้าม ละเลย
ทั้งยังควรใส่ใจ คือ ประเด็นสำคัญที่จิตรคงจะได้เขียนทิ้งท้ายไว้ก่อนเดินทางจากไป โดยเขียนไว้เป็นคำนำของหนังสือเล่มนี้
จากใจของจิตร ภูมิศักดิ์ โดยตรง คือ
ผู้ที่ค้นคว้าที่มา และความหมายของคำสยามในอดีตนั้น
สังเกตได้ว่า ทุกท่านมักเริ่มต้นด้วย ยึดถือความรักชาติเป็นที่ตั้ง
สำหรับข้าพเจ้า ความรู้สึกชาตินิยม กับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์นั้น รู้สึกว่าบางครั้งก็อาจจะขัดกันในบทความนี้
จึงเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ มิได้เริ่มต้นจากความรู้สึกชาตินิยม
มิได้ปิดประตูตายสำหรับความหมายที่ร้าย และเปิดประตูต้อนรับเฉพาะความหมายที่ดีด้านเดียว



90. อัตชีวประวัติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร - หม่อมศรีพรหมา กฤดากร 




อัตชีวประวัติของหม่อมศรีพรหมา กฤดากร
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2522
หม่อมศรีพรหมา กฤดากร
(พ.ศ. 2431-2521)

เป็นหนังสืออัตชีวประวัติของสตรีที่หาได้ยากเล่มหนึ่ง เพราะสตรีผู้มีวัยรุ่นราวคราวเดียวกับท่าน
ถ้าไม่ขาดความรู้ ก็จะขาดความสามารถทางการเขียนหนังสือ แม้มีความรู้ดี ก็ไม่นิยมเขียนหนังสือ
โดยเฉพาะหนังสือ ที่เป็นการบันทึกความทรงจำของตน
ยิ่งไปกว่านี้ หม่อมศรีพรหมา ยังเป็นกุลสตรี ผู้มีโอกาสเติบโตในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 เคยไปอยู่ต่างประเทศที่รัสเซีย
และภายหลังเป็นหม่อม หรือภริยาของหม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร ผู้บุกเบิกการเกษตรสมัยใหม่
และผู้ต่อสู้คัดค้านเรื่องการเก็บภาษีพรีเมี่ยมข้าวมายาวนาน เจ้านายผู้เคยประทับคุกด้วยคดีการเมือง (กบฏบวรเดช)
และถูกเนรเทศไปอยู่เกาะตะรุเตา ชีวิตของหม่อมศรีพรหมา ในฐานะคู่ทุกข์คู่ยาก
จากเคยอยู่สบายมาผจญชีวิตยิ่งกว่าคนธรรมดาต้องประสบ
เมื่อถ่ายทอดเป็นตัวอักษร จึงมีคุณค่าน่าอ่าน น่าศึกษาอย่างยากหาบันทึกประวัติสตรีไทยคนใดเสมอเหมือน
ในส่วนที่เป็นอัตชีวประวัติ และบทสัมภาษณ์ นอกจากความน่าอ่าน จากลีลาการบันทึกที่เรียบง่าย
ยังให้ความรู้ความคิด แสดงพัฒนาการของสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของประวัติความคิดผู้หญิงในกรณีของหม่อมศรีพรหมา
ทั้งนับเนื่องเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน
สำหรับส่วนที่เป็นเรื่องการถนอมอาหาร มีคุณค่าอันสามารถนำไปปฏิบัติได้ในปัจจุบัน
และแสดงหลักฐานการค้นคิดประดิษฐ์อาหาร จากผลผลิตเกษตรกรรมไทย จากภาคปฏิบัติ และประสบการณ์ตรง



91. 80 ปีในชีวิตข้าพเจ้า - กาญจนาคพันธ์ 




80 ปีในชีวิตของข้าพเจ้า
พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพขุนวิจิตรมาตรา
(สง่า กาญจนาคพันธ์) 9 ตุลาคม 2523
กาญจนาคพันธ์ (ขุนวิจิตรมาตรา)
(พ.ศ. 2440-2523)

ขุนวิจิตรมาตรา มีผลงานเขียนบทความลงในวารสารต่างๆ เกี่ยวด้วยสังคมวัฒนธรรมไทยจำนวนมาก
งานรวมเล่ม ได้แก่ ภูมิศาสตร์วัดโพธิ์ เด็กคลองบางหลวง คอคิดขอเขียน ภูมิศาสตร์สุนทรภู่
และสำนวนไทย เป็นต้น งานของขุนวิจิตรมาตรามีลักษณะเด่น คือ เป็นการบันทึกสภาพสังคม
และโดยที่ท่านมีภูมิรู้ถึงรากฐานของสิ่งนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง
ขณะเดียวกัน มีภูมิรู้เกี่ยวกับโลกอันสามารถนำมาเป็นข้อเปรียบเทียบหรืออ้างอิง
ยิ่งช่วยให้เข้าใจตำแหน่งแห่งที่ของสังคมที่เป็นอยู่ และเปลี่ยนแปลงไปชัดเจนยิ่งขึ้น
หนังสือ 80 ปีในชีวิตของข้าพเจ้า ได้สะท้อนให้เรารู้สึกได้ว่า ขุนวิจิตรมาตราไม่ใช่ผู้ที่สนใจการเมือง
หรือมักใหญ่ใฝ่สูง ท่านไม่สนใจที่จะสร้างชื่อเสียงจากวิชาความรู้
หากแต่ผลิตผลงาน ก็เพื่อตัวความรู้นั้นแท้ๆ หรือเพื่อสนองแก่คุณค่าจิตใจ
การทำงานให้แก่รัฐบาลจอมพล ป. ในสาระสำคัญตรงกับแนวคิดของท่านเอง
เกี่ยวกับความสำคัญของเมืองไทย ชาวนาไทย และสังคมไทย
ไม่ว่าจะเป็นเพลงชาติสยามที่ท่านแต่ง บทละคร เรื่องบ้านไร่นาเรา
หรือหนังสือชุดประวัติการค้าไทย 80 ปีในชีวิตของข้าพเจ้า ได้สะท้อนให้เห็นสามสิ่งพร้อมๆ กัน คือ
ประการแรก เราได้เห็นถึงพัฒนาการของสังคมไทย และทางเลือกของคนไทย
โดยเฉพาะในเมืองหลวงในระยะต่างๆ ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคมโลก
ประการที่สอง เห็นถึงกระบวนคิดของผู้คนในวงการชนชั้นปัญญาชน ผู้มีบทบาทในการผลิตงานศิลปวัฒนธรรม
เห็นได้ชัดเจนว่า ในเวลาที่กล่าวนั้น แม้ว่ากระแสวัฒนธรรม และความเป็นตะวันตกจะรุกเข้ามา
แต่สังคมไทยก็ยังมีจุดยืน มีหลักคิดอยู่พอเพียงในบางระดับที่จะสามารถพัฒนา
และปรับตัวเข้าสู่ยุคใหม่ โดยที่ยังไม่ละทิ้งรากแห่งความเป็นไทย
และประการสุดท้าย งานชิ้นนี้ทำให้ได้เห็นถึงชีวิตของท่านผู้ประพันธ์เอง
ผู้ซึ่งดำเนินชีวิตอย่างสงบเรียบง่าย ตรงไปตรงมาต่อความคิด และความรู้ของตนเอง




ชวนศิษย์เรียนรู้จากการอ่าน

เครือข่ายเยาวชนสร้างเสริมคุณธรรมนำปัญญาจากการอ่าน article
หนังสือบันเทิงคดี ที่น่าอ่าน article
นิยาย ที่น่าอ่าน article
เรื่องสั้น ที่น่าอ่าน article
สารคดี บทความ ที่น่าอ่าน article
การเมือง ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เศรษฐศาสตร์ article
ศิลปะ ภาษาและวรรณกรรม วรรณกรรมวิจารณ์
ศาสนา ปรัชญา article
ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์
ไตรภูมิกถา ไตรภูมิพระร่วง เป็นยอดวรรณคดีสมัยสุโขทัย
หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
รายชื่อหนังสือหนังสือดี100เล่มที่คนไทยควรอ่าน article
อิศรญาณภาษิต article
101 เล่มในดวงใจนักเขียนและนักอ่าน



Copyright © 2005 All Rights Reserved.
www.kruthai40.com จัดทำโดย นายสุรินทร์ ยิ่งนึก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบางซ้ายวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๓ ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๗๐ โทรศัพท์ ๐๓๕ ๙๕๙๗๑๙ surinkruthai@gmail.com