ReadyPlanet.com
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน
dot
dot
dot
dot
dot

dot
dot
dot
dot
dot
PLCนวัตกรรม
bulletระบบประกันคุณภาพออนไลน์
bulletfacebook.com - kruthai40
dot
dot


กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ ที่น่าสนใจ
มรดกไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เครือข่ายกาญจนาภิเษก
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ห้องเรียน DLIT
gotoknow:kruthai40


ศิลปะ ภาษาและวรรณกรรม วรรณกรรมวิจารณ์

ค. ศิลปะ ภาษาและวรรณกรรม วรรณกรรมวิจารณ์

73. วรรณคดี และวรรณคดีวิจารณ์ - วิทย์ ศิวะศิริยานนท์ 




วรรณคดี และวรรณคดีวิจารณ์
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2486
ดร.วิทย์ ศิวะศริยานนท์
(พ.ศ. 2456-2533)

วรรณคดีและวรรณคดีวิจารณ์ เป็นหนังสือแนววิชาการด้านวรรณคดี
และวรรณคดีวิจารณ์แบบตะวันตกเล่มแรกๆ ที่นักวิชาการไทย นำทฤษฎีวรรณคดีวิจารณ์แบบตะวันตกมาเผยแพร่
และประยุกต์ใช้กับวรรณคดี และบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย
ทัศนะทางวรรณคดี ของ ดร.วิทย์ ศิวะศริยานนท์ ที่ได้แสดงไว้ในหนังสือเล่มนี้
เป็นทัศนะที่ตกผลึก ที่ได้ผ่านการขบคิด ใคร่ครวญกลั่นกรองแล้วอย่างรอบคอบ
งานวรรณคดีวิจารณ์ของ ดร.วิทย์ มิใช่งานวิจารณ์เชิงทดลองปฏิบัติ และก้าวล่วงระดับวิเคราะห์ (Analysis) แล้ว
หากเป็นงานที่สะท้อนถึงระดับทฤษฎีทางวรรณคดี และวรรณคดีวิจารณ์ โดยสื่อออกมาเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย
และนำเอาทฤษฎีประสานกับงานวรรณคดี เรื่องราวในวรรณคดี หรือตัวละครในวรรณคดีไปโดยตลอด
โดยได้แสดงออกมาเป็นทัศนะของตนเองอย่างแจ่มแจ้ง งานระดับนี้จัดว่าเป็นงานระดับ สังเคราะห์ (Synthesis)
ซึ่งหาตัวจับยากในวงการ วรรณคดีไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรอบรู้ ลึกซึ้ง รอบด้าน และความเป็นสากล (Universal) ของท่านนั้น
ยากที่จะหานักวรรณคดีรุ่นเดียวกับท่าน หรือรุ่นหลังมาเทียบเคียงท่านได้
ท่านสามารถที่จะกล่าวอธิบาย ถึงทัศนะทางวรรณคดีหนึ่งๆ โดยประสานไปได้รอบทิศ โยงใยถึงวรรณคดีเอกๆ ของมนุษยชาติได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว และกระชับ
ทว่าตอกลึก และสลักเสลา
งานชิ้นนี้จึงมีความงาม ที่มีคุณค่าในตัวเอง นอกเหนือจากความแรงทางทฤษฎี และวิชาการความงาม
และความแรงทางวิชาการดังกล่าว ดำเนินตั้งแต่ต้นเล่มจนถึงปลายเล่ม
ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มต้นอธิบายว่า วรรณคดีคืออะไร ดร.วิทย์ จะอธิบายเชิงพรรณนาความอย่างฉับไว
แต่ครอบคลุมเนื้อหากว้างขวาง และแนวคิดที่ลึกซึ้ง
ในข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด ผู้อ่านก็รู้สึกเหมือนได้อ่านวรรณคดีไปทั่วโลก
โดยที่วรรณคดีไทยก็มีที่ทางของตนอย่างมั่นคง ในบริบทวรรณคดีของโลก



74. ประติมากรรมไทย - ศิลป พีระศรี 




ประติมากรรมไทย
พิมพ์ครั้งแรก 2490 พระนคร : กรมศิลปากร
ศิลป พีระศรี
(พ.ศ. 2435-2505)
แปลโดย พระยาอนุมานราชธน พระนคร : กรมศิลปากร 2490

ประติมากรรมไทยเล่มนี้ เขียนโดยอาจารย์ศิลป พีระศรี (2435 - 2505) ชาวอิตาลี
ผู้ได้เข้ามาทำงานศิลปะในประเทศไทย ตั้งแต่วัยหนุ่ม จนโอนสัญชาติ และเปลี่ยนชื่อเป็นไทย
โดยเริ่มแรกเข้าเป็นช่างปั้นของกรมศิลปากร และต่อมาได้ผลักดันให้มีการก่อตั้งโรงเรียนศิลปากรขึ้น ในปี 2467
อาจารย์ศิลป ได้ใช้ชีวิตทำงาน และสอนศิลปะ อยู่ในประเทศไทยตลอดชีวิต
เป็นผู้ปั้นอนุสาวรีย์สำคัญหลายแห่ง เช่น อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี นครราชสีมา
หนังสือเล่มนี้ พระยาอนุมานราชธน ได้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษที่อาจารย์ศิลป พีระศรี
แต่งไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2487 เนื่องจากขณะนั้น ผู้ประพันธ์ดำรงตำแหน่งอาจารย์ประติมากรรมของกรมศิลปากร
และอาจารย์ได้กล่าวชมเชยพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยว่า เป็นศิลปะของไทยที่วิเศษยอดเยี่ยมอย่างหาค่าไม่ได้
พระยาอนุมานราชธน ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรอยู่ ได้ขอให้อาจารย์ศิลป พีระศรี เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น
เพื่อเป็นการอธิบาย และชี้แจงเชิงวิชาการ และศิลปะแก่ผู้ที่สนใจเรื่องศิลปะ ได้รู้กันอย่างแพร่หลาย
หนังสือเล่มนี้ เป็นการเขียนขึ้นด้วยทัศนะความเห็นเชิงศิลปะ ไม่ใช่ในแง่โบราณคดี
ดังนั้น จึงเสมือนกับเป็นการตั้งต้นสอนผู้อ่าน ให้รู้จักศิลปะในแง่ของสุนทรีย์
ด้วยการเริ่มให้ผู้อ่านลองมองเปรียบเทียบ ระหว่างความงามของศิลปะตะวันตก
คือ เศียรของพระเยซู กับความงามของศิลปะไทยเรา คือ เศียรของพระพุทธรูป
โดยเฉพาะในสมัยสุโขทัย ซึ่งถือได้ว่า มีความงามอย่างมาก
ก่อนที่ท่านจะลำดับเรื่องราว เกี่ยวกับประติมากรรมไทย ตั้งแต่การก่อเป็นรูปของศิลปะไทยทีเดียว
โดยในทัศนะของท่าน ศิลปะของไทยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่เชียงแสน
จากนั้นจึงถึงสมัยสุโขทัย อู่ทอง อยุธยา และกรุงเทพฯ ตามลำดับ
ประติมากรรมที่ผู้เขียนยกย่องว่า ศิลปินไทยนั้นนับได้ว่า เป็นช่างขั้นฝีมือครู นั่นก็คือ ประติมากรรมรูปคนที่สร้างด้วยโลหะ
เพราะผู้เขียนกล่าวว่า การหล่อรูปด้วยทองสัมฤทธิ์ เป็นงานที่ยากลำบากมาก และช่างฝีมือของไทยทำงานอย่างไม่เปิดเผยตัวเอง
เพื่อมุ่งหวังชื่อเสียง แต่ทำด้วยใจเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงถือเป็นเรื่องธรรมดา
ขณะที่ผู้เขียนมองว่า เทคนิคการหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ เป็นของที่สมบูรณ์ที่สุด
ความยากอยู่ที่ การลดความหนาของทองให้บางที่สุด และจะต้องมีพื้นผิวที่บางอย่างสม่ำเสมอด้วย
หนังสือเล่มนี้ อาจทำให้ผู้อ่านที่เป็นคนไทยหลายคน ที่ยังมองไม่เห็นความงามของศิลปะสามารถซาบซึ้ง
และค่อยๆ เรียนรู้วิธี ซึมซับความงามทางศิลปะได้ทีละน้อย
และสามารถมองเห็นความคลี่คลาย อย่างสังเขปของประติมากรรมไทย
โดยเฉพาะรูปคนหรือพระพุทธรูป ซึ่งถือได้เป็นสิ่งที่ใกล้ชิดติดตัวมากที่สุดสำหรับคนไทยที่ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ
และในท้ายที่สุดจะรู้สึกทึ่งว่า ผู้เขียนที่เป็นชาวต่างชาติ สามารถเขียนเรื่องราวที่เป็นของไทยเราให้เราได้อ่าน และซาบซึ้งได้อย่างไร



75. วรรณสาส์นสำนึก - สุภา ศิริมานนท์ 




วรรณสาส์นสำนึก
พิมพ์ในนิตยสารช่วง 2492 - 2495 พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก พ.ศ. 2529
สุภา ศิริมานนท์
(พ.ศ. 2457-2529)

วรรณสาส์นสำนึก เป็นหนังสือรวมข้อเขียน ด้านวรรณกรรมจำนวน 2 เล่ม ของสุภา ศิริมานนท์
ซึ่งเคยตีพิมพ์ในนิตยสารอักษรสาส์น อันเป็นนิตยสารเดือนที่ก่อตั้งโดยสุภา และจินดา ผู้เป็นศรีภรรยา เมื่อปีพ.ศ. 2492
เป็นนิตยสารเชิงวิเคราะห์วิจารณ์สังคม ที่มีเนื้อหาสาระหนักแน่น และก้าวหน้าที่สุด ทั้งในยุคนั้น และยุคต่อมา
สุภานอกจากเป็นคนริเริ่มการศึกษามาร์กซิสม์อย่างเป็นนักวิชาการแล้ว ยังเป็นผู้บุกเบิกด้านวรรณกรรมวิจารณ์คนหนึ่งด้วย
วรรณสาส์นสำนึก เล่ม 1 ประกอบด้วยบทความประเภทต่างๆ ไว้ด้วยกันเป็น 4 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 เป็นข้อเขียนในหัวข้อ เรื่องศิลปะ ส่วนที่ 2 ว่าในหัวข้อเรื่องภาษา และหนังสือ ส่วนที่ 3
ในหัวข้อนักเขียนไทย และส่วนที่ 4 ในหัวข้อเรื่องนักเขียนต่างประเทศ
วรรณสาส์นสำนึก เล่ม 2 ประกอบด้วย ส่วนที่ 5 ในหัวข้อ การวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรม
ส่วนที่ 6 ในหัวข้อวรรณกรรมวิพากษ์ ส่วนที่ 7 ในหัวข้องานแปลวรรณกรรม
ชื่อบทความชิ้นแรก ในหนังสือเล่มที่ 1 คือ ศิลปะทั้งหลาย ย่อมเกี่ยวพันอยู่กับสามัญชนแต่เท่านั้น
นับว่าเป็นชื่อบทความ ที่ท้าทายชวนให้อ่าน และชวนให้เกิดความคิดในการวิวาทะอย่างยิ่ง
ดังข้อเขียนต่อไปนี้
ความทรงอยู่ของชีวิต เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะกำหนดเอาได้โดยจิตสำนึก
แต่จิตสำนึกนั้นแหละพึงกำหนดเอาได้ โดยความทรงอยู่ของชีวิต
ข้อสรุปของสุภา คือ ศิลป คือ การสื่อสาส์น ระหว่างผู้เสพย์ กับผู้สร้างศิลปะ
บทความที่ 2 ชื่อ ภาวะของศิลปะภายใต้ระบอบเผด็จการฟาสซิสต์ เป็นบทความขนาดยาว ที่น่าศึกษามากที่สุดชิ้นหนึ่ง
ที่คุณสุภาได้อาศัยนำเอาศิลปะมาอธิบาย โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การชี้ให้เห็นถึงภัย ของระบอบเผด็จการฟาสซิสม์
รวมทั้งชี้ถึงพลังของประชาชน
วรรณสาส์นสำนึก เล่ม 2 มีบทความหลักชิ้นใหญ่ๆ อีก 3 ชิ้น ซึ่งแสดงถึงความเป็นปราชญ์ของสุภา คือ
การเสนอวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมคลาสสิกระดับโลก ตั้งแต่เอนไซโคลปีเดีย จนถึงดิกชันเนอรี่
และแปลงานวรรณกรรมระดับโลก
เช่น ของ อนาโตล ฟรังซ์ บเจิร์นสัน อิวาน โวโลติน และสเตฟาน สไวก์
สุภายังได้ริเริ่มให้เป็นแบบอย่าง ในการแปลงวรรณกรรมต่างประเทศ โดยการค้นประวัติของผู้เขียน มาเขียนอธิบายถึงชีวิต
และโลกทรรศน์ของผู้เขียนนั้นๆ อย่างละเอียด และมีคุณค่า
สามารถทำให้ผู้อ่านได้เข้าใจซึมซาบ เนื้อหาของเรื่องได้อย่างเข้าใจถึงแก่นเรื่องได้ดีขึ้น เมื่อรู้ภูมิหลัง
และเงื่อนไขของสังคมของผู้เขียนในขณะนั้น หรือในเวลาที่สร้างงานวรรณกรรมระดับโลกชิ้นนั้นๆ
ในบทความเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรมนั้น ได้เสนอทฤษฎีวิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรม ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
รวมทั้งได้ยกเอาวรรณกรรมระดับโลก และวรรณกรรมไทยมาเป็นตัวอย่างของการวิพากษ์วิจารณ์
เพื่อสนับสนุนทฤษฎีของท่าน
เช่น งานของ ชาร์ล ดิ๊กเก้น แฮเรียต บีเชอร์ สโตว์ ผู้เขียนเรื่อง กระท่อมน้อยของลุงทอม ตอลสตอย,
ดอสโต เยฟสกี้, มุลค์ ราช อนันท์, หลู่ซิ่น และเรื่อง ภควัคคีตา



76. วิทยาวรรณกรรม - พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ 




วิทยาวรรณกรรม
ฉบับพิมพ์ครั้งแรก 2506
พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
(ม.จ.วรรณไวทยากร วรวรรณ)
(พ.ศ. 2434 - 2519)

คุณูปการของนักปราชญ์สยาม พระนาม พลตรี พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
แวดวงวิชาการ และราชบัณทิตยกย่องว่า ทรงมีอัจฉริยภาพทางด้านอักษรศาสตร์ นิรุกติศาสตร์ วรรณคดี กฎหมาย และการทูตอย่างกว้างขวาง
เนื้อหาสาระของวิทยาวรรณกรรม อุดมด้วยทัศนะทางด้านวรรณคดีหลากหลายมุมมอง
ประเภทของวรรณคดี ความสัมพันธ์ระหว่างวรรณคดีกับภาษาศาสตร์ รสนิยมวรรณคดี
เอกภาพความงามระหว่างเนื้อหาสาระกับรูปแบบ และหน้าที่ คุณค่าของคำ ลักษณะที่เป็นวรรณศิลป์ ปรัชญาวรรณศิลป์
ภาษาที่พรรณนาถึงบทบาทหนัาที่ เป็นเครื่องมือสื่อสาร สัญลักษณ์ และความหมาย
ปัญหาในการจำแนกแยกแยะ วิพากษ์วิจารณ์วรรณกรรม ซึ่งกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ได้อธิบายอย่างละเอียด
แสดงให้เห็นลักษณะการเป็นผู้สนใจใฝ่รู้อย่างจริงจัง ทรงเจาะลึกถึงที่มาของคำในภาษาขอม (เขมร) ไทย บาลี สันสกฤต อังกฤษ
แล้ววิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ เพื่อให้เกิดความศรัทธา ยอมรับคำที่บัญญัติขึ้นมานั้นอย่างมีเหตุผล
จุดเด่นหนังสือวิทยาวรรณกรรม คือ การนำเสนอหลักคิดในการบัญญัติศัพท์
การไขความหรืออธิบายความหมายของคำที่ใช้กันทั่วไป ซึ่งมีผู้อ่านโต้แย้ง หรือเขียนจดหมายถามพระองค์
เช่น คำว่า ปรัชญา การศาสนา สังคมวิทยา ภาษาศาสตร์ วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ศิลปะที่มีประโยชน์ วิจิตรศิลป์
รวมถึงการนำคำจากต่างประเทศมาใช้ในภาษาไทย พระองค์จะศึกษาเรียนรู้ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เพื่อให้การอธิบายศัพท์นั้น ครอบคลุมรอบด้าน และรัดกุม จำแนกว่าเป็นลักษณะเฉพาะหรือลักษณะทั่วไป
โดยคำนึงถึงหลักตรรกวิทยา และความสอดคล้องต้องกันกับการออกเสียง
เหตุนี้ หนังสือวิทยาวรรณกรรม จึงเสริมคุณค่าการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ควบคู่ไปด้วย
จนกล่าวได้ว่าเป็นคลังปัญญาแห่งการบัญญัติศัพท์ ประวัติศาสตร์ และประวัติวรรณคดีที่สำคัญของไทยเล่มหนึ่ง



77. ความงามของศิลปไทย - น. ณ ปากน้ำ



ความงามของศิลปไทย
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2510 สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์
น. ณ ปากน้ำ
(พ.ศ. 2471 - )

ผู้เขียนได้รับแรงบันดาลใจ จากการอ่านบันทึกของบาดหลวงเดอ ชัวสี
ที่เดินทางเข้ามาในอยุธยา อาณาจักรที่รุ่งเรืองของไทยเราเมื่อปี พ.ศ. 2228
บาทหลวงท่านนี้ ได้บันทึกความประทับใจต่างๆ ที่ได้พบเห็นตั้งแต่ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม
และศิลปะของไทยสมัยสมเด็จพระนารายณ์
จึงทำให้ผู้เขียนทำการสำรวจวัดต่างๆ ในเมืองบางกอกอย่างละเอียด
และเขียนขึ้นเป็นบทความแต่ละตอน เพื่อให้ผู้อ่านได้มองเห็น และเกิดความซาบซึ้งถึงคุณค่าศิลปะของไทยเรา
ผู้เขียนปูพื้นให้ผู้อ่าน รู้จักซาบซึ้งกับคุณค่าของภาพไทยโบราณ เป็นเรื่องแรก
เพื่อให้เห็นถึงลักษณะพิเศษที่ไม่ซ้ำแบบใคร
แม้ว่าไทยจะได้รับอิทธิพลจากขอมมาแต่ดั้งเดิม
แต่ไทยก็นำมาปรับปรุงเป็นแบบของไทยให้มีความอ่อนโยนละมุนละไม ดังเช่น พระพุทธรูปสุโขทัย
จากนั้นผู้เขียนจึงเล่าเรื่องภาพไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมา จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
โดยเป็นไปในลักษณะของการอธิบายภาพ พร้อมกับการยกตัวอย่างภาพ จากการสำรวจตามวัดต่างๆ ของเมืองไทย
เช่น ภาพเขียนในผนังโบสถ์วัดสุวรรณาราม ฝั่งธนบุรี ซึ่งมีผลงานชิ้นสำคัญของจิตรกรไทยอันทรงคุณค่า
ภาพเขียนในวัดบวรนิเวศ ซึ่งมีผลงานของขรัวอินโข่ง จิตรกรเอกสมัยรัชกาลที่ 3 ที่สะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ ในสมัยนั้น
โดยเฉพาะการติดต่อกับต่างประเทศ ผู้เขียนยกย่องความงามของภาพไทยว่า
ความงามของภาพเขียนไทยอยู่ที่เส้น และสีที่ประสานกลมกลืนกัน
เมื่อศิลปินไทยเขียนความเศร้าโศก เราจะเห็นสัญลักษณ์ของความโศกนั้น ตามเส้น และท่าทาง
เช่น ภาพพระเวสสันดร ตอนพระเวสสันดรได้พบกับพระบิดามารดา ต่างพิลาปรำพันเข้าหากัน
นับเป็นการแสดงอารมณ์ ของศิลปินด้วยเส้นแท้ๆ
นอกเหนือจากศิลปะด้านจิตรกรรมแล้ว ผู้เขียนยังกล่าวถึงผลงานทางด้านประติมากรรม
ตั้งแต่สมัยแรกจนมาถึงยุคของศิลปะ สมัยในยุคที่เขียนหนังสือเล่มนี้ด้วย
โดยเฉพาะเน้นถึงการสร้างพระพุทธรูป ศิลปะของล้านนา ตลอดจนการพรรณนาถึงประวัติโดยสังเขปของศิลปินไทยบางคนที่ควรยกย่อง
การเปรียบเทียบศิลปะไทยกับตะวันตก เป็นต้น
รวมบทความด้านศิลปะเล่มนี้ มีความหลากหลายที่น่าอ่าน
เพราะผู้เขียนใช้วิธีการเล่าเรื่อง แทรกไปกับการพรรณนาความงาม สภาพของสิ่งที่พบเห็น
และการเสนอแนวความคิดของผู้เขียนในด้านต่างๆ ตลอดจนในแง่ของการอนุรักษ์
เนื่องจากผู้เขียนมีพื้นฐานทางด้านศิลปะ และทำการศึกษาค้นคว้ามาหลายปี
มีประสบการณ์ด้านงานศิลปะมาก่อน จึงสามารถอธิบายเรื่องราวทางด้านศิลปะ ที่ก่อให้เกิดจินตนาการสำหรับผู้อ่าน
เพื่อการศึกษาค้นคว้าต่อไป ผู้เขียนทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกร่วมไปด้วยว่า
ประเทศไทยเรามีศิลปะความงาม ที่ทรงคุณค่าอยู่มาก แต่ไม่แพร่หลาย
และนับวันก็จะถูกทำลายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์
ซึ่งถ้าไม่มีการบันทึกเอาไว้แล้ว ความงามเหล่านี้ก็จะไม่มีผู้ใดรู้จัก



78. ภาษากฎหมายไทย - ธานินทร์ กรัยวิเชียร 




ภาษากฎหมายไทย
พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2511
ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร
(พ.ศ. 2470 - )

ก่อนหน้าจะมีหนังสือภาษากฎหมายไทยฉบับนี้ มีท่านผู้รู้ และผู้สนใจภาษากฎหมาย
เคยแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับภาษากฎหมาย ทั้งโดยตรง และโดยอ้อมมาแล้ว
แต่ไม่เคยมีท่านใด และหนังสือเล่มใด ศึกษาค้นคว้า และนำเสนอเรื่องภาษากฎหมายไทยอย่างจริงจัง และเป็นระบบ
เท่ากับหนังสือภาษากฎหมายไทยแสดงให้ปรากฏ
เอกสารวิชาการนี้ จึงทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ต่อวงนิติศาสตร์ และต่อวงการศึกษาอักษรศาสตร์ไทย
ภาษากฎหมายไทย แบ่งออกเป็นบทต่างๆ อย่างต่อเนื่องกัน นับจากบทนำถึงบทสรุป รวม 8 บท
และทำสารบัญค้นเรื่อง และค้นคำไว้ท้ายเล่ม เพื่อประโยชน์ในการศึกษาง่ายขึ้น
บทนำ ได้กล่าวถึง ความสำคัญของภาษากฎหมายไทย และแง่มุมการศึกษาภาษากฎหมายไทย
ตามที่ท่านผู้เขียนมีความมุ่งหมาย เริ่มจากประการแรก : การวิจัยกฎหมายภาษาไทย,
ประการที่สอง : การให้ข้อเสนอแนะ และประการที่สาม : การทดลองในเรื่องของภาษากฎหมาย
สารคดีภาษากฎหมายไทยนี้ แม้เป็นเอกสารวิชาการ ที่ท่านผู้เขียนมุ่งหมายเสนองานวิชาการ
ได้จำแนกแยกแยะถี่ถ้วนเชื่อมโยงกันเป็นระบบ มีรายละเอียดตัวอย่างภาษา จากสภาพความเป็นจริงที่ดี และไม่ดี
ท่านที่ไม่เคยศึกษาเรื่องนี้ เมื่อดูโครงสร้างเนื้อหา และการเก็บความบางประเด็นที่กล่าวมา
อาจจะสำคัญผิดต่อข้อเท็จจริงได้ว่า คงน่าเบื่อเหมือนหนังสือกฎหมายหรือตำราวิชาการทั่วไป
แท้ที่จริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ข้อความคิด คำอธิบาย และตัวอย่างในรายละเอียดกลับเป็นสิ่งชวนสนใจ
ท้าทายความรับรู้ และมีอารมณ์ขันได้รสชาติเป็นอัศจรรย์



79. วรรณไวทยากร ชุมนุมบทความทางวิชาการ ฉบับวรรณคดี
- เจตนา นาควัชระ และมล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ




วรรณไวทยากร ฉบับ วรรณคดี
พิมพ์ครั้งแรก 2514
เจตนา นาควัชระ
(พ.ศ. 2480 - ) และ
ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ
(พ.ศ. 2454 - 2525)

ข้อเขียนทั้งสองนี้ พิมพ์ในชุด "วรรณไวทยากร" ชุมนุมบทความทางวิชาการ
ถวายพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ในโอกาสที่พระชนม์ครบ 80 พรรษาบริบูรณ์
เจตนา นาควัชระ เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับวรรณคดีวิจารณ์ โดยเฉพาะหลังจากปี 2519 เป็นต้นมา
แต่เล่มนี้เป็นเล่มแรก บรรจุความคิดไว้มาก เล่มอื่นๆ ขยายความจากเล่มนี้ เป็นหน่อความคิด ซึ่งแตกออกไปตามกาล
เจตนา นาควัชระ เสนอแนวคิดต่างๆ ในวรรณคดีในเชิงปัญหา กล่าวคือ เป็นเรื่องที่คิดกันได้จากต่างแง่ต่างมุม
"การวิจารณ์วรรณคดีนั้น จะหาหลักที่ตายตัวลงไปได้ยาก" นี่ก็เป็นการมองจากมุมหนึ่ง
"แต่นักวิจารณ์ส่วนมาก ก็มิได้ย่อท้อในการที่จะแสวงหาหลักเกณฑ์" (น. 2) ก็เป็นอีกมุมหนึ่ง ซึ่งแย้งมุมแรก
แต่การพิจารณาไม่ใช่เพียงเสนอเป็น 2 แง่มุมนี้เท่านั้น
เจตนา นาควัชระยังก้าวต่อไปอีกว่า "จริงอยู่การสร้างทฤษฎีใดๆ เป็นเรื่องที่ล่อแหลม
เพราะถ้า...มิได้มีประสบการณ์เพียงพอ หรือมิได้ใฝ่ใจที่จะค้นหาข้อมูลที่เชื่อถือได้มาอ้างเป็นหลักฐาน
หรือ...เป็นผู้มักง่าย ... ก็อาจจะสร้างโทษมากกว่าสร้างคุณ"
อย่างไรก็ตาม ก็เสริมแก้ว่า "แต่การที่นักวิชาการบางคน มีอคติต่อวรรณคดีวิจารณ์เชิงทฤษฎี เป็นทุนเดิมเสียตั้งแต่ต้นแล้ว
ก็เท่ากับเป็นการสกัดกั้นทางก้าวหน้าของวรรณคดีวิจารณ์" (น. 3)
วิธีการใช้เหตุใช้ผลที่พยายามมองค้าน มองแย้ง มองเติม มองเสริม มองแก้ ทำนองนี้
เป็นแนวการพิจารณาแนวคิดต่างๆ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ในข้อเขียนนี้ จะเรียกได้ว่าเป็น "การใช้เหตุใช้ผลเชิงสนทนา (dialogic reasoning)
อันต่างไปจาก การเสนอเหตุผลเชิงเดียว ว่าสิ่งหนึ่งต้องเป็นเช่นนั้นหรือเช่นนี้
ทำนองให้ความหมายเป็นคำนิยาม ซึ่งไม่เปิดช่องให้เห็นเป็นอื่น" ได้ (ศัพท์ของเจตนา นาควัชระ)
การมุ่งให้เห็น "ความเป็นอื่น" นี้สะท้อนความคิดเสรีประชาธิปไตย ที่ต่างจากแนวคิดการวิจารณ์แบบชี้แนะไปทางใดทางหนึ่ง
แม้ว่าข้อเขียนของม.ล.บุญเหลือ จะมีปริมาณ 100 หน้า มีเนื้อหาครอบคลุมไปกว้างกว่าชื่อ "หัวเลี้ยวของวรรณคดีไทย"
แต่รวมข้อคิด และข้อมูลไว้หลายด้านหลายมุม ต่างคนอ่านก็จะเห็นต่างมุมต่างด้านกันไป
โดยสังเกตได้จากงานเขียนเกี่ยวกับวรรณคดี วิทยานิพนธ์ ที่อ้างถึงข้อเขียนนี้นั้น อ้างหลากหลายจุด ในต่างๆ หน้า ต่างๆ ประเด็น
และเจตนารมณ์ของม.ล.บุญเหลือในข้อเขียนนี้
ก็ทำนองเดียวกับส่วนแรกของเจตนา นาควัชระ ต่างก็มุ่งเพื่อ "เกิดข้อคิดเห็นแย้งหรือสนับสนุนหรือเพิ่มเติม ประการใดประการหนึ่ง
ข้อเขียนของ ม.ล.บุญเหลือนี้ได้เขียน "แนะนำ" หนังสือดีไว้หลายเล่มในช่วงก่อน ร.5
จึงทำให้ผู้อ่าน นอกจากจะได้คุณค่าของงานเขียนของม.ล.บุญเหลือโดยตรงแล้ว
ก็ยังได้หนังสือที่ "แนะนำ" ไว้อีก ส่วนตั้งแต่สมัย ร.5 มาถึงช่วง 2500 ม.ล.บุญเหลือก็ชื่นชมอยู่หลายเล่ม
บางเล่มก็ตรงใจกันกับเล่มที่งานวิจัยโครงการนี้เลือกขึ้นมา
การที่ม.ล.บุญเหลือไม่ได้กำหนดให้ข้อเขียนนี้ อยู่ในกติกาของงานวิชาการอย่างเคร่งครัด
เจ้าตัวชอบหรือไม่ชอบก็กล่าวออกมาตรงๆ ทั้งขยายความ และไม่ขยายความ ข้อด้อยต่างๆ
อันเป็นลักษณะร่วมของงานเขียนของไทยร่วมสมัย ม.ล.บุญเหลือก็แจกแจงอย่างเป็นบทเรียนให้นักเขียนพึงสังวร
และให้ข้อคิดแก่ผู้อ่านถึงข้อที่พึงตำหนิในนวนิยาย
ส่วนข้อดี ม.ล.บุญเหลือก็มิได้เสนอออกมาในรูป "สูตรสำเร็จ"
แต่อธิบายผูกโยงกับเรื่องเป็นเรื่องๆ ไป หรือถ้าจะใช้สำนวนให้มีสีสันเคร่งขรึมทางวิชาการ
ก็อาจจะพูดได้ว่า ม.ล.บุญเหลือนั้น เสนอคุณลักษณะเชิงบวกของงานเขียนรูปนวนิยาย
มิใช่ในเชิงนามธรรม แต่อย่างเป็นรูปธรรม



80. แสงอรุณ 2 - แสงอรุณ รัตกสิกร 




แสงอรุณ 2 รศ.แสงอรุณ รัตกสิกร
รวมพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2522
แสงอรุณ รัตกสิกร
(พ.ศ. 2465 - 2522)

บทความ และข้อเขียนของอาจารย์แสงอรุณ
บ่งถึงความรู้ และรสนิยมในสุนทรียภาพทางสถาปัตยกรรม, ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม
ความเฉียบคมเสมอด้วยราชสีห์แห่งการวิจารณ์
ประกอบกับความสามารถการใช้ภาษา ทั้งการพูด และฝีมือเขียนหนังสือ
จึงทำให้ภาระอันหนักต่อการทำความเข้าใจเรื่องเฉพาะวิชา
เช่น สถาปัตยกรรม เป็นต้น บรรเทาเบาบาง ไม่เป็นอุปสรรคแก่ผู้มิได้ศึกษาในทางความรู้นั้น
เรื่อง ในรังนกอินทรีกับทาไลซินตะวันตก เป็นสองเรื่องจากประสบการณ์ตรง
ที่อาจารย์แสงอรุณ เคยอยู่ในอาคารสถาปัตยกรรม ของสถาปนิกเอกของโลกคนหนึ่ง คือ แฟรงค์ ลอยไรท์
ในฐานะลูกศิษย์ที่สะท้อนภาพชีวิต ณ สำนักศึกษานั้น เป็นคนไทยคนแรก และคนสุดท้ายของที่นั่น
ได้บรรยายบุคลิกภาพของมหาพรหมแฟรงค์ และลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ควรสนใจ
แม้ว่ากาลต่อมาที่นั่นจะโทรมลง แต่ผมก็ยังรักที่จะฝันถึงมันอยู่เสมอ
ไม่ใช่อะไร เมื่อเราฝัน แม้ความทุกข์ก็มีรสหวาน
บทความที่เป็นพลังปลุกเร้าความสำนึกต่อคุณค่า และให้สติที่สถาปนิกหรือผู้มีส่วนกำหนดแบบแผนบริเวณ
รวมทั้งตัวอาคาร เพื่อความงาม และความสงบสงัด คือ
บทความเรื่องอปริหานิยธรรมในสถาปัตยกรรม
อปริหานิยธรรม หมายถึง ธรรมะหมวดที่ ผู้ปฏิบัติธรรมนี้ ย่อมมีแต่ความเจริญอย่างเดียว หาความเสื่อมมิได้เลย
การเขียนบทความชิ้นนี้ อาจารย์แสงอรุณใช้สมณ
ฉายาเมื่อครั้งอุปสมบทว่า อดีต สุภา กโร ภิกขุ สำนักวัดบวรนิเวศวิหาร งานเขียนที่อยู่ในกลุ่มเนื้อหาของเรื่องเดียวกัน
ยังมีอีกสองบทที่น่าสนใจด้วย คือ เรื่องการอยู่ในบ้านแบบไทยเดิมกับอยู่บ้านไทย
อาจารย์แสงอรุณ อธิบายเหตุผลของสถาปัตยกรรมไทยว่า
เหตุใดท่านแต่ก่อนจึงออกแบบเช่นนั้น อาทิ บ้านหลังคาทรงสูง
หรือเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมไทย ที่เป็นบ้านพักอาศัย ซึ่งใช้พันธุ์ไม้ล้อมตัวอาคาร
มีสวนสมุนไพร สวนครัว นับเป็นสถาปัตยกรรมแบบอุทยานนคร เพื่อความกลมกลืน และประหยัด
การเสนอข้อคิดระหว่างบรรทัดของอาจารย์แสงอรุณ ในเรื่องหลังมีความตอนหนึ่งว่า
ความสงบระงับ ควรจะเป็นเป้าหมายในการดำรงชีวิตของเรา
และด้วยวิธีนี้เท่านั้น ที่ความเป็นมนุษย์ของเราจะพัฒนาสูงขึ้น





ชวนศิษย์เรียนรู้จากการอ่าน

เครือข่ายเยาวชนสร้างเสริมคุณธรรมนำปัญญาจากการอ่าน article
หนังสือบันเทิงคดี ที่น่าอ่าน article
นิยาย ที่น่าอ่าน article
เรื่องสั้น ที่น่าอ่าน article
สารคดี บทความ ที่น่าอ่าน article
การเมือง ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย เศรษฐศาสตร์ article
สังคมวิทยา มานุษยวิทยา ประวัติศาสตร์สังคม article
ศาสนา ปรัชญา article
ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์
ไตรภูมิกถา ไตรภูมิพระร่วง เป็นยอดวรรณคดีสมัยสุโขทัย
หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
รายชื่อหนังสือหนังสือดี100เล่มที่คนไทยควรอ่าน article
อิศรญาณภาษิต article
101 เล่มในดวงใจนักเขียนและนักอ่าน



Copyright © 2005 All Rights Reserved.
www.kruthai40.com จัดทำโดย นายสุรินทร์ ยิ่งนึก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบางซ้ายวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๓ ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๗๐ โทรศัพท์ ๐๓๕ ๙๕๙๗๑๙ surinkruthai@gmail.com