ReadyPlanet.com
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน
dot
dot
dot
dot
dot

dot
dot
dot
dot
dot
PLCนวัตกรรม
bulletระบบประกันคุณภาพออนไลน์
bulletfacebook.com - kruthai40
dot
dot


กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ ที่น่าสนใจ
มรดกไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เครือข่ายกาญจนาภิเษก
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ห้องเรียน DLIT
gotoknow:kruthai40


หลายชีวิต ละม่อม ห้องเรียนภาษาไทยออนไลน์ article

 

 

อ่านเรื่องสั้น หลายชีวิต ตอน ละม่อม

หลายชีวิต เป็นรวมเรื่องสั้น ผลงานประพันธ์ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อ พ.ศ. 2497 เป็นเรื่องของคนหลายคนต่างเพศ ต่างวัย ต่างชาติตระกูล ต่างอาชีพ ทั้งเจ้านาย พระสงฆ์ ชาวนา โสเภณี ทุกคนเดินทางลงเรือลำเดียวกัน เพื่อไปสู่ปลายทางเดียวกัน ด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายเมื่อเรือล่ม ทุกคนก็มาจบชีวิตพร้อมกัน ในเรื่องเป็นการเล่าชีวิตและที่มาของตัวละครแต่ละตัวที่มาจบลงพร้อมกัน

แรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือเล่มนี้มาจากการที่ผู้ประพันธ์ได้พบเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่มีผู้คนเสียชีวิตในคราวเดียวกันจำนวนมากจึงมีดำริที่จะเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น แรกทีเดียว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ตั้งใจจะแต่งเพียงเรื่องแรกเรื่องเดียวและผลัดกับนักเขียนท่านอื่นแต่งเรื่องราวของบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามเมื่อเรื่องแรกซึ่งก็คือ “ไอ้ลอย” ได้เขียนเสร็จสิ้นไปแล้วปรากฏว่าผู้เขียนได้พรรณาถึงไอ้ลอยได้อย่างร้ายกาจมากจนนักเขียนท่านอื่นไม่มีความประสงค์จะเขียนต่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จึงต้องเขียนเองทั้งเล่มจนจบ

หลายชีวิตมีโครงเรื่องมาจาก สะพานแห่งซาน หลุยส์ เรย์ ของ ธอร์นตัน ไวล์เดอร์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2470

 

ผู้แต่งเรื่อง หลายชีวิต ได้กำหนด ตัวละครหลักอยู่ 11 คน คือ นายลอย, หลวงพ่อเสม, นางพรรณี, ท่านชายเล็ก, ผล พระเอก, ละม่อม, โนรี, ลินจง, จั่น, ทองโปรย และ หมอแสง โดยได้เปิดเรื่องด้วยการบรรยายถึงเรื่อเมล์โดยสารที่กำลังแล่นส่งผู้โดยสาร แต่ได้เกิดมีฝนตกหนักพายุพัดอย่างแรง แล้วก็มีกำลังแรงของพายุก็มาปะทะเข้ากลางลำ ทันใด นั้นเรือเมล์โดยสารลำนั้นก็โคลงกลับมาอีกทางหนึ่งด้วยกำลังถ่วงสุดเหวี่ยง จนเรือเมล์โดยสารลำนั้นก็คว่ำลงทันที ทั้ง 11 คนนี้ ได้ขึ้นเรือเมล์โดยสารมาลำเดียวกันและได้จบชีวิตที่เดียวกันทั้งหมด และก็ได้เล่าความถึงว่าชีวิตก่อนที่ 11 คนนี้จะจบชีวิตลง เรื่องของทั้ง 11 คนนี้ก่อนที่จะมาขึ้นเรือเมล์โดยสารลำนี้เป็นยังไงบ้าง ความเป็นอยู่แต่ละคนเป็นอย่างไร

 

  เจ้าลอย :: ผู้ลอยมากับกระแสน้ำ ชะตาพาให้ยายพริ้มเก็บมาเลี้ยงดูฟูมฟักด้วยความรักเสมือนลูกแท้ ๆ จนเมื่อเจ้าลอยเติบใหญ่ ก็หาได้สำนึกบุญคุณ กระทั่งวันที่กลายเป็นขุนโจรกลับมาฆ่ายายพริ้มอย่างโหดเหี้ยม ชีวิตของขุนโจรอย่างเจ้าลอยที่ผู้คนทั้งบางต่างแช่งชักหักกระดูกไม่ให้ได้ตายดี แต่ปรากฏว่า...ไอ้ลอยมันนอนยิ้มอย่างมีความสุขเสียเต็มประดา ถ้าศพของมันพูดได้ มันก็คงจะพูดว่า ‘ชีวิตกูเป็นกำไร’
 

    อ่านเนื้อเรื่องย่อ

            เมื่อใครถามลอยว่า มันเกิดที่ไหน มันก็ตอบว่ามันเกิดที่เมืองสุพรรณ แต่ความจริงนั้นเจ้าลอยมันเกิดที่ไหนไม่มีใครทราบ  แต่ชื่อของมันก็บอกที่ประวัติที่มาของตัวมันเองอยู่แล้ว 
             วันหนึ่งเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน เวลาเช้าแต่ยังไม่สว่าง ยายพริ้มบ้านแกอยู่ริมคลองได้ลุกขึ้นตั้งหม้อหุงข้าวตามปกติวิสัยของชาวบ้าน  และขนาดนั้นเองแกได้ยินเสียงเด็กร้อง แกรู้สึกงงเป็นอย่างมาก เพราะบ้านแกห่างจากชาวบ้านในระแวกนั้นไกลพอสมควร และแกอยู่ด้วยกันสองคนกับเจ้าเถิกหลานชายอายุ 9 ขวบของแก  แกฟังเสียงร้องอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ จากนั้นแกหยิบตะเกียงไปยังที่ท่าน้ำ ยายพริ้มแลเห็นหม้อใบหนึ่งลอยมาติดอยู่ที่บันไดท่าน้ำ  ในหม้อนั้นมีเด็กผู้ชายอายุเกิดใหม่ไม่ถึง 10 วัน ร้องไห้หมือนกับว่าร้องขอความช่วยเหลือ ยายพริ้มรีบอุ้มเด็กน้อยนั้นมาซบอกทันที ยายพริ้มให้ความรักความเมตตาแก่เด็กน้อยที่ลอยมาติดที่บันได โดยไม่รู้ว่าได้เอางูเห่าที่มีพิษร้ายมาเลี้ยงไว้ เมื่อมันได้รับความอบอุ่นจนฟื้นชีวิตขึ้นมาก็จะกัดร่างที่ให้ความอบอุ่นแก่มัน  แต่ถึงอย่างไรยายพริ้มก็จะเลี้ยงเจ้าลอยต่อไป เพราะความรักของคนเรานั้นก็อาจจะทำร้ายตัวเองได้
             ยายพริ้มขายผักและผลไม้และของจุกจิกอีกหลายอย่าง วันหนึ่งๆยายพริ้มก็จะพายเรือออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อขายของ เมื่อเจ้าลอยยังเป็นเด็กหัดเดิน ยายพริ้มก็ให้เจ้าเถิกหลายชายดูแลมันที่บ้าน แต่พอเจ้าลอยอายุได้ 8 ขวบ ก็เอาไปขายของด้วยทุกวัน ระหว่างนั้นยายพริ้มก็ทำมาค้าขึ้นทุกวันจนมีฐานะดี ยายพริ้มไม่เคยปิดบังประวัติเจ้าลอย กลับเล่าให้ทุกคนฟังรวมทั้งเจ้าลอยเอง  อาจเป็นเหตุนี้ที่เจ้าลอยจึงไม่รู้สึกผูกพันต่อใครจริงใจตั้งแต่เด็ก
 

            วันหนึ่งเจ้าลอยได้ร่วมเกี่ยวข้าวกับชาวบ้านในระแวกนั้น  แต่เจ้าลอยก็แอบไปหลับตามประสาเด็กใต้ต้นไม้ใหญ่ ขณะนั้นเองมันได้ยินเสียงคุยกัน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จึงได้แอบไปดู ภาพที่มันเห็นก็คือเจ้าเถิกกับหญิงสาวได้กระทำการอาณัติของธรรมชาติ ในสิ่งที่เจ้าลอยไม่เคยเห็นมาก่อน แต่นั้นมาเจ้าลอยก็ถามเจ้าเถิกอยู่บ่อยๆว่า ผู้หญิงและผู้ชายเกิดมาทำไม และเพื่ออะไร อาการและร่างกายของคนที่เป็นหนุ่มสาวแล้วเป็นอย่างไร เจ้าเถิกก็มิได้ปิดบังบอกให้รู้และแสดงให้ดูจนสิ้น แต่มีอย่างหนึ่งที่มันไม่ได้บอกคือ ความรักของหญิงกับชายนั้น เป็นความรักที่เสียสละและเห็นอกเห็นใจต่อกัน

             พอเจ้าลอยแตกเนื้อหนุ่ม ก็เลิกลงเรือช่วยยายขายของไปเที่ยวตลาดอยู่ทุกวัน จนเป็นที่รู้จักของคนระแวกนั้น และคนที่คุ้นเคยกับเจ้าลอยตั้งแต่เด็กคือ เจ๊ทองคำ เจ้าลอยก็ฝากเนื้อฝากตัวกับเจ๊ทองคำทุกครั้งทีเจ้าลอยมาเที่ยวตลาด มันก็นั่งที่ร้านเป็นเวลานานๆ จนเพื่อนฝูงรุ่นเดียวกันพากันล้อเลียนว่าไปติดนางสวน ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ๊ทองคำ
             วันหนึ่งตอนกลางวันฝนตกหนักที่ตลาดเงียบลอยนั่งหน้าร้านเช่นเคย แต่วันนั้นนางสวนไม่อยู่เจ๊บอกให้ลอยนั่งเฝ้าร้าน เจ๊จะไปนอน เพราะเจ๊ปวดหลัง เจ้าลอยก็อาสาช่วยนวดให้ เจ้าลอยก็นวดอย่างเบาๆ พอผ่านไปครู่หนึ่ง มันเริ่มกำขา กำเนื้อที่อยู่ตรงหน้ามันแรงขึ้น และได้ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำขึ้น เจ้าลอยทำอย่างนี้เป็นเวลาเกือบ 2 ปี และวันหนึ่งมันก็มาที่ร้านเจ๊เป็นปกติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเจ๊ทองคำได้ตายแล้ว เนื่องจากนางได้กินยาทำแท้งเป็นเวลานานจึงทำให้เสียเลือดมาก และเห็นนางสวนนั่งอยู่ข้างๆ มันรีบวิ่งไปปิดประตูร้านแล้วมาที่ตัวนางสวน แล้วข่มขืนนางสวน แล้วมันก็กลับบ้านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  รุ่งเช้าชาวบ้านแปลกใจที่เจ๊ทองคำไม่เปิดร้านจึงได้พังประตูเข้าไป และได้เห็นภาพที่น่าอนาถ คือนางสวนผูกคอตายและเจ๊ทองคำนอนตายอยู่ในห้อง ชาวบ้านที่มามุงดู มีเจ้าลอยรวมอยู่ด้วย
             เมื่ออายุครบเกณฑ์ มันได้หายหน้าไปเป็นทหารเกือบ 2 ปี พอกลับมา มันก็ได้สมัครเป็นลูกน้องของเสือเปรื่อง ซึ่งขนาดนั้นกำลังรวบรวมกำลังคนเพื่อออกปล้น  และบ้านหนึ่งในนั้นที่มันออกปล้นคือ บ้านของผู้ที่ให้การเลี้ยงดูและให้ความรู้แก่มันคือยายพริ้มและเจ้าเถิก
 
             วันหนึ่งเสือเปรื่องเข้าปล้นบ้านกำนัน ในขณะที่ปล้นเสร็จและพวกโจรกำลังถอนกำลัง เจ้าลอยได้ยิงปืนใส่เสือเปรื่องซึ่งเป็นหัวหน้าที่กลางอก โดยไม่มีใครรู้ จากนั้นเสือเปรื่องก็ตาย  เจ้าลอยออกปล้นโดยใช้ชื่อเสือเปรื่อง แต่คราวนี้ปล้นถี่และหนักกว่าเดิม  แถมยังฆ่าเจ้าของทรัพย์อีก ซึ่งเมื่อก่อนเสือเปรื่องไม่เคยทำ
             ลอยนั่งครึ่งหลับครึ่งตื่นในเรือที่แล่นจากบ้านแพนมุ่งหน้าไปกรุงเทพฯมันเป็นเสืออย่างเต็มตัวแล้ว ไปกรุงเทพฯคราวนี้มันไปซื้ออาวุธปืนและอาวุธต่างๆที่ใช้ปล้นคราวต่อไป
              เสียงพายุฝนกระหน่ำลงมา ช่วยกล่อมให้มันเคลิบเคลิ้ม มันไม่รู้ว่าฟ้าดินให้โอกาสมันมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยบันดาลให้ยายพริ้มมาช่วยชีวิตมันมิให้ลอยตามน้ำไป  แต่มันได้ทำอย่างไรกับโอกาสและชีวิตที่มันได้มา  เรือยนต์ลำนั้นแล่นมาถึงคุ้งสำเภาจะเข้าหัวคุ้ง ' ชีวิตกูเป็นกำไร ' ลอยมันนึกในใจพอดีกับเรือคว่ำจมลง ชีวิตเจ้าลอยได้ไหลไปตามกระแสน้ำสายเดียวกับที่ไหลผ่านหน้าบ้านยายพริ้มเมื่อ 30 ปีมาแล้ว
 
อีกหนึ่งข้อคิดเห็น 
 
ย้อนไปเป็นเวลากว่า 60 ปี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชซึ่งเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ชั้นยอดของไทยได้ประพันธ์เรื่องสั้นหลายเรื่องลงพิมพ์ในนิตยสารชื่อดังในสมัยนั้น เมื่อนำมารวมกันพิมพ์เป็นเล่มหลายครั้งหนังสือถูกตั้งชื่อว่า “หลายชีวิต”
 

 

ชื่อนี้สะท้อนเรื่องราวของบุคคลจากหลากหลายภูมิหลังซึ่งโดยสารมาในเรือยนต์ลำเดียวกัน เมื่อเรือนั้นล่มลงท่ามกลางพายุใหญ่ในคืนวันหนึ่ง ผู้โดยสารจึงเสียชีวิตพร้อมกัน การเสียชีวิตพร้อมกันนั้นสร้างปริศนาหลายอย่าง รวมทั้งเกี่ยวกับกรรมที่พวกเขาทำร่วมกันมาแต่ปางหลังอย่างไรจึงมาจบชีวิตในเรือลำเดียวกัน ในคำนำของการรวมเล่มและจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดอกหญ้า 2000 ผู้ประพันธ์ได้เล่าที่มาที่ไปของการเขียนเรื่องสั้นเหล่านั้นและบอกว่าเรื่องที่ท่านพอใจมากที่สุดได้แก่ “เจ้าลอย” ฉะนั้น ในการรวมเล่ม “เจ้าลอย” จึงเป็นเรื่องแรกของ “หลายชีวิต”

เจ้าลอยจะถือกำเนิดในสภาวะอย่างไรไม่เป็นที่ประจักษ์ นอกจากเมื่อครั้งที่มัน (ใช้คำว่า “มัน” ตามผู้ประพันธ์เรื่อง) ยังเป็นทารกไม่กี่วัน มันถูกจับใส่ในหม้อทะนนและปล่อยให้ลอยมาติดท่าน้ำของยายพริ้ม ซึ่งเป็นแม่ค้าพายเรือขายของตามแม่น้ำลำคลองต่างๆ ยายพริ้มเลี้ยงดูเจ้าลอยเหมือนลูกของตนจนเติบใหญ่โดยมิได้ปิดบังเบื้องหลังจากเจ้าลอยแต่อย่างใด เจ้าลอยโตเป็นหนุ่มใหญ่หน้าตาดีและมีความปราดเปรื่อง แต่มันมิได้ใช้คุณสมบัติเหล่านั้นไปในทางสร้างสรรค์ ตรงข้ามมันใช้ไปในทางก่ออาชญากรรมจำพวกกระทำชำเราและปล้นฆ่า แม้แต่ยายพริ้มเองก็ถูกมันปล้นและฆ่าอย่างเลือดเย็น คืนที่เจ้าลอยตายในเหตุการณ์เรือล่มนั้น มันกำลังโดยสารเรือจากบ้านแพนมุ่งหน้าสู่พระนครเพื่อซื้ออาวุธร้ายมาใช้ในการปล้นสะดม เหตุที่เจ้าลอยก่ออาชญากรรมโหดร้ายได้อย่างเลือดเย็นมองได้ว่าเป็นผลจากการถูกทอดทิ้ง หรือลอยแพมาตั้งแต่ครั้งยังเป็นทารก

ผมอ่าน หลายชีวิต” หลายต่อหลายครั้งเริ่มตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเรียนฝึกหัดครูเพราะ หลายชีวิต” เป็นหนึ่งในหนังสือแสนโปรด ผมนำมาอ่านอีกครั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา การอ่านเรื่อง เจ้าลอย” ทำให้นึกถึงเด็กไทยเนื่องจากตอนนี้มีเรื่องใหญ่ๆ จำนวนมากในภาคการศึกษา เรื่องเหล่านั้นมักนำไปสู่การโต้เถียง และโยนกลองกันว่าใครและอะไรทำให้การศึกษาไทยตกต่ำ ในกระบวนการนี้มีวาทกรรมจำพวกสร้างภาพอย่างแพร่หลาย แต่ไม่มีใครมองว่าเด็กจำนวนมากถูกทอดทิ้ง หรือลอยแพโดยปริยายไม่ต่างกับ เจ้าลอย” ลองมาพิจารณาคร่าวๆ กันว่าเด็กเล็กจากแรกเกิดไปจนถึงเรียนจบชั้นประถมศึกษาถูกปล่อยให้ลอยไปตามยถากรรมอย่างไร โดยเริ่มมองไปที่วาทกรรมจำพวกการศึกษาต้องมาจากบวร

” ได้แก่บ้านซึ่งมองกันว่าประกอบด้วยที่อยู่อาศัยพร้อมกับพ่อแม่ และคนรอบข้างที่มีบทบาทใกล้ชิดชีวิตของเด็ก มองได้ว่าเด็กจำนวนมากถูกลอยแพมาตั้งแต่เกิดเพราะพ่อแม่ไม่อยู่ในสภาวะที่จะเลี้ยงดูลูกได้อย่างดี เนื่องจากไม่มีความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงทารกอย่างแท้จริง นอกจากนั้น พวกเขายังขาดฐานทางด้านเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งและมั่นคงอีกด้วย ความไม่แข็งแกร่งและมั่นคงนั้น นำไปสู่การออกไปทำมาหากินในถิ่นห่างไกลโดยทิ้งลูกไว้ให้อยู่ในการดูแลของปู่ย่าตายาย หรือไม่ก็อาจอยู่แต่ลำพังหลังโรงเรียนเลิก ปู่ย่าตายายมักไม่พร้อมที่จะดูแลเด็กอย่างดีเนื่องจากไม่มีปัจจัยเพียงพอ ซ้ำร้ายจำนวนมากยังใช้เวลาหมดไปกับความบันเทิงจำพวกละครน้ำเน่าอีกด้วย ยิ่งกว่านั้น ยังมีบางส่วนที่เล่นการพนันและใช้เวลาหมดไปกับอบายต่างๆ ส่งผลให้ครอบครัวตกอยู่ในภาวะขัดแย้งและบ้านแตกสาแหรกขาด ซึ่งล้วนส่งผลให้เด็กถูกปล่อยให้ลอยไปตามยถากรรมทั้งสิ้น

” ได้แก่วัดซึ่งครั้งหนึ่งมีบทบาทสูงในการให้การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นตอนก่อนมีพระราชบัญญัติการประถมศึกษา หรือหลังจากนั้น โรงเรียนชั้นประถมศึกษาจำนวนมากเริ่มจากในวัดเพราะมีศาลาวัดเป็นอาคารเรียน พระมีบทบาทในการช่วยสอนและอบรมด้านพฤติกรรม ในยุคนี้พระและวัดไม่มีบทบาทในด้านการศึกษาของเด็กชั้นประถมอีกต่อไป ซึ่งเท่ากับวัดปล่อยให้เด็กลอยไปไม่ต่างกับ เจ้าลอย” โดยสมบูรณ์ เท่านั้นยังไม่พอ พระและวัดจำนวนไม่น้อยยังมีพฤติกรรมและตีความหมายคำสอนไปในทางชั่วร้าย หรือใช้หลอกลวงผู้ศรัทธาในศาสนาอีกด้วย

” ได้แก่โรงเรียนซึ่งหมายถึงระบบการให้การศึกษาในกรอบสถาบัน เมื่อพูดถึงการศึกษา สายตาส่วนใหญ่มักเพ่งไปที่โรงเรียนซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่ผิดถนัด เนื่องจากการศึกษาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและในทุกสถานที่ การมองผิดเช่นนั้นตามด้วยการดำเนินงานในกรอบสถาบันที่มีปัญหาสารพัด ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมักท่องจนคล่องปากว่าการจัดการศึกษาต้องให้ เด็กเป็นศูนย์กลาง” แต่เมื่อพินิจดูให้ดีๆ จะเป็นที่ประจักษ์ว่าเด็กมักเป็นศูนย์กลางในแนวของลูกตะกร้อที่ผู้ใหญ่ล้อมวงกันเตะโด่งไปโด่งมาเพื่อแสวงหาประโยชน์ของตนเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการจึงเป็นองค์กรที่แสนอ้วนและอุ้ยอ้ายเพราะผู้ใหญ่ใช้เป็นแหล่งทำมาหากิน การ ปฏิรูป” แต่ละครั้งเป็นการเพิ่มและยกตำแหน่งให้สูงขึ้นเพื่อผู้ใหญ่จะได้ประโยชน์มากขึ้นจากหัวโขนที่ตนสวมและจากงบประมาณที่ตนแทะเล็มได้ งบประมาณจำนวนมากหมดไปกับการจัดพิธีกรรมที่ไม่มีประโยชน์คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นป้ายชื่อโรงเรียนขนาดยักษ์ หรือการจัดพิธีมอบประกาศนียบัตรอันเอิกเกริก การใช้งบประมาณเพื่องานจำพวกผักชีโรยหน้ามิใช่เป็นการให้การศึกษา หากเป็นการสอนให้เด็กรู้ว่าจะโกงอย่างไรตั้งแต่วัยยังเยาว์

อนึ่ง ในช่วงนี้มีการพูดถึงการปิดโรงเรียนขนาดเล็กกันอย่างกว้างขวางอีกครั้ง ข้อมูลบ่งว่าการปิดโรงเรียนจำนวนมากส่งผลให้เด็กต้องนั่งรถไปเรียนไกลๆ ในขณะที่ผู้ใหญ่ได้เงินค่ารถ ส่วนเด็กจะเป็นอย่างไรผู้ใหญ่ไม่กังวลเด็กจำนวนมากต้องเสี่ยงตายโหนรถกระบะที่ดัดแปลงเป็นรถโรงเรียนไปเรียนยังโรงเรียนในถิ่นห่างไกล ภาพจำพวกนี้หาดูได้ทั่วประเทศ

ในการโต้เถียงและโยนกลองกันเรื่องการศึกษาของเด็ก สิ่งที่หายไปได้แก่บทบาทของชุมชน จริงอยู่ตามทฤษฎีโรงเรียนมักมีกรรมการโรงเรียนและสมาคมครูผู้ปกครอง แต่นั่นเป็นเพียงการแสดงให้เป็นปัญหามาตั้งแต่เริ่มต้น ในเบื้องแรก การแต่งตั้งกรรมการโรงเรียนและสมาคมครูผู้ปกครองส่วนใหญ่ทำกันขึ้นมาเสมือนวางตุ๊กตาไว้ในตู้ ครูและผู้บริหารโรงเรียนจะว่าอย่างไรก็ว่าไปตามกัน ประเด็นสำคัญยิ่งกว่านั้นได้แก่การมองตัว “ชุมชน” และบทบาทของชุมชนแคบเกินไปโดยมิได้มองว่าเด็กใช้เวลาอยู่นอกโรงเรียนมากกว่าในโรงเรียน และการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดได้แก่การลอกเลียนแบบ

เด็กมักเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ ในสมัยที่การสื่อสารและการคมนาคมยังไม่สะดวก เด็กมีโอกาสสัมผัสเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวเขาเท่านั้น “ชุมชน” จึงมีขนาดเล็กทำให้เด็กได้เห็นพฤติกรรมของผู้ใหญ่ไม่หลายหลายนัก ในสมัยปัจจุบัน เด็กสามารถรับข่าวสารข้อมูลต่างๆ ได้อย่างแทบไม่จำกัด รวมทั้งพฤติกรรมจำพวกขัดศีลธรรมจรรยาและขนบประเพณีที่เป็นหลักยึดของสังคม นอกจากจะต้องไม่ทำพฤติกรรมจำพวกมักง่าย หรือเลวทรามให้เด็กเลียนแบบแล้ว ผู้ใหญ่รอบตัวเด็กยังจะต้องกรองสิ่งที่มาจากท้องถิ่นห่างไกลเพื่อมิให้เด็กเลียนแบบสิ่งที่ขัดกับแนวปฏิบัติอันเป็นรากเหง้าของสังคมอีกด้วย แต่ผู้ใหญ่โดยทั่วไปแทบไม่ทำ

เมื่อบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชนซึ่งบริหารจัดการโดยผู้ใหญ่ต่างมีพฤติกรรมจำพวกมักง่ายเสมือนจับเด็กใส่หม้อทะนนแล้วปล่อยให้ลอยไปตามน้ำ โดยคิดว่าผู้อื่นจะนำไปเลี้ยงแบบ “เจ้าลอย” การหวังว่าหลังจากพวกเขาเติบใหญ่แล้วจะให้พวกเขามีพฤติกรรมจำพวกสร้างสรรค์ย่อมเป็นความฝันแบบลมๆ แล้งๆ หากเด็กบางคนมีพฤติกรรมจำพวกปล้นสะดมสังคมของตน หรือฆ่าคนเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะโทษพวกเขาไม่ได้ ต้องโทษผู้ใหญ่ในวันนี้ในฐานะที่สร้าง “เจ้าลอย” ขึ้นมา


ละม่อม :: หญิงสาวกำพร้าพ่อ มีเพียงมารดาเฝ้าเลี้ยงดู มารดาทั่วไปย่อมใช้ความรักเลี้ยงดูลูกสาวคนเดียว แต่แม่ของละม่อมกลับเลี้ยงเธอประดุจทาสแทบบาท ละม่อมที่ชาวบ้านต่างชื่นชมในความกตัญญู รักแม่ประดุจจะตายแทนแม่ได้ เมื่อวันที่ถึงจุดที่ทนความกดขี่จากมารดาไม่ไหว ละม่อมฆ่าแม่ตัวเอง จากนั้นทางเดินข้างหน้าของละม่อมแม้มองไม่เห็นว่าควรจะเป็นทางไหน รู้แต่ว่าลงเรือไปก่อน... “ใครจะวินิจฉัยได้ถูกว่า เป็นบุญหรือเป็นกรรมของละม่อม เมื่อเรือลำนั้นล่มลง ทำให้ชีวิตอันว่างเปล่า ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของละม่อมนั้น อันตรธานไปท่ามกลางเสียงฝนกระหน่ำและเสียงพายุที่พัดโหมอยู่อย่างน่ากลัวในความมืด” 

 

 

นักเรียนอ่านเพิ่มเติมตอนต่างๆ มีผู้เขียนวิจารณ์ไว้ดังข้อความด้านล่าง นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่  *****

    หลายชีวิต เป็นงานรวมเรื่องสั้น ผลงานประพันธ์ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อ พ.ศ. 2497 เป็นเรื่องของคนหลายคนต่างเพศ ต่างวัย ต่างชาติตระกูล ต่างอาชีพ ทั้งเจ้านาย พระสงฆ์ ชาวนา โสเภณี ทุกคนเดินทางลงเรือลำเดียวกัน เพื่อไปสู่ปลายทางเดียวกัน ด้วยจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายเมื่อเรือล่ม ทุกคนก็มาจบชีวิตพร้อมกัน ในเรื่องเป็นการเล่าชีวิตและที่มาของตัวละครแต่ละตัวที่มาจบลงพร้อมกัน โดยมีโครงเรื่องมาจาก สะพานแห่งซาน หลุยส์ เรย์ (The Bridge of San Luis Rey) ของ ธอร์นตัน ไวล์เดอร์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2470

    ถ้าเทียบกับ 824 เรื่องนั้นคงจะเป็นนิยายหลายเหตุการณ์สำหรับผู้อ่านวัยรุ่น รักสนุก ชอบดูหนังอินดี้ ส่วนเรื่องนี้สำหรับผู้อ่าน ผู้ใหญ่ มีวัยวุฒิ ออกจะหัวโบราณหน่อย เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่พูดถึงเรื่องกฎแห่งกรรม เพราะทำอย่างนั้นถึงได้ผลอย่างนี้ อีกทั้งเรื่องนี้ยังได้ประพันธ์ไว้เมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว ทำให้โครงสร้างแต่ละเรื่องราว รวมถึงสำนวนภาษาที่ใช้ออกจะดูโบราณไปนิด ที่น่าสังเกตคือ แต่ละเรื่องมักจะมีความตายเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสหาย ญาติพี่น้อง พ่อ แม่ ซึ่งผมว่าบางเรื่องไม่จำเป็นต้องใส่เข้ามาก็ได้ ยิ่งเรื่องหลัง ๆ แทบไม่เป็นที่จดจำเพราะ Plot ดูคล้ายกัน ซ้ำซาก เล่าเรื่องแนวทางเดิม ๆ เหมือนเขียนไปเพื่อให้ครบ 11 ชีวิต บางเรื่องพอมาถึงบทสรุปที่ตัวละครต้องตาย ผู้อ่านยังไม่ทันรู้เลยว่าเขาเขาทำกรรมอะไรไว้ หรือสร้างปมความผิดอะไรด้วยซ้ำ ยังงง! หรือเป็นความตั้งใจของผู้ประพันธ์ที่ต้องการบอกว่า ใคร ๆ ก็ตายได้ไม่ว่าคนดีหรือเลว กันแน่..

ตัวละครหลัก 11 ตัวที่ปรากฏในเรื่อง ได้แก่
1. เจ้าลอย
ชื่อเรียกมาจากที่ยายพริ้มเจอเด็กลอยน้ำมาจึงตั้งให้ว่า “ลอย” ชีวิตของลอยเกือบที่จะหลุดไปตามกระแสน้ำ จึงคิดมาตลอดว่าชีวิตของตนเองนั้นเป็นกำไร จึงใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย.. เมื่อเขางมมันขึ้นมาวางไว้บนตลิ่งในตอนเช้า ไอ้ลอยมันนอนยิ้มอย่างมีความสุขเสียเต็มประดา ถ้าศพของมันพูดได้ มันก็คงจะพูดว่า ‘ชีวิตกูเป็นกำไร’” (สนุกสุด.. เพราะผู้เขียนกล่าวว่าตั้งใจเขียนตอนนี้มากที่สุด lol)
2. หลวงพ่อเสม
3. พรรณี
4. ท่านชายเล็ก
5. ผล พระเอก
6. ละม่อม
7. โนรี
8. ลินจง
9. จั่น
10. ทองโปรย
11. หมอแสง
       โดยใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบ Flash Back เปิดเรื่องด้วยการบรรยายถึงเรื่อเมล์โดยสารที่กำลังแล่นส่งผู้โดยสาร แต่ได้เกิดมีฝนตกหนักพายุพัดอย่างแรง แล้วก็มีกำลังแรงของพายุก็มาปะทะเข้ากลางลำ ทันใด นั้นเรือเมล์โดยสารลำนั้นก็โคลงกลับมาอีกทางหนึ่งด้วยกำลังถ่วงสุดเหวี่ยง จนเรือเมล์โดยสารลำนั้นก็คว่ำลงทันที ทั้ง 11 คนนี้ ได้ขึ้นเรือเมล์โดยสารมาลำเดียวกันและได้จบชีวิตที่เดียวกันทั้งหมด แล้วจึงเล่าความถึงแต่ละชีวิต.. เรื่องของทั้ง 11 คนนี้ก่อนที่จะมาขึ้นเรือเมล์โดยสารลำนี้เป็นอย่างไร

Many Lives / 1954 / Novel / Drama / Country: Thailand / Language: Thai / 248 pages / -.10.55 / B / YES!
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช. หลายชีวิต. พิมพ์ครั้งที่ 12 (สนพ.ดอกหญ้า 2000). กรุงเทพฯ: ดอกหญ้า 2000, 2553

 

 




วิทยฐานะผลงานเชิงประจักษ์(ครูมืออาชีพ)

วิถีชีวิตชาวกรุงเก่ากับเรือไทย
สารคดี "ต้นกำเนิดแม่น้ำชี" article
อ่านเพื่อสร้างสรรค์"นิทานบันเทิงไทยถิ่นอยุธยา" article
พระมหากษัตริย์ยอดกตัญญู
ราโชมอน
พัฒนางานรอรับการประเมินผลงานดีเด่นเชิงประจักษ์
ว.13ปี2556 และเพิ่มเติมช่องทางพิเศษ ว.1 ปี2559 ผลงานดีเด่นเชิงประจักษ์



Copyright © 2005 All Rights Reserved.
www.kruthai40.com จัดทำโดย นายสุรินทร์ ยิ่งนึก กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบางซ้ายวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๓ ตำบลแก้วฟ้า อำเภอบางซ้าย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑๓๒๗๐ โทรศัพท์ ๐๓๕ ๙๕๙๗๑๙ surinkruthai@gmail.com