ReadyPlanet.com
dot
ชื่อผู้ใช้ :
รหัสผ่าน :
เข้าสู่ระบบอัตโนมัติ :
bullet ลืมรหัสผ่าน
bullet สมัครสมาชิก
dot
สมาชิกใหม่ขณะนี้ คน
dot
dot
dot
dot
dot

dot
dot
dot
dot
dot
PLCนวัตกรรม
bulletระบบประกันคุณภาพออนไลน์
bulletfacebook.com - kruthai40
dot
dot


กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ ที่น่าสนใจ
มรดกไทย ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เครือข่ายกาญจนาภิเษก
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง
ห้องเรียน DLIT
gotoknow:kruthai40


สี่แผ่นดิน article

 สี่แผ่นดิน

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช   

 

นวนิยายอมตะ ที่ท่านผู้อ่านจะได้ทั้งความบันเทิง
ขนบธรรมเนียมประเพณี และเบื้องหลังประวัติศาสตร์ไทยบางตอน

 

 

 

 

 

                                                                                                                                                                                 ปป123456

 

  คำนำ  

 

 

 

 

 

 

         

 

           หนังสือเรื่อง "สี่แผ่นดิน" นี้ ผู้เขียนได้แต่งขึ้น และำลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ติดต่อกันมา เป็นเวลาปีเศษ ในขณะที่เขียนนั้น ก็มิได้คำนึงถึงขนาดของเล่ม ถ้าหากจะพิมพ์เป็นเล่มขึ้น แต่เมื่อได้มาเห็นขนาด เมื่อได้รวบรวมพิมพ์เป็นเล่มขึ้นแล้ว ผู้เขียนออกจะรู้สึกตกใจไม่น้อยไปกว่าท่านผู้อ่านอีกหลายคน เพราะขนาดหนังสือนั้นโตเกินคาด จำเป็นต้องแบ่งพิมพ์เป็นสองเล่ม แม้กระนั้นแล้ว หนังสือแต่ละเล่มก็โต จนผู้เขียนเองก็เห็นว่าอุ้ยอ้ายไป ถ้าหากว่าจะพิมพ์แบ่งออกเป็นสามเล่ม ก็อาจเบามือกว่าในรูปนี้ แต่จะทำให้ความสำคัญของหนังสือลดน้อยลงไป เพราะผู้เขียนเจตนาจะให้เล่ม ๑ นับรวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดในยุคหนึ่ง และเล่ม ๒ นั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ในยุคต่อมา

 

         ในระหว่างที่เรื่อง "สี่แผ่นดิน" ยังลงพิมพ์อยู่ในสยามรัฐรายวันนั้น ได้มีผู้เขียนจดหมายมาถามบ่อยครั้งว่าเรื่อง "สี่แผ่นดิน" นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไฉน และ "แม่พลอย" ตัวเอกของเรื่องนั้น เป็นบุคคลจริงๆหรืออย่างไร ปัญหาเช่นนี้จะตอบแต่สั้นๆ ได้โดยยาก จำต้องใช้วิธีอุปมาอุปไมย ถ้าจะเปรียบให้เห็นชัด ก็ต้องเปรียบกับการแสดงละคร ตามปกติในการเล่นละคร ย่อมต้องมีฉาก แต่ฉากละครนั้นเป็นของสมมุติ ตกแต่งให้ละม้ายคล้ายคลึงกับของจริง ส่วนตัวละครที่แสดงนั้น เป็นคนจริงๆ มีชีวิตและมีเนื้อหนังเหมือนคนดูทั้งหลาย หนังสือเรื่อง "สี่แผ่นดิน" นั้น เป็นของกลับกันกับ วิธีการแสดงละคร คือฉากทั้งหลายทั้งปวง ที่ผู้เขียนได้นำมาใช้ ในการเขียนเรื่องนี้ เป็นของจริงทั้งสิ้น และได้พยายามสอบสวนให้ตรงกับความจริง ตลอดจนเมื่อรวบรวมพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มครั้งนี้ ก็ได้พยายามจนสุด ความสามารถที่จะให้เหตุการณ์ และรายละเอียดแห่งชีวิต ที่ได้นำมาบรรยายนั้นถูกต้องตรงต่อความเป็นจริง ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉะนั้นฉากละครแห่งเรื่อง "สี่แผ่นดิน" จึงเป็นของจริงทั้งหมด แต่ตัวละครนั้นกลับเป็น ของสมมุติ คือ "แม่พลอย" ก็ดี วงศาคณาญาติตลอดจนเพื่อนฝูงของ "แม่พลอย" ที่เข้ามามีบทบาทในท้องเรื่องก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่ได้เกิดขึ้นด้วยจินตนาการของผู้เขียน แต่ในการสร้างบุคคลิกลักษณะของบุคคลเหล่านี้ ผู้เขียนก็ได้พยายามยึดถือเอาความจริงเป็นหลัก คอยกีดกันมิให้บุคคลเหล่านี้พูดหรือทำสิ่งใดที่อาจเกินความจริง ไปได้เลย เพราะฉากเบื้องหลังตัวละครนั้น ผู้เขียนได้นำของจริงมาใช้เสียแล้ว ดั่งที่ได้กล่าวมาแต่ต้น แม้แต่เครื่องแต่งตัวของ "แม่พลอย" จะนุ่งห่มสีอะไรก็ตรงต่อความจริง แต่ด้วยเหตุนี้ ตัวบุคคลในเรื่อง จึงกลายเป็นจริงขึ้นมาในความรู้สึกของผู้เขียน และบุคคลเหล่านี้ ได้เข้ามาดำเนินเรื่องของตัวเอง จนบางเวลาขณะที่เขียนอยู่นั้นเผลอไป เหมือนกับมีใครมากระซิบบอกให้เขียนอยู่ใกล้ๆ
         เจตนาของผู้เขียนในการเขียนหนังสือนี้ ก็เพื่อจะบันทึกภาพรายละเอียดเบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้น ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงมาจนถึงสิ้นแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล ในระยะเวลาที่ค่อนข้างจะนานนี้ ได้มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเป็นอันมากในเมืองไทย และได้มีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญเกิดขึ้นมากมายหลายเรื่อง เหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆนี้ เป็นเรื่องที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ จึงเป็นสิ่งที่ใครๆก็ย่อมทราบ แต่สิ่งที่ประวัติศาสตร์มิได้จารึก ก็คือรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตและความเป็นอยู่ ตลอดจนความคิดเห็นของคน ที่ต้องประสบเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ สิ่งเหล่านี้นับว่า เป็นรายละเอียดเบื้องหลังประวัติศาสตร์ และย่อมมีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เพราะการอบรมประเพณีและราบละเอียดเล็กๆน้อยๆแห่งชีวิต ย่อมเป็นมูลฐาน ของความคิดเห็นและกระทำให้บุคคลเกิดปฏิกิริยาแตกต่างกันไป ในเมื่อมีเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงใดๆ มากระทบตัว หากเราได้ทราบรายละเอียดต่างๆนั้นได้บ้างพอสมควร เราก็สามารถที่จะเข้าใจความคิดเห็น บางอย่าง ความรู้สึกนึกคิดบางอย่าง และปฏิกิริยาต่างๆนั้นได้มากขึ้น แต่ถ้าเราไม่สามารถรู้รายละเอียดเหล่านี้ เสียเลยแล้ว ต่อไปเราก็ไม่อาจอยู่ในฐานะที่จะอธิบายมูลเหตุ ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตได้แจ่มแจ้ง และไม่อาจเข้าใจว่า เพราเหตุใดจึงได้มีปฏิกิริยาบางอย่างเกิดขึ้น หลังจากที่ได้มีเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นแล้ว ด้วยเหตุต่างๆที่ได้กล่าวมานี้ ผู้เขียนจึงมีเจตนาที่จะให้หนังสือ "สี่แผ่นดิน" นี้เป็นที่รวบรวม "รายละเอียดเบื้องหลัง ประวัติศาสตร์" ต่างๆเหล่านี้ไว้อีกอย่างหนึ่ง นอกจากจะก่อความบันเทิงให้แก่ผู้อ่านแต่อย่างเดียว ถ้าหากว่า จะเปรียบเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นนั้น เป็นลายโครงบนผืนผ้าลายอย่างไทยๆ ผู้เขียนก็มีเจตนาที่จะให้หนังสือเรื่อง "สี่แผ่นดิน" นี้เป็นลายประกอบ เพื่อจะได้ทำผ้าลายผืนนั้นมีลวดลายเต็มขึ้น และวิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น ผู้เขียนจะได้กระทำสำเร็จสมดั่งความเจตนาหรือไม่ ก็ยังไม่กล้ารับรอง

 

         ในการอธิบายรายละเอียดต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนกำเนิดของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนได้รับความอุปการะ จากท่านผู้อ่านมากมายหลายท่านด้วยกัน บางท่านก็กรุณาให้ความรู้อันหาค่ามิได้ บางท่านก็กรุณาตักเตือนความผิดพลาด และข้อบกพร่องต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้เขียนสามารถแก้ใขปรับปรุง ฉบับที่เป็นรูปเล่มนี้ ให้ถูกต้องต่อความเป็นจริงยิ่งขึ้น บางท่านก็มีความกรุณาให้กำลังใจสนับสนุน โดยวิธีเข้ามารับนับเป็นญาติโยมของ "แม่พลอย" ไต่ถามทุกข์สุขและส่งของมาให้ตามแต่โอกาส ซึ่งพระคุณเหล่านี้ ผู้เขียนขอจารึกไว้มิรู้ลืม และขออุทิศความดีแห่งหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดเท่าที่มี ให้แก่ผู้มีอุปการคุณ ดั่งที่ได้กล่าวมาแล้ว

 

         หนังสือเรื่อง "สี่แผ่นดิน" นี้ใช้เวลานานในการเขียน และใช้เวลาอีกนานในการตรวจแก้การเรียงพิมพ์ เมื่อได้ทำสำเร็จมาเป็นรูปเล่ม ถึงมือท่านผู้อ่าน ผู้เขียนก็ออกจะภูมิใจเป็นธรรมดา และความภูมิใจนั้นจะมากยิ่งขึ้น ถ้าหากว่าหนังสือนี้ สามารถให้ความบันเทิงและประโยชน์แก่ท่านผู้อ่าน ได้ตามสมควร

 

 

    
ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช

 

๑๘ กรกฎาคม ๒๔๙๖
 
 

แผ่นดินที่ ๑

 

 

บทที่ ๑ (หน้าที่ ๑) 

 

 

          "พลอย" เสียงแม่เรียก ขณะที่เรือกำลังบ่ายหน้าออกตากคลองบางหลวง มุ่งตรงไปยังท่าพระ "พลอยจำคำแม่ไว้ให้ดี ถ้าเจ้าจะมีลูกมีผัวต่อไปก็หาคนที่เขาใจเดียว อย่าไปได้ผัวเจ้าชู้เมียมาก จะต้องร้อนใจเหมือนแม่" แม่นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูอต่อไป "แล้วก็อย่าไปเป็นเมียน้อยใครเขาเป็นอันขาด จำไว้นะ"

 

 

         พลอยหันหน้ามามองดูแม่แล้วก็เหลียว กลับไปมองนอกเก๋งเรือ ดูเรือแจวพายที่ผ่านไปมา ดูเรือนริมน้ำ และแพที่เต็มไปด้วยของวางขายต่างๆ ดูผู้คนริมตลิ่ง และในเรือที่ผ่านไปมา ด้วยความตื่นตาตื่นใจ อย่างบอกไม่ถูก เพราะครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่พลอยได้ออกจากบ้าน มาไกลถึงเพียงนี้ และเมื่อก่อนที่จะออกจากบ้าน แม่ก็บอกแล้วว่า ไปแล้วไปเลย เป็นตายชาตินี้จะไม่กลับมาเหยียบหัวกระไดบ้านนี้อีก

 

 

         บ้านพลอยอยู่ในคลองบางหลวง เรียกได้ว่าเป็นบ้านใหญ่ มีกำแพงอิฐเสริมรั้วเหล็กกั้นตลอดริมน้ำ ที่ท่าน้ำ มีศาลาหลังใหญ่ ทำด้วยไม้ ขึ้นจากกระไดท่าน้ำ เดินผ่านลานกว้าง ก็ถึงตัวตึก เป็นที่อยู่ของเจ้าคุณพ่อ ตึกนั้น จะพูดไปก็เป็นตึกทันสมัย สำหรับระยะเวลาระหว่าง พ.ศ. ๒๔๒๕ ถึง พ.ศ. ๒๔๓๕ อันเป็นเวลาในรัชสมัยของ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมหาราช ในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ตึกนั้นเป็นตึกก่อนอิฐฉาบด้วยปูนขาว หลังคามุงกระเบื้องจีนเป็นลูกฟูก หน้าตึกเป็นบันไดขึ้นสองข้างมาบรรจบกัน ตรงกลางเป็นชาลาย่อมๆ แล้วจากนั้น มีบันไดขึ้นตรงไปชั้นบนของตึก บนตึกมีเฉลียงเดินได้รอบ ลูกกรงมีลูกมะหวด กระเบื้องสีเขียวแก่ พ้นจากเฉลียงเข้าไป ก็มีห้องใหญ่ๆสามห้อง เป็นที่อยู่เจ้าคุณพ่อ มีห้องเล็กๆอีกห้องหนึ่ง สำหรับเจ้าคุณพ่อไว้พระ และอัฐิเจ้าคุณปู่ และคุณชวดทั้งหลาย เมื่อพลอยยังเด็กๆ อายุ ๖-๗ ขวบ เคยขึ้นไปบนตึกตอนบ่าย เพื่อไปหาเจ้าคุณพ่อ พลอยเคยรู้สึกกลัวห้องนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นห้องที่ปิดไว้เงียบ ปีหนึ่งจะเปิดครั้งเดียว เวลาเจ้าคุณพ่อทำบุญ และในเวลาที่เปิดพลอยเคยเห็นโกศอัฐิ ตั้งอยู่บนม้าหมู่เป็นแถว พลอยเคยถูกเรียกตัวให้เข้าไปจุดธูปเทียน กราบเจ้าคุณปู่คุณย่าและเจ้าคุณชวดอีกหลายคน ตั้งแต่นั้นมา ก็ให้เกรงกลัวห้องนี้เป็นพิเศษ เฉลียงหลังตึกนั้นเป็นที่สำราญของเจ้าคุณพ่อ เวลาท่านอยู่บ้านก็มักจะอยู่ที่เฉลียงหลังนั้นเอง รับประทานข้าวก็ที่นั่น ตึกชั้นบนปูด้วยกระดานแผ่นโตๆ อาศัยแรงคนเช็ดถูกันมาหลายสิบปี ดูขึ้นเงา เป็นมัน เจ้าคุณพ่อท่านปูพรมเล็กๆ นั่งอยู่ที่เฉลียงหลัง รอบๆตัวก็มีเชี่ยนหมาก กาน้ำขันน้ำ กระโถน หีบบุหรี่ และพานใส่ชุดจัดบุหรี่ตั้งไว้ เมื่อวันที่พลอยจะออกจาก ก็ขึ้นไปลาท่านที่นั่น โดยที่แม่ปล่อยให้ขึ้นไปคนเดียว เวลานั้นพลอยอายุ ๑๐ ขวบ พอจะมีความสังเกตุสิ่งต่างๆ ได้ถนัดถนี่ ต่อมาอีกหลายสิบปี พลอยนึกถึงเจ้าคุณพ่อขึ้นมาครั้งใด ก็ยังเห็นภาพท่านนั่งขัดสมาธิอยู่บนพรม เจ้าคุณพ่อนุ่งผ้าลายสีจันทน์ ปล่อยลอยชายตามสบาย เมื่อพลอยขึ้นไปกราบลา ยังนึกจำได้ว่าท่านมองดูหน้า ลูกสาวคนเล็กของท่าน อย่างพินิจพิเคราะห์ คล้ายกับว่าจะดูไว้ให้จำได้แม่นยำ แต่ท่านก็มิได้ปริปากพูดจาทักทาย หรือห้ามปราม คงมองแต่หน้าพลอยจนพลอยคลานกลับลงมา 

 

 

         เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๕ พลอยมีอายุได้สิบขวบ ถ้าใครไปถามพลอยในขณะนั้นว่า ใครเป็นบิดา พลอยก็ตอบว่าชื่อ พระยาพิพิธ ฯ มารดาชื่อแช่ม เป็นเอกภรรยาของพระยาพิพิธ แต่ไม่ใช่ในฐานะคุณหญิง เพราะคุณหญิงท่านชื่อเอื้อมเป็นคนอัมพวา ไม่ได้อยู่กับเจ้าคุณพ่อ แต่กลับไปอยู่บ้านเดิมของท่านเสีย ตั้งแต่ก่อนพลอยเกิด คงเหลืออยู่แต่บุตรของคุณหญิงอยู่ในบ้านสามคน คือคุณอุ่นพี่สาวใหญ่ อายุสิบเก้าปี คุณชิดพี่ชายคนรอง อายุสิหกปี คุณเชยพี่สาวคนเล็ก แก่กว่าพลอยสองปี พลอยมีพี่ชายร่วมมารดาอีกคนหนึ่ง อายุแก่กว่าพลอยปีเศษ ชื่อพ่อเพิ่ม และมีน้องสาวคนละมารดาอีกคนหนึ่ง เกิดจากแม่แวว ภรรยาเจ้าคุณพ่อ คนรองแม่ลงไป ชื่อหวานอ่อนกว่าพลอยสองปี กับพี่น้องเหล่านี้ นอกจากพ่อเพิ่มพี่ร่วมท้อง พลอยคุ้นเคยกับคุณเชยเป็นพิเศษ เพราะอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และคุณเชยเป็นเด็กชอบเล่นป่ายปืน ไปในที่ต่างๆ ซึ่งถูกกับนิสัยของพลอย คุณอุ่นพี่สาวคนใหญ่นั้น พลอยเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเกรงขาม เพราะเธออยู่ร่วมบนตึกกับเจ้าคุณพ่อ ในห้องใหญ่อีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องเก็บเครื่องเงินเครื่องทอง คุณอุ่นเป็นผู้ถือกุญแจแต่ผู้เดียว แม้แต่การจับจ่ายใช้สอยทุกอย่างในบ้าน คุณอุ่นก็เป็นผู้ทำทั้งสิ้น เจ้าคุณพ่อท่านไว้ใจว่าเป็นลูกสาวใหญ่ ส่วนแม่ของพลอย ซึ่งคนทั้งบ้านเรียกว่า แม่แช่มนั้น เจ้าคุณพ่อท่านปลูกเรือนฝากระดานห้าห้องให้ อยู่อีกหลังหนึ่งใกล้ๆกับตัวตึก ในบริเวณบ้าน มีสำรับส่งต่างหากจากโรงครัว ซึ่งกินกันสามคนแม่ลูก กินเสร็จแล้วก็มีนางพิศ บ่าวซึ่งแม่ช่วยมาไว้ใช้ มีค่าตัว ๑๒ ตำลึง เป็นผู้กินเหลือและล้างถ้วยชาม การปัดกวาดบ้าน ปูที่หลับที่นอน ตลอดจนซักผ้าที่เรือนแม่ เป็นหน้าที่ของพิศ

 

 

         พี่ของพลอยอีกสองคน คือ คุณชิตและพ่อเพิ่มนั้น พลอยเกือบจะไม่รู้จักเสียเลย คนหนึ่งคือคุณชิต ผู้ซึ่งเวลานั้น เป็นหนุ่มเต็มตัว อายุ ๑๖ บางทีพลอยเคยเห็นคุณชิตตอนเย็นๆ นุ่งผ้าสีใส่เสื้อกระบอกแพรเลี่ยน หวีผมใส่น้ำมันแปร้ ติดยาแก้ปวดหัวทั้งสองขมับ ตามธรรมเนียมหนุ่มๆ สมัยนั้น เดินไปเดินมาอยู่แถวท่าน้ำ พอพลบค่ำ คุณชิตก็แอบลงเรือข้าฟาก ไปเที่ยวกับทนายหนุ่มๆ ของเจ้าคุณพ่อ ครั้งหนึ่งพลอยจำได้ว่า คุณชิตหายไปหลายวัน แต่พอกลับมาก็เกิดเรื่องใหญ่ เพราะเจ้าคุณพ่อท่านมัดมือ เฆี่ยนที่หน้าตึก ทั้งคุณชิตและทนาย เสียงร้องกันให้ลั่นบ้านไปหมด พลอยไปแอบดูอยู่หลังพุ่มต้นแก้วรอบตึกกับคุณเชย ผู้ซึ่งดีใจที่พี่ชายถูกเฆี่ยน แล้วปรารภกับพลอยว่าสมน้ำหน้า อีกครั้งหนึ่งพลอยเห็นคุณชิตเจ็บผอมแห้ง นอนแบบอยู่ที่เรือน ที่เธออยู่กับบ่าวหนุ่มๆ รุ่นเดียวกัน เห็นบ่าวต้มยาต้มให้กินเป็นหลายหม้อ คุณเชยแอบมากระซิบบอกพลอยว่า "แม่พลอยฉันบอกอะไรให้ อย่าพูดไปนะ คุณชิตเป็นโรคบุรุษ ขืนพูดไปฉันโกรธจริงๆด้วย"

 

 

         พ่อเพิ่มพี่ชายของพลอยนั้น ดูสวามิภักดิ์คุณชิตมากกว่าพี่น้องอื่นๆ แต่พ่อเพิ่มก็ต้องแอบไปมาหาสู่ มิให้แม่เห็น เพราะถ้าแม่รู้ว่าพ่อเพิ่มไปคบกับคุณชิตทีไร เป็นเฆี่ยนเอาทุกที ส่วนหวานน้องคนละแม่ ลูกแม่แววนั้น ยังเด็กเกินไปที่พลอยจะสนใจ

 

 

         วันหนึ่ง พลอยถามแม่ถึงเรื่องพี่น้องเหล่านี้ว่า ทำไมคนจึงเรียกลูกเจ้าคุณพ่อว่า คุณอุ่น คุณชิต คุณเชย แล้วทำไมจึงเรียกลูกอื่นว่า พ่อเพิ่ม แม่พลอย แม่หวาน แม่มองหน้าพลอยครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะตอบว่า

 

 

         "เพราะพวกเอ็งมันลูกเมียน้อย นั่นท่านลูกคุณหญิง ก็ต้องเป็นคุณไปหมด เขาไม่เรียกว่า อีพลอย ก็ดีถมไปแล้ว"

 

 

         ตั้งแต่พลอยจำความได้มาจนถึงอายุ ๑๐ ขวบ พลอยมีความรู้สึกว่า แม่และคุณอุ่นพี่สาวใหญ่ มีเรื่องตึงๆกันอยู่เสมอ จริงอยู่ทั้งสองมิได้โกรธเคืองกันถึงวิวาทเป็นปากเสียง และต่อหน้าเจ้าคุณพ่อ ก็พูดจาปราศรัยกันเท่าที่มีเรื่องจะพูด แต่พลอยสังเกตด้วยความรู้สึกของเด็กว่า แม่มักจะใช้ถ้อยคำ ที่สุภาพเป็นพิเศษกับคุณอุ่นเสมอ เป็นต้นว่าเรียกคุณอุ่นว่า "คุณใหญ่" เรียกตัวเองว่า "ดิฉัน" อย่างชัดถ้อยชัดคำ และใช้คำเจ้าคะเจ้าขาตลอดจนกิริยาที่นอบน้อมอย่างเฉียบขาดเยือกเย็นปราศจากความรู้สึก แต่บางเวลาแม่แสดงความในใจ ให้พลอยเห็นว่าแม่ได้รับความกดดัน และบังคับใจอยู่เป็นนิจ เนื่องจากฐานะแม่บ้าน และการเป็นผู้บังคับบัญชาของคุณอุ่น ผู้ซึ่งแม่ถือว่าเป็นเพียงลูกของเจ้าคุณ แต่ตัวแม่เองนั้นเป็นเมีย ยิ่งเจ้าคุณพ่อท่านเชื่อฟัง ยอมให้คุณอุ่นปกครองบ้านโดยเด็ดขาด แม่ก็ยิ่งมีความคับใจยิ่งขึ้น แม่เคยร้องไห้ปรับทุกข์กับพลอยว่า เจ้าคุณพ่อท่านเลี้ยงแม่เป็นบ่าวหรือคนอาศัย แม่ไม่มีสิทธิอะไรในบ้านนี้ ได้แต่อยู่ไปวันหนึ่งๆ ส่วนแม่แววภรรยาของเจ้าคุณพ่อ อีกคนหนึ่งนั้น สนิทสนมกับคุณอุ่น อย่างมากมาย อยู่ด้วยกันได้วันยังค่ำเกือบไม่คลาดกัน เพราะแม่แววแก่กว่าคุณอุ่น เพียงสี่ห้าปี เคยเป็นต้นห้องของคุณอุ่นมาก่อน และแม่บอกพลอยว่า คุณอุ่นเป็นคนยกบ่าวของตน ขึ้นเป็นเมียเจ้าคุณพ่อ เพื่อจะกำจัดแม่ให้ออกจากบ้าน แม่บอกด้วยว่าครั้งนั้นก็เกิดเรื่อง "หึงนางแวว" ตามคำของแม่ จนถึงเกือบจะออกจากบ้านไปเสียแล้ว แต่เห็นลูกยังเล็กนัก แม่ก็ต้องอดใจทนอยู่ไป

 

 

         พลอยอยู่มาท่ามกลางความตึงเครียด ระหว่างแม่และคุณอุ่น จนบางทีพลอยรู้สึกกลัวทั้งสองฝ่าย ไม่อยากเข้าใกล้ คนที่บรรเทาความตึงเครียด ที่พลอยต้องได้รู้สึกไปด้วย ก็คือเจ้าคุณพ่อ เพราะเจ้าคุณพ่อ ท่านเป็นคนรักเด็กทุกๆคน ไม่ว่าเป็นลูกท่านหรือลูกใครๆ บางทีตอนเย็นๆ เจ้าคุณพ่อท่านเรียกเด็กๆในบ้าน ให้มาวิ่งเล่นกันให้ท่านดู ที่ลานหน้าตึก ใครจะส่งเสียงดังเท่าไรก็ได้ และคนที่ส่งเสียงดังที่สุด และหัวเราะดังที่สุด ก็คือเจ้าคุณพ่อเอง แต่ลูกที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว ดูเจ้าคุณพ่อท่านเฉยๆไป อย่างคุณอุ่นท่านก็เกรงใจ หรืออย่างคุณชิต ก็มักมีเรื่องเคืองใจกันอยู่เสมอ เข้าหน้ากันไม่ติด ลูกทุกคน เจ้าคุณพ่อท่านเป็นคนตั้งชื่อ และตั้งชื่อง่ายๆ พยางค์เดียวทุกคน พลอยเคยได้ยินเจ้าคุณพ่อท่านหัวเราะเยาะ เพื่อนฝูงขุนนางบางคน ที่ตั้งชื่อลูกยาวๆ ว่าทำเทียมเจ้าเทียมนาย จัญไรจะกิน อย่างที่บ้านพระพิพัฒน์ใกล้ๆกัน ตั้งชื่อลูกคล้องจองกัน เป็นจังหวะว่า เพ็ญพิสมัย ใสสุคนธรส สดสำราญจิต สนิทเสน่หา เจ้าคุณพ่อท่านเคยเอามาร้องให้แม่ฟัง เป็นจังหวะ แล้วบอกว่าดังเหมือนเพลงแขกเจ้าเซ็น

 

 

         ในที่สุด เรื่องใหญ่ที่ทำให้ชีวิตของพลอยเปลี่ยนแปลงไปมาก ก็เกิดขึ้นจริงๆ คืนหนึ่งแม่ขึ้นไปหาเจ้าคุณพ่อ บนตึกแต่ห้าทุ่ม พลอยอยู่ที่เรือนนอนคอยแม่จนหลับไป มาตกใจตื่นขึ้นอีกทีหนึ่ง ตอนตีสามกว่าๆ เห็นแม่เข้ามาจุดตะเกียงในห้อง แล้วตรงเข้ามาปลุกพลอย มีพ่อเพิ่มซึ่งนอนอยู่ข้างนอก เดินเข้ามาอย่างงงๆ

 

 

         "พลอยไปกับแม่" เสียงแม่พูดอย่างแค้นใจ ใบหน้าของแม่อาบไปด้วยน้ำตา "เมื่อท่านไม่เลี้ยงแม่แล้ว แม่ก็จะไปตามยถากรรม เราก็คนมีชาติมีสกุลเหมือนกัน ใครจะไปยอมให้กดหัวกันอย่างขี้ข้า พ่อเพิ่มเป็นลูกผู้ชาย ต้องอยู่ทางนี้ เจ้าคุณพ่อท่านไม่ยอมให้แม่เอาไป อยู่ทางนี้ละก็ฝากเนื้อฝากตัวกับท่านให้ดีๆ ส่วยพลอยแม่ไม่ยอมทิ้งไว้ เดี๋ยวมันจะรุมกันข่มเหง ถึงแม่จะไม่มีปัญญาเลี้ยง เจ้านายของเราก็ยังมี แม่จะเอาพลอยไปถวายเสด็จ" พูดแล้วแม่ก็ก้มหน้านร้องไห้ไปพลาง เอาชายผ้าแถบย้อมก้านดอกกรรณิการ์ ที่แม่ห่มอยู่ขึ้นซับน้ำตาไปพลาง เหมือนหนึ่งใจแม่จะขาด ฝ่ายพ่อเพิ่มพอได้ยินแม่บอกว่าจะละไว้ที่บ้าน ก็ยืนร้องไห้โฮลั่นบ้าน ทั้งกลางดึก

 

 

         พอได้ยินแม่บอกว่า จะเอาไปถวายเสด็จ พลอยก็เข้าใจทันที เพราะพลอยเคยได้ยินเรื่องเสด็จของแม่ จากปากแม่อยู่เสมอ เสด็จประทับอยู่ในวังหลวง แม่เคยอยู่ที่นั่นตั้งแต่เด็กๆ จนทูลลาออกมาอยู่กับเจ้าคุณพ่อ เพราะญาติทางแม่ชักนำให้ แม่บอกว่าความจริงแม่เป็นพระญาติเสด็จเหมือนกัน พ่อของแม่หรือตาของพลอย เป็นหลานของเจ้าจอมมารดาของเสด็จ แต่แม่บอกแต่เท่านี้ แล้วบอกพลอยว่า "อย่าพูดไป เราเป็นข้าท่าน ไปนับญาติกับเจ้านายไม่ดี เดี๋ยวเหาจะขึ้นหัว" เรื่องเหาขึ้นหัวหรือจัญไรจะกินเมื่อไปเกี่ยวกับเจ้านายนี้ พลอยเคยได้ยินเสมอ ถ้าเจ้าคุณพ่อไม่พูดแม่ก็พูดบ่อยๆ จนพลอยเคยนึกว่า เจ้านายคนนั้น ถ้าจะเป็นเหากันชุกชุม เหมือนกับนางชุบลูกครอกในบ้าน พลอยไปเล่นด้วยทีไร เป็นติดเหามาทุกที พลอยเคยถามเรื่องนี้กับเจ้าคุณพ่อ เห็นท่านหัวเราะงอหาย แล้วก็ไม่พูดว่ากระไร

 

 

         เรื่องที่เกี่ยวกับเสด็จนั้นแม่เคยบอกว่า ถ้าพลอยโตขึ้นอีกสักหน่อยก็จะส่งตัวไปถวาย แม่เคยขออนุญาต เจ้าคุณพ่อแล้วในเรื่องนี้ ท่านก็ไม่ขัดข้อง บอกว่า "ดีเหมือนกัน เด็กมันจะได้มีความรู้" แต่แล้วท่านก็ขอผลัดว่า อย่าเพิ่งส่งไป เพราะท่านไม่มีลูกเล็กๆจะเล่นด้วย ฉะนั้นพอแม่เอ่ยปากว่า จะพาตัวไปถวายเสด็จ พลอยก็เข้าใจทันที แต่โดยที่เห็นแม่ร้องไห้มาก และพ่อเพิ่มก็ส่งเสียงดังลั่น พลอยก็ได้แต่นั่งตกตลึง ดูจะพูดจาอย่างไรก็ไม่ออก

 

 

         แม่เห็นพ่อเพิ่มร้องไห้ดังๆ ก็ดึงตัวมากอดไว้ แล้วกระซิบปลอบโยนเบาๆ ตัวแม่เองก็หยุดร้องไห้ลงบ้าง เพราะกลัวพ่อเพิ่มจะเอะอะไปใหญ่ พอเห็นพ่อเพิ่มสงบลงบ้างแล้ว แม่ก็ใช้ให้ไปตามนางพิศมาช่วยเก็บของ

 

 

         คืนนั้นทั้งคืน แม่เก็บของอยู่กับนางพิศ พอรุ่งสาง แม่ก็ให้นางพิศขนของไปไว้ที่ศาลาท่าน้ำ และให้ไปตามเรือมาลำหนึ่ง สำหรับพลอยนั้น แม่จับล้างหน้าเกล้าจุก แต่งตัวเตรียมไว้แต่ก่อนรุ่ง และให้นั่งคอยอยู่ที่เฉลียงหน้าเรือน ระหว่างที่คอยอยู่นั้นเอง พลอยได้ยินเสียงใครเรียกเบาๆ ที่ข้างเรือน พอชะโงกหน้าออกไปดู ก็เห็นคุณเชยมายืนหน้าตื่นๆอยู่ ในมือถือห่ออะไรห่อหนึ่ง

 

 

         "แม่พลอย" เสียงคุณเชยเรียกเบาๆ "อย่าเอะอะไป ลงมานี่เดี๋ยว"

 

 

         พลอยเหลือบไปดูเห็นแม่ยังวุ่นอยู่ในเรือน จึงค่อยๆย่องลงบันได พอเดินไปถึงตัวคุณเชย คุณเชยก็คว้าข้อมือ ดึงตัวพลอยเข้าไปใต้ถุนเรือน แล้วถามด้วยเสียงสั่นๆว่า

 

 

         "นี่แม่พลอยจะไปจริงๆหรือ คุณอุ่นบอกฉันเมื่อกี้นี้เอง แต่ฉันยังไม่เชื่อ"

 

 

         พลอยเห็นหน้าคุณเชยซีดๆ แล้วนึกถึงที่เคยวิ่งเล่นกันอยู่ทุกวัน ก็ตื้นตันใจ ได้แต่พยักหน้า คุณเชยยังไม่ปล่อยแขนพลอย และมือที่กำแขนพลอยนั้นเย็นเฉียบ

 

 

         พอเห็นพลอยพยักหน้ารับคำ น้ำตาเม็ดโตๆ ก็ร่วงจากนัยน์ตาของคุณเชย และไหลลงมาถูกแขนของพลอย หลายเม็ด "โธ่แม่พลอย" คุณเชยพูดเสียงเครื่อ "แม่พลอยไปเสียแล้วฉันจะเล่นกับใครล่ะ แม่พลอยอย่าลืมฉันนะ" คุณเชยพูดซ้ำๆ อยู่หลายหน

 

 

         เมื่อได้ยืนดูหน้ากันอยู่อีกสักครู่หนึ่ง คุณเชยก็ยื่นห่อที่ถือมาด้วยนั้นให้ พลางกล่าวว่า "นี่แม่พลอย ฉันให้ จันอับ ฉันแอบขโมยคุณอุ่นเธอมาจากบนตึก แม่พลอยเอาไว้กินกลางทางก็แล้วกัน"

 

 

         พลอยรับห่อจันอับจากมือคุณเชย เหมือนอย่างกับเป็นของอันมีค่าเป็นเสียที่สุดแล้ว จะพูดจากับคุณเชยอย่างไร ก็พูดไม่ออก เพราะคอนั้นตีบตันไปด้วยความรู้สึก มองดูหน้าคุณเชยก็เห็นพร่าไปหมด เพราะนัยน์ตานั้น มีน้ำตาไหลล้นมากบอยู่ พอดีเสียงแม่เรียกชื่อพลอยเบาๆ สองสามครั้งบนเรือน พลอยก็ได้โอกาส สะบัดแขนหลุดจากมือคุณเชย รีบหันหลังให้วิ่งหนีกลับขึ้นเรือนไปหาแม่

 

 

         "พลอยมานี่" เสียงแม่เรียกในห้องอีกครั้งหนึ่ง พลอยก็รีบเข้าไปนั่งข้างๆตัว แม่เก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ของใช้ต่างๆเป็นพวก ถ้วยโถโอชาม แม่ถือว่าเป็นของบ้านนี้ จึงรวบรวมไว้ต่างหากอีกที่หนึ่ง คงเก็บแต่เสื้อผ้า ข้าวของจุกๆจิกๆส่วนตัวของแม่แท้ๆ ใส่หีบไม้บุหนังสีดำเป็นลายทอง รูปหงส์มังกรสองใบ ส่วนผ้าผ่อนของพลอยนั้น แม่รวบรวมใส่หีบชนิดเดียวกันแต่สีแดง ใบย่อมกว่าอีกใบหนึ่ง ที่นอนหมอนมุ้งต่างๆ แม่ทิ้งไว้ที่เรือน พ่อเพิ่มอยู่ต่อไปจะได้ใช้ ตัวแม่เองจะไปหาเอาข้างหน้า พลอยยิ่งเห็นข้าวของ ที่เคยใช้ร่วมกันอยู่ทุกวัน ถูกแบ่งสรรปันส่วน ก็ยิ่งมีความรู้สึกมากขึ้น เพราะทุกอย่างก็เห็น เป็นอาการของ บ้านแตกสาแหรกขาดแท้ๆ น้ำตาที่อยู่ในลูกตาก็หลั่งไหลออกมา จะห้ามเท่าไรก็ไม่หยุด

 

 

         แม่เอาผ้าเช็ดน้ำตาไห้ พลางเหลือบเห็นห่อของที่พลอยถืออยู่ในมือ จึงถามขึ้นว่า

 

 

         "พลอย นั่นห่ออะไรลูก"

 

 

         "ห่อ..." พลอยหยุดสะอื้นแล้วกล่าวตะกุกตะกักต่อไป "ห่อจันอับจ้ะแม่"

 

 

         "ใครให้" แม่ถาม แต่แล้วก็เดาออกพูดต่อไปทันทีว่า "คุณเชยหรือ"

 

 

         พลอยได้แต่พยักหน้ารับคำ แม่กำลังปิดหีบอยู่ก็หยุดนิ่ง เอามือวางพาดไว้บนฝาหีบครู่หนึ่ง ตาเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนจะตรึกตรองตัดสินใจอะไรอยู่ แต่แล้วแม่ก็ถอนใจใหญ่สลัดหน้า พลางหันมาทางพลอย เอาผ้าเช็ดน้ำตาให้อีก แล้วหลังลูบหัวพลอยพูดว่า

 

 

         "นิ่งเสียพลอย อย่าร้องไห้ไปเลยทูนหัวของแม่ แม่เป็นคนที่รักพลอยมากที่สุด ไม่มีใครจะรักลูกเกินไปกว่าแม่ได้ ไปเสียกับแม่เถิด แม่รักลูกจึงอยากให้ลูกได้ดี ไปอยู่ในวังที่ตำหนักเสด็จ อีกหน่อยก็จะสนุกสบาย ไม่คิดถึงบ้านเสียอีก" แม่นิ่งอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วกระซิบด้วยเสียงสั่นเครือว่า

 

 

         "พลอย ขึ้นไปบนตึกไปกราบลาเจ้าคุณพ่อเสีย เสร็จแล้วตามไปที่ท่าน้ำ แม่จะคอยอยู่ที่นั่น" ว่าแล้วแม่ก็หันหน้าหนี เริ่มยัดของลงหีบอย่างกุลีกุจอ และปิดฝาหีบอย่างแรง เหมือนกับจะใช้อาการ และเสียงนั้น ช่วยเพิ่มความแน่นอน ในการตัดสินใจให้ยิ่งขึ้น

 

 

         พลอยค่อยๆ ย่องออกจากห้อง เดินผ่านเฉลียงลงบันไดอย่างช้าๆ เพราะมันเป็นครั้งสุดท้าย ที่พลอยจะลงจากเรือน ที่อยู่มาตั้งแต่เกิด ฝาเรือนทุกฝาจะมีตำหนิ มีรอยอย่างไรที่พลอยรู้จักดี ตำหนิและรอยต่างๆ เหล่านั้น ก็เหมือนจะเด่นออกมา ให้เห็นได้ชัดในคราวนี้ ร่องกระดานทุกร่อง ที่พลอยเคยนั่งทับ นอนทับ และแอบทิ้งของลงไปข้างล่าง ดูเหมือนจะเรียกร้อง ให้พลอยหยุดร่ำลา จนถึงขั้นบันได แต่ละขั้นที่เคยถ้ดขึ้นลง และราวบันได ที่เคยโหนเล่นกับคุณเชยเป็นประจำ ดูเหมือนจะโตกว่าเก่า เด่นกว่าเก่า เพิ่มความสำคัญขึ้น ในคราวที่จะจากกันไปในวันนี้

 

 

         คุณเชยหายไปจากใต้ถุนบ้านแล้ว ไม่ทราบว่าไปหลบอยู่ที่ไหน พลอยเดินข้ามลานบ้านช้าๆ เหลียวดูรอบๆตัว เหมือนกับจะสั่งลาสถานที่ และสิ่งแวดล้อมที่เห็นกันมาทุกวัน ต้นปีบต้นใหญ่ทีได้อาศัยร่ม เล่นหุงข้าวหุงแกงกับคุณเชย และเคยช่วยกันเก็บดอกไปให้แม่ ผสมกับยาเส้นมวนบุหรี่ให้เจ้าคุณพ่อ พลอยนึกขึ้นมาว่า แม่ไปเสียแล้วใครจะเป็นคนมวนบุหรี่ เพราะแม่เคยทำอยู่คนเดียว และเป็นการใหญ่เต็มที เพราะไหนจะต้องต้มน้ำผึ้ง น้ำสับปะรดและชะเอมไว้คลุกกับยาเส้นเมืองสอง ไหนจะต้องมวนยาเส้น เข้าแบบกระดาษทิ้งไว้เป็นตัว ไหนจะต้องรีดใบตองแล้วตัดให้พอดี ของเหล่านี้ถ้าแม่ไม่ทำให้ใครจะทำ พลอยเดินผ่านต้นเขี้ยวกระแต ซึ่งแม่เคยเก็บไปร้อยมาลัยใส่จุกให้ ผ่านต้นกรรณิการ์ ซึ่งแม่สั่งให้มาเก็บดอกที่ร่วง ไปให้แม่ทุกเช้า เพราะแม่จะได้ตัดเอาก้านตากแดดไว้ย้อมผ้าแถบ ผ่านต้นชะลูดซึ่งส่งกลิ่นไกล แต่หาดอกไม่ใคร่พบ ทุกอย่างล้วนแต่เรียกพลอยให้หยุด ให้เหลียวมอง แต่พลอยก็ก้าวขาเดินไปจนถึงบันไดหลังตึก พอถึงเฉลียง พลอยก็ลงคลาน พอเข้าไปใกล้ตัวเจ้าคุณพ่อ ก็ลงกราบ แล้วก็นั่งก้มหน้า เอามือแคะกระดานแก้ขวยน รอฟังว่าท่านจะพูดว่าอย่างไร เมื่อนั่งอยู่สักครู่หนึ่ง ไม่มีเสียงอะไร จากเจ้าคุณพ่อเลย นอกจากเสียงกระแอมและเสียงบ้วนน้ำหมาก พลอยก็ลงกราบอีกครั้ง แล้วคลานถอยไป ทางบันได

 

 

         "พลอย" เสียงคุณอุ่นเรียกออกมาจากในห้อง "มานี่" พลอยสะดุ้งสุดตัว ลังเลจะเข้าไปดีหรือไม่ดี เมื่อตัดสินใจไม่ถูก ก็เหลียวไปดูหน้าเจ้าคุณพ่อ เห็นท่านพยักหน้าเข้าไปทางในห้อง เหมือนกับจะบอกให้พลอยเข้าไป พอดีเสียงคุณอุ่นเรียกอีกครั้งหนึ่ง พลอยก็คลานเข้าไปในห้อง

 

 

         ห้องนั้นมืดครึ้มอยู่เป็นประจำ เพราะคุณอุ่นเธอไม่ชอบแสงแดด ว่าจะทำให้ผิวเสีย ในห้องนั้นอบอวลไปด้วย กลิ่นอบกลิ่นร่ำ ฝาผนังสามด้านมีตู้วางเรียงไว้หลายใบ ในตู้บรรจุเครื่องเงิน และเครื่องถมเป็นอันมาก นอกจากนั้นก็มีกำปั่นเหล็กวางอยู่อีกหลายใบในเงามืด บรรจุเครื่องเพชรเครื่องทอง ที่คุณอุ่นถือกุญแจแต่ผู้เดียว คุณอุ่นนั่งอยู่กลางห้อง มีเชี่ยนหมากเงิน กระโถนเงินวางอยู่ใกล้ๆ วันนั้นเป็นวันพุธ คุณอุ่นนุ่งผ้าลายเขียว ขัดเป็นมันแข็งกร่าง ห่มผ้าแถบสีจำปาแก่ คุณอุ่นเป็นคนมีระเบียบ การแต่งตัวแต่ละวันนั้น ก็เรียบร้อยเป็นอย่างยิ่ง คุณอุ่นหวีผมที่ใส่น้ำมันไว้อย่างเรียบร้อย ไม่มีกระดิก ที่ไรผมนั้นก็กันไว้ เรียบร้อยตามปกติ พอเห็นพลอยคลานเข้ามา คุณอุ่นก็หยิบตลับงาใส่ขี้ผึ้งสีปาก มาเปิดเอาขี้ผึ้งพังแพวขึ้นสี แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่ไร้ความปรานีว่า

 

 

         "จะไปกับแม่หรือแม่ตัวดี"

 

 

         พลอยนิ่งเงียบ ก้มหน้ามองกระดานไม่กระดุกกระดิก รู้สึกหนาวเย็นตามเนื้อตัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

 

 

         "ไปละก้อไปให้พ้นนะยะ" คุณอุ่นพูดต่อ "อย่าทำกลับไปกลับมา จะเสียรัศมีแม่ผู้ดีแปดสาแหรก" พลอยนิ่งเงียบอีก เพราะถึงจะตอบก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรถูก

 

 

         "ไป ! ไปให้พ้น" คุณอุ่นไล่ส่ง "นังคนนี้ลูกแม่ ลูกเสือ ลูกตะเข้เลี้ยงไม่ได้"

 

 

         คำอำลาของคุณอุ่นมีเพียงเท่านั้นเอง พลอยก้มลงไหว้แล้วรีบคลานออกจากห้อง ผ่านเฉลียงหลังอย่างรวดเร็ว เพราะใจพลอยนั้น กลับเปลี่ยนเป็นอยากไปเสียให้พ้น พอลงจากตึกได้พลอยก็รีบวิ่ง ตรงไปยังท่าน้ำที่แม่คอยอยู่กับนางพิศ มีพ่อเพิ่มมายืนกอดเสาร้องไห้ กระซิกๆอยู่

 

 

         เมื่อพลอยมาถึงท่าน้ำ แม่ก็ไม่ได้พูดจาไต่ถามว่าอะไรทั้งสิ้น รีบเร่งให้นางพิศบ่าว พาพลอยเข้าไปในเก๋งเรือ แม่ตรงเข้าไปกอดพ่อเพิ่ม กระซิบสั่งอะไรเบาๆ อีกสองสามคำ เสียงพ่อเพิ่มสะอื้นถึ่เข้าและดังขึ้นกว่าเก่า แล้วแม่ก็รีบลงมาในเรือ สั่งคนแจวให้ออกเรือ พลอยมองออกไปนอกเรือทางบ้าน เห็นแต่เสาศาลาที่ปักอยู่ในน้ำ พอเรือออกจากท่ามาไกลอีกเล็กน้อย จึงได้เห็นหลังคาตึกเจ้าคุณพ่อ เห็นรั้วเหล็กกำแพงบ้าน และศาลาท่าน้ำทั้งหลัง มีพ่อเพิ่มยืนกอดเสาร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในท่าเก่า ครั้นแล้วภาพเหล่านั้นก็เริ่มไกลออกไปทุกที จนในที่สุดก็ลับตาไป มีภาพบ้านอื่นๆ ภาพเรือกสวนข้างคลอง เข้ามาแทนที่ ยิ่งใกล้ปากคลองเข้าไป บ้านช่องและแพสองข้างทางก็หนาแน่นขึ้น ผู้คนที่สัญจรไปมาทั้งทางน้ำ และทางบกก็จอแจยิ่งขึ้น พลอยเพ่งดูภาพต่างๆ ที่เต็มไปด้วยสีสัน และผ่านไปประดุจฉากเคลื่อนที่ได้ อย่างตื่นตาตื่นใจ พอเรือออกจากคลองแม่พูดด้วย พลอยก็หาสนใจไม่ เพราะความรู้สึกตระหนกตกใจ ที่ได้รับแต่เมื่อคืนตอนดึก เมื่อแม่มาปลุก ความเศร้าสลดใจตอนที่จะต้องจากบ้าน และความขมขื่นใจ จากถ้อยคำของคุณอุ่น เมื่อตอนจะจากกัน กระทำให้ประสาทความรู้สึกของพลอยมึนชาอยู่ ประกอบกับมาได้เห็น ของใหม่ที่น่าตื่นเต้นต่างๆ ทำให้พลอยมีความสนใจคำพูดของแม่แต่น้อย

 

 

         พอเรือมาถึงกลางแม่น้ำ พลอยมองดูฃฝั่งตรงข้ามก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นยิ่งขึ้น ถึงกับอดใจไว้ไม่ได้ ต้องสะกิดถามแม่ว่า

 

 

         "แม่จ๋านั่นอะไรน่ะแม่" พลอยชี้มือไปที่หลังคากระเบื้องสี มีช่อฟ้าปิดทองระยับริมตลิ่ง

 

 

         "ตำหนักแพไงลูก" เสียงแม่ตอบ พลอยไม่เข้าใจว่าตำหนักแพนั้นคืออะไร เป็นของใคร และมีไว้ทำไม เพราะความสนใจและความอยากรู้อยากเห็นนั้น กำลังเปลี่ยนไปโดยเร็ว และยิ่งเพิ่มขึ้นทุกที พลอยชี้มือข้ามตำหนักแพไป แล้วถามแม่ว่า

 

 

         "แล้วโน่นล่ะแม่ ที่ยอดสูงๆนั่น พระเจดีย์อะไร วัดอะไร จ๊ะแม่ ใหญ่โตเสียเหลือเกิน"

 

 

         แม่หัวเราะกิ๊กกอดพลอยไว้แล้วตอบว่า "ไม่ใช่วัดดอกลูก นั่นแหละวังหลวงที่ลูกจะไปอยู่ล่ะ ที่ยอดแหลมๆ สูงๆ นั่นคือยอดพระมหาปราสาท ที่เห็นเหมือนหลังคาโบสถ์นั้นคือ พระมณเทียร ประเดี๋ยวเราไปขึ้นจากเรือ ที่ท่าพระ แล้วเดินย้อนไปหน่อย ก็เข้าประตูศรีสุดาวงศ์ไปในวัง"

 

 

         "แล้วเสด็จท่านประทับอยู่หลังไหนล่ะแม่ ที่ยอดสูงๆนั่นหรือจ๊ะ"

 

 

         แม่หัวเราะอีก "เปล่าลูก ท่านไม่ได้ประทับที่นั่นหรอก ถ้าแม่ไปทูลเสด็จว่า พลอยถามอย่างนี้ เป็นได้ทรงพระสรวลไปนานทีเดียว เสด็จท่านก็ประทับอยู่ที่ตำหนักของท่าน อีกหลังหนึ่งต่างหาก มองจากนี่ไม่เห็น ... พลอย ! อย่าชะโงกจากเรือให้มากนัก เดี๋ยวร่วงลงน้ำไป"

 

 

         พลอยรีบถอยเข้ามาในเรือตามคำแม่ นั่งอยู่ในเรือพลางหัวใจเต้นตึกตัก ด้วยความตื่นเต้น "นั่นหรือคือที่อยู่ของเราต่อไป" พลอยนึกแต่ในใจ "ช่างใหญ่โตสวยงามเสียจริงๆ ตึกเจ้าคุณพ่อว่าใหญ่โตแล้ว ยังไม่เท่าซีกเดียวของวังหลวง" นึกขึ้นมาพลอยชักเฉลียวใจ ถามแม่ว่า

 

 

         "วังหลวงนี้เป็นของเสด็จหรือจ๊ะแม่"

 

 

         "ไม่ใช่" แม่ร้องเสียงหลง "วังหลวงก็เป็นของพระเจ้าอยู่หัวท่านซีลูก ที่พลอยเห็นนั่นแหละ เป็นพระที่นั่ง ที่ประทับของท่านทั้งนั้น เสด็จและเจ้านายอื่นๆ ท่านมีตำหนักอยู่ข้างใน ผู้ชายเข้าไปไม่ได้ มีแต่พวกเราผู้หญิง ล้วนๆ ถ้าผู้ชายเข้าไปได้ แม่ก็ไม่ต้องทิ้งพ่อเพิ่มไว้ นี่เพราะจนปัญญาแม่จริงๆ จึงไม่ได้เอามา"

 

 

         "แล้วแม่จะไปอยู่กับพลอยในนั้นหรือแม่" พลอยถามด้วยความเป็นห่วง

 

 

         แม่นิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วถอนใจใหญ่ตอบว่า

 

 

         "แม่จะไปอยู่ก่อน แต่แล้วแม่ก็จะต้องไปทำมาหากิน ... อย่าไปพูดถึงมันเลย ดูกันไปก่อนเถอะลูก"

 

 

         ระหว่างนั้น เรือเข้าไปจอดที่ท่าพระ แม่จูงมือพลอยขึ้นจากเรือ แล้วให้นางพิศจัดการเอาของขึ้น ส่วนหนึ่งให้ฝากเขาไว้ที่ท่าก่อน สายๆจะจ้างคนเขาขนเข้าไปในวัง ส่วนหีบของพลอยใบเล็ก แม่ให้นางพิศแบก ตามมาเลยทีเดียว

 

 

         สองแม่ลูกเดินเลาะกำแพงวังเรื่อยมา มีนางพิศตามหลัง เดินได้สักครู่หนึ่งก็เลี้ยวเข้าประตูชั้นนอก พลอยก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น เพราะภายในบริเวณวังนั้น ดูเต็มไปด้วยตึกกราม ซึ่งพลอยเห็นว่าใหญ่โตมหึมา ผู้คนที่เดินเข้าออก ก็ดูยัดเยียดเบียดเสียดกัน ตลอดจนหาบของขายและของที่วางขาย ก็ดูมีมากมายเหลือขนาด ตรงหน้าพลอยเข้าไป มีกำแพงสูงอีกชั้นหนึ่ง เป็นกำแพงทึบ มีประตูใหญ่เปิดกว้างอยู่ สังเกตดูคนที่เดินเข้าประตู และออกจากประตูดูสับสนไปหมด บางคนก็ร้องทักกันเอะอะ บางคนก็เดินก้มหน้าก้มตารีบไป เหมือนหนึ่งมีธุระร้อน คนทั้งหมดเป็นผู้หญิงทั้งสิ้น แต่งกายแปลกๆกัน ที่เป็นผู้ใหญ่หรือกลางคน ก็ห่มผ้าแถบข้างใน ห่มผ้าแพรจีบทับข้างนอกอีกผืนหนึ่ง ลางคนที่สาวหน่อยก็ใส่เสื้อจีบเอว แขนพวง มีตั้งแต่เสื้อเรียบๆ จนติดโบว์ยิบไปทั้งตัว พลอยดูผ้าห่มแม่และกิริยาที่เดิน ดูเหมือนกับคนอื่นๆ การแต่งกายของแม่ และท่าทางเป็นแบบเดียวกันกับคนที่เดินเข้าๆออกๆ อยู่นั้น คนบางคนเห็นแม่ก็ร้องตะโกน ทักว่า ไปไหนมา ไม่ได้เห็นเสียนาน บางคนแม่ก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ส่วนบางคนมองแม่จนเหลียวหลัง แต่แม่ก็ทำเมินเสีย แต่ปากนั้นบ่นปรารภดังๆ กับนางพิศว่า

 

 

         "คนเราบางคนมันช่างตายยากเสียจริงๆ นะพิศนะ" และมีเสียงนางพิศตอบสวนควันมาทันทีว่า "บ่าวก็ว่าอย่างงั้นแหละเจ้าค่ะ" แล้วก็มีเสียงนางพิศถ่มน้ำหมาก ด้วยเสียงอันดัง

 

 

         "อ้อ ! พลอย" แม่พูดขึ้นเหมือนอย่างกับเพิ่งนึกอะไรออก "เวลาเข้าประตูละก็ ต้องข้ามธรณีประตูให้พ้น เทียวนะ อย่าไปเหยียบหรือเอาเท้าไปเตะเข้า เดี๋ยวจะเกิดเรื่อง"

 

 

         พูดแล้วแม่ก็นำพลอยรีบเดินใกล้ประตูเข้าไป พลอยสะดุ้งสุดตัว ความสนใจหลุดจากของแปลกอื่นๆ มารวมอยู่ที่ธรณีประตู ที่เห็นอยู่ข้างหน้าทันที ธรณีประตูนั้น ทำด้วยไม้เหลี่ยมค่อนข้างใหญ่ แต่ไม่ใหญ่ถึงกับ จะข้ามไม่พ้น มีรอยคนมาปิดทองไว้บ้าง เป็นระยะๆ และใกล้ๆ ขอบประตูนั้น ก็มีธูปปักอยู่ที่ริมขอบประตู ด้านในนั้น มีผู้หญิงสาวบ้างแก่บ้าง นั่งอยู่สองข้าง พลอยมาทราบทีหลังว่า หญิงเหล่านั้น มีหน้าที่เฝ้าประตูวัง และหน้าที่อื่นๆ อีกมากมายหลายอย่างในวัง เป็นข้าราชการอยู่ในกรมโขลน ชาววังทั่วๆไป เรียกกันว่า โขลน

 

 

         ถ้าหากแม่ไม่เตื่อนพลอยขึ้นมาโดยกระทันหัน เรื่องธรณีประตูวัง พลอยก็อาจไม่รู้ความสำคัญ และไม่สนใจ และด้วยเหตุนั้น พลอยจึงอาจก้าวข้ามธรณีประตูนั้น เข้าไปโดยมิต้องพะวังอย่างใดเลย แต่พอแม่พูดขึ้นมา ความสนใจของพลอย ก็หลุดจากที่อื่นมาอยู่ที่ธรณีประตูนั้นแห่งเดียว และเพ่งเล็งธรณีประตูนั้น ด้วยความวิตก วิจารณ์เป็นอย่างยิ่ง

 

 

         พลอยยิ่งเดินใกล้ธรณีประตูนั้นเข้าไป ธรณีประตูนั้นก็ยิ่งดูทั้งสูงทั้งใหญ่ เพิ่มความน่าสะพึงกลัว ยิ่งขึ้นทุกที สิ่งอื่นๆที่อยู่รอบๆตัวนั้น ดูเลือนรางหายไปหมด แม้แต่คนที่เดินเข้าเดินออกกัน อย่างสับสนนั้น ก็จางลงไป เห็นแต่เป็นเงาๆ สิ่งที่เด่นอยู่ในสายตาของพลอย และยิ่งเด่นขึ้นทุกก้าวที่พลอยเดินใกล้เข้าไป ก็คือธรณีประตู ที่ปิดทองไว้เป็นแห่งๆ นั้นเอง จนดูเหมือนกับว่า ได้เปลี่ยนสภาพจากท่อนไม้ ธรรมดาสามัญที่สุด มาเป็นสัตว์ร้าย อันน่าสยดสยอง นอนขู่คำรามขวางทางอยู่ และสัตว์นั้นดูเหมือนจะร้องว่า "อย่าเข้ามา ! อย่าเข้ามา ! อย่าเหยียบ ! อย่าเหยียบ ! เข้ามาแล้วต้องก้าวให้พ้น !"

 

 

         ส่วนในใจของพลอยนั้น ก็นึกด้วยความหวาดว่า "ไม่พ้นแน่ ไม่พ้นแน่ ! ที่นี่เป็นวังหลวง วังของในหลวง ใครทำผิดอะไรนิดเดียวเขาเอาไปเฆี่ยน ไปขังคุก ไปตัดหัว ใครเหยียบธรณีประตูเขาเอาไปตัดหัว ! ดูซี ! ไม่มีใครกล้าเหยียบสักคน ใครเดินเข้าเดินออกต้องกระโดดข้ามทุกคน แต่เราก้าวข้ามไม่พ้นแน่ เพราะใหญ่ออก อย่างนั้น สูงออกอย่างนั้น"

 

 

         ใจพลอยเต้นระทึกด้วยความประหม่า ตาทั้งสองจ้องดูธรณีประตูนั้นเขม็ง และมือทั้งสองนั้นก็กำแน่น พลอยรู้สึกว่าเหงื่อมือออก เปียกไปหมดในอุ้งมือ เท้าทั้งสองข้างที่เดินตามแม่ก็ก้าวช้าลง นางพิศที่เดินถือหีบ ตามมาข้างหลังร้องเร่งว่า

 

 

         "เดินเร็วๆซี แม่พลอย อย่าไถล ดูซีคุณแม่เข้าประตูไปแล้ว" จริงอย่างนางพิศว่า แม่ก้าวข้ามธรณีประตู เข้าไปอย่างกระฉับกระเฉง พร้อมกับหันไปทักทาย กับใครคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างประตู เสียงแม่เรียกคนๆนั้นว่าจ่า

 

 

         พลอยตัดสินใจโดยรวดเร็ว เป็นตายอย่างไรก็จะต้องตามไปให้ถึงตัวแม่จนได้ พลอยรีบสาวเท้าก้าวเดินตรง เข้าไปที่ประตู พอถึงประตูก็รู้สึกตัวเย็นวูบ หลับตาทั้งสองข้าง ยกเท้าข้างหนึ่งให้สูงที่สุด และก้าวออกไปเท่าที่ นึกว่าเป็นก้าวที่ยาวที่สุดในชีวิต พอวางเท้าลงบนพื้นพลอยก็ลืมตาขึ้น แล้วก็เห็นว่าตัวเอง กำลังยืนอยู่บนธรณีประตูนั้นพอดี 

 

 

         พลอยใจหายวาบ เหงื่อไหลประทุออกมาพรั่งพรู ไม่มีใจที่จะมองเห็นโขลนที่นั่งอยู่ อ้าปากตกตลึง ไม่ได้เหลียวไปดูว่า นางพิศที่เดินตามมาข้างหลัง ยกมือตบอกดังผลุง พลอยเผ่นลงจากธรณีประตู วิ่งตรงไปที่ตัวแม่อย่างไม่คิดชีวิต

 

 

         "หยุด !" เสียงใครคนหนึ่งร้องราวกับฟ้าผ่า "หยุดเดี๋ยวนี้ ! กลับมานี่ก่อน !" เสียงนั้นร้องสำทับมาอีก

 

 

         พลอยวิ่งมาถึงตัวแม่ และด้วยอารามตกใจ จะวิ่งเลยไปอีก แต่แม่คว้าแขนพลอยไว้ แล้วร้องถาม ด้วยความตกใจว่า 

 

 

         "พลอย ! อะไรกันลูก ! หยุดก่อน ลูกไปทำอะไรมา !" แต่แล้วแม่ก็เข้าใจทันที ทรุดตัวลงนั่งกอดพลอยไว้ แล้วหัวเราะจนน้ำตาไหล

 

 

         "พลอย !" แม่พูดพลางหัวเราะพลาง "นี่ไปเหยียบธรณีประตูวังเข้าแล้วสิ แม่ก็เผลอไปเองไม่ทันดู" แล้วแม่ก็หัวเราะต่อไปอีก อย่างขบขันเสียเต็มประดา

 

 

         เมื่อเห็นแม่หัวเราะอย่างขบขัน พลอยก็ใจชื้นขึ้นเป็นกอง ค่อยๆเหลียวหน้าไปดูทางประตูที่เกิดเหตุ เห็นโขลนคนที่ส่งเสียงเรียก กำลังชี้ให้พวกพ้องดูพลอย แล้วก็กวักมือเรียกพลอย ให้กลับไปที่ประตู พลอยเห็นดังนั้น ก็มองตาแม่ แต่แม่พยักหน้าบอกว่า "ไปเถิดลูก แม่จะไปด้วย ไปกราบธรณีประตูเสีย ก็หมดเรื่อง ไม่มีใครเขาทำอะไรหรอก" แล้วแม่ก็กระซิบที่หูพลอยเบาๆว่า "พลอยจะอยู่ในวัง ต่อไปจำไว้ให้ดี อย่าไปเกิดเรื่องกับโขลน แกด่ายับทีเดียว เราสู้เขาไม่ได้หรอก"

 

 

         แม่จูงมือพลอยกลับมาที่ประตู เสียงผู้หญิงอายุกลางคน ที่แม่เรียกจ่าถามว่า "นั่นลูกแม่แช่มหรือ ถ้าจะไม่เคยเข้าวังละซี"

 

 

         "ลูกฉันเองละค่ะ" แม่ตอบ "จะเอามาถวายเสด็จ ฝากคุณจ่าด้วยนะคะ" พลอยได้ยินแม่พูดก็เหลือบไป เห็นจ่านั่งอยู่บนเสื่อ กำลังเอายาฉุนขึ้นสีฟัน แล้วจุกกับหมาก จ่านั้นเป็นหญิงที่แต่งตัวแปลกที่สุด ที่พลอยเคยเห็น จ่านุ่งผ้าพื้นสวมเสื้อจีบที่เอว แขนยาวแบบเสื้อกระบอก ห่มผ้าทับข้างนอก ที่แปลกทีสุดสำหรับพลอย ก็คือบนแขนเสื้อจ่านั้น ติดบั้งสี่บั้ง

 

 

         ความอลเวงเฉพาะหน้าเรื่องเหยียบธรณีประตูวัง ทำให้พลอยสนใจจ่าโขลนแต่เพียงว่า เป็นผู้หญิงคนแรก ที่เคยเห็นติดบั้ง เพราะแต่ก่อนเคยเห็นแต่ผู้ชาย ขณะนั้นคนที่อยู่รอบๆประตูวัง พากันหันมามองพลอย เป็นตาเดียวกัน คนที่กำลังเดินเข้าออกก็พากันหยุด เพื่อคอยดูพลอยต้องรับโทษ โดยการกราบธรณีประตู ฝ่ายโขลนที่เฝ้าประตู และได้เรียกพลอยให้หยุด ก็หันหน้ามาจ้องพลอยเขม็ง คอยดูมิให้พลอยหลบหนีไปไหนได้ พลอยตัวร้อนแล้วก็เย็น เย็นแล้วก็ร้อน เหงื่อนั้นมิรู้ว่ามาจากไหน ออกจากร่างกายพรั่งพรูไปทุกขุมขน แม่ปล่อยแขนพลอยแล้ว บอกให้ไปกราบธรณีประตูเสีย อย่ามัวชักช้า ฝ่ายพลอยก็ก้มหน้าค่อยๆย่องเข้าไป เพราะอายเสียแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ไม่กล้ามองสบสายตา กี่ร้อยกี่พันคู่ที่กำลังจ้องมองดูอย่างสนุก ถึงกระนั้น พลอยก็ยังอดแลเห็นไม่ได้ว่า คนกำลังเรียกให้กันหยุดดู บ้างก็พูดจาวิจารณ์กันอย่างขบขัน บ้างก็หัวเราะอยู่ อย่างสนุก พอถึงธรณีประตู พลอยก็ทรุดตัวลงคุกเข่า พนมมือวางลงบนธรณีประตู แล้วก็หลับตาแน่น ก้มตัวลงกราบ เสียงคนหัวเราะเกรียวกราวรับกันเป็นทอดๆไป แม้แต่โขลนที่นั่งอยู่ริมประตู ก็ดูเหมือนจะหัวเราะ แต่พลอยไม่มีกำลังใจที่จะเหลียวไปดูว่า ใครจะทำอะไร เพราะขณะนั้นถ้าสามารถละลายหายไปได้ พลอยก็จะทำด้วยความอาย พลอยรีบลุกขึ้นยืนโดยเร็ว เมื่อกราบแล้ว และหันหลังได้ออกวิ่งตื๋อตรงไปยังแม่ อย่างไม่คิดชีวิต

 

 

 

 

 

บทที่ ๑ (หน้าที่ ๒) 

 

 

         แม่จูงแขนพลอยเดินต่อไป ผ่านโรงละครในวัง ซึ่งเป็นโรงโถง แลดูกลางวันก็เหมือนศาลาวัดกว้างๆ ไม่มีความหมาย มีคนนั่งเล่นอยู่แถวนั้นสองสามคน เดินต่อไปแม่ชี้ให้ดูสระน้ำ บอกว่า สระองค์อรทัย ผ่านทิมโขลน ซึ่งพลอยต้องสะดุ้งกลัวอีกครั้ง เพราะก้าวแรกที่ย่างเข้ามาในวัง ก็รู้จักอำนาจโขลนเสียแล้ว ที่ทิมโขลนนี้ พลอยสังเกตเห็นโขลนนั่งอยู่มาก บางคนก็แต่งตัวครบ คือใส่เสื้อห่มผ้าจีบตามระเบียบ บางคนก็แต่ง ลำลอง ห่มผ้าแถบผืนเดียว กำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ โขลนหลายคนที่นั่งอยู่นั้นรู้จักแม่ โดยเฉพาะคนที่มีอายุมาก เสียงร้องตะโกนทักกันเอิกเกริก บ้างก็อ้างว่าไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว ไม่เห็นหน้าตาเปลี่ยนไปเลย บางคนก็ร้องถามแม่ว่า ยังซนเหมือนแต่ก่อนหรือเปล่า บางคนก็ร้องถามว่า พลอยเป็นใครมาจากไหน "แม่แช่ม ไปเอาเด็กที่ไหนมา" เสียงร้องถาม แม่ตะโกนตอบว่า "ลูกฉันเอง จะเอามาอยู่ที่ตำหนัก" เสียงร้องตอบมาว่า "ดีแล้ว จะช่วยดูให้" แล้วก็มีเสียงขัดคอมาว่า "ถ้าซนเหมือนแม่เมื่อเด็กๆ ใครจะไปดูไหว" ต่อจากนี้ ทั้งแม่และคนที่โต้ตอบกัน ก็หัวเราะกันอย่างขบขัน รื่นเริง แม่ถามโขลนคนต่อไปว่า "หลวงแม่เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง" ก็มีเสียงตอบมาว่า "ก็ยังงั้นๆแหละ เจ็บๆไข้ๆ อายุท่านมากแล้ว"

 

 

         พลอยเกิดความสนใจขึ้นมาใหม่ เพราะชื่อคนว่า หลวงแม่เจ้า นี้ไม่เคยได้ยินมาแต่ก่อน อดความอยากรู้ไว้ ไม่ไหว ต้องกระตุกแขนแม่ แล้วกระซิบถามว่า

 

 

         "แม่จ๋า หลวงแม่เจ้านี่ใครกันจ๊ะแม่"

 

 

         แม่หันมาบอกว่า "นั่นแหละนายโขลนละ พลอยจำไว้เถิด" แล้วแม่ก็จูงมือพลอยเดินต่อไป ถนนหนทางตอนนี้ มีทางแยกไปเป็นหลายสาย ถนนทุกสายปูหินแผ่นใหญ่ๆ และไม่ว่าจะมองไปทางใด ก็มีตำหนักหรือเรือนใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ปลูกอยู่สลับซับซ้อนกันไป แม่พาพลอยเดินเลี้ยวไปทางหนึ่ง ที่ริมทางเดินมีตึกยาวติดต่อกันเป็นสองชั้น แบ่งเป็นห้องๆ พลอยสังเกตดูมีคนอยู่ในตึกนั้นมากมาย ครั้นถามว่า ตึกยาวนั้นเรียกว่าอะไร แม่ก็ตอบสั้นๆว่า "แถวเต๊ง" 

 

 

         "แล้วใครอยู่ที่แถวเต๊งนี่จ๊ะแม่" พลอยซักต่อ "โอ๊ย ! ใครต่อใครเยอะแยะไปหมด" แม่ตอบ "คุณพนักงานก็มี คุณเฒ่าแก่ก็มี คุณห้องเครื่องก็มี ข้าหลวงที่บนก็มี"

 

 

         พลอยเดินสนใจชื่อแปลกๆต่างๆ เหล่านี้ขึ้นมาทันที แม่พูดถึงคนชนิดใหม่ๆ อีกหลายชนิด แต่พลอยก็ยัง จำไม่ได้ว่าใครบ้าง จำได้แต่ชื่อสุดท้าย ข้าหลวงที่บน จึงถามแม่แต่เท่าที่จำได้ว่า ข้าหลวงพระตำหนักเป็นใคร แม่ก็ตอบว่า

 

 

         "เป็นข้าหลวงสมเด็จที่บนไงล่ะ" แล้วแม่ก็หันไปทักทายกับคนที่รู้จักกันตามแถวเต๊ง เหมือนกับว่าคำตอบ ที่ไห้แก่พลอยนั้นแจ่มแจ้ง เพียงพอแล้ว

 

 

         พลอยรู้ได้ว่า ตามแถวเต๊งนั้น มีคนอยู่เต็มไปหมด ไม่มีที่ว่าง สังเกตดูจากผู้คนที่นั่งบ้างยืนบ้าง หรือกำลังทำธุระส่วนตัวต่างๆ อยู่บนนั้น บ้างก็ตากผ้า บ้างก็เอาหีบออกมาเปิดผึ่งแดดหน้าห้อง บางแห่งก็มีของวางขายกระจุกกระจิก เป็นของใช้เล็กๆน้อยๆบ้าง เป็นขนมและของกินเล่น พวกไส้กรอกปลาแนม และอื่นๆ มึคนผ่านไปผ่านมา ซื้อขายหรือหยุดทักทายพูดคุยกันไม่รู้จบ พลอยมาเข้าใจว่า ในวังนี้มิใช่บ้านคน อย่างธรรมดาเสียแล้ว แต่เป็นเมืองอีกเมืองหนึ่ง มีระเบียบแบบแผน และความเป็นอยู่ของตัวเอง ไม่เกี่ยวและไม่สนใจต่อโลกภายนอก และภายในเมืองที่พลอยกำลังเข้ามาอยู่ใหม่นี้ พลเมืองทุกคนเป็นผู้หญิง ไม่มีผู้ชายเข้ามาปะปนอยู่เลย

 

 

         ในที่สุด แม่ก็จูงมือพลอยเดินมาถึงตึกใหญ่ สี่เหลี่ยมหลังหนึ่ง ฝาฉาบปูนขาวแล้วทาสีเหลือง คล้ำไปด้วยความเก่า ตามขอบหน้าต่าง ขอบประตูมีลายปูนปั้นเป็นช่อดอกไม้ บานหน้าต่างประตูที่ปิดไว้ เป็นส่วนมากนั้นเป็นบานเกล็ด และดูเข้าไปทางประตูตำหนักด้านหน้า และดูมืดครึ้ม ทางขึ้นตำหนักเป็นบันไดหิน เตี้ยๆ ไม่กี่ขั้น แม่บอกให้นางพิศนั่งคอยอยู่ก่อน แล้วพาพลอยเดินเบาๆ เข้าไปข้างใน

 

 

          ด้านหน้าตำหนักมีห้องปิดไว้บ้าง และเปิดไว้ให้แลเห็นภายในได้บ้าง พลอยแลเห็นโต๊ะเก้าอี้ มีลวดลายประณีตวางไว้ในห้อง มีตู้กระจกลักษณะเดียวกัน ใส่ของต่างๆ ซึ่งยังสังเกตไม่ทันว่า เป็นอะไรบ้าง แม่หันมากระซิบ สั่งพลอยให้เดินเบาๆ เพราะเสด็จคงยังไม่ตื่นบรรทม แต่ความจริงแม่ไม่จำเป็นต้องห้าม เพราะความมืดครึ้มเยือกเย็น ของสถานที่ ความแปลกและใหม่ของตำหนัก และความรู้สึกเคารพยำเกรง ว่าที่นี่เป็นตำหนักของเสด็จ ทำให้พลอยเดินอย่างเบาที่สุดอยู่แล้ว แม่พาพลอยเดินตรงไปยังห้องๆหนึ่ง ทางด้านหลังตำหนัก ผ่านบันไดใหญ่ ซึ่งพรุ่งตรงขึ้นไปยังชั้นบน ก่อนจะถึงแม่หันมากระซิบ บอกว่าจะพาไปหา คุณสาย ซึ่งเป็นข้าหลวงต้นตำหนักของเสด็จ ความจริงแม่ได้เคยเล่าเรื่องคุณสาย ให้พลอยฟังมาแล้วหลายครั้งว่า คุณสายเป็นข้าหลวงเสด็จ มาตั้งแต่เสด็จยังทรงพระเยาว์ และคุณสายยังเป็นเด็ก คุณสายอยู่กับเสด็จตลอดมา จนเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อพระทัย มอบให้ดูแลกิจการส่วนพระองค์ทุกอย่าง และให้ดูแลว่ากล่าว ข้าหลวงทุกคนในตำหนัก แม่เล่าว่า คุณสายเป็นคนใจดีมาก ไม่ถือตัวว่าเป็นคนโปรด คอยช่วยเหลืออุปการะข้าหลวงตำหนักเดียวกันเสมอ คุณสายเป็นผู้ใหญ่แล้วเมื่อแม่ยังเป็นเด็ก และเคยเลี้ยงดูให้ความอุปการะ ตลอดจนถ่ายทอดวิชาความรู้ ให้หลายอย่าง แม่เคยบอกว่านอกจากเสด็จแล้ว ก็ยังมีคุณสายอีกคนหนึ่ง ที่เป็นผู้มีพระคุณต่อแม่ ขอให้ลูกได้จำไว้ ด้วยเหตุที่ได้ยินมาเสมอว่า คุณสายเป็นคนใจดี พลอยจึงเดินตามแม่ไป โดยปราศจาก ความสะทกสะท้าน เมื่อไปถึงห้องคุณสายแล้ว ทรุดตัวลงนั่ง ก้มลงกราบตามคำแม่สั่ง และได้เงยขึ้นดูคุณสาย ซึ่งอยู่กลางห้อง พลอยก็รู้ทันทีว่าที่แม่เล่ามา ถึงความใจดีอารีอารอบของคุณสายนั้น เป็นความจริงทุกประการ

 

 

         คุณสายเป็นคนเจ้าเนื้อ หน้าตาเป็นคนอารมณ์ดี ผิวเนื้อสองสี ถึงแม้เป็นคนมีอายุมากแล้ว และผมที่ตัดสั้น ตามสมัยนั้นหงอกประปราย คุณสายก็ยังไม่มีใบหน้าที่แสดงริ้วรอย ของความโกรธหรือความทุกข์ที่ผ่าน คุณสายนุ่งผ้าลายขัดสีเหล็ก ห่มผ้าแถบจีบสีจำปา นอนคว่ำอย่างสบายอยู่บนพื้นกระดาน ที่เย็นและเป็นมัน ไม่มีฝุ่นละอองจับเลย ตรงหน้าคุณสายมีกระด้งไม่ไผ่สาน ในนั้นมีพลูวางอยู่เป็นอันมาก ทั้งที่จีบแล้ว และยังไม่ได้จีบ ข้างๆตัวมีเต้าปูนใบใหญ่ บรรจุปูนที่หอมไปด้วยใบเนียม และพิมเสน คุณสายกำลังจีบพลูยาว ชนิดมีหางยาวเป็นพิเศษ แม้แต่พลูที่คุณอุ่นจีบอยู่เสมอก็ไม่เท่า ข้างตัวคุณสายมีเชี่ยนหมาก ซึ่งขาดเสียไม่ได้ สำหรับสตรีสมัยนั้น และยังมีชามฝาอีกสองใบ วางไว้ใกล้ๆกัน

 

 

         พอคุณสายแลเห็นแม่ ก็ลุกขึ้นนั่งต้อนรับด้วยความดีใจ เสือกกระด้งพลูไปอีกทางหนึ่ง เรียกแม่เข้าไปใกล้ๆ แล้วลูบหลังลูบหน้า ถามเรื่องราวอย่างคนที่ไม่ได้พบกันมานาน ฝ่ายแม่ก็เล่าเรื่องทางบ้าน ให้คุณสายฟังเบาๆ พอพูดไปได้หน่อยหนึ่งแม่ก็ร้องไห้ แต่แล้วก็เล่าเรื่องให้คุณสายฟังต่อไปอีก คุณสายก็พยักพเยิด ด้วยความเห็นใจบ้าง ปลอบแม่ให้หยุดร้องไห้บ้าง เหมือนกับผู้ใหญ่ปลอบเด็ก ระหว่างนั้นพลอยก็ได้แต่สังเกต ดูของต่างๆ ภายในห้องของคุณสาย ทางฝาด้านหนึ่งที่เป็นฝาทึบ คุณสายตั้งตู้ไว้สองสามใบเก็บข้าวของ จิปาถะ อีกด้านหนึ่งที่มีหน้าต่าง คุณสายก็วางหีบอีกหลายใบ และโถลายครามใบใหญ่ๆ ลายดอกไม้และผีเสื้อ สำหรับใส่ผ้าห่มที่จีบแล้ว อีกหลายใบอยู่เหมือนกัน ทางฝาด้านใกล้ประตู พลอยมองไปเห็นก็ใจเต้น เพราะเช้าวันนั้น พลอยเพิ่งรู้ตัวว่า ยังไม่ได้กินข้าว ท้องกำลังจะเริ่มร้องเมื่อเดินทางมาถึงที่หมาย สิ่งที่เตือนให้พลอยรู้ตัวว่ายังไม่ได้กินข้าว ก็คือชั้นเตี้ยๆ ที่วางอยู่ชิดฝาด้านข้างประตู บนชั้นนั้นมีขวดโหล วางเรียงรายอยู่เป็ฯแถว ในขวดโหลนั้นใส่ข้าวตัวกะทิบ้าง น้ำพริกเผาบ้าง หมูยอง มะขามฉาบ ปลาแห้งผัด พริกกะเกลือ ฝอยทองกรอบ ขนมอะลัว และของอื่นๆ ที่น่าสนใจสำหรับเด็กอายุ ๑๐ ขวบขนาดพลอยเป็นอันมาก

 

 

         คุณสายกำลังนั่งคุยกับแม่อยู่อย่างสนใจ แต่นานๆ ก็ไม่วายเหลือบมามองดูพลอยสักครั้งหนึ่ง ครั้นเห็นพลอย นั่งพิศดูชั้นที่ตั้งของกินอย่างเพลิดเพลิน คุณสายก็ได้คิด ถามออกมาดังๆว่า

 

 

         "นี่กินข้ากันมาแล้วหรือยัง"

 

 

         แม่ได้ยินดังนั้นก็ยกมือทาบอก ร้องขึ้นว่า

 

 

         "โถ ! พลอยลูกแม่ ตั้งแต่เช้ามายังไม่ได้กินข้างเลย นี่ก็สายจนป่านนี้แล้ว !"

 

 

         "พุทโธ่แม่เช่ม" คุณสายพูด "มัวแต่ทะเลาะกับผัวเสียจนลูกเต้าอดข้าว นี่มิหิวแย่แล้วหรือ" ว่าแล้วคุณสายก็กวักมือ เรียกให้พลอยไปนั่งใกล้ๆ พอพลอยคลานเข้าไปเกือบถึงที่คุณสายนั่งอยู่ คุณสายก็เลื่อนชามฝา ที่วางอยู่สองใบใกล้ๆตัวมาให้ แล้วพูดว่า 

 

 

         "กินนี่เล่นไปก่อนนะพลอย ป้าจะให้เขาไปจัดสำรับมาให้เดี๋ยวนี้" ว่าแล้วคุณสายก็จับผ้าห่มให้รัดกุม แล้วเดินเบาๆออกไปข้างนอก ฝ่ายแม่ก็บอกกับพลอยว่า

 

 

         "กินอะไรกันก่อนเถิดพลอย แม่ก็หิวเหมือนกัน อยู่นี่ไม่ต้องกลัวใครเขามาดูถูกหรอก ต้องถือเสียว่า ที่นี่เป็นบ้านของแม่ ดีกว่าบ้านฟากข้างโน้นเป็นไหนๆ" แล้วแม่ก็เปิดชามฝาสองใบนั้นขึ้นดู "แหม ! ดีจริง ไม่ได้กินมาเสียนาน"

 

 

         พลอยมองดูของกินที่อยู่ในชามฝาสองชามนั้น แล้วก็ตกตะลึง ด้วยไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน และไม่นึกว่า จะเป็นไปได้ ชามใบหนึ่งนั้น ใส่ไข่แมงดาทะเล ซึ่งพลอยเคยเห็นแต่เขาแกงคั่วกับสับปะรด และชามอีกใบหนึ่งนั้น ใส่กุ้งตะเข็บ ซึ่งพลอยเคยเห็นเขาทำกุ้งเค็ม หรือใช้ผัดใช้แกง แต่ไข่แมงดาทะเลและกุ้งที่เห็นในวังนี้ กลายเป็นของใหม่สำหรับพลอย เพราะทั้งสองอย่างนั้นเชื่อมน้ำตาล มีน้ำตาลจับจนแข็ง พลอยเหลียวไปดูแม่ เพื่อจะหาความรู้ ก็เห็นแม่กำลังหยิบกุ้งเชื่อม หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็ต้องเรียกว่า กุ้งแช่อิ่มนั้น ขึ้นใส่ปากเคี้ยวกิน อย่างเอร็ดอร่อย

 

 

         "แม่" พลอยกระซิบพลางเขยิบตัวเข้าใกล้ "ฉันกินไม่เป็นหรอก อะไรก็ไม่รู้"

 

 

         แม่หัวเราะแล้วหยิบไข่แมงดาใส่ปากพลอย ปากก็บอกว่า "ลองกินดูสิพลอย อร่อยดีนะ"

 

 

         พลอยลองเคี้ยวดูแล้วก็ต้องรีบกลืนให้หมด เพราะหวานแสบไส้ แต่แล้วก็ต้องนิ่ง ไม่ถามแม่ว่ากระไรต่อ เพราะกลัวแม่จะป้อนของที่ไม่เคยกินเข้าไปอีก 

 

 

         อีกสักครู่ คุณสายก็เดินกลับเข้ามาในห้อง มีคนยกสำรับตามเข้ามา พร้อมด้วยถ้วยชามข้าวอีกสองใบ เอามาวางตรงหน้าพลอยกับแม่ เด็กอีกคนหนึ่งยกกระโถนขันน้ำ และผ้าเช็ดมือเข้าตั้ง เสียงคุณสายสั่งคนยกสำรับ ซึ่งเธอเรียกชื่อเฉยๆว่าผาด ให้แบ่งผัดปลาแห้งที่ใส่ขวดโหลไว้มาเติม ฝ่ายพลอยนั้นใจคอไม่ค่อยจะดีเลย เพราะเดาไม่ถูกว่าในชามต่างๆ ในสำรับนั้นจะมีกับข้าวชาววัง ที่แปลกประหลาดพิสดารอย่างไรอีกบ้าง แต่พอผาดเปิดฝาชามออก พลอยก็ค่อยคลายใจ เพราะพบกับข้าวที่รู้จักแล้วทั้งนั้น เป็นต้นว่าแกงบอน ผัดถั่วฝักยาว ยำไข่ปลาดุก ระหว่างนั้นคุณสายก็บ่นเอากับแม่ว่า

 

 

         "จะไปจะมาก็ไม่รู้จักกัน ถ้ารู้ตัวก่อนฉันจะได้หาของที่แม่แช่มชอบไว้ให้กิน" 

 

 

         แม่หัวเราะแล้วตอบว่า "คุณละก้อ ตามใจฉันเสียจนเสียคน อยู่กับใครไม่ได้นาน ต้องกลับมาหาคุณอีกทุกที"

 

 

         ระหว่างที่พลอยนั่งกินข้าวอยู่กับแม่นั่นเอง คุณสายก็เดินไปไขตู้ ที่ตั้งอยู่ข้างฝาในห้อง หยิบเอาพานทอง ออกมาใบหนึ่ง แล้วเดินไปที่อีกตู้หนึ่ง เปิดหยิบเอาธูปเทียนแพออกมาหนึ่งแพ ขณะที่เดินกลับมายังที่นั่ง คุณสายก็บอกผาดให้ไปหาใบตองมาอีก จะเย็บกระทงดอกไม้

 

 

         แม่มองตาคุณสายด้วยความสงสัย แล้วถามขึ้นว่า

 

 

         "นั่นคุณจะทำอะไรคะ"

 

 

         "อ้าว" คุณสายตอบ "ก็จัดดอกไม้ธูปเทียนให้พลอยถวายตัวเสด็จไงเล่า"

 

 

         "ต้องถึงยังงั้นทีเดียวหรือคุณ" แม่ท้วงขึ้นมา "ก็พลอยเป็นลูกฉัน ก็เป็นข้าเสด็จอยู่แล้ว จะต้องถวายตัวอีกทำไม"

 

 

         "แม่แช่มนี่เมื่อไรจะโตเสียที" คุณสายบ่น "พลอยเป็นลูกแม่แช่มเสียคนเดียวเมื่อไหร่ล่ะ พ่อเขาเป็นพระน้ำ พระยา แล้วก็ก๊กฟากข้างโน้น เอาลูกเขามาทำดีไม่ดี เดี๋ยวญาติเขาจะมาพลอยว่าฉันด้วย ไหนๆก็จะเอาพลอย มาถวายท่านแล้ว ทำเสียให้มันถูกเรื่องถูกราว แล้วเรื่องมันก็ไม่ยากเย็นอะไรนักหนา ข้าวของเราก็มีอยู่แล้ว"

 

 

         แม่หัวเราะแล้วบอกพลอยว่า

 

 

         "พลอยดูไว้นา คุณท่านร่ำรวย ข้าวของอะไร ทั้งตำหนักนี่ ของท่านทั้งนั้นแหละ"

 

 

         คุณสายหัวเราะกี๊ก แล้วร้องว่า "เอ ! อย่ามาพูดดีไป พานใบนี้ของฉันจริงๆนะ ไม่ใช่ของเสด็จหรอก..."

 

 

         "แล้วธูปเทียนแพนั่นของคุณอีกเหมือนกันซี" แม่ขัดคอขึ้นมา

 

 

         "โฮ้ย ! ฉันไม่กล้าเถียงหรอกแม่คุ้น !" คุณสายร้องอย่างอารมณ์ดี "หน้าอย่างฉันใครเขาจะมาถวาย ดอกไม้ธูปเทียน ก็ของท่านน่ะแหละ ท่านเที่ยวรับของใครๆ เขาไว้ออกเป็นก่ายเป็นกอง นานๆ ฉันก็เอาถวายคืน ท่านไปอีก ท่านจะไปทรงจำได้อย่างไร"

 

 

         พูดแล้วทั้งคุณสายและแม่ก็พากันหัวเราะอย่างขบขัน ส่วนพลอยซึ่งไม่สู้จะสนใจฟังนัก ก็นั่งก้มหน้าเปิบข้าว อย่างคนหิว

 

 

         ระหว่างนั้นข่าวที่แม่กลับเข้าวังก็ค่อยๆกระจายออกไป ข้าหลวงเสด็จหลายคน ทยอยกันเข้ามา ในห้องคุณสาย บางคนก็มาจากที่อื่น เพื่อทักทายถามทุกข์สุขกับแม่ จนในที่สุดห้องคุณสายเต็มไปด้วยผู้หญิง แก่บ้างสาวบ้าง ล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนฝูงคนรู้จัก ของแม่ทั้งสิ้น ทุกคนทักทายกับพลอยเป็นอันดี บางคนก็กอด จูบ ลูบหลัง พลอยรู้สึกทั้งอายทั้งตื่นเต้น เพราะตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว ก็ยังไม่เคยได้รับความสนใจ จากคนเป็นจำนวนมาก ถึงเพียงนี้ แต่ความกระดากอาย ก็มิได้ขัดขวางพลอยมิให้สังเกตเห็นว่า สตรีทุกคนที่เข้ามา ในห้องนั้น แต่งกายสะอาดสะอ้าน เป็นแบบเดียวกัน ทุกคนนุ่งผ้าลายห่มผ้าแถบสีประจำวัน อย่างเดียวกัน จะผิดกันก็ที่แหวน หรือสายสร้อย เครื่องประดับกาย ทุกคนหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นอบ กลิ่นร่ำ นั่งที่ไหน ก็หอมติดกระดาน ผมใส่น้ำมันหวีเรียบ แต่ละคนขัดสีฉวีวรรณ ร่างกายตนมาแล้วอย่างยอดเยี่ยม

 

 

         เมื่อเห็นหน้าเพื่อนฝูงเก่าๆ แม่ก็ดูเหมือนจะลืมความทุกข์ทั้งสิ้น ที่ผ่านมา จนทำให้ถึงต้องหอบลูก ออกจากบ้าน เมื่อเช้านี้เอง แม่พูดคุยกับเพื่อนฝูง อย่างสนุกด้วยความเบิกบาน เสียงหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่ ไม่หยุดหย่อน พลอยสังเกตเห็นแม่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน กว่าเมื่ออยู่ที่บ้าน เมื่อครั้งอยู่ที่บ้านนั้น แม่ทำตัวเหมือนคนแก่ มีอารมณ์เฉียวบ่อยๆ บางเวลาก็นั่งเหม่อมึนตึงเฉยๆ น้อยครั้งที่พลอยเคยเห็นแม่ พูดจาเล่นหัวกับใคร แต่พอเข้ามาในวังได้ ไม่กี่ชั่วโมง ได้เข้ามาอยู่ในหมู่เพื่อนฝูง ที่รู้จักคุ้นเคยกันมาแต่เดิม ได้กลับมาสู่บรรยากาศอันร่มเย็น ไร้ความรำคาญจุกจิก แม่ก็ดูกลับเป็นสาว กระชุ่มกระชวยขึ้นทันที เริ่มพูดจาสัพยอกกับคนที่อยู่รอบๆตัว และทุกคนที่มาหาแม่ก็ดูเหมือน จะคอยจับฟังทุกคำพูดของแม่ ด้วยความเลื่อมใส ไม่ว่าแม่จะพูดสิ่งใดออกมาก็เห็นเป็นขบขัน เสียงหัวเราะต้อนรับคำพูดของแม่ มีอยู่ไม่ขาดระยะ

 

 

         พลอยกับแม่อิ่มข้าวไปนานแล้ว และผาดก็ยกสำรับกลับออกไปแล้ว เป็นนานเหมือนกัน ระหว่างที่แม่คุย กับเพื่อนฝูง คุณสายก็นั่งเย็บกระทงดอกไม้ฟังอยู่ อย่างอารมณ์ดี นานๆก็ร่วมหัวเราะกับคนอื่นๆด้วย พลอยซึ่งบัดนี้ ไม่มีใครสนใจ เพราะทุกคนพากันนั่งล้อมแม่ คุยกันด้วยเรื่องที่พลอยไม่เข้าใจ และไม่สนใจนัก ก็ได้แต่นั่งดูคุณสายเย็บกระทง แต่กระทงหรือสิ่งที่คุณสายเรียกว่ากระทงนั้น แปลกประหลาดกว่าที่พลอยเคยเห็น ในขั้นแรกคุณสายเอาใบตองดีๆ มาฉีกออกเป็นชิ้นเท่าๆกันก่อน ซึ่งพลอยก็นึกงงงวยเต็มทีว่า คุณสายทำไมจึงทำเช่นนั้น แต่แล้วคุณสายก็เอาใบตองที่ฉีกไว้ แต่ละชิ้น มาพับจีบให้ได้รูป แล้วเอาไม้กลัด กลัดปะติดปะต่อกลับเข้าไปอีก จนในที่สุด ได้รูปกระทงเล็กๆ ซึ่งวิจิตรพิสดารกว่าที่พลอยเคยเห็นมาแต่ก่อน คุณสายแก้ห่อใบตองอีกห่อหนึ่ง หยิบดอกจำปาซึ่งมีอยู่ในนั้นสองสามดอก ใส่ในกระทง แล้วเอาใบตอง มาตัดเย็บเป็นกรวยครอบไว้อย่างเรียบร้อย ครั้นแล้วคุณสาย ก็เอาธูปเทียนแพขึ้นตั้งบนพาน เอากระทงดอกไม้ ตั้งอยู่บนธูปเทียน เมื่อเสร็จแล้วคุณสาย เหลือบมาเห็นพลอยนั่งตั้งตาอยู่ ด้วยความสนใจก็ยิ้มด้วย แล้วถามว่า

 

 

         "สวยไหม พลอย" 

 

 

         พลอยไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร ก็ได้แต่ยิ้ม แล้วก็ก้มหน้าดูกระดานต่อไป 

 

 

         อยู่กับป้าไป วันหลังป้าจะสอนให้ทำ กลัวแต่พอคุ้นกันเข้า ก็จะซนเหมือนแม่ เลยทำอะไรไม่เป็นจนบัดนี้" เสียงคุณสายพูดต่อ

 

 

         "ค้า !" เสียงแม่ร้องตอบออกมาจากกลุ่มเพื่อนๆ "อะไรไม่ดีก็ซัดดิฉันเข้าไว้เถอะ ลูกเต้ามันหมดนับถือ คราวนี้เอง" แล้วทุกคนในที่นั้นก็พากันหัวเราะ

 

 

         ขณะนั้น มีหญิงสาวอีกคนหนึ่ง เดินผ่านห้องคุณสาย จะไปทางหลังตำหนัก คุณสายเห็นเข้าก็ร้องเรียก หญิงนั้นก็เข้ามาคุกเข่า อยู่ตรงประตูห้อง 

 

 

         "แม่ลมัย" คุณสายถาม "บรรทมตื่นแล้วหรือยัง"

 

 

         "ตื่นนานแล้วละค่ะ" แม่ลมัยตอบ "อิฉันกำลังจะไปเรียกเครื่อง"

 

 

         พอได้ยินดังนั้น คุณสายก็หันมากุลีกุจอ จับพานดอกไม้ธูปเทียน แล้วพูดว่า

 

 

         "แม่แช่ม ขึ้นเฝ้ากันเสียทีเถิด เฝ้าตอนเสวยนี่แหละดี จะได้ไปช่วยคุยให้เสวยได้"

 

 

         แม่ได้ยินดังนั้นก็ร้องว่า "นี่พอทอดพระเนตรเห็นฉัน เป็นกริ้วตายแน่ ออกไปมีผัวเสียกี่ปีๆ ไม่เคยเข้ามาเฝ้าเลย จะมากับเขาสักที ก็ต้องหอบลูกมาทิ้งให้ท่านเลี้ยง"

 

 

         แต่แล้วแม่ก็ลุกขึ้น จับผ้านุ่งห่มให้เรียบร้อย แล้วบอกให้พลอยตามออกไปข้างนอก

 

 

         เมื่อออกมานอกห้อง คุณสายก็เดินถือพานดอกไม้ธูปเทียนไปข้างหน้า แม่และพลอยเดินตามไปติดๆ คุณสายพาเดินไปตามทางเดิน ที่มืดสลัวๆ ผ่านห้องที่ปิดไว้หลายห้อง แล้วก็เริ่มขึ้นบันไดใหญ่ ที่พลอยเห็นเมื่อตอนเช้า พอก้าวขึ้นบันได พลอยก็เริ่มใจเต้นด้วยความประหม่า เพราะแม่เคยเล่าถึงเสด็จ ให้ฟังมาแต่จำความได้ และเท่าที่รู้ เสด็จก็เป็นยอดแห่งความนับถือเคารพบูชาของแม่ วันนี้เป็นวันแรก ที่พลอยจะได้เฝ้าเสด็จ อีกสักครู่ก็จะได้เห็น เพราะเสด็จประทับอยู่ชั้นบนของตำหนัก ห่างกันด้วยบันไดไม่กี่ขั้นนี้ เท่านั้นเอง

 

 

         เมื่อไปถึงกลางบันได คุณสายก็ส่งพานดอกไม้ธูปเทียน มาให้พลอยถือ แล้วคุณสายก็ขึ้นบันได นำหน้าต่อไป เมื่อมาถึงเพียงนี้ พลอยสังเกตได้ทันทีว่า บรรยากาศของชั้นบนแห่งตำหนัก และชั้นล่างนั้น ผิดจากกันไกลอยู่ ที่ชั้นล่างนั้น ใครจะเดินเหินพูดจาก็อย่างเป็นกันเอง และไม่ต้องระมัดระวังตัวเท่าไรนัก แต่พอขึ้นบันไดมาได้ครึ่งหนึ่ง อากัปกิริยาของคุณสายและแม่ก็ผิดไป แม้แต่จะขึ้นบันได หรือส่งพานธูปเทียน ก็ทำด้วยความสำรวม มิใช่ทำตามสบายเหมือนเมื่ออยู่ชั้นล่างของตำหนัก ลมโชยจากชั้นบนของตำหนัก ผ่านมาวูบหนึ่ง พาเอากลิ่นอบร่ำและน้ำอบหอมมาเข้าจมูกพลอย ได้ยินเสียงคนพูดเบาๆ และมีเสียงหัวเราะเบาๆ เช่นกัน

 

 

         พอคุณสายขึ้นไปถึงบันไดชั้นสุดยอด ก็คลานต่อไปตามพื้นเฉลียง ทั้งแม่และพลอยคลานตามติดๆไป พลอยประหม่าเสียจน ไม่สามารถจะเงยหน้าขึ้นดูสิ่งที่อยู่รอบๆตัวได้ ประกอบกับมือหนึ่งต้องถือพานดอกไม้ ซึ่งดูเหมือนจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นทุกที ครั้นจะจับพานด้วยมือทั้งสอง แล้วคลานเข่า พลอยก็ไม่กล้า เพราะจะต้องเงยหน้าขึ้น จึงได้แต่จับพานไว้มือหนึ่ง อีกมือหนึ่งและเข่าทั้งสอง คลานตามอย่างประดักประเดิด สิ่งที่เห็นชัดทีสุดในขณะนั้น คือเท้าของคุณสาย ซึ่งคลานอยู่ข้างหน้า คุณสายคลานนำเรื่อยไปมิรู้ว่านานเท่าไร แต่ในที่สุดก็หยุด หลีกทางออกไปหน่อยหนึ่ง แล้วก็หมอบอยู่ พลอยเหลือบดูแม่ เห็นหยุดคลาน หมอบกราบไปข้างหน้า พลอยก็วางพานลงตรงหน้าแล้วทำตาม แต่แล้วพลอยก็หมอบก้มหน้านิ่งอยู่ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น ดูว่าใครเป็นใครอยู่นั่นเอง

 

 

         "นั่นสายพาใครขึ้นมา" เสียงสตรีผู้หญิงถามขึ้น และเสียงนั้นดังมาจากข้างหน้า พลอยก็เข้าใจเอาว่า เสด็จรับสั่งถาม เมื่อได้ยินเช่นนั้น พลอยก็ยิ่งก้มหน้าลงไปอีก แต่ก่อนที่คุณสายจะทูลตอบ เสด็จก็รับสั่งขึ้นมาทันทีว่า

 

 

         "แช่มไม่ใช่รึนั่น" พลอยแอบชำเลืองมองดูแม่ เห็นหมอบกราบอีกหนหนึ่ง พลอยก็เลยกราบตามไปอีก

 

 

         "เอ้า ! นั่นอะไรกัน" เสด็จรับสั่งต่อ "ถามทีกราบที เป็นยังไงแช่ม หายไปกี่ปีแล้วไม่รู้ เพิ่งจะโผล่หน้ามา ข้านึกว่าเจ้าตายเสียแล้ว"

 

 

         "วันนี้พาลูกสาวมาถวายตัวมังคะ" พลอยเพิ่งเคยได้ยินคนพูดราชาศัพท์กับเจ้านายในวันนี้ แม่เคยสอนให้พลอยพูด ตั้งแต่อยู่บ้าน แต่ก็ไม่ได้สอนละเอียด เป็นต้นว่าให้ใช้คำว่า "เพคะ" เวลาตอบรับ แต่ครั้นเอาจริงเข้า แม่ก็ไม่ได้พูดว่า "เพคะ" สักหน่อย เสียงแม่พูดดัวคล้ายๆ "มังคะ" โดยออกเสียงตัว "มัง" แต่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

 

 

         "เด็กนั่นน่ะรึลูกสาว" เสด็จรับสั่งต่อ "ข้าเคยเห็นเจ้าวิ่งเล่นอยู่แถวๆนี้ ตั้งแต่ตัวเล็กๆ แล้วก็หายไป กลับมาอีกที ก็หอบลูกมาให้ข้าเลี้ยง พวกเจ้านี่เลี้ยงไม่รู้จักโตสักที ตัวหายไปแล้วลูกก็มาแทน"

 

 

         เสียงผู้หญิงที่หมอบเรียงรายอยู่ตามเฉลียง หัวเราะเบาๆหลายคน

 

 

         "อยู่ดีๆไม่ว่าดี" เสด็จรับสั่ง "อยากออกไปมีผัว แล้วก็ไปเป็นเมียน้อยเขาเสียด้วย นี่ผัวเขาไล่มา หรือเจ้ามาเอง แช่ม"

 

 

         "มาเอง มังคะ" แม่ตอบ "แต่เขาก็ไม่ห้าม"

 

 

         "ยังพูดเก่งอยู่นั่นเอง" เสด็จทรงพระสรวล "ลูกชื่ออะไร อายุเท่าไหร่" รับสั่งถามต่อไป

 

 

         "ชื่อพลอยมังคะ" แม่กราบทูล "อายุ ๑๐ ขวบ"

 

 

         "ไหนเงยหน้าขึ้นซิพลอย" เสด็จรับสั่ง "มาหมอบก้มหน้าเป็นลิงลมอยู่ได้"

 

 

         พอได้ยินเสด็จรับสั่งกับตัวโดยตรง พลอยก็แทบจะแทรกแผ่นดินไปด้วยความประหม่า และความอาย แต่แม่รีบเอื้อมมือมาสะกิด พลอยก็ต้องจำใจเงยหน้าขึ้นตามรับสั่ง

 

 

         เมื่อพลอยเงยหน้าขึ้นด้วยความจำใจเช่นนั้น ก็ได้เห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่โดยรอบ ที่ๆพลอยหมอบอยู่ เป็นเฉลียงยาว พื้นขัดถูจนเป็นมัน ด้านหนึ่งเป็นหน้าต่างมีแสงสว่างเข้ามาตลอด ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นประตู เปิดเข้าไปในห้องต่างๆ บนตำหนัก ตรงหน้าพลอยออกไปมีพรมสีเขียว ปูอยู่ใกล้ๆทางฝาด้านใน เสด็จประทับอยู่บนพระที่สี่เหลี่ยมเล็กๆ เย็บติดกับที่อิงเย็บเป็นรูปหมอนขวาน ทั้งเบาะและหมอนที่อิง หุ้มด้วยแพรดอกสีแดงเข้ม รอบๆที่เสด็จประทับ พลอยเห็นมีของกระจุกกระจิก วางอยู่หลายอย่าง เป็นต้นว่า กระโถน ขันน้ำ เชี่ยนหมาก กาน้ำร้อน และพานเล็กพานน้อยใส่ของเครื่องใช้ต่างๆอีกมาก

 

 

         เสด็จเป็นคนวัยเดียวกับคุณสาย จะแก่กว่าคุณสายก็ไม่กี่ปี่ พลอยสังเกตุเห็นเสด็จขาวกว่าคุณสาย และจะเป็นเพราะประทับตรงที่ๆ มีแสงสว่าง หรือเพราะเหตุใดก็ตาม พลอยรู้สึกว่าเสด็จมีราศี ผุดผ่องกว่าคนอื่นๆ ที่หมอบเรียงรายอยู่บนเฉลียงที่ประทับนั้น ทั้งที่เสด็จแต่งพระองค์ ไม่ผิดกับคนอื่นๆเลย คือทรงผ้าลายและผ้าห่ม เป็นแบบเดียวกับชาววังอื่นๆ ที่พลอยได้เห็น สิ่งที่ดึงดูดความสังเกต ของพลอยมากกว่าอื่นๆ ในพระองค์เสด็จ ก็คือพระเนตรทั้งคู่ ซึ่งดำขลับและเป็นประกาย พระเนตรคู่นั้นดูเหมือนจะมองดูพลอย และมองทะลุไปตลอดลำตัว พลอยรู้สึกทันทีว่า พระเนตรคู่นั้นมีอำนาจ บังคับคนได้ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกด้วยว่า พระเนตรคู่นั้นเต็มไปด้วย ความเมตตา อาจยึดถือเป็นที่พึ่งอันแท้จริงได้เช่นกัน

 

 

        บนเฉลียงนั้นมีข้าหลวงวัยสาวหมอบอยู่อีกหลายคน และพลอยอดนึกไม่ได้ว่า แต่ละคน ช่างสวยสดงดงามไปสิ้น พอพลอยเงยหน้าขึ้น ตาทุกคู่ก็หันมาจ้องพลอย และทุกคนรวมทั้งเสด็จ ต่างก็ยิ้มอย่างปรานี ขณะที่พลอยกำลังม้วนหน้ากลับลงไปอีก ด้วยความอาย แม่ก็สะกิดอีกทีหนึ่ง แล้วกระซิบว่า

 

 

         "พลอย เอาดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปถวายตัวเสีย" แล้วแม่ก็ทูลดังๆว่า

 

 

         "ยังขี้อายมังคะ" ไม่เคยออกจากบ้าน เพิ่งจะพาออกมาวันนี้"

 

 

         "ดีแล้วละ" เสด็จรับสั่งตอบ "ถ้าเก่งอย่างแม่ของมันเมื่อเด็กๆ ข้าก็ชักจะเข็ดเหมือนกัน กลัวเลี้ยงมันไม่ไหว"

 

 

         พลอยลุกขึ้นขยับเขยื้อนมือหนึ่งจับพาน จะคลานก็คลานไม่ค่อยจะออก เพราะยังประหม่าอยู่มาก แต่แม่เอื้อมมือมาเสือกขาออกไปข้างหน้า พลอยก็ค่อยๆคลานอย่างขลุกขลัก ไปจนถึงพรมสีเขียว พอถึงก็ชะงัก ไม่แน่ใจว่าจะคลานต่อไป หรืออย่างไร พอดีเสด็จรับสั่งว่า

 

 

         "เข้ามาใกล้ๆ สิพลอย"

 

 

         พลอยก็แข็งใจคลานเข้าไปถึงพระองค์ พอถึงก็หลับตาเสือกพานดอกไม้ธูปเทียน ออกไปข้างหน้า แล้วก็หมอบกราบใจเต้นอยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป

 

 

         "ดูสิ กรวยดอกไม้ก็ยังไม่ได้เปิด" เสียวเสด็จรับสั่ง "เปิดกรวยดอกไม้เสียก่อนพลอย" เสด็จรับสั่งต่อ

 

 

         พลอยเอื้อมมือไปเปิดกรวยดอกไม้ขึ้น แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จนเสด็จรับสั่งว่า

 

 

         "ยกพานส่งเข้ามา" พลอยก็ทำตาม เสด็จทรงรับดอกไม้ธูปเทียน ไปวางไว้ข้างพระองค์ แล้วเอื้อมพระหัตถ์ มาลูบพลอยเบาๆ พลางรับสั่งว่า

 

 

         "ยังไม่ประสาเสียเลย จะคุ้นคนง่ายหรือยากก็ไม่รู้ เดี๋ยวมากลัวเห็นข้าเป็นยักษ์เป็นมาร อยู่ด้วยกัน ก็ไม่ต้องกลัวกันนะพลอย"

 

 

         เสด็จเอาพระหัตถ์เชยคางพลอยขึ้น ทอดพระเนตรดูหน้า แล้วทรงพระสรวล รับสั่งว่า

 

 

         "หน้าตาน่าเอ็นดู สวยกว่าแม่อีก ผิวพรรณก็ดี สมเป็นลูกพระน้ำพระยา" พลอยได้ยินดังนั้นก็แทบจะตัวลอย เพราะอยู่บ้านไม่เคยมีใครชมว่าสวย อย่างดีก็บอกว่าน่าเอ็นดู แต่เสด็จรับสั่งชมว่าสวย ทำให้พลอยปลื้ม จนบอกไม่ถูก

 

 

         "เอามาให้แล้วละก็ให้ข้าขาดนะ" เสด็จรับสั่งกับแม่ "ประเดี๋ยวก็จะมาเอาตัวออกไปเสียอีก โตขึ้นก็จะหาผัว ให้กันเท่านั้น"

 

 

         "โธ่ ไม่ทำหรอกมังคะ" เสียงแม่ตอบ "มอบถวายเด็ดขาด แล้วแต่จะทรงพระกรุณาชุบเลี้ยง ถ้าหม่อมฉัน เข้ามายุ่งละก็แล้วแต่จะลงพระอาญาทีเดียว"

 

 

         "เจ้าก็ดีแต่พูด" เสด็จรับสั่งตอบ "แม่ลูกกันจะไปตัดกันขาดได้อย่างไร ข้าก็ได้แต่คอยเลี้ยงจนโตเท่านั้น ว่ายังไง พลอย"

 

 

         แต่พลอยก็ได้แต่ก้มหน้า ไม่รู้จะทูลตอบว่าอย่างไรถูก

 

 

         "แล้วตัวเจ้าล่ะแช่ม จะทำอย่างไรต่อไป" เสด็จรับสั่งถามแม่ต่อไปอีก "รอจนผัวมารับซีนะ นังตัวดี" เสด็จรับสั่งสัพยอกแล้วก็ทรงพระสรวล

 

 

         "ชาตินี้ทั้งชาติ แช่มเห็นจะไม่มีวันกลับไปอีกได้" แม่ทูลตอบ "เมื่อหม่อมฉันอยู่ในวังเคยแต่มีสุข ไม่รู้ทุกข์ ออกไปแล้วจึงได้รู้ เมื่อรู้จักทุกข์แล้ว ก็เห็นจะกลับไปหาทุกข์อีกไม่ได้"

 

 

         "พวกเจ้าก็เหมือนกันทุกคน" เสด็จรับสั่ง "อยู่สบายๆไม่ชอบ ว่าคับแคบไปละ ถูกกดขี่ละ อยากออกไปมีลูก มีผัวเป็นคุณหญิง เป็นท่านผู้หญิง จะได้เบิกบานให้เต็มที่ เสร็จแล้วก็เห็นแต่บ่นกันไปทุกคน ข้าก็ไม่รู้จะไปช่วยเหลือได้อย่างไร จริงๆ นะแช่ม เรื่องลูกเรื่องผัว ข้าไม่อยากเกี่ยว โกรธกันก็มาฟ้อง พอดีกันเข้า ก็จะมารุมเล่นงานเอาข้าเข้าอีก"

 

 

         "โบราณเขาว่า" คุณสายทูลขึ้นมา "เรื่องความผัวความเมีย อย่าไปเกี่ยวมังคะ"

 

 

         "อ้อ" เสด็จทรงพระสรวล "สายก็เคยมีผัวกับเขาเหมือนกันรึ" ทุกคนในที่นั้น หัวเราะกันเกรียว

 

 

         "วุ๊ย ! " คุณสายร้องเสียงหลง "เสด็จรับสั่งอะไรอย่างนั้นก็ไม่รู้ หม่อมฉันว่า โบราณเขาว่าดอกมังคะ !"

 

 

         "แล้วสายไปรู้ได้อย่างไรว่า โบราณเขาว่าถูกหรือผิด ถ้าเราไม่เคย" ทุกคนในที่นั้น ก็พากันหัวเราะกันขึ้นอีก ขณะนั้นข้าหลวงอีกสองคน เชิญเครื่องเสวยขึ้นมา พลอยเหลียวไปมองดูแม่ เห็นขยิบตาพยักหน้า ให้พลอยถอยออกไป พลอยก็หยิบพานคลานถอยไปหมอบอยู่ใกล้ๆกับแม่

 

 

         พวกที่เชิญเครื่องขึ้นมานำเครื่องไปตั้งตรงพระพักตร์เสด็จ เครื่องนั้นใส่จานเงิน วางอยู่บนโตกเงินเล็กๆ พลอยรู้สึกว่าเป็นของเล็กๆน้อยๆเหลือเกิน ครั้งหนึ่งพลอยเคยเห็นที่บ้านตั้งข้าวพระ ถวายพระพุทธ ใส่ชามเล็ก ชามน้อย พลอยยังนึกว่า พระพุทธจะฉันอย่างไรอิ่ม มาเห็นเครื่องเสด็จคราวนี้ ก็ดูไม่น่าจะอิ่มเช่นเดียวกัน

 

 

         เสด็จทรงบ้วนพระโอษฐ์แล้วก็เริ่มเสวย ขณะที่เสวยก็รับสั่งคุยกับแม่และคุณสาย ถึงเรื่องทางบ้านของแม่บ้าง หรือเรื่องเก่าๆ ที่ทรงนึกขึ้นได้ แต่ส่วนมากนั้นแม่เป็นผู้คุย พลอยเห็นเสด็จทรงพระสรวลอยู่บ่อยๆ เสด็จเสวยเรื่อยๆ คล้ายกับไม่สนพระทัยในอาหาร ที่กำลังเสวยอยู่ พลอยสังเกตเห็นข้าวที่เสวยนั้น ดูเหมือนจะมีอยู่ประมาณสองช้อนถ้วย แต่เสด็จเสวยเท่าไร ก็ไม่รู้จักหมดสักที กว่าจะเลื่อนเครื่องคาวออก แล้วตั้งเครื่องหวาน ก็ดูนานหนักหนา

 

 

         "สาย" เสด็จรับสั่ง "บ่ายนี้มีสวดมนต์บนพระที่นั่ง ข้าว่าจะขึ้นไปสักหน่อย เสด็จตำหนักบนจะขึ้นไปหรือไม่ ก็ไม่รู้ ถ้าไปจะได้ไปด้วยกัน"

 

 

         "หม่อมฉันจะให้ไปทูลถามดูก็ได้มังคะ" คุณสายทูลตอบ แต่พอคุณสายพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงคนเดินขึ้นบันไดมา เสียงข้าหลวงที่หมอบอยู่ใกล้ๆ ทางขึ้นทูลว่า

 

 

         "แม่มาลัย มาจากตำหนักบนมังคะ" และทันใดนั้น ก็มีสตรีวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง โผล่หน้าขึ้นมากราบเสด็จ ตรงทางขึ้น แล้วทูลอย่างเร็วปรื๋อว่า

 

 

         "สวดมนต์เย็นบนพระที่นั่งบ่ายวันนี้มังคะ เสด็จให้มาทูลถามเสด็จว่าจะเสด็จหรือไม่เสด็จ ถ้าเสด็จจะเสด็จ เสด็จจะเสด็จด้วย "

 

 

         พลอยไม่เคยได้ยินใครพูดราชาศัพท์ ใช้คำว่า 'เสด็จ' คำเดียวแต่ได้ความทั้งประโยคและรวดเร็วเช่นนั้น ด้วยความแปลกใจจึงหันไปดู

 

 

         เสด็จทรงพระสรวลกี๊ก รับสั่งว่า

 

 

         "พลอยถ้าจะยังไม่เคยได้ยินภาษาชาววัง ไหนพลอยบอกมาลัยเขาสิว่า เสด็จให้ไปทูลเสด็จว่า เสด็จจะเสด็จ ถ้าเสด็จจะเสด็จด้วย เสด็จก็จะดีพระทัยมาก"

 

 

         ทุกคนรวมทั้งแม่มาลัยหัวเราะกันเกรียว ทำให้พลอยต้องหมอบ ก้มหน้าต่ำลงไปอีก 

 

 

 

 

 

บทที่ ๒ 

 

 

          บ่ายวันนั้น เสด็จขึ้นไปบนพระที่นั่ง ที่ตำหนักจึงเงียบกว่าปกติ พอกลับจากเฝ้าลงมาถึงห้องคุณสาย แม่ก็บ่นว่าง่วง เพราะเมื่อคืนนี้ไม่ได้นอนเลย แต่พลอยกลับรู้สึกตรงกันข้าม ด้วยความแปลกถิ่น ความรู้สึกที่จะง่วง หรือแม้แต่จะลงนอนไม่มีเลย พอเข้ามาถึงในห้องคุณสายแล้ว แม่ก็ไปหยิบหมอนมาจากหลังตู้ใบหนึ่ง เอาวางลงกับพื้นกระดาน แล้วแม่ก็เสือกตัวลงนอน อีกสักครู่ก็หลับอย่างสบาย ส่วนคุณสายก็กลับมานั่งที่เดิม หยิบผ้าห่มที่ซักแล้วมากองหนึ่ง บอกว่าเป็นของเสด็จ เรียกพลอยเข้าไปนั่งใกล้ๆ แล้วบอกให้ช่วยกันจีบ โดยคุณสายทำให้ดูก่อน แล้วให้พลอยลองทำดูบ้าง ซึ่งพลอยก็ทำได้ทันที เพราะเคยช่วยแม่มาาแล้ว ตั้งแต่อยู่บ้าน

 

 

         คุณสายกับพลอยนั่งอยู่ด้วยกันได้สักครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงใครเข้ามาที่ประตู คนๆนั้นเป็นเด็กอายุรุ่นราว คราวเดียวกับพลอย สังเกตดูหน้าตาท่าทางและเครื่องนุ่งห่ม ที่ค่อนข้างจะมอมแมม พลอยก็รู้ว่าเป็นเด็กที่ซนอยู่ไม่น้อย พอเด็กคนนั้นโผล่หน้าเข้ามาในห้อง และพอมองสบตากับพลอย เด็กคนนั้นก็แลบลิ้นให้ ทำเอาพลอยต้องสะดุ้งและหลบตากลับทันที

 

 

         คุณสายพอเหลียวไปเห็นเด็กคนนั้น ก็เอามือเคาะกระดานใกล้ๆ แล้วเรียกว่า

 

 

         "ช้อย ! มานี่เดี๋ยวนี้ มานั่งใกล้ๆ ประเดี๋ยวฉันจะเฆี่ยน หายไปไหนมาแต่เช้ายะแม่ตัวดี"

 

 

         พอได้ยินคุณสายเรียก เด็กที่ชื่อว่าช้อยก็หน้าม่อย คลานเข้ามานั่งตรงที่ๆคุณสายเคาะกระดานเรียก

 

 

         "ดูซี !" คุณสายเรียก "เก่งแสนจะเก่งแล้วยังมานั่งทำสีหน้าอีก หายไปไหนมาบอกมาเสียดีๆ ตอนเสด็จเสวย ก็ไม่เห็นขึ้นไปเฝ้า บอกมาดีๆนะ"

 

 

         "ไปแถวเต๊ง" ช้อยตอบเหมือนกับเสียไม่ได้

 

 

         "ไปหาใครที่แถวเต๊ง" คุณสายซักต่อไป

 

 

         "ไปห้องคุณลม้าย ค่ะ"

 

 

         "ลม้ายไหน"

 

 

         "ลม้ายพนักงาน" ช้อยตอบเรื่อยๆ

 

 

         "ไปทำไม" คุณสายไม่ยอมหยุดซัก

 

 

         "ไปเล่นกับแม่ลมุนน้องคุณลม้าย"

 

 

         "เล่นอะไรตั้งแต่เช้าจนบ่าย แล้วทำอะไรอีก" คุณสายถามอย่างจะเอาเรื่องให้ได้

 

 

         "แล้วก็ไปที่ห้องป้าเขียน"

 

 

         "ไปกินขนมละซี"

 

 

         "รับประทานไส้กรอกปลาแนม" ช้อยตอบเรื่อยไปอย่างไม่ลดละเหมือนกัน

 

 

         "แล้วไปไหนอีก บอกมาให้หมดนะ เดี๋ยวเถอะจะโดนตี" คุณสายขู่ต่อไปอีก

 

 

         "แล้วก็ ... แล้วก็ไปที่ห้องคุณเฒ่าแก่กลีบ"

 

 

         "ต๊าย ! " คุณสายร้องอุทาน "ไปทำไมกันจนถึงที่นั่น"

 

 

         "ไปดูตุ๊กตาชาววัง" ช้อยตอบอย่างไม่ติดขัดตามเคย

 

 

         คุณสายดูเหมือนจะหมดความอดทนตรงนี้เอง ยกมือฟาดเผียะ ลงไปที่ขาของช้อยแล้วพูดขึ้นว่า

 

 

         "นี่แน่ ! ตุ๊กตาชาววัง ! " คุณสายหันมามองพลอย แล้วพูดต่อไปว่า

 

 

         "พลอยมาอยู่ในนี้แล้วอย่าไปเอาอย่าง แม่เจ้าประคุณช้อยของฉันเข้านะ เด็กอะไรก็ไม่รู้ ดื้อก็เท่านั้น ซนก็เท่านั้น เพื่อนฝูงอะไร มันช่างมากมาย เข้าโน่นออกนี่ไปทุกหัวระแหง วันหนึ่งๆ ไม่ต้องเห็นหน้ากัน เลี้ยงเสียข้าวสุก นี่ถ้าไม่ใช่เป็นลูกเป็นหลานแท้ๆ ฉันเลิกเลี้ยงเสียนานแล้ว"

 

 

         ฝ่ายช้อยเมื่อถูกตีเพียงหนึ่งที ก็ก้มหน้าลงรองไห้ฟูมฟาย เหมือนกับว่าใครมาทำให้บาดเจ็บแสนสาหัส น้ำตาเม็ดโตๆ ร่วงลงกับพื้นไม่ขาดสาย คุณสายเหลียวไปดูแล้วก็ร้องขึ้นว่า

 

 

         "ดูซี ! ว่าเข้ายังมาบีบน้ำตาร้องไห้ นิ่งเดี๋ยวนี้ทีเดียวนะ ไม่ยังงั้นเป็นโดนใหญ่ที่เดียว !"

 

 

         บางทีช้อยจะรู้ใจคุณสายดีว่า เป็นคนเอาจริงเมื่อถึงเวลาอันควร หรือบางทีช้อยจะร้องไห้เสียจนน้ำตาหมด ก็ไม่มีใครรู้ได้ แต่พอคุณสายพูดออกมาดังนั้น ช้อยก็เลิกร้องไห้เป็นปลิดทิ้ง เช็ดน้ำหูน้ำตาแห้งเป็นปกติ มือก็เอื้อม ไปเขี่ยเชี่ยนหมากของคุณสายเล่น เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

 

 

         "นี่รู้จักกันไว้เสียซี" คุณสายแนะนำ "นี่เขาชื่อพลอย ลูกแม่แช่ม คนที่นอนหลับเป็นทศกรรฐ์ล้มอยู่นั่นแหละ เพิ่งมาถวายตัววันนี้ นี่ช้อยหลานป้าไงพลอย รุ่นเดียวกัน แล้วก็ต้องอยู่ด้วยกันต่อไป ช้อยคอยดูพลอยให้อาด้วยนะ บอกให้รู้จักที่ทาง แต่ไม่ต้องพาไปซน จำไว้นะ !" คุณสายขึ้นเสียงกำชับ ในตอนท้าย

 

 

         จากคำพูดของคุณสาย พลอยก็พอจะจับเนื้อความได้ว่า ช้อยเป็นหลานอาของคุณสาย และต้องเป็นคน ที่อยู่ในวังมานานแล้ว เพราะช้อยมีเพื่อนฝูงมาก ตลอดจนรู้ที่เล่นที่กินขนม และที่ดูตุ๊กตาชาววัง ซึ่งพลอยนึกถึง คุณเชยพี่สาวทางบ้าน และพอนึกถึงคุณเชย พลอยก็ใจหาย ป่านฉะนี้คุณเชยคงเหงาเต็มประดา เพราะพลอยไม่อยู่ แล้วจะได้ใครมาเล่นด้วย ทันใดนั้น พลอยก็นึกถึงห่อจันอับที่คุณเชยยัดเยียดให้มาแต่เช้ามืด จำได้ว่านางพิศบ่าว ถือติดมือเข้ามาด้วย และคงวางอยู่ข้างๆหีบเสื้อผ้า ซึ่งยังอยู่ตรงประตูห้องคุณสายนั้นเอง

 

 

         ระหว่างที่คุณสายกำลังแนะนำบอกชื่อให้รู้จักกันอยู่นั้น ช้อยก็มองดูพลอยแล้วยิ้มอย่างหวานที่สุด แต่พอคุณสายเหลียวหน้ากลับไปทำธุระกับผ้า ที่กำลังจีบอยู่ ช้อยก็เอานิ้วจี้ที่ขาพลอยแรงๆ พอพลอยเหลียวไปดู ช้อยก็แลบลิ้นแล้วก็เอานิ้วแหกตาให้ดูอีกด้วย

 

 

         พลอยเห็นช้อยทำอาการกิริยาวิตถารดังนั้น ก็หลบหน้าไปเสียทางหนึ่ง ความรู้สึกขณะนั้นจะว่าอายก็ไม่ใช่ จะว่าโกรธก็ไม่ใช่แน่ๆ พลอยรู้สึกขบขันในการกระทำของช้อย และใจนั้นให้นึกรักตั้งแต่แรก เพราะถึงแม้ว่าพลอย จะไม่ใช่คนเก่งและซน แต่พลอยก็นึกรักและนับถือเด็รุ่นเดียวกันที่เก่งและซนอยู่เสมอ เพราะคนที่เก่งและซน เช่นคุณเชย มักจะมีนิสัยโอบอ้อมอารี ไม่ค่อยจะเอาเรื่องเอาราวกับคนเช่นพลอย เมื่อพลอยรู้ว่าช้อยทั้งเก่งทั้งซน ก็ให้นึกนับถือและอยากสมาคมด้วยตั้งแต่แรก

 

 

         พลอยนั่งช่วยคุณสายจีบผ้าอยู่อีกนาน ฝ่ายช้อยก็นั่งอยู่ที่นั่น ค้นเชี่ยนหมากคุณสาย และหยิบอะไรต่ออะไร ออกมาเล่น เป็นต้นว่า ไม่ควักหู หรือเอากระจกอันเล็กๆ ออกมาส่อง เอาขี้ผึ้งออกมาละเลงเล่น จนคุณสายต้องหัน ไปตวาดดุเอาบ่อยๆ ขณะนั้นแม่ก็ตื่นแล้ว แต่ยังนอนลืมตามองดูคุณสายและพลอยอยู่นิ่งๆ

 

 

         "คุณอาคะ" ช้อยเรียกขึ้น

 

 

         "หือ" คุณสายขานรับ "ว่าไงช้อย"

 

 

         "เมื่อเช้าหลานพบคุณสายหยุดที่ห้องคุณละม้าย เธอสั่งให้มาถามคุณอาว่า เรื่องหีบนั้นคุณอาว่าอย่างไร ไม่ทราบ"

 

 

         "โฮ้ย ! " คุณสายร้องขึ้น พลางกระแทกผ้าที่จีบเสร็จแล้วผืนหนึ่ง ลงกับพื้น เหมือนกับจะช่วยระบายอารมณ์

 

 

         "ไปบอกคุณสายหยุดของหล่อนทีเถิดแม่คุณ ว่าฉันไม่ใช่เศรษฐี จะได้กินหีบหมายราคา ๒๐ ชั่ง ๓๐ ชั่ง แล้วก็คนหน้าอย่างฉันจะไปกินหีบทองได้ยังไง"

 

 

         "คุณสายหยุดบอกว่าเอา ๑๐ ชั่งเท่านั้นแหละค่ะ" ช้อยท้วงขึ้น

 

 

         "เอ ! เด็กคนนี้นี่ !" คุณสายตวาด "รู้เกินเด็กไปเสียแล้วละ มันเรื่องราวอะไรของตัว"

 

 

         ช้อยได้ยินคุณสายตวาดก็เลิกพูด แต่แม่นอนฟังอยู่กลับเกิดสนใจ ถามขึ้นมาว่า

 

 

         "หีบอะไรคะคุณ ตั้ง ๒๐ - ๓๐ ชั่ง"

 

 

         "ก็หีบหมากคุณสายหยุด ญาติข้างผัวของหล่อนน่ะซี แม่แช่ม" คุณสายตอบ

 

 

         "ไหน !" แม่ถามอย่างสนใจ "สายหยุดเศรษฐีที่เคยอยู่ตำหนักเจ้าคุณฯ น่ะหรือ"

 

 

         "นั่นแหละ !" คุณสายตอบ "จะมีสายหยุดที่ไหนเสียอีกล่ะ ถือว่าเป็นลูกผู้ดี พ่อเป็นเจ้าพระยา ปู่ย่าตาทวด เป็นเจ้าคุณราชินิกุล มีเงินจนไม่รู้จะทำอะไรหมด แม่แช่มจำได้ไหม เมื่อแม่แช่มยังเด็กๆ ใครเป็นคนเอาขนมปัง เข้ามาเลี้ยงเพื่อนในวังก่อนคนอื่น ใครที่เจ้าคุณพ่อสั่งน้ำแข็งมาจากสิงค์โปร์ แล้วส่งเข้ามาให้ ตัวเองไม่กล้ากิน ให้บ่าวลองกินดูก่อน มันร้องสามบ้านเจ็ดบ้านว่าลิ้นจะขาด"

 

 

         แม่หัวเราะแล้วลุกขึ้นนั่ง แสดงอาการสนใจขึ้นมาทันที

 

 

         "อ๋อ ! สายหยุดนั่นนะหรือ" แม่ร้องขึ้น "แล้วยังไงคะคุณ"

 

 

         "ก็จะยังไงล่ะ" คุณสายเล่าต่อ "ทีแรกพอโกนจุกได้ไม่กี่วัน เขาก็เที่ยวคุยว่า คนอย่างเขาไม่มีเสียละ ที่จะต้องหาหีบหมากใช้ อย่างเขาต้องกินหีบหลวง ตอนนั้นเขายังไปมาหาสู่กับฉันอยู่ ฉันก็ได้แต่เตือนว่า 'อย่าพูดไปแม่สายหยุด ! น้ำพระทัยเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินเรา อย่าไปประมาท' แต่เขาไม่ฟัง เขาว่าเจ้าคุณพ่อท่านพูดว่า หมอดูเขามาแต่เกิดว่าจะมีบุญ ท่านส่งเข้ามาอยู่ในวัง ก็เพราะท่านอยากเป็นขรัวตา จะได้มีหลานเป็นพระองค์เจ้าเล็กๆไว้เล่น"

 

 

         แม่หัวเราะงอหาย "เขาพูดถึงอย่างนั้นเทียวหรือคุณ"

 

 

         "โธ่ ! ฉันยังจำได้เหมือนพูดเมื่อวานซืนนี้เอง" คุณสายตอบ

 

 

         แม่คลานมานั่งที่เชี่ยนหมาก หยิบหมากใส่ปากเคี้ยว แล้วถามต่อไปว่า

 

 

         "แล้วเรื่องเป็นยังไงกันต่อไป"

 

 

         "ก็เปล่าทั้งเพ" คุณสายเล่าต่อ "เขาก็อยู่ที่ตำหนักทำใหญ่โต นั่งคอยบุญวาสนาจะเป็นเจ้าจอม แต่ก็ไม่เห็นได้เป็น นานเข้าเขาจะนึกอย่างไรขึ้นมากระมัง เห็นออกไปบ้านชั่วคราว แล้วกลับมาอีก คราวนี้กินหีบทองหรูหรา ใบที่จะมาขายฉันนี่แหละ เขาว่าเจ้าคุณพ่อท่านสั่งมาจากนอก เป็นหีบทอง ฝามีวงกลมเป็นตาข่ายฝังเพชร บนตาข่ายมีงูทำด้วยมรกตเม็ดเล็กๆ ปีมะเส็งปีเกิดของเขาไงล่ะ พอเขากินหีบใบนี้ เขาก็เริ่มคุยต่อไปว่า หีบหลวงเขาไม่เห็นอย่างกิน เพราะซ้ำกับคนอื่นดาดดื่น เวลาขึ้นก็เฟื่องฟูไปประเดี๋ยวเดียว แล้วก็ต้องไปหมอบประจำห้องเหลือง เบื่อจะตาย สู้กินหีบเจ้าคุณพ่อไม่ได้ ฉันเห็นเขาเข้ามาเขื่องอยู่พักหนึ่ง แล้วสักสองสามปีต่อมาก็หายไป ได้ข่าวว่าเขาไปแต่งงาน ที่บ้านมีงานใหญ่โตมาก เจ้านายต่างกรมเสด็จไปรดน้ำ หลายองค์ เจ้าคุณฯ ก็ออกไปแต่ง เขาเล่ากันว่า ท่านรับไหว้ด้วยเครื่องทับทิมทั้งชุด แต่นั้นมาฉันก็ไม่ได้ข่าวคราวไปนาน พออยู่ๆ เมื่อสิบกว่าวันมานี้ก็กลับเข้ามาในวัง มาเที่ยวนอนอยู่ตามห้องเพื่อนฝูง ผอมผิดรูปผิดร่างจำไม่ได้ เขาว่ากันว่าเจ้าคุณพ่อก็ตาย ผัวที่แต่งกันก็ปอก เสียหมดตัว เมื่อวานซืนนี้เอง มาหาฉันที่ตำหนัก เห็นถือห่อผ้าอะไร พอแก้ออกที่ไหนได้ หีบปีมะเส็งใบนั้นเอง แล้วก็เอามายัดเยียดจะให้ฉันซื้อ บอกราคาตั้ง ๒๐ ชั่ง ขันจะตาย คนอย่างฉัน จะเอาอัฐฬลที่ไหนมาซื้อ และถึงจะมีซื้อเขาได้ ฉันก็ไม่มีหน้าจะไปกินหีบขนาดนั้น คนเขาจะได้หัวเราะตาย แล้วฉันก็เป็นคนปีขาล ไม่ใช่ปีมะเส็ง เลยวุ่นวายกันไปใหญ่ แต่ดูอาการท่าจะร้อนเงินเอาการ วันนี้สั่งฝากแม่ช้อยตัวดีนี่มาว่า จะเอาเพียง ๑๐ ชั่งเท่านั้น"

 

 

         พลอยฟังคุณสายเล่าชีวิตคนในวังด้วยความสนใจ และตั้งข้อสังเกตไว้หลายอย่าง อย่างที่หนึ่งคนในวัง ที่มีบุญวาสนา จะต้องได้เป็นเจ้าจอม คนที่เป็นเจ้าจอมนี้เป็นอย่างไร จะต้องสืบถามดูให้รู้เรื่อง ขณะนี้รู้แต่ว่า การจะเป็นเจ้าจอมกินหีบหมากของหลวงได้หรือไม่นั้น อยู่ที่น้ำะพระทัยเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน อย่างที่สอง คนในวังนี้มีขึ้นมีตก จะขึ้นไปไหนหรือตกจากอะไร ก็ต้องหาความรู้ต่อไป ขณะนี้รู้แต่เพียงว่า ถ้าตกแล้ว จะต้องไปหมอบอยู่ในห้องเหลือง ซึ่งพลอยก็ยังไม่รู้ว่าเป็นห้องอะไรอยู่ที่ไหน แต่ได้ยินเพียงเท่านี้ ก็ชักจะกลัวเสียแล้ว เพราะคนที่หมอบอยู่ในห้องเหลืองนั้น คุณสายว่าจะต้องหมอบประจำอยู่ตลอดไป ไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

         "คิดๆ ดูก็น่าสงสารนะคุณ" เสียงแม่พูดขึ้น "คุณสายหยุด เธอรุ่นใหญ่กว่าดิฉัน จำได้เห็นเธอในวัง เธอเป็นสาวแล้ว ดิฉันออกไปอยู่บ้านเจ้าคุณก็ไม่ได้ข่าว เพราะเจ้าคุณนั้นก๊กฟากขะโน้นบ้านบน คุณสายหยุดเธอบ้านล่าง ไม่ค่อยจะได้ติดต่อกัน แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ คนเรามีบุญวาสนาเป็นใหญ่เป็นโตสุขสบาย พอตกอับลงก็ให้อดสงสารไม่ได้"

 

 

         "ฉันก็นึกสงสารเหมือนกันแม่แช่ม" คุณสายตอบ "แต่มานึกดูตัวเราทุกวันนี้ ก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้ เตี้ยแล้วจะไปอุ้มค่อย แล้วเวลาเขาร่ำรวย ใช่เขาจะมามองดูเราเสียเมื่อไร จะไปไหนก็มีแต่คนประจบประแจง จะพูดจาอะไรก็มีแต่คนคอยประสม ไม่มีใครตักเตือน พอจนลงเขาก็ทิ้ง เพื่อนฝูงเขาให้อาศัยอยู่เวลานี้ ก็ใช่ว่าเขาจะเต็มใจเมื่อไร เขาขัดไม่ได้ พูดไม่ออกเขาก็ทนๆให้อยู่ไปอย่างนั้น แต่ก็คงไม่นานหรอก" คุณสายถอนใจใหญ่ แล้วปรารภขึ้นว่า

 

 

         "นี่แหละหนาคนเรา !" 

 

 

         แม่ฟังคุณสายเล่าเรื่องจบก็บ่นว่าร้อน อยากไปอาบน้ำ หันมาพยักหน้าชวนพลอยให้ไปอาบด้วยกัน เสียงคุณสายพูดกับแม่ว่า

 

 

         "ดีเหมือนกัน ไปอาบน้ำอาบท่าให้ลูกเสียที อาบเสร็จแล้วก็มาแต่งตัวเสียในห้องนี้ละ น้ำอบน้ำรม อยู่ที่ไหนมีอะไรบ้าง แม่แช่มก็รู้อยู่แล้ว"

 

 

         แม่พาพลอยออกไปนอกห้อง ช้อยก็ตามออกมาติดๆกัน เมื่อถึงประตูห้องคุณสาย ก็แลเห็นหีบเสื้อผ้า ข้าวของๆ แม่ ที่นางพิศกลับไปขนจากท่าพระมาอีกเที่ยวหนึ่ง วางอยู่ริมประตู แม่ก็ทรุดนัวลงนั่งไขหีบ และหยิบสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ออกมา ระหว่างที่แม่เปิดหีบขึ้น ช้อยก็เข้ามาชะโงกดูของในหีบอย่างสนใจ ซึ่งแม่ก็ไม่ห้าม ซ้ำอย่างหยิบโน่นนี่ให้ดูอีกอย่างใจดี

 

 

         ระหว่างที่แม่นั่งเลือกผ้าห่มอยู่นั่นเอง ธรรมชาติถูกระงับไป ตั้งแต่เช้าด้วยความตื่นเต้น ก็เริ่มเรียกร้อง เอาแก่พลอย ธรรมดาเมื่ออยู่บ้านนั้น พลอยนั่งกระโถนเป็นกิจวัตร เสร็จแล้วนางพิศก็เอาไปเทที่ท่า แต่เมื่อมาถึงตำหนัก ที่ทางจะนั่งกระโถนได้ก็ดูจะไม่มีเอาเสียเลย เหลียวดูนางพิศก็ไม่ทราบว่าหายหน้าไปหลบ อยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าจะอยู่ในวังต่อไป ก็ต้องรู้วิธีไว้ว่าชาววังขนาดพลอย เขาทำอย่างไรกัน

 

 

         พลอยเหลียวซ้ายแลขวาอยู่อีกครู่หนึ่ง เห็นว่าท่าไม่ได้การ จึงต้องกระซิบเบาๆ ที่หูแม่ ทั้งที่อายช้อย ซึ่งนั่งอยู่ติดๆกัน แต่แม่กลับหัวเราะออกมาดังๆร้องว่า

 

 

         "เอาละซี ! พลอย เอายังงี้ดีกว่าแม่จะไปอาบน้ำก่อน พลอยไปกับแม่ช้อยนี่ก็แล้วกัน" แม่หันไปทางช้อย แล้วบอกว่า "แม่ช้อยพาพลอยไปอุโมงค์สักทีเถิด จะได้รู้จักที่ไว้" กับพลอยแม่สั่งว่า

 

 

         "พอเสร็จธุระแล้วรีบกลับนะพลอย อย่าไถล แม่จะคอยอาบน้ำให้ทางนี้"

 

 

         พลอยหันมาดูหน้าช้อยอย่างสงสัย เพราะกระซิบบอกแม่เรื่องหนึ่ง แต่แม่กลับสั่งให้ช้อยพาไปอุโมงค์ ที่เรียกว่าอุโมงค์นั้นจะเป็นอะไรก็ไม่รู้ ฟังชื่อดูก็ชักจะน่ากลัวเสียแล้ว แต่ช้อยกลับยิ้มด้วยแล้วลุกขึ้นยืน พยักหน้าให้ตามไป เมื่อเป็นคำสั่งของแม่ ให้ตามช้อยไปอุโมงค์ พลอยก็ลุกตามไปทั้งที่ยังสงสัย

 

 

         ช้อยเดินนำหน้าออกไปนอกตำหนัก พลอยก็รีบสาวเท้าเดินตามไปติดๆ เดินไปสักหน่อย ช้อยก็หันมาถามว่า

 

 

         "ปวดมากไหม"

 

 

         "ไม่เท่าไหร่นักดอกแม่ช้อย"

 

 

         "อย่ามาอวดดีเรียกฉันว่าแม่ช้อยนะ !" ช้อยตะคอกให้ ฝ่ายพลอยก็รู้สึกว่าตัวเองเล็กลงไปอีกมา เพราะช้อยเป็นหลานคุณสาย ซึ่งแม่เรียกว่าคุณทุกคำ บางทีพลอยจะเรียกผิดไปกระมัง ถ้าจะเรียกให้ถูก ควรจะต้องเรียกว่าคุณช้อยตามคุณสายไปก็ได้ คิดไปคิดมาพลอยก็ตอบตะกุกตะกัก แบบคนมาอยู่ใหม่ว่า

 

 

         "ค่ะ ... คุณช้อย"

 

 

         ช้อยหัวเราะลั่นถนนที่เดินอยู่ แล้วร้องว่า

 

 

         "เด็กบ้า ! ใครเขาไปใช้ให้เรียกว่าคุณ เรียกฉันว่าช้อยเฉยๆ ก็แล้วกัน แล้วฉันจะเรียกเธอว่าพลอย ใครๆ เขาก็เรียกฉันว่าช้อย เฉยๆ ทั้งนั้น มีแต่ผาดของคุณอาคนเดียวเรียกว่า คุณช้อย"

 

 

         พลอยได้ยินดังนั้นก็ใจชื้นขึ้นถนัด ความนิยมที่มีอยู่ในตัวช้อยตั้งแต่แรกเห็น ก็เพิ่มมากขึ้นทันที และด้วยเหตุนี้พลอยจึงกล้าถามขึ้นว่า

 

 

         "ช้อย ไปอุโมงค์นี่เขาไปทำไมกันจ๊ะ" 

 

 

         "อ้าว แล้วกัน !" ช้อยตอบ "ก็เมื่อกี้พลอยบอกว่าจะไปทุ่ง ไม่ใช่หรือ"

 

 

         "ถูกแล้ว" พลอยตอบ "แล้วทำไมต้องไปอุโมงค์"

 

 

         "ก็ถ้าไม่ไปอุโมงค์ จะไปทุ่งที่ไหนกันล่ะ" ช้อยตอบอย่างไม่พยายามอธิบายอะไรทั้งสิ้น แล้วพูดตัดบทว่า

 

 

         "รีบๆเดินเข้าเถอะ เดี๋ยวจะมาราดกลางทาง อายคนเขาตาย"

 

 

         ช้อยรีบสาวเท้าเดินเร็วขึ้น ทำให้พลอยต้องรีบเดินตาม ทางที่ไปนั้นเป็นถนนปูหินแผ่นใหญ่ ที่พลอยเดินมาเมื่อเช้านี้ ผ่านตำหนักใหญ่ตำหนักเล็กสองข้างถนน ไปจนถึงแถวเต๊งชั้นใน ช้อยพาลอดประตู ออกไปแถวเต๊งชั้นนอก วกไปผ่านประตูศรีสุดาวงศ์ ซึ่งพลอยเกิดเรื่องเหยียบธรณีประตูเมื่อเช้า ช้อยเดินเรื่อยไป ถึงจะมีเพื่อนฝูง และผู้ใหญ่ร้องทักทายประปราย ช้อยก็มิได้หยุดให้เสียเวลา จนในที่สุด ถึงสิ่งก่อสร้างอันหนึ่ง ลักษณะนั้นเป็นอุโมงค์จริงๆ อย่างที่เรียก ช้อยพาพลอยเข้าไปทางปากอุโมงค์ อันเป็นทางเข้า และพอพลอยโผล่เข้าไป ก็ใจหายวาบ เพราะตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว ก็ยังไม่เคยต้องปลดเปลื้องทุกข์ ในลักษณะเช่นนี้

 

 

         ในอุโมงค์นั้นมีทางเดินกลาง สองข้างยกพื้นสูงพอก้าวขึ้นได้ ตั้งถังข้างล่างตลอดเป็นแถว บนยกพื้นกั้นเป็นฝาเป็นคอก สำหรับบังได้เฉพาะตัวคน ซึ่งเมื่อนั่งลงยองๆแล้ว ฝานั้นก็กั้นขึ้นมา เสมอพ้นหน้าอกเล็กน้อย ในคอกที่กั้นไว้บนยกพื้นนั้น มีคนนั่งโผล่หน้าให้เห็นได้อยู่แล้ว เป็นอันมาก ทั้งสาวทั้งแก่ทั้งเด็ก ทุกคนปฏิบัติกิจนั้นอย่างเป็นของธรรมดาที่สุด ไม่มีอับอายหรือเห็นแปลกอะไรเลย บางคนที่นั่งอยู่ใกล้กันหรือมองหน้ากันเห็น ก็คุยกันอยู่เซ็งแซ่ บางคนกำลังเดินเข้าไปหรือออกมา เมื่อพบหน้าคนรู้จัก ก็ทักทายกันอย่างรื่นเริง เป็นปกติ

 

 

         พลอยเมื่อเห็นภาพอันจอแจ ปราศจากความระโหฐานเช่นนั้น ก็ชะงักยืนอยู่กับที่ แล้วร้องเบาๆขึ้นว่า

 

 

         "ช้อย ! ฉันทำไม่ได้หรอก คนมากมายออกอย่างนี้"

 

 

         "เช้อ ! " ช้อยร้องอย่างเบื่อหน่าย "รีบๆขึ้นไปนั่งเสียเถิดน่ะ มันแต่ดัดจริตอยู่ เดี๋ยวก็ไม่ต้องทำอะไรกัน อีกหน่อยก็เคยไปเอง ใครๆเขาก็มาที่นี่ทั้งนั้น"

 

 

         แต่พลอยก็ยังอิดเอื้อนอยู่นั่นเอง จนช้อยอดรนทนไม่ไหว ตรงเข้าจูงมือพลอยขึ้นไป แล้วบอกว่า

 

 

         "มามะ ! ฉันจะขึ้นไปนั่งเป็นเพื่อน"

 

 

         ขณะที่พลอยนั่งอยู่ในคอกหนึ่ง ช้อยก็เข้าไปนั่งอยู่ในคอกข้างๆ โผล่หน้าขึ้นมาอย่างคนอื่นๆ และชวนพลอยพูดคุยอยู่ไม่ขาดปาก ทำให้พลอยหายเก้อ และรู้สึกเป็นหนึ้บุญคุณช้อยเสียตั้งแต่แรกเริ่ม

 

 

         พลอยนั่งอยู่ในอุโมงค์ได้ไม่นาน เพราะยังไม่คุ้นสถานที่ รีบชวนช้อยกลับตำหนัก เมื่อออกมาข้างนอกแล้ว ช้อยก็เดินทอดน่องอย่างไม่รีบร้อน ชี้บอกที่ต่างๆให้พลอยดู ตำหนักไหนเป็นของเจ้านายพระองค์ใด เรือนใดเป็นของใคร ดูช้อยจะรู้จักไปเสียหมด สุดที่พลอยจะจดจำได้ในคราวเดียว ระหว่างนั้นใกล้พลบเข้ามาแล้ว เดินผ่านทางประตูวัง เห็นโขลนกำลังปิดประตู เสียงดังโกร่งกร่าง พลอยก็ใจหายบอกไม่ถูก จริงอยู่เมื่ออยู่บ้าน พลอยก็ไม่เคยไปไหน แต่ที่บ้านนั้นเย็นลงก็ไม่ถึงกับกวดขัน ปิดประตูมิให้คนเข้าออก แล้วปิดประตูไปจนถึงรุ่งสว่าง จึงเปิดอีกได้ มาถึงในวังพาค่ำลงก็รู้ว่าเขาต้องปิดประตูแข็งแรง และตามคำบอกเล่าของช้อยก็ว่า เมื่อปิดแล้วก็จะต้องปิดเรื่อยไปจนพรุ่งนี้เช้า ไม่มีใครเปิดได้ ไม่ว่าจะมีเรื่องใดๆ พลอยก็ใจหายและวังเวงชอบกล ความรู้สึกเหมือนเวลาแม่ลงโทษขังห้อง

 

 

         พอผ่านประตูวังมา ช้อยก็เตือนให้รีบกลับตำหนัก บอกว่าเดี๋ยวค่ำจะลำบาก เพราะไม่ได้เอาเทียนมาด้วย พลอยก็สงสัยถามขึ้นว่า

 

 

         "เทียนอะไรกันช้อย"

 

 

         "อ้าว ! " ช้อยตอบ "เดินในวังกลางคืนต้องจุดไฟจำไว้นะพลอย เดินมืดๆเป็นเกิดเรื่อง"

 

 

         แต่พลอยก็ยังไม่เข้าใจ ดูลักษณะทั่วๆไป ในวังก็ไม่น่ามืดถึงกับต้องเดินจุดไฟ หรือว่าจะมีคนคอยทำอันตราย หรืองูชุม หรือผีดุ พลอยนึกเอาอย่างเด็กๆ แล้วก็เริ่มกลัวขึ้นมาอีก อดรนทนไม่ไหว ก็ต้องถามช้อยอีกต่อไป

 

 

         "เกิดเรื่องอะไรจ๊ะช้อย"

 

 

         "โขลนจับ ! " ช้อยตอบอย่างเด็กอีกเหมือนกัน เพราะช้อยเอง ก็ไม่รู้ว่ามีระเบียบวางไว้ ในพระราชฐานชั้นในว่า ผู้ใดเดินตามถนนหนทางในวังในเวลาค่ำคืน จะต้องถือไฟ ช้อยรู้แต่เพียงว่า ถ้าใครไม่ถือเทียนหรือโคมไฟ เวลาไปไหนมาไหนกลางคืน เป็นต้องถูกโขลนจับ และคำตอบของช้อย ก็เป็นคำอธิบายที่เพียงพอสำหรับพลอย เพราะเข็ดขยาดฝีมือโขลน มาแต่เมื่อก้าวแรกที่ย่างเข้าวังเสียแล้ว พอได้ยินช้อยพูด พลอยก็เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น เพื่อให้ถึงตำหนักเสียโดยเร็ว เพราะถ้าถูกโขลนจับตัว เวลาไม่มีแม่คอยแก้ไข พลอยก็นึกไม่ออกว่าจะทำอย่างไรถูก

 

 

         พอมาถึงตำหนัก ช้อยก็พาเดินผ่านห้องคุณสายออกไปทางเบื้องหลัง ที่นั้นเป็นลานกว้าง ปูด้วยหินแผ่นใหญ่ๆ อย่างที่ปูถนนทั่วไปในวัง สามด้านของลานนั้น ล้อมรอบด้วยเฉลียง ตำหนักชั้นล่าง มีกระถางต้นไม้ใบโตๆ ใส่ต้นไม้ดอกวางอยู่เป็นระยะ สลับด้วยอ่างมังกรปลูกบัว อีกด้านหนึ่งเป็นกำแพงทึบ ไม่สูงนัก มีประตูเล็กๆ เปิดออกไปนอกบริเวณตำหนักได้บานหนึ่ง และริมกำแพงนั้น ปลูกต้นแก้วและต้นเข็ม สลับกัน มุมสุดกำแพงด้านโน้นมีต้นพิกุลใหญ่ขึ้นอยู่ และมีตุ่มมังกรใส่น้ำอาบวางอยู่หลายใบ แม่อาบน้ำที่นั้นเสร็จแล้ว แต่ยังมิได้กลับมาแต่งตัว นั่งที่ขอบอิฐที่ก่อไว้ รอบโคนต้นพิกุล คุยกับข้าหลวงเสด็จอีกคนหนึ่ง ที่กำลังนั่งอาบน้ำอยู่บนม้านั่งเล็กๆ

 

 

         แม่เห็นพลอยไปถึง ก็หันมาขอบอกขอบใจช้อย ที่พากลับโดยมิได้พาไถล พร้อมกับสัญญาว่า อีกประเดี๋ยวหนึ่งจะมีรางวัลให้ แล้วแม่ก็อาบน้ำให้พลอย เหมือนกับเมื่ออยู่บ้าน อาบน้ำเสร็จแม่พาพลอย กลับมาห้องคุณสาย นั่งที่ม้าเครื่องแป้ง ทาน้ำอบประแป้งให้พลอย และผลัดเสื้อผ้าให้พลอยก่อน แล้วแม่จึงเริ่มแต่งตัวของแม่เอง

 

 

         พลอยสังเกตเห็นแม่แต่งตัวประณีตเป็นพิเศษ ไม่แต่งลวกๆเหมือนกับอยู่ที่บ้าน แม่ทาน้ำอบไทยทั่วตัว แล้วก็เอาพัดๆจนแห้ง แต่แล้วก็ทาน้ำอบทับอีกตลบหนึ่ง จึงได้ลงแป้ง แม่มองดูหน้าตัวเองในกระจกอยู่นาน ค่อยๆหวีผมอย่างบรรจง เอาไม้สอยค่อยๆสอยตามหน้าผม และลูกผมเล็กๆ ที่ขึ้นอยู่บ้างก็ถอนออก พลอยดูอาการกิริยาของแม่แล้ว ก็พอจะเดาออกว่า แม่กลับเข้ามาอยู่ในหมู่คน ที่แต่งกายอย่างที่แม่เคยทำมาแต่ก่อน แม่ก็กลับตัวผิดไปจากเมื่ออยู่บ้าน เมื่อประแป้งทาน้ำอบเสร็จแล้ว แม่ก็ไปนั่งที่หีบเสื้อผ้า ซึ่งบัดนี้นางพิศยกมาตั้งไว้ในห้อง แม่เรียกพลอยไปนั่งด้วย แล้วก็เปิดหีบ หยิบผ้าลาย ผ้าห่มออกมากอง เลือกสีให้ถูกกัน ขณะนั้นคุณสายกลับเข้ามาในห้อง เห็นแม่หยิบของอยู่ ก็ถามขึ้นว่า

 

 

         "นั่นรื้อสมบัติอะไรกัน แม่แช่ม"

 

 

         "เปล่าหรอกค่ะ " แม่ตอบ "หยิบผ้านุ่งผ้าห่มออกมาดู ไปอยู่นอกวังเสียนาน ไม่ได้เอาใจใส่ จะนุ่งจะห่ม หยิบอะไรได้ก็นุ่งเข้าไปอย่างนั้น คนข้างนอกเวลานี้เขาก็แปลก นึกจะนุ่งสีอะไร ห่มสีอะไร เขาก็เอาแต่ใจเขา บางทีก็แต่งเป็นชุดผ้านุ่งผ้าห่มสีเดียวกัน ไม่ตัดสีเหมือนอย่างพวกเราในนี้ อย่างลูกสาวใหญ่ของเจ้าคุณอิฉันที่บ้าน เขาแต่งตัวตามแต่จะเห็นงาม ฉันเคยไปทักเขาเข้าหนหนึ่งว่า แต่งตัวไม่เหมือนชาววัง เขาโกรธฉันไปตั้งหลายวัน พลอยนี่ก็เถิด ถ้าทิ้งไว้บ้านก็จะแต่งตัวเหมือนพวกพี่ๆ ไปเสียเท่านั้น"

 

 

         แล้วแม่หันมาทางพลอยแล้วสอนว่า "พลอยดูให้ดีนะ แม่จะจัดผ้านุ่งผ้าห่มสีประจำวันให้ดู อยู่ในวังโตขึ้น จะได้แต่งตัวถูก"

 

 

         "นี่สำหรับวันจันทร์ นุ่งเหลืองอ่อนห่มน้ำเงินอ่อน หรือจะห่มบานเย็นก็ได้ แต่ถ้าวันจันทร์จะนุ่งสีนี้ น้ำเงินนกพิราบต้องห่มจำปาแดง" แล้วแม่ก็หยิบผ้าห่มสีดอกจำปาแก่ๆ ออกวางทับบนผ้าลายสีน้ำเงินเหลือบ ที่วางไว้

 

 

         "วันอังคาร" แม่อธิบายต่อ "วันอังคารนุ่งสีปูนหรือม่วงเม็ดมะปรางแล้วห่มโศก หรือถ้านุ่งโศกหรือเขียวอ่อน ต้องห่มม่วงอ่อน วันพุธนุ่งสีถั่วก็ได้ สีเหล็กก็ได้แล้วห่มจำปา วันพฤหัสนุ่งเขียวใบไม้ ห่มแดงเลือดนก หรือนุ่งแสดห่มเขียอ่อน วันศุกร์นุ่งน้ำเงินแก่ห่มเหลือง วันเสาร์นุ่งเม็ดมะปรางห่มโศก หรือนุ่งผ้าลายพื้นม่วง ก็ห่มโศกเหมือนกัน นี่ผืนนี้แหละผ้าลายพื้นม่วงนี่เหมือนกัน แต่ห้องห่มสีนวล วันอาทิตย์จะแต่งเหมือนวันพฤหัสก็ได้ คือนุ่งเขียวห่มแดง หรือไม่ยังงั้นก็นุ่งผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่ หรือสีเลือดหมู แล้วห่มโศก จำไว้นะพลอย อย่าไปแต่งตัวเร่อร่าเป็นคนบ้านนอก เดี๋ยวเขาจะหาว่าแม่เป็นชาววังแล้วไม่สอน"

 

 

         "แม่เช่มก็" คุณสายพูด "บทจะสอนลูกก็สอนรวดเดียวจบ เด็กตัวเท่านี้จะไปจำอะไร ค่อยอยู่ไปค่อยดูไป ก็จะรู้ไปเอง"

 

 

         เมื่อแม่แต่งตัวเสร็จแล้ว ก็นั่งคุยกับุคณสายต่อไปในห้อง เพื่อนฝูงของแม่ที่เพิ่งได้ข่าวว่าแม่กลับมาในวัง ก็มาหาในตอนกลางคืนบ้างประปราย พลอยเห็นแม่นั่งคุยกับเพื่อนฝูงอย่างสนุกสนาน ในเรื่องที่ตนไม่สนใจ ก็เริ่มมองหาอะไรทำ แต่เหลือบไปเห็นช้อยมาพยักพเยิดอยู่นอกประตู พลอยก็คลานออกไปหา เมื่อผ่านหีบของ ก็ไม่ลืมที่จะหยิบห่อจันอับ ติดมือออกไปด้วย ช้อยชวนพลอยไปนั่งเล่นบริเวณหลังตำหนัก ซึ่งบัดนี้มีแสงสว่าง ที่ได้รับจากจากโคมที่จุดอยู่ในห้องต่างๆ ทำให้สว่างแต่บริเวณรอบๆ ส่วนตรงกลางหรือใต้ต้นไม้นั้น ดูมืดครึ้มอยู่

 

 

         พอออกมาถึงประตู ช้อยก็ชวนนั่งลงตรงนั้น แล้วพูดว่า

 

 

         "นั่งเล่นตรงนี้แหละ กลางคืนฉันไม่กล้าไปไหน กลัวคุณอาเฆี่ยน" ช้อยหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้นว่า

 

 

         "นั่นห่ออะไร พลอย"

 

 

         "ห่อจันอับ" พลอยตอบ "ฉันได้มาจากบ้านเมื่อเช้านี้ กินด้วยกันซีช้อย" ว่าแล้วพลอยก็แก้ห่อจันอับออก วางบนตัก

 

 

         ช้อยหยิบจันอับไปเคี้ยวกิน โดยไม่พูดไม่จาอะไรอยู่สักครู่หนึ่ง แล้วถามขึ้นห้วนๆว่า

 

 

         "คิดถึงบ้านไหม พลอย"

 

 

         พอได้ยินช้อยถาม พลอยก็รู้สึกว่าที่คอตื้นตันขึ้นมาทันที ความจริงพลอยรู้สึกชอบกล มาตั้งแต่ตอนบ่ายๆแล้ว อยู่ๆก็ให้นึกอยากร้องไห้ จะมองอะไรตอนเย็นให้รู้สึกว้าเหว่ วังเวงอย่างบอกไม่ถูก แต่พอได้ยินช้อยถาม พลอยก็รู้สึกตัวว่า ความรู้สึกที่บอกไม่ถูกนั้นเองคือความคิดถึงบ้าน คิดถึงสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่มิเคยจากมาเลยชั่วชีวิต ที่บ้านเป็นอย่างไร มีกลิ่นไออย่างไร เมื่อตอนพลบค่ำเข้าไต้เข้าไฟนี้ ยังอยู่ในความทรงจำของพลอยอย่างเด่นชัด ป่านนี้เจ้าคุณพ่อคงจะเพิ่งกลับขึ้นตึก และถ้ายังอยู่ที่บ้าน พลอยก็คงจะกลับขึ้นเรือนแม่ ความอบอุ่นในใจที่เคยมีเมื่ออยู่ที่บ้านนั้น บัดนี้ดูจะหมดสิ้นไปจากหัวใจ จริงอยู่ ในวังมีสิ่งที่ทำให้พลอยตื่นตาตื่นใจอยู่เป็นอันมาก แต่เวลาพลบค่ำ ในสถานที่อันกว้างเช่นนี้ สำหรับเด็กตัวเล็กๆอย่างพลอย ก็มีแต่ความเปล่าเปลี่ยว จะเอาแม่เป็นที่พึ่งก็ไม่ได้ เพราะแม่กำลังสนใจกับเพื่อนฝูง ที่ไม่ได้พบกันนาน เมืออยู่บ้านพลอยก็รู้สึกว่าตัวเป็นคนสำคัญของแม่ แต่มาวันนี้กลับรู้สึกว่า แม่มีคนอื่นๆอีกมาก

 

 

         พลอยจะตอบช้อยว่าคิดถึงบ้าน ก็ตอบไม่ออก เพราะความรู้สึกขึ้นมาตื้นตันคอหอย จึงได้แต่พยักหน้ารับ ช้อยก็ตอบว่า

 

 

         "พลอยยังเก่งกว่าฉันเป็นกอง ฉันเข้ามาใหม่ๆ ร้องไห้ไปตั้งสามวัน ข้าวไม่กิน กินแต่กับ คุณอาจะส่งฉันกลับเสียแล้ว ที่ฉันคิดถึงมากที่สุดก็คือพี่เนื่อง เพราะเล่นกันอยู่ทุกวัน คุณอาไปรับตัวฉันมาคนเดียว เพราะพี่เนื่องแกเป็นผู้ชาย เลยต้องอยู่ที่บ้าน"

 

 

         จากคำบอกเล่าต่อไปของช้อย พลอยก็รู้ว่าช้อยเป็นหลานอาของคุณสาย บิดาผู้เป็นพี่ชายคุณสายนั้น เป็นข้าราชากรมีบ้านอยู่แถวนางเลิ้ง ช้อยมีพี่ชายอีกคนหนึ่งชื่อเนื่อง แก่กว่าช้อยสองปี มีอยู่ด้วยกันสองคนเท่านั้น

 

 

         "คุณพ่อบอกว่าฉันวิ่งเล่นกับพี่เนื่องทุกวัน จนจะกลายเป็นเด็กผู้ชายไป จึงส่งตัวมาให้คุณอาดัดสันดานในนี้" ช้อยอธิบายต่อ แล้วก็ปรารภถึงคุณสายผู้เป็นอาว่า

 

 

         "คุณอาบทจะใจดีก็ดี บทจะดุก็แสนดุ เมื่อเช้านี้ว่าฉันว่าเลี้ยงฉันเสียข้าวสุก พลอยได้ยินไหม คอยดูไปเถอะ ฉันไม่กินหรอกข้าวสุกของคุณอา อยากมาว่าฉันดี"

 

 

         พลอยฟังแล้วก็แปลกใจแต่ก็ได้แต่นิ่ง

 

 

         "พลอยกลัวผีไหม" ช้อยถามขึ้นมาฌฉยๆ

 

 

         พลอยได้ยินช้อยถามมาดังนั้นก็ขนลุกซู่ เพราะบรรยากาศที่มืดครึ้มวังเวงนั้น ทำให้พลอยใจไม่ดีเสียแล้วแต่แรก

 

 

         "ที่ต้นจันทร์นอกตำหนักนี่แหละผีดุ" ช้อยพูดต่อไปโดยไม่รอให้พลอยตอบ

 

 

         "เขาว่าใครก็ไม่รู้มาผูกคอตายที่นั่น เวลาเดินผ่านกลางคืน ฉันกลั๊วกลัว ต้องชวนคนเขาไปเป็นเพื่อนเสมอ"

 

 

         พลอยเห็นช้อยกำลังจะเล่าเรื่องผี ก็อยากจะเปลี่ยนเรื่องพูด พลอยมองออกไปข้างหน้า ข้ามกำแพงตำหนักออกไป เห็นยอดพระมหาปราสาทได้สลัวๆ เยื้องไปทางโน้นเป็นตึกใหญ่สูงตระหง่าน มีดาดฟ้าใหญ่ยื่นออกมาเบื้องหลัง และมีสะพานยาวต่อจากดาดฟ้านั้นไปยังที่อื่น ขณะนั้นบนตึกใหญ่เริ่มจุดไฟ แพรวพราวเหมือนกับมีงาน พลอยก็ค่อยอุ่นใจขึ้น

 

 

         "ที่นั่นอะไรนะช้อย" พลอยถามขึ้นเพื่อเปลี่ยนเรื่องพูด

 

 

         "ที่นั่นแหละที่บน" ช้อยตอบ "ที่ประทับพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ ดาดฟ้านั่นสวนสวรรค์ ฉันยังไม่เคยขึ้นไปสักที สะพานยาวนั้นเป็นถึงตำหนัก มาดูทางนี้ซี" ช้อยฉุดข้อมือพลอยไปยืนกลางลาน หลังตำหนัก แล้วชี้ให้ดูตึกใหญ่อีกหลังหนึ่ง จุดไฟสว่างไสวเช่นเดียวกัน

 

 

         "นั่นไงพระตำหนัก" ช้อยเอามือชี้ "หลังใหญ่ๆ นั่นแหละ ตึกหลังเล็กๆ ที่สะพานผ่านไปติดๆ นั้นตำหนักมรกต"

 

 

         พลอยยืนดูแสงไฟสว่างนั้นด้วยความเพลิดเพลินขึ้นบ้าง ทุกหน้าต่างที่บนมีแสงไฟส่องออกมา พลอยพอจะมองผ่านหน้าต่างเข้าไป เห็นความโอ่โถงของพระราชฐาน เห็นกำแพงสีต่างๆ ซึ่งประดับลวดลายปิดทองอันอยู่เบื้องใน

 

 

         "คุณช้อยมาอยู่นี่เอง" เสียงผาดพูดขึ้นใกล้ๆตัว "คุณอาให้มาตามไปรับข้าว รีบๆเข้าเถิด เดี๋ยวจะถูกดุอีก"

 

 

         ช้อยกับพลอยเดินกลับเข้าตำหนัก แต่ช้อยบอกว่า "พลอยเข้าไปก่อนเถิด เดี๋ยวฉันจะตามเข้าไป" แล้วช้อยก็แยกทางหายไปคนเดียว

 

 

         พลอยเข้าไปในห้องเห็นแม่กับคุณสาย เริ่มจะลงมือกินข้าวอยู่แล้ว คุณสายพอเห็นพลอย ก็เรียกให้ไปนั่งข้างๆ แล้วชวนกินข้าวพลางถามถึงช้อย ซึ่งพลอยก็ตอบว่าประเดี๋ยวจะตามมา ตามที่ช้อยบอกไว้

 

 

         ทั้งสามคนนั่งกินข้าวอยู่สักครู่หนึ่ง ช้อยก็คลานกระโดกกระเดกเข้ามาในห้อง มือหนึ่งถือกระทงใบใหญ่

 

 

         "ช้อย ! ไปเอาอะไรมา" คุณสายร้องถาม

 

 

         "ข้าวสุก" ช้อยตอบหน้าตาเฉย

 

 

         "ไปเอาข้าวสุกมาทำไม" คุณสายร้องถามอย่างฉงน "ข้าวที่นี่เป็นกอง"

 

 

         "ฉันวานเขาไปซื้อมาแต่ตอนบ่าย" ช้อยตอบอย่างฉาดฉาน "เห็นคุณอาบอกว่า เลี้ยงฉันเสียข้าวสุก เลยซื้อมาเอง จะขอรับประทานแต่กับ"

 

 

         แม่สำลักข้าวพรวดใหญ่ แล้วก้มหน้าหัวเราะในกระโถน จนน้ำหูน้ำตาไหล ฝ่ายคุณสายก็ได้แต่เอามือ ตบกระดานร้องว่า "ดูซี เด็กคนนี้ !" แล้วหัวเราะจนน้ำตาไหลเช่นเดียวกัน ระหว่างนั้นช้อยก็เข้ามานั่งที่สำรับ เปิบข้าวจากกระทงกินกับกับข้าวในสำรับ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

 

         ระหว่างที่กินข้าวกันอยู่นั้นเอง พลอยก็ได้ยินแม่คุยกับคุณสาย ด้วยข้อความบางอย่าง ที่ทำให้พลอยรู้สึกวิตกกังวลยิ่งขึ้น คุณสายถามแม่ขึ้นว่า

 

 

         "แม่แช่มเข้ามาคราวนี้จะมาอยู่นานสักเท่าไร ใจฉันอยากให้อยู่นานๆ เพราะจะได้เห็นหน้าได้พูดคุยกัน"

 

 

         แม่ตอบว่า

 

 

         "ยังไม่แน่นอนหรอกคุณ ฉันมันคนใจแตกเสียแล้ว มาอยู่ในนี้ก็สบายทุกอย่าง แต่มันอึดอัดใจอย่างไร บอกไม่ถูก แล้วอีกอย่างหนึ่ง มาอยู่ในนี้ก็ต้องอยู่เฉยๆ วันหนึ่งๆก็กินก็ใช้ไป อัฐฬสที่พอมีอยู่บ้าง ก็จะหมดไปเปล่าๆ ใจฉันอยากจะออกไปทำมาหากิน ญาติฉันมีทางฉะเชิงเทรา เขาเคยชวนให้ไปที่นั่น ฉันว่าจะออกไปดูลาดเลาเหมือนกัน เผื่อจะมีทางทำมาหากินกับเขาบ้าง"

 

 

         พลอยได้ยินแม่พูดก็เข้าใจได้ว่า แม่เข้ามาอยู่ในวังเป็นการชั่วคราว ระหว่างนี้เท่านั้นเอง แต่พลอยจะต้องอยู่ตลอดไป ทั้งหมดนี้มีความหมายว่า พลอยจะต้องอยู่ในวังต่อไปคนเดียวโดยไม่มีแม่ คำพูดของแม่ต่อไปก็ยิ่งยืนยัน ความเข้าใจของพลอยยิ่งขึ้น

 

 

          "ถ้าฉันไปเมื่อไร ก็ต้องขอฝากพลอยไว้กับคุณ ให้ช่วยดูแลด้วย นานๆฉันจึงจะเข้ามาเยี่ยมบ้าง" แม่พูดอย่างไม่มีความรู้สึกอะไรเลย

 

 

          "ไม่เป็นไร" คุณสายรับคำ "ลูกแม่แช่มก็เท่ากับหลานของฉัน บางทีก็จะดูง่ายกว่าหลานจริงๆคนนี้เสียอีก" คุณสายเอามือชี้ไปทางช้อย แล้วก็หันมาพูดกับพลอยว่า

 

 

         "พลอยอยู่กับป้าไปเถิดนะ ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ป้าจะดูให้ดีที่สุด ทำตัวให้เสด็จท่านทรงพระเมตตา ต่อไปเราจะทำอะไรก็สะดวก เพราะมีเจ้านายเป็นที่พึ่ง เวลานี้พลอยยังเล็กอยู่ ไม่ต้องทำอะไรมาก แต่ต้องหมั่นขึ้นเฝ้าเสมออย่าได้หลบ เห็นหน้าทุกวันก็ขี้เกียจจะโปรดไปเสียอีก แล้วอีกอย่างหนึ่งเสด็จท่านโปรด คนกล้าพูดกล้าทูล แต่เราก็ต้องระวังตัวอย่าประมาท และอย่ากล้าจนเกินไปนัก เห็นท่านโปรดแล้วก็อย่าเหลิง น้ำพระทัยเสด็จนั้นใครไม่อยู่ใกล้มานานๆ ก็ไม่รู้ เวลาโปรดถูกพระทัยขึ้นมาละก็ จะเอาอะไรก็ได้ ไม่มีที่ไหนเหมือน แต่ถ้าทรงจับได้ว่า เราเหลิงเสียหนหนึ่งแล้วละก็ ทีนี้ไม่มีเสียอีกละ"

 

 

         "ฉันก็รู้ว่าาอย่างนั้นเหมือนกัน" แม่พูดขึ้นมา "ทีแรกมาอยู่ก็กลัวถูกกริ้ว แต่อยู่ไปพอรู้พระทัยแล้วก็ไม่เป็นไร กริ้วได้เท่าไรกริ้วไปฉันไม่หนี เพราะนึกเสียว่าท่านอยากให้เราดี ท่านจึงกริ้ว ตอนฉันจะออกจากวังไปมีเรือน คุณจำได้ไหม ถูกกริ้วเสียใหญ่ไปเลย ความจริงท่านก็กริ้วของท่านถูก เพราะลูกเมียเขาก็มีอยู่ แต่เรามันยังเด็กอ่อนความคิด มองอะไรดีไปหมด เชื่อฝีปากคนก็ตามเขาไป มารู้สึกตัวก็สายไปเสียแล้ว แต่ถึงกระนั้นตอนฉันไปทูลลาออกจากวัง เสด็จยังประทานเงินไปเป็นทุนถึง ๑๐ ชั่ง ฉันเอาไปทำดอกเบี้ยดอกหอย ได้อาศัยกินมาจนบัดนี้ เดี๋ยวนี้ตัวเปล่า ก็ว่าจะเอาเงินที่ประทานไว้นั่นแหละ ไปทำทุนค้าขาย" 

 

 

         พลอยได้ยินแม่พูดเรื่องจะออกไปหลายหน ก็ยิ่งเป็นทุกข์หนักขึ้น จะพูดกับแม่ในตอนนั้นก็เกรงใจ เพราะอยู่ต่อหน้าคุณสาย พลอยก็ได้แต่นั่งก้มหน้าน้ำตากลบลูกตา ข้าวที่เปิบเข้าปากนั้นหมดรส เคี้ยวเหมือนแป้ง กลืนฝืดคอ ในที่สุดก็ต้องอิ่ม

 

 

         เมื่อกินข้าวเสร็จแล้วสักครู่ คุณสายก็ชวนแม่ขึ้นไปเฝ้าเสด็จข้างบนอีก แต่สั่งช้อยให้อยู่เป็นเพื่อนพลอยในห้อง ถ้าง่วงก็ให้นอนเสียก่อน เมื่อคุณสายกับแม่ออกไปแล้ว ผาดก็เข้ามาจัดแจง ปูที่หลับที่นอน มีนางพิศเข้ามาช่วย กางมุ้งไว้สองหลัง หลังหนึ่งสำหรับคุณสาย นอนกับช้อยตามปกติ อีกหลังหนึ่งสำหรับพลอยนอนกับแม่ ระหว่างนั้นช้อยไปหอบเอาตุ๊กตาชาววัง ออกมามากมาย แล้วชวนพลอยให้เล่นด้วย ช้อยสะสมตุ๊กตาไว้นาน จึงมีมาก ตลอดจนเครื่องใช้ต่างๆสำหรับตุ๊กตา ถ้าเป็นในยามปกติ พลอยก็คงจะตื่นเต้นไม่น้อย แต่เพราะเหตุว่ามีเรื่องไม่สบายใจอยู่ พลอยจึงซังกะตาย เล่นไปอย่างเสียไม่ได้ คนที่สนุกจริงคือนางพิศ ซึ่งเข้ามาร่วมวงเล่นตุ๊กตาด้วย และคุยกับช้อยสนุกสนาน หัวร่อเป็นการเอิกเกริก พอดึกเข้าสักหน่อย ช้อยก็บ่นว่าง่วงและมุดเข้ามุ้งไปนอนก่อน ส่วนพลอยก็เข้านอนในมุ้ง ที่แม่เตรียมไว้ให้ มีนางพิศนั่งสัปหงกเป็นเพื่อนอยู่กลางห้อง

 

 

         พลอยนอนพลิกตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย เพราะใจพะวงอยู่ที่เรื่องแม่จะจากไป พยายามเบิกตา คอยให้แม่กลับเพื่อจะได้ถามให้แน่นอน แต่คอยอยู่เป็นนาน แม่ก็ไม่กลับมาสักที ในที่สุดก็ม่อยหลับไป

 

 

         พลอยมาตื่นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อดึกมากแล้ว รู้สึกตัวว่าแม่มานอนอยู่ข้างๆ และยังไม่หลับ พลอยจึงเบียดตัว เข้าไปชิดแล้วกระซิบถามว่า

 

 

         "แม่จ๋า แม่จะไปจริงๆหรือ"

 

 

         แม่ถอนใจใหญ่แล้วกอดพลอยไว้แน่น พลางกระซิบตอบว่า

 

 

         "นอนเสียเถิดพลอย" แม่นิ่งอยู่นาน แต่แล้วก็กระซิบต่อไปว่า "ขอให้พลอยจำไว้เสมอว่า แม่รักพลอยมากกว่าอะไรทั้งหมด ต่อไปถ้าแม่จะทำอะไร ก็จงรู้ไว้เถิด ว่าแม่ทำเพื่อความดีของพลอยเอง พลอยอย่านึกไปอย่างอื่น"

 

 

         คำพูดของแม่ไม่ได้อธิบาย ให้พลอยเกิดความเข้าใจดีขึ้นกว่าเก่าเลย แต่โดยเหตุที่แม่มานอนอยู่ใกล้ชิด พลอยก็รู้สึกอุ่นใจและหลับต่อไปอีกจนสว่าง 

 

 

 

 

 

บทที่ ๓ (หน้าที่ ๑)

 

 

         พลอยมาอยู่ในวังได้หลายวัน แต่แม่ก็ยังไม่แสดงอาการว่าจะจากไป พลอยก็ค่อยคลายใจขึ้นทุกวัน ที่อยู่ต่อไปนั้นพลอยได้รับความรู้ใหม่ ได้เห็นของใหม่ไม่มีที่สิ้นสุด หลังจากเข้ามาอยู่ในวังสองวัน คุณสายก็ให้เรียนหนังสือพร้อมกับช้อย หัดอ่านจากหนังสือมูลบทบรรพกิจในตอนเช้า ที่เรียนก็คือในห้องของคุณสาย โดยมีคุณสายเป็นครูผู้ควบคุม ขณะเดียวกัน คุณสายก็ทำอื่นไปด้วย โดยไม่ต้องเสียเวลา นานๆก็หันมาบอกตอนที่ติด ทั้งช้อยและพลอยมีหนังสือคนละเล่ม ของช้อยขาดมากกว่า และมีก้านธูปคนละอัน สำหรับชี้ตัวหนังสือที่อ่าน หนังสือเล่มของช้อยนั้นมีรอยสีก้านธูปตกเปื้อนกระดาษเต็มไป เพราะพอถึงเวลาเรียนหนังสือ ช้อยก็เริ่มอาละวาด ถ้าอ่านติดที่ตรงไหนคุณสายดุก็ร้องไห้ น้ำตาร่วงหยดถูกก้านธูปที่ถือ เป็นสีชมพูเปื้อนไปทั่ว แต่พอหมดเวลาเรียน ลงกราบหนังสือตามที่คุณสายสั่ง น้ำตาของช้อยก็แห้งหายไปได้ทันทีเหมือนกัน 

 

 

         นอกจากเวลาเฝ้าเสด็จตอนเช้า คุณสายก็มักจะหาเวลาตอนบ่าย สอนกิจกรรมต่างๆให้เสมอ ตามปกติ คุณสายเป็นคนเจียนหมากจีบพลูยาว ใส่เชื่ยนหมากเสวยของเสด็จ ตลอดจนดูแลภูษาเครื่องทรงต่างๆ พลอยจึงได้หัดทำสิ่งเหล่านี้ก่อน แต่พระภูษาหรือผ้าลายที่เสด็จทรงนั้น เมื่อซักแล้วก็ส่งไปให้คนขัดหลังตำหนัก ซึ่งออกจะเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะขัดด้วยหินโมราผูกมัดไว้กับไม่ไผ่ลำหนา อีกปลายหนึ่งมัดด้วยหวายไว้กับขื่อ คลี่ผ้าลายที่ซักแล้ว ออกไปเบื้องล่าง แล้วก็โยกลำไม้ไผ่ไปมา ให้หินโมรานั้นกดถูเนื้อผ้าจนขึ้นมัน ขัดไปทีละส่วน จนหมดผืน พลอยเคยลองโยกไม้ขัดผ้าดูบ้าง แต่ก็ไม่ไหวเพราะตัวยังเล็ก ต้องใช้ผู้ใหญ่ที่ล่ำสันแข็งแรงเอาการอยู่

 

 

         เวลากลางคืนคุณสายหัดให้พลอยพัด เพื่อจะได้ไปถวายอยู่งานพัดเสด็จ หรือเจ้านายพระองค์อื่นได้ ในวันหลัง เรื่องนี้คุณสายก็ออกจะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ กวดขันเอาอย่างมาก พร้อมกับบ่นให้ฟังด้วยว่า "คนเดี๋ยวนี้พัดไม่เป็น พัดคนเหมือนพัดไฟ" วิธีหัดนั้น คุณสายเอาแพรบางๆ ยาวประมาณสักศอกหนึ่ง มาผูกไว้กับเก้าอี้ ให้พลอยถือด้ามพัดขนนกใหญ่ๆ แล้วพัดเข้าไปที่แพร การพัดนั้นให้พัดเบาๆ แล้วตวัดข้อมือ ดูอย่าให้ลามขาดสาย เวลาแพรที่ผูกไว้นั้นถูกลมจากพัด แพรก็จะปลิวออกไป พลอยต้องคอยดูอย่าให้แพรนั้นตกนาน ถ้าทำอย่างไรไม่ให้ตกได้เลยก็เป็นเก่ง

 

 

         ตามปกติเวลาตอนกลางวันเป็นเวลาว่าง นอกจากคุณสายจะมีอะไรให้ทำพิเศษ หรือมีอารมณ์ไม่ดี ต้องการจะเก็บตัวเด็กเป็นพิเศษ ตอนกลางวันนั้น เป็นเวลาที่พลอยได้ติดตามช้อยออกไปเที่ยว นอกตำหนัก ไปเที่ยวหาเพื่อนฝูงหรือไปวิ่งเล่นเฉยๆ พลอยได้สังเกตเห็นว่า เจ้านายหรือเจ้าจอมมารดาหรือเจ้าจอมในวังนี้ ฐานะไม่เท่าเทียมกัน บางพระองค์หรือบางท่านก็อยู่ตำหนักเล็ก ที่ค่อนข้างจะเก่าแก่ผุพัง บางท่านก็อยู่ตำหนักใหญ่สูงหลายชั้น ประกอบไปด้วยเครื่องตกแต่งโอ่โถง ตำหนักแต่ละหลังมีบรรยากาศ แตกต่างกันไป บางตำหนักก็ขายขนมขายน้ำอบแป้งร่ำเครื่องหอม บางตำหนักก็เปิดเป็นห้างขายผ้า ขายแพรและเครื่องใช้ต่างๆ ตลอดจนเครื่องเพชร บางตำหนักที่เจ้าของเป็นชาวเมืองเพชร ก็พูดสำเนียงเป็นชาวเมืองเพชรไปทั้งตำหนัก ที่มาจากปักษ์ใต้ก็พูดปักษ์ใต้ ส่วนตำหนักใหญ่สูงสี่ชั้น มียอดหอคอยกลาง ที่ช้อยบอกว่าเป็นตำหนักเจ้าดารา นับว่าแปลกกว่าที่อื่นทั้งสิ้น เพราะข้าหลวงนุ่งซิ่น ไว้ผมมวย แต่งกายอย่างชาวเมืองเชี่ยงใหม่ พูดภาษาเมืองเหนือทั้งตำหนัก และเป็นที่เดียวที่มีเมี่ยง แจกกันกินเป็นประจำ ช้อยเป็นคนรู้จักคนมาก จึงพาพลอยแทรกแซงเข้าไปได้ทั่ว แต่ช้อยบ่นเสมอว่า เที่ยวตามตำหนักไม่สนุก เพราะต้องระวังตัว สู้เที่ยวตามแถวเต๊งไม่ได้สบายใจกว่า เพราะที่แถวเต๊งนั้น ทุกคนแสดงกิริยาเป็นกันเองได้มากกว่า และบางเวลาถ้าจะส่งเสียงดังไปบ้าง ก็ไม่มีใครคอยห้าม นอกจากเที่ยวไปหาคนโน้นคนนี้แล้ว ที่ๆพลอยและช้อย ชอบไปวิ่งเล่นทุกครั้งที่มีโอกาส ก็คือสวนเต่า อันเป็นสวนอยู่ในวัง มีต้นไม้ขึ้นครึ้ม และมีสระน้ำที่ไม่ลึกพอลุยได้ ก้นสระนั้นปูด้วยหิน มีตะไคร่น้ำจับจนลื่น ช้อยเป็นคนสอนให้พลอยเล่นไถลลื่น คือวิ่งออกไปแล้วยืนทำขาให้แข็ง ปล่อยตัวให้ลื่นไปตามตะไคร่น้ำ ก่อนที่จะทำเป็น พลอยก็ล้มเปียกปอนไปทั้งตัวเป็นหลายครั้ง

 

 

         แต่ตามตำหนักต่างๆเหล่านี้ อาจมีอาการไม่กินเกลียวกันบ้างระหว่างข้าหลวงในตำหนัก สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่ก็เป็นแต่เพียงมึนตึง ไม่พูดไม่จากันถ้าไม่จำเป็น แต่สำหรับเด็กอย่างช้อย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหัวโจก ก็มีอาการกิริยาที่ค่อนข้างจะรุ่นแรง และแปลกประหลาด พลอยจำได้ว่า ช้อยไม่ชอบคนในอีกตำหนักหนึ่งอยู่ใกล้ๆ เวลาเดินสวนกัน ช้อยมักจะพูดจากระทบกระเทียบอยู่เสมอ แต่วันหนึ่งเกิดปะทะกันจังหน้า โดยเด็กขนาดเดียวกับช้อยจากตำหนักนั้น เดินสวนทางกับช้อยและถลึงตาเข้าใส่ ช้อยก็ถลึงตาเข้าใส่บ้าง ทั้งสองฝ่ายต่างหยุดเดิน ยืนถลึงตาเข้าใส่กันอยู่เป็นนาน คนที่เดินผ่านมาต่างก็พากันหัวเราะ บางคนก็มายืนดูและคอยหนุน แต่โดยเหตุที่ช้อยมีเพื่อนฝูงมาก จึงมีคนยกเก้าอี้มาให้นั่ง และเอาน้ำเอาขนมมาให้กิน ซึ่งช้อยก็ลงนั่งและกินน้ำกินขนม โดยไม่ลดสายตาลงเลย จนในที่สุดคุณสายต้องมาตามตัว และลากข้อมือกลับไปเฆี่ยน แต่ถ้าว่าตามความเห็นทั่วไปแล้วช้อยเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งช้อยก็คุยโตไปหลายวัน และพลอยก็รู้สึกภูมิใจไปหลายวันเหมือนกัน

 

 

         ทั้งที่ช้อยมีชื่อว่า เป็นคนหัวโจกแกกมะเหรกในกระบวนเด็กรุ่นเดียวกันนั้นเอง พลอยก็รู้อยู่ว่าในใจจริงนั้น ช้อยเป็นคนใจดีหาที่เปรียบได้ยาก เพื่อนฝูงขนาดเดียวกันไม่ว่าใคร หากจะบังเกิดมีเคราะห์หามยามร้าย ช้อยเป็นต้องให้ความเห็นใจช่วยเหลือเสมอ กับคนที่มีฐานะอันดี มีลูกหลานว่านเครือหรือบริวารคอยปฏิบัติ ช้อยดูจะไม่ค่อยสนใจนัก บางทีก็ล้อเลียนเอาลับหลัง แต่สำหรับคนแก่อีกประเภทหนึ่ง ที่อยู่ในวังมาช้านาน จนคนลืม มีฐานะที่ค่อนข้างจะยากจน และปราศจากลูกหลานบริวารคอยปฏิบัติ ช้อยมักจะเอาใจใส่เป็นพิเศษ ถ้ามีเวลาก็ไปหาพูดคุยด้วยถึงที่อยู่ บางทีก็หาของเล็กๆน้อยๆ เท่าที่จะหาได้ติดมือไปฝาก และคอยช่วยเหลือทำสิ่งต่างๆให้ เท่าที่จะทำได้ เวลาจะพูดจาด้วยก็ใช้คำอ่อนหวานน่าฟัง เป็นที่รักแก่พวกคนแก่ในวังที่อยู่เฉยๆ หรือขนาดพนักงานเฝ้าหอพระนั้นเป็นอย่างดียิ่ง กับเด็กเล็กๆ ช้อยมักจะทำตัวเป็นผู้คอยคุ้มครองป้องกัน บางทีก็อุ้มบ้างจูงบ้าง เวลาไปไหนมักจะมีเด็กเล็กๆตามเป็นแถว และโดยเฉพาะกับสัตว์แล้ว ช้อยเป็นรักดูดดื่มทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ชนิดใด ตั้งแต่ลูกนกกระจอก ที่ตกจากชายคาตำหนัก ไปจนถึงกับสัตว์ที่คนอื่นขยะแขยง เช่นลูกหนูและจิ้งจก ครั้งหนึ่งช้อยหายไปข้างนอกตำหนัก กลับมาหอบอ้อยที่ตัดเป็นท่อนสั้นๆ มาหลายท่อน ช้อยเรียกพลอยมาดู แล้วแบ่งท่อนอ้อยสั้นๆ นั้นให้ครึ่งจำนวน แล้วบอกให้ช่วยกันเลี้ยง พร้อมทั้งอธิบายว่า ในท่อนอ้อยนั้นมีตัวด้วงมะพร้าว ซึ่งช้อยไปรับอาสาคนที่ห้องเครื่องต้นว่า จะเอามาเลี้ยงให้จนครบกำหนด เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องการด้วงมะพร้าวเหล่านี้ ไปทอดตั้งเครื่อง ก็จะนำไปคืน ช้อยบอกให้พลอยเอาอ้อยฟังที่หู พลอยก็ทำตาม ได้ยินเสียงตัวด้วงกัดกินอ้อยอยู่ข้างในถนัด ช้อยและพลอยเป็นห่วงใยด้วงเหล่านั้นเป็นวักเป็นเวร แม้เวลานอนก็เอาไปวางข้างหมอน เพื่อฟังเสียงด้วงกัดอ้อย จนหลับไปกลับที่ พอครบกำหนดที่จะต้องส่งคืน ที่ห้องเครื่อง ทั้งช้อยและพลอยก็หอบอ้อยไป ช้อยถึงกับร้องไห้ด้วยความอาลัยด้วง ที่จะต้องตายในเวลาเร็ว พอไปถึงห้องเครื่อง พลอยก็เห็นเขาผ่าอ้อยเอาตัวด้วงซึ่งอ้วนกว่าหัวแม่มือและสีขาว เอาลงใส่อ่างซึ่งเต็มไปด้วยหัวกะทิ ปล่อยให้ด้วงกินกะทิต่อไปอีก แต่ช้อยก็ยังไม่ยอกกลับ ต้องนั่งรอจนเขาจับด้วงเป็นๆนั้น ลงทอดในกระทะน้ำมันร้อนๆ จนตัวด้วงนั้นเหยียดยาวออกไป แล้วก็เอาขึ้นมาหั่นเป็นแว่นๆ พร้อมที่จะจิ้มน้ำจิ้ม ช้อยจึงกลับ ระหว่างที่เดินทางกลับช้อยก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น จนคนที่รู้จักเห็นเข้าถามว่าใครตาย

 

 

         นิสัยเหล่านี้ทำให้พลอยนึกนิยมในตัวช้อยยิ่งขึ้นทุกวัน พลอยเป็นคนเฉยๆไม่ค่อยแสดงความรู้สึกของตน ให้ปรากฎ คนทั่วไปก็ว่ากันว่าพลอยเป็นเด็กขี้อาย แต่พลอยก็ได้อาศัยช้อย ซึ่งเป็นคนเก่งไม่ขี้อายนั้นเอง ช่วยทำให้หายเหงา และชักนำสิ่งที่น่าสนใจต่างๆมาให้พบเห็น ถ้าไม่มีช้อย พลอยก็ไม่แน่ใจ ว่าจะได้รู้จักกับคนอื่นๆ หรือไม่ พลอยก็ไม่แน่ใจนัก ส่วนนิสัยเมตตาอารีของช้อย ที่แฝงอยู่เบื้องหลังความซุกซน เก่งกาจนั้น พลอยเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะพลอยมีนิสัยเช่นนั้นอยู่ในตัว

 

 

         ในที่สุดวันที่พลอยเฝ้าคอยอยู่ ด้วยความประหวั่นพรั่นพรึงก็มาถึง เช้าวันหนึ่งแม่บอกอย่างกระทันหัน ว่าแม่จะออกไปจากวัง และได้ทูลลาเสด็จไว้ตั้งแต่เมื่อตอนกลางคืน ระหว่างที่พลอยหลับ ขณะที่แม่บอกนั้น พลอยเพิ่งอิ่มข้าว และเวลาก็เป็นตอนเช้าแดดออกจ้า แต่พอพลอยได้ยินแม่พูดดังนั้น ความรู้สึกที่เกิด เหมือนกับหิวข้าวขึ้นมาใหม่ และหิวอย่างมากจนมือเย็นเท้าเย็น และเหงื่อแตกท่วมตัว ทั้งที่รู้สึกหนาว แสงสว่างของแดด ในยามเช้าดูเหมือนจะถูกอะไรบดบัง จนมืดครึ้มไปทั่ว พลอยไม่สามารถลุกขึ้นจากที่นั่ง หรือขยับเขยื้อนกายได้ ได้แต่นั่งนิ่งๆ ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาไม่ขาดสาย แม้แต่จะส่งเสียงสะอึกสะอื้น พลอยก็รู้สึกว่าไม่มีกำลังพอ

 

 

         แม่เข้ามากอดพลอยไว้แน่น พลางกระซิบที่หูว่า

 

 

         "อย่าร้องไห้สิพลอย ช่วยแม่หน่อยเถิดทูลหัวของแม่ ถ้าพลอยร้องไห้แบบนี้ ใจแม่จะขาดเสียก่อน"

 

 

         แม่กอดพลอยอยู่นาน และพลอยรู้ว่าแม่ก็ร้องไห้เหมือนกัน เพราะเห็นแม่ยกชายผ้าห่มขึ้นซับน้ำตาบ่อยๆ

 

 

         "นิ่งเสียเถิดพลอย" เสียงแม่กระซิบสั่งต่อไป "นิ่งเสียเถิดคนดีของแม่ แม่เป็นคนมีกรรม ก็ต้องไปตามยถากรรม แต่แม่ไปแล้วไม่ใช่ไปเลย แล้วแม่จะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ พลอยอยากได้อะไร แม่จะได้หามาให้จากบ้านนอก"

 

 

         พลอยได้ยินแม่พูดว่า จะกลับมาบ่อยๆ ก็ใจชื้นบ้าง แม่สั่งต่อไปว่า

 

 

         "ข้าวของเครื่องแต่งตัวของแม่ แม่ไม่ได้เอาไปเลย ยกให้พลอยทั้งหมด แม่ฝากคุณสายไว้ทั้งหีบ และถวายบัญชีของไว้ที่เสด็จด้วย ของเหล่านี้ลูกโตขึ้นจะได้ใช้แต่งตัว ถึงจะมีไม่มากก็คงจะไม่ขายหน้าคนอื่นเขา จี้ทับทิมอันใหญ่เป็นของเสด็จประทานแม่ แหวนบ้างสายสร้อยบ้าง เป็นของแม่หาเอาทีหลัง คุณพ่อพลอยให้บ้าง แหวนนพเก้าอีกวงเป็นของเก่า คุณตาของพลอยให้แม่ไว้ ถ้าโตขึ้นพลอยจะขายหรือเปลี่ยนก็ทำเถิด ของอื่นๆแม่ไม่ว่า แต่แหวนวงนี้ ขอให้เก็บไว้ถึงลูกหลาน"

 

 

         แม่ร้องไห้อีกพักใหญ่ และกอดจูบพลอยอีกนาน ในที่สุดก็ตัดสินใจเด็ดขาดแบบของแม่ คือผละจากพลอย ร้องเรียกนางพิศให้มายกข้าวของไปคอยนอกวัง แม่ไปลาคุณสายและคนในตำหนัก แล้วก็รีบก้าวเดินออกจากตำหนัก ตรงไปประตูศรีสุดาวงศ์ มีพลอยเดินตามไปด้วย

 

 

         พอถึงหน้าประตู แม่ก็หันมากอดพลอย แล้วจูบแก้มทั้งสองข้าง แล้วสั่งว่า

 

 

         "อยู่ให้ดีๆนะพลอย หมั่นขึ้นเฝ้าเสด็จ แล้วก็อย่าดื้อ คุณสายเธอสั่งอะไรก็รีบทำตาม อีกหน่อยแม่จะเข้ามาเยี่ยม"

 

 

         แล้วแม่ก็หันหลังให้ เดินก้าวข้ามธรณีประตูปะปนกับฝูงคนข้างนอก หายลับไปจากสายตาของพลอย ผู้ซึ่งยืนน้ำตาไหลพราก และมีความรู้สึกเปลี่ยนจากเด็กในอกแม่ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องเลี้ยงตัวเองไปทันที

 

 

         "พลอย !" เสียงช้อยเรียกดังๆ จากข้างหลัง "มาวิ่งแข่งกันกลับตำหนักดีกว่า ใครถึงก่อนเป็นคนเก่ง !"

 

 

         แล้วช้อยก็ออกวิ่ง มีพลอยวิ่งตามไปติดๆทั้งน้ำตำ

 

 

         เมื่อวิ่งกลับมาถึงตำหนัก พลอยก็ผละจากช้อย วิ่งเข้าห้องโดยไม่ยอมฟังเสียงช้อยจะชวนเล่นอะไร ต่อมิอะไรต่อไปอีก

 

 

         คุณสายกำลังนอนพังพาบร้อยมาลัยดอกพุทธชาดอยู่กลางห้อง เห็นพลอยเข้าก็ถามเบาๆว่า

 

 

         "กลับมาแล้วหรือพลอย"

 

 

         แทนคำตอบ พลอยก็ยิ่งสะอื้นหนักเข้า และน้ำตาที่ไหลรินๆอยู่แต่เช้านั้น ดูเหมือนกับจะไหลเทออกมา อย่างหนัก 

 

 

         "มานั่งใกล้ๆป้านี่แน่ะ" คุณสายเรียก และเมื่อพลอยเข้าไปถึงก็สั่งว่า

 

 

         "ช่วยเด็ดก้านดอกไม้ให้หน่อยซีพลอย"

 

 

         พลอยช่วยคุณสายเด็ดก้านดอกไม้ ทั้งที่เกือบจะมองไม่เห็น เพราะน้ำตามีอยู่เต็มลูกตาทั้งสอง แต่ก็ยังดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ พลอยนั่งอยู่กับคุณสายจนร้อยพวงมาลัยเสร็จไปสามพวง คุณสายก็ทำอะไรจุกจิกต่อไป อีกหลายอย่าง ในที่สุดก็พูดว่า

 

 

         "ป้าจะขึ้นไปเฝ้าเสด็จสักหน่อย วันนี้พลอยจะนั่งเล่นที่นี่ก่อนก็ได้" แล้วคุณสายก็ออกจากห้องไปเงียบๆ พลอยนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในห้องนั้นมิรู้ว่านานเท่าไร ใจนั้นนึกได้แต่เรื่องที่แม่จากไป ทิ้งพลอยไว้ให้เหลืออยู่คนเดียว กับคนเป็นอันมากที่ยังไม่คุ้นเคยนัก แม่จะไปไหนจะเป็นอย่างไร พลอยก็ไม่สามารถจะเดาได้ถูก เพราะโลกภายนอกสำหรับพลอย ดูกว้างขวางเหลือประมาณ พลอยได้ยินแม่พูดว่าจะไปฉะเชิงเทรา ซึ่งพลอยพอจะเดาได้ว่า เป็นหัวเมืองบ้านนอก แต่ก็คงไกลสุดหล้าฟ้าเขียว ถ้าแม่กลับไปบ้านก็จะมิสู้กระไรนัก เพราะพลอยรู้แล้วว่าบ้านกับวังนั้นใกล้กับกันเพียงใด แต่เมื่อแม่ไปไกล ถึงเพียงนี้ แม่อาจไม่กลับมาอีก แม่อาจเจ็บไข้ตายไปเสียก่อนที่จะได้กลับ หรือพลอยอยู่ทางนี้เกิดเจ็บไข้ ใครจะมาคอยดู หรือถ้าเกิดเรื่องราวทำอะไรผิดพลาด ใครจะมาแก้ไข พลอยยิ่งนึกไปก็ยิ่งวิตก และใจนั้นก็นึกไป จนถึงรายละเอียดต่างๆ เป็นต้นว่าใครจะอาบน้ำแต่งตัวให้ ใครจะนอนด้วย ถ้าตื่นขึ้นมาตอนดึก ไม่มีแม่นอนอยู่ข้างๆ จะเป็นอย่างไร ระหว่างนั้นพลอยรู้สึกว่ามีใครโผล่ประตูห้องดูอยู่หลายหน ซึ่งพลอยเข้าใจว่า คงเป็นช้อย แต่ช้อยเห็นพลอยกำลังร้องไห้อยู่ ก็กลับไปอีกไม่เข้ามารบกวน เพราะคุณสายสั่งไว้ เมื่อตอนออกไปจากห้องว่า ให้ปล่อยให้พลอยร้องไห้จนนิ่งไปเอง ดีกว่าที่จะเข้าไปปลอบ ถ้าช้อยไม่ฟัง เข้าไปยุ่ง คุณสายจะตีให้ร้องไห้ ไปอีกคนหนึ่ง

 

 

         พลอยม่อยหลับไปเองในที่สุด มารู้สึกตัวตื่นขึ้นเอาตอนบ่าย เพราะคุณสายเข้ามาปลุก แล้วก็บอกว่า

 

 

         "เสด็จรับสั่งให้หาแน่ะพลอย ไปล้างหน้าล้างตาเสียก่อน แล้วขึ้นไปด้วยกัน"

 

 

         เมื่อพลอยล้างหน้าแล้ว คุณสายก็พาขึ้นไปชั้นบนตำหนัก เสด็จประทับอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของเฉลียง กำลังทรงทำอะไรอยู่ในอ่างน้ำใบย่อมๆ ที่วางอยู่ตรงหน้า มีข้าหลวงหมอบอยู่ใกล้ๆ อีกสองสามคน ทุกคนก็กำลังก้มหน้าทำอะไรอยู่เหมือนกัน พอพลอยคลานเข้าไปถึงพร้อมกับคุณสาย ก็รับสั่งว่า

 

 

         "อ้อ มาแล้วหรือพลอย เข้ามานี่ มาหัดทำผักไปบ้าง"

 

 

         พลอยเข้าไปใกล้แล้วจึงได้เห็นว่า เสด็จและข้าหลวงกลุ่มนั้น กำลังทำผักสำหรับบรรจุเป็นผักดองในขวด ทุกคนกำลังปอกและสลักผักต่างๆ อย่างประณีต บ้างก็สลักขิงให้เป็นรูปดอกไม้อันสวยงาม บ้างก็สานผักบุ้ง ที่ซอยออกแล้วเป็นสายเล็กๆให้เป็นรูปปลาตะเพียน คุณสายคลานไปถึงก็หยิบมีดมา ลงมือทำต่อไปทันที

 

 

         "เข้ามานั่งใกล้ๆ ข้าตรงนี้" เสด็จรับสั่ง "แล้วปอกขิงนี่ไป เอามีดเล่มนี้แน่ะทื่อหน่อย เดี๋ยวจะบาดมือเข้า" แล้วเสด็จก็ส่งขิงให้พลอยสองสามหัว พร้อมกับมีดเล็กๆเล่มหนึ่ง ซึ่งพลอยก็เริ่มลงมือปอกขิงไปตามรับสั่ง อีกสักครู่หนึ่ง เสด็จก็เอาพระหัตถ์ช้อนผักที่ทำเสร็จแล้ว ขึ้นมาหลายชิ้นให้พลอยดู แล้วรับสั่งถามว่า

 

 

         "สวยไหมพลอย"

 

 

         "สวยมังคะ" พลอยตอบ

 

 

         "ไหนลองชี้มาซิ อันไหนสวย หยิบออกวางไว้ในจานนั้นแหละ ชอบอันไหนก็หยิบอันนั้น"

 

 

         พลอยเลือกผักที่สลักอย่างประณีตที่สุดออกมาสองสามชิ้น แล้วก็วางไว้ในจาน เสด็จทรงพระสรวล แล้วรับสั่งว่า

 

 

         "ดูซิ ! มันเลือกชิ้นของข้าทั้งนั้นแหละ"

 

 

         "ก็เสด็จทรงได้งามจริงๆ นี่มังคะ" คุณสายทูลและพูดต่อไปว่า "หม่อมฉันท่าจะแก่เสียแล้ว หูตามองไม่ค่อยจะเห็นเหมือนก่อน ทำผักหยาบไปเป็นกอง"

 

 

         "โฮ้ย ดัดจริต !" เสด็จรับสั่ง "เด็กเมื่อวานซืน ! อ่อนกว่าข้าเป็นหลายปี ยังจะมาอ้างว่าแก่ ขี้เกียจน่ะไม่ว่า"

 

 

         คุณสายก้มหน้าหัวเราะแล้วทำผักต่อไป ระหว่างนั้นเสด็จทรงวางมีด หันไปหยิบหมากเสวย แล้วทอดพระเนตรพลอยปอกขิงอยู่สักครู่หนึ่ง พลอยได้ยินเสียงถอนพระทัยเบาๆ แล้วก็ได้ยินรับสั่งถามขึ้น เบาๆว่า

 

 

         "คิดถึงแม่มากไหมพลอย"

 

 

         "มากมังคะ" พลอยทูลตอบเสียงสั่น น้ำตาเริ่มจะซึมๆ ออกมาอีก

 

 

         "นั่นซี ข้าก็เห็นใจ" เสด็จรับสั่งอย่างทรงพระเมตตา "แต่จะทำอย่างไรได้ แม่เจ้าเขาก็ต้องทำมาหากิน ไปฉะเชิงเทรามันก็ไม่ไกลอะไรนักหนา อีกหน่อยก็คงกลับมาอีก"

 

 

         พลอยได้ยินเสด็จรับสั่งว่า ฉะเชิงเทราไม่ไกลนัก ก็ใขชื้นขึ้นเป็นกอง

 

 

         "อยู่กับข้าไปเถิดพลอย ไม่เป็นไรหรอก แม่ลูกกันจะไปไหนเสีย ไปแล้วก็จะต้องกลับมาหากันอีก และเม่เจ้าน่ะ ข้ารู้จักดี มันไปไหนไม่ได้นานหรอก อีกหน่อยก็กลับมาเอง ไม่เชื่อก็คอยดูไป"

 

 

         เสด็จเอื้อมพระหัตถ์มาลูบหัวพลอยเบาๆ แล้วรับสั่งปรารภขึ้นว่า "น่าสงสาร ตัวยังเล็กนัก สายช่วยดูให้ดีๆ หน่อย" ทรงหยุดนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วรับสั่งกับพลอยว่า

 

 

         "พลอยหมั่นขึ้นมาอยู่กับข้านะ ไม่ต้องกลัวอะไร อยากได้อะไรก็บอก มีทุกข์ร้อนอะไรก็บอกกันได้ ข้าไม่ว่าอะไร เราเป็นเด็กไม่ต้องกลัวผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็สั่งสอนไม่ถูก ถ้าเผอิญเป็นเรื่องที่จะต้องช่วยเหลือกัน ก็เลยช่วยกันไม่ทัน ถ้ามีแม่ยังอยู่ด้วยคอยช่วยดู ข้าจะไม่ห่วงเจ้าเท่าไร นี่แม่เขาก็ต้องออกไปเสียด้วย" แล้วเสด็จก็รับสั่งปรารภขึ้นลอยๆ เหมือนกับจะพูดกับคนทั้งตำหนักว่า

 

 

         "เฮ้อ ! นางพวกนี้เลี้ยงไม่รู้จักโตเสียที พอโตพอจะใช้งานได้ ก็หายหน้ากันไปหมด แล้วก็เอาลูกตัวเล็กๆ มาให้ข้าเลี้ยง"

 

 

         คุณสายซึ่งหมอบทำผักฟังอยู่ ก้มหน้าหัวเราะหึๆ อยู่ในคอ ส่วนข้าหลวงสาวๆ อีกสองสามคน ก็ก้มหน้ายิ้มไปตามกัน

 

 

         ตั้งแต่แม่ออกจากวังไปตอนเช้า ในหัวใจของพลอยมีแต่ความว่างเปล่า มีความรู้สึกเหมือนกับหลงทาง อยู่ในที่ๆ ไม่รู้จัก ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปทางทิศใดจึงจะถูก สิ่งที่พลอยต้องการมากที่สุด ก็คือคนที่จะหันหน้าเข้าหา แล้วยึดเอาไว้เป็นหลักได้ การที่ต้องจากกับแม่คราวนี้ เป็นทุกข์อันยิ่งใหญ่ครั้งแรก ที่พลอยต้องประสบในชีวิต จึงอยากให้มีใครสักคนหนึ่ง ที่เห็นใจแล้วเอาใจใส่ในทุกข์สุข แต่คุณสายผู้ซึ่งแม่ฝากพลอยไว้ก็เป็นคนนิ่ง ถือหลักว่าความทุกข์นั้นถ้าปล่อยไว้ ไม่แตะต้องก็จะหายไปเอง หรือบางทีคุณสายจะเห็นว่าพลอยเป็นเด็ก เกินกว่าที่จะทุกข์ได้จริงจัง หรืออาจเคยเห็นอาการเด็กที่ต้องจากพ่อแม่ มาอยู่วังมาแล้วมากต่อมาก คุณสายจึงไม่พยายามปลอบโยนเอาใจในยามนี้ แต่ปฏิบัติต่อพลอยเหมือนในยามปกติ ส่วนช้อยที่เป็นเพื่อนคนแรกของพลอยในวัง พลอยก็รู้สึกว่าช้อยคงเห็นใจตนอยู่ไม่น้อย แต่วิธีของช้อยไม่เหมือนกับคนอื่น แทนที่จะปลอบโยนเอาใจในยามทุกข์ ช้อยกลับชวนวิ่งแข่ง ป่ายปีนไปตามเรื่อง ซึ่งถ้าแม้ว่าพลอยจะทำด้วยได้ ก็ไม่ทำให้ความทุกข์นั้นคลายลงไป อนึ่งสิ่งที่พลอยต้องการ ก็คือคนที่จะมาแทนแม่ ซึ่งช้อยแทนไม่ได้แน่ เพราะเป็นเด็กรุ่นเดียวกันเท่านั้น

 

 

         เสด็จเป็นคนแรก ที่พูดว่าเห็นใจและสงสารพลอย คุณสายนั้น เมื่อรู้ว่าพลอยมีทุกข์หนัก เพราะแม่ออกจากวัง ก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึงแม่ให้พลอยได้ยิน เพราะกลัวว่าพลอยจะทุกข์เพิ่มขึ้นอีก แต่เสด็จมิได้ทรงหลีกเลี่ยงเรื่องนั้น กลับเอามารับสั่งโดยเปิดเผย และรับสั่งว่าทรงเห็นใจและสงสารพลอย พร้อมกับแสดงพระอาการที่ทรงพระเมตตา ด้วยการลูบศีรษะพลอย พลอยรู้สึกตื้นตันไปหมด เพราะคาดไม่ถึงว่า คนขนาดเสด็จจะมีพระทัย มาร่วมทุกข์กับเด็กตัวเล็กๆ ที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลยเช่นพลอย เมื่อแม่ยังอยู่ พลอยก็สังเกตว่า เสด็จไม่สนพระทัยในตัวกี่มากน้อย แต่ในวันที่แม่ไปนั้นเอง เสด็จก็ทรงพระกรุณาเป็นพิเศษ แสดงน้ำพระทัยให้ประจักษ์ พลอยรู้ตัวทันทีว่า คนทั้งโลกที่จะเข้ามาให้ความว่างเปล่าในหัวใจเต็มขึ้นมาได้ ก็คือเสด็จพระองค์เดียวเท่านั้น เมื่อนึกได้ดังนั้นแทนที่พลอยจะหยุดร้องไห้ พลอยกับร้องไห้มากขึ้น น้ำตาที่แห้งหายไปเมื่อตื่นนอนแล้ว กลับซึมออกมาอีก เมื่อเสด็จรับสั่งถึงแม่ก็เริ่มไหลพรั่งพรูออกมา และพลอยก็เริ่มสะอื้น โดยที่ตัวเองก็ไม่อยากทำต่อหน้าพระพักตร์เสด็จ

 

 

         พลอยเริ่มเหลียวซ้ายแลขวาทั้งน้ำตา เพื่อดูคนอื่นๆที่อยู่รอบตัวว่าจะทำอย่างไรบ้าง ข้าหลวงสาวๆ สองสามคนทำหน้าไม่ดี เหมือนกับจะร้องบ้าง แต่พอสบตากับพลอยก็รีบก้มหน้าลงทำผักต่อไป เหมือนกับว่าไม่อยากจะเห็น คุณสายมองดูหน้าพลอยอย่างหนักใจ เมื่อสบตากับคุณสายๆก็ส่ายหน้าช้าๆ ขมวดคิ้วเหมือนกับจะบอกให้พลอยหยุดร้องไห้ ซึ่งพลอยก็พยายามกล้ำกลืนน้ำตา แต่ก็ไม่สามารถทำตามได้

 

 

         "อย่าไปห้ามมันเลย สาย" เสด็จรับสั่ง "ปล่อยให้ร้องไปเถิด ข้าเห็นใจ ไฟฟืนที่ติดขึ้นมาเขาใช้น้ำดับ แต่ความทุกข์ในหัวใจคนนั้น ต้องดับด้วยน้ำตาอย่างเดียวเท่านั้น"

 

 

         อีกสักครู่หนึ่ง เสด็จก็รับสั่งเรียกข้าหลวงคนหนึ่งขึ้นว่า

 

 

         "สร้อย วานไปหยิบหีบใบที่วางอยู่ข้างม้าเครื่องแป้งให้ที"

 

 

         แม่สร้อยข้าหลวงคลานหายเข้าไปในห้องบรรทมครู่หนึ่ง แล้วก็กลับออกมาพร้อมด้วยหีบย่อมๆ ใบหนึ่ง ซึ่งแม่สร้อยเอามาวางถวายตรงที่เสด็จประทับอยู่ แล้วก็หมอบลงกราบ 

 

 

         "พลอยมานี่" เสด็จรับสั่งเรียก "กระเถิบเข้ามานั่งข้างๆข้าตรงนี้ จะให้ดูอะไร"

 

 

         เมื่อพลอยเข้าไปถึงพระองค์ เสด็จก็เปิดหีบนั้นขึ้น ฝาหีบด้านในมีกระจกเงาติดอยู่ ในหีบนั้นมีหีบเล็กหีบน้อยและตลับลงยา พร้อมด้วยของจุกจิกอื่นๆ อีกหลายอย่าง

 

 

         "พอทีพลอย" เสด็จรับสั่ง "เลิกร้องไห้เสียทีเถิด ดูซี" เสด็จทรงชี้ให้พลอยดูหน้าตัวเองในกระจก "ดูซีไม่สวยออก ยิ่งร้องนานๆ เดี๋ยวตาบวมแดงไปหลายวัน สวยตายละ !"

 

 

         พลอยดูหน้าในกระจกแล้วเห็นจริง เริ่มเช็ดน้ำตาให้แห้งลงได้ ด้วยความกลัวว่าจะเสียโฉม

 

 

         เสด็จทรงเปิดตลับและหีบนั้นอยู่หลายใบ ในที่สุดทรงหยิบสายสร้อยทองสามสีเล็กๆสายหนึ่ง มีกุญแจเล็ก ฝังทับทิมแขวนไว้ เสด็จทรงเอาสร้อยนั้นใส่ข้อมือประทานให้ แล้วรับสั่งว่า

 

 

         "เอ้า ! ข้าให้พลอยเป็นค่าจ้างให้เลิกร้องไห้ ถ้าเจ้าไม่เลิกขืนร้องต่อไป ประเดี๋ยวนางพวกเหล่านี้ ดัดจริตบีบน้ำตาร้องกันหมด"

 

 

         พลอยตัวเย็นวูบได้ด้วยความปิติ ที่ได้ประทานของด้วยพระหัตถ์แและด้วยความดีใจ พลอยก็ลงกราบ เสียชิดพระองค์ เกือบกราบลงไปบนพระเพลา แต่พอเงยขึ้นมาก็สะอื้นอีกสองครั้งติดๆกัน เพราะอาการร้องไห้ ยังไม่หายสนิท

 

 

         "เอ ! ยังไม่พอ" เสด็จรับสั่งยิ้มๆ "เอ้าๆ นี่อีกอย่างเอาไปเล่นไป๊" เสด็จทรงหยิบหีบใบเล็กขึ้นมา แล้วทรงไขลานที่ใต้หีบ แล้วก็ทรงเปิดฝาหีบนั้นขึ้น สิ่งที่พลอยเห็นทำให้พลอยตาลุกโพลง ด้วยความตื่นเต้นดีใจ เพราะทันใดที่ฝาหีบนั้นเปิดออก นกตัวเล็กๆตัวหนึ่งลงยาด้วยสีสวยสด ก็พุ่งตัวขึ้นมาจับคอน ขยับปีกร้องเพลง ด้วยเสียงอันเจื้อยแจ้ว

 

 

         บางทีเสด็จจะไม่ทรงทราบว่า อีกหลายสิบปีต่อมา เมื่อพลอยมีอายุมากแล้ว หีบนกร้องเพลงใบนั้น ได้ถูกพลอยเก็บไว้ที่หน้าบูชาพระ และเวลาพลอยมีทุกข์ร้อนอันใด พลอยก็มักจะเปิดหีบนั้น เพื่อฟังเสียงนกร้องเพลงเสมอ

 

 

 

 

 

บทที่ ๓ (หน้าที่ ๒)

 

 

         ตั้งแต่แม่จากไปแล้ว คุณสายก็เอาพลอยเข้ามานอนไว้ด้วยในมุ้งเดียวกัน รวมทั้งช้อยอีกคนหนึ่งเป็นสามคน ความสนิทสนมระหว่างเด็กทั้งสองก็มีมากขึ้นกว่าเก่า และเมื่อพลอยไปไหนมาไหนกับช้อยเสมอ พลอยก็ได้รู้จักเพื่อนฝูงในวังมากในเวลาอันไม่ช้านัก

 

 

         คืนหนึ่งตอนเข้านอน ช้อยบอกพลอยว่า

 

 

         "พลอยพรุ่งนี้ไปเที่ยวประตูวังกันนะ"

 

 

         "ไปซี" พลอยตอบอ่อยๆ "มีอะไรที่นั่นหรือช้อย"

 

 

         "ไม่มีอะไรดอก" ช้อยตอบ "แต่พรุ่งนี้เป็นวันพระกลางเดือน คุณพ่อมาหาฉันเสมอ แต่บางทีก็ไม่มา เราไปคอยดูที่หน้าประตูแล้วกัน ถ้ามาก็ออกไปหา"

 

 

         "คุณป้าไม่ว่าเอาหรือช้อย" พลอยถาม เพราะเห็นคุณสายเคยดุช้อย เรื่องไปเที่ยวไกลๆเสมอ

 

 

         "ไม่ว่าหรอก คุณอารู้อยู่แล้ว เผื่อฉันไม่ไปเสียอีกคุณอาจะว่าเอา เพราะคุณพ่อมีของมาฝากคุณอา เกือบทุกครั้ง บางทีถ้าเผื่อคุณอาอยากพบคุณพ่อก็ออกไปด้วย"

 

 

         เช้าวันรุ่งขึ้น ช้อยตื่นขึ้นอาบน้ำอาบท่าแต่เช้า แล้วชวนพลอยให้รีบกินข้าว พอพลอยเปิบข้าวเข้าปาก ยังไม่ทันกี่คำ ช้อยก็อิ่ม แล้วก็เร่งให้พลอยอิ่มตาม บอกว่าจะต้องรีบไป และเมื่อพลอยอิ่มข้าว ช้อยก็ชวนเดินออกจากตำหนัก มุ่งหน้าไปยังประตูวังชั้นใน

 

 

         ช้อยไปยืนเมียงมองที่หน้าประตู สักครู่ก็หันมาบอกพลอยว่า "นั่นแน่ะมาแล้วละ" แล้วช้อยก็รีบออกไปนอกประตู มีพลอยเดินตามไปใกล้ๆ

 

 

         ในหมู่คนที่มีทั้งหญิงและชาย เพราะเป็นที่นอกพระราชฐานชั้นใน ช้อยชี้ไปยังชายสูงอายุคนหนึ่ง นุ่งผ้าพื้นใส่เสื้อกระบอกสีขาว มีเด็กผู้ชายรูปร่างผอมโปร่ง ผิวเนื้อสองสี แลดูเหมือนเพิ่งจะโกนจุกได้ไม่นานนัก เพราะผมยังตั้งเป็นนกเอี้ยง ทั้งที่เจ้าตัวพยายามที่จะหวีดัดให้เป็นทรง แบบฝรั่งอย่างที่คนหนุ่มๆนิยมกัน ส่วนผู้ชายคนผู้ใหญ่นั้น ไว้ผมมหาดไทยแบบเดิม

 

 

         "พี่เนื่อง ! พี่เนื่อง ... ทางนี้ฉันอยู่ทางนี้"

 

 

         คนทั้งสองพอเห็นช้อยก็หัวเราะ และหลีกคนเดินตรงเข้ามาหา ช้อยวิ่งเข้าไปหาพ่อ ยกมือไหว้ที่เอว อย่างลุกลี้ลุกลน แล้วก็ฉุดข้อมือไปที่ริมกำแพงด้านหนึ่ง

 

 

         "สบายดีหรือช้อย" พ่อของช้อยถามอย่างอารมณ์ดี

 

 

         "สบายค่ะ" ช้อยตอบแล้วก็ถามขึ้นต่อไปอย่างไม่หยุดหายใจว่า "นั่นชะลอมอะไรคะ"

 

 

         "ลูกพลับ" พ่อพูด "พ่อเห็นมันน่ากินก็เอามาฝาก แล้วแม่เขาฝากน้ำพริกเผามาให้แม่สายด้วย ... อ้าวนี่แม่สายไม่มาหรือ"

 

 

         "คุณอามีธุระค่ะวันนี้" ช้อยตอบแทนเสร็จ "ฉันมากับเพื่อน" ช้อยหันมาทางพลอยแล้วพูดว่า "นี่ไงพลอย คุณพ่อของฉัน" เสียงช้อยพูดเหมือนกับอวดของที่มีราคาสูง ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตัว ทำให้พลอยชักเลื่อมใส ยกมือขึ้นไหว้พ่อของช้อยอย่างนอบน้อม

 

 

         "แล้วนี่ไงละพี่เนื่อง คนที่ฉันเล่าให้ฟังน่ะพลอย พี่เนื่อง นี่ไง พลอยเพื่อนฉัน"

 

 

         พี่เนื่องมองดูพลอยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็วิจารณ์ขึ้นมาอย่างเสียหายว่า

 

 

         "เด็กขี้ประติ๋ว หน้าตาขี้แยพิลึก ! " 

 

 

         พลอยไม่เคยมีใครมาว่าเอาตรงๆ เช่นนี้ พอได้ยินเข้าก็ชักหน้าเสีย พ่อของช้อยสังเกตมองเห็นสีหน้าพลอย ก็หัวเราะพูดขึ้นว่า

 

 

         "เจ้าเนื่อง ! จะพูดจากับชาวรั้วชาววังก็ระวังปากบ้าง ต่อไปเขาจะคุณข้างใน ไม่ใช่ลูกศิษย์วัดอย่างเอ็ง"

 

 

         ฝ่ายพลอยก็โกรธปะหลับปะเหลือก ออกรับแทนพลอยว่า

 

 

         "ดูซี่พี่เนื่อง อย่ามาว่าเพื่อนฉันนะ ตัวน่ะซีขี้แย"

 

 

         ฝ่ายพี่เนื่องโดนขนาบทั้งสองด้านก็หัวเราะแล้วพูดว่า "ก็ตามใจซี" แล้วก็มองดูอื่นต่อไป ระหว่างนั้น ช้อยก็พูดจาถามทุกข์สุขกับพ่อ ถามถึงเรื่องทางบ้าน และถามอะไรต่ออะไร จนฟังไม่ได้ศัพท์ ซึ่งพ่อก็ลูบหัวช้อยไปบ้าง ตอบปัญหาต่างๆ บ้างอย่างอารมณ์ดี จนในที่สุดช้อยหันไปทางพี่เนื่องแล้วถามขึ้นว่า

 

 

         "เออ ! พี่เนื่อง อีด่างของฉันเป็นอย่างไรบ้าง"

 

 

         "ออกลูกมาอีกครอกหนึ่งห้าตัว ร้องหนวกหูจะตายไป"

 

 

         ช้อยได้ยินดังนั้นก็ดีใจเป็นการเอิกเกริก เริ่มซักถามพี่เนื่องถึงเรื่องอีด่างหมาที่เลี้ยงไว้ที่บ้านต่อไป เป็นการยืดยาว ฝ่ายพ่อของช้อยก็หันมาสนใจกับพลอยแล้วถามว่า

 

 

         "แม่หนูลูกใคร"

 

 

         เมื่อพลอยบอกชื่อเจ้าคุณพ่อให้แล้ว พ่อของช้อยก็บอกว่า

 

 

         "อ้อ ! ฉันรู้จักท่านดีทีเดียว เคยเที่ยวด้วยกันมาแต่หนุ่มๆ ใจท่านดีหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว แม่ของแม่หนูล่ะ ชื่ออะไร"

 

 

         "ชื่อแม่แช่ม" พลอยตอบค่อยๆ เพราะยังอายอยู่

 

 

         "แช่มไหน แช่มที่เคยอยู่ตำหนักเสด็จน่ะรึ"

 

 

         พลอยพยักหน้า

 

 

         "อือ ! " คุณพ่อของช้อยอุทานอย่างสนใจ "ฉันเคยรู้จักแต่เขายังรุ่นสาว เห็นไปไหนมาไหนกับแม่สายเสมอ หายไปหน่อยเดียวมีลูกโตจนป่านนี้แล้ว ยังสวยเหมือนแต่ก่อนไหมแม่หนู"

 

 

         พลอยไม่รู้จะตอบชมแม่ของตัวอย่างไรถูก ก็ได้แต่ยิ้ม ฝ่ายพ่อของช้อย พิจารณาดูพลอยอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วรำพึงดังๆว่า

 

 

         "เมื่อตอนนั้นแม่แช่มเขาสวยเอาการอยู่ ถึงลือออกไปนอกวัง ใครก็พูดถึง" พ่อของช้อยหยุดมองดูพลอยต่อไป แล้วก็บอกว่า 

 

 

         "แม่หนูพลอยนี่ก็เถิด หน้าตาประพิมพ์ประพายดี โตขึ้นก็เห็นจะไม่แพ้แม่"

 

 

         แล้วช้อยก็เข้ามาขัดจังหวะคุยกับพ่อต่อไป ส่วนพี่เนื่องนั้นยืนยิ้มดูน้องสาว พอเหลือบมาเห็นพลอยมองดูอยู่ก็ยิ้มด้วย

 

 

         ในที่สุดพ่อของช้อยก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "ช้อยกลับเข้าไปเถิด บอกอาเจ้าด้วยว่าพ่อคิดถึง เอาละ พ่อไปก่อน มีธุระจะไปที่โรงโม่สักหน่อยหนึ่ง"

 

 

         เมื่อร่ำลากันแล้ว ช้อยกับพลอยก็หันหลังเดินจะกลับเข้าวัง แต่พลอยเดินคล้อยมาไม่ทันกี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงพี่เนื่อง พูดแกมหัวเราะว่า

 

 

         "ระวังอย่าขี้แยให้มันมากนักนะ"

 

 

         ซึ่งทำให้พลอยต้องเดินลงส้นเพราะความโกรธ และช้อยก็หันไปค้อนให้หลายวง พร้อมกับบ่นว่า

 

 

         "พี่เนื่องเดี๋ยวนี้ฉันเกลียดเสียจริงๆ ตั้งแต่โกนจุกแล้วไม่เหมือนเมื่อก่อน ทำหนุ่มอะไรก็ไม่รู้ ขวาง ! "

 

 

         ระหว่างที่เดินกลับตำหนัก ช้อยก็พูดถึงพี่เนื่องพี่ชายขึ้นว่า

 

 

         "พี่เนื่องถามฉันถึงพลอยเหมือนกันแหละ"

 

 

         "ถามว่าไง" พลอยซัก

 

 

         "ก็ถามว่าอยู่ที่ไหน มาเมื่อไรและใจคอเป็นอย่างไร อะไร เหล่านั้นแหละ"

 

 

         "แล้วช้อยบอกเขาว่ายังไงเล่า" พลอยซักต่อ

 

 

         "ฉันก็บอกว่าพลอยเป็นเพื่อนฉัน ฉันรักพลอยมากและเราอยู่ตำหนักเดียวกัน อะไรเทือกนั้น"

 

 

         "ช้อยรู้ไหม" พลอยปรารภขึ้น "ฉันเกลี๊ยดเกลียดเด็กผู้ชาย ตั้งแต่อยู่ที่บ้านแล้ว ฉันไม่เคยเล่นด้วยเลย ทะเล้นออกจะตายไป"

 

 

         "นั่นซี" ช้อยตอบ "ฉันก็เหมือนกัน อย่างพี่เนื่องนี่เมื่อฉันอยู่บ้านไม่มีใคร ต้องเล่นกันไปอย่างนั้น เดี๋ยวนี้นานๆพบที ฉันก็ไม่ชอบเหมือนกัน"

 

 

         พลอยก็รู้สึกพอใจที่ช้อยมีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้ และนึกในใจว่า เห็นจะคบช้อยไปได้อีกนาน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งที่ถูกเนื่องล้อเสียตั้งแต่หนแรกที่พบกัน พลอยก็ยังเก็บเอามาครุ่นคิด แต่แรกนั้นก็คิดถึงตัวอยากจะให้มีญาติพี่น้องหรือพ่อแม่ มาหาจากนอกวัง มีของเล็กๆน้อยๆมาฝาก ทำให้ผู้ที่ได้รับนั้นรู้สึกตัวว่าสำคัญขึ้น อย่างช้อยถ้าพ่อแม่มาหาทีไร ก็มักมีของมาฝาก บางทีก็เป็นส้มสูกลูกไม้ หรือของแห้งของสวน ซึ่งมีจำนวนมากพอที่คุณสายจะแบ่งตั้งเครื่องเสด็จบ้าง แจกจ่ายเพื่อนฝูงเป็นของกำนัลบ้าง ซึ่งช้อยก็มักจะพลอยได้หน้าได้ตา ว่าเป็นของพ่อช้อยส่งเข้ามา และยิ่งกว่านั้น คนมีญาติโยมไปมาหาสู่จากนอกวัง เป็นสิ่งที่เพิ่มความอบอุ่นในหัวใจ และทำให้ผู้มีญาติโยมมาหานั้นมีหลักฐาน มิใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก ฉะนั้นถึงแม้ว่า ในขั้นแรกพลอยรู้สึกอายๆ พี่เนื่องและพ่อของช้อยอยู่ก็ตาม แต่คราวหลังๆ เมื่อช้อยชวนออกไปพบกันอีก พลอยก็มักจะไปเสมอ เพราะคนเยี่ยมนั้นทำให้เกิดมีของแปลกและใหม่ขึ้นมาบ้าง สำหรับชีวิตจำเจ อยู่เป็นประจำทุกวัน และถึงแม้ว่าคนทั้งสองจะมิใช่ญาติโดยตรงของพลอย แต่ก็เป็นญาติของช้อย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิท ทำให้พลอยได้รับส่วนแบ่งเรื่องความสำคัญบ้างเป็นบางส่วน

 

 

         อยู่ต่อมาอีกหลายเดือนพลอยก็รู้จักกับพ่อ และพี่ชายของช้อยจนคุ้นเคย และพ่อของช้อยก็บังเกิดความปราณี รักพลอยเหมือนกับลูกสาวอีกคนหนึ่ง ถ้ามาครั้งใดพลอยไม่ออกไปก็ถามถึง และมักจะมีของกินเล็กๆน้อยๆ ติดมือมาฝากพลอยเสมอ ซึ่งสำหรับพลอย ที่ในขณะนั้นปราศจากญาติโยม ก็เป็นของที่มีค่ามาก และทำให้พลอยต้องตั้งหน้าคอยวันที่คนทั้งสองจะมาหาใหม่เท่าๆกับช้อยนั้นเอง

 

 

         เมื่อพลอยได้พบกับเนื่องหนต่อๆมา เนื่องก็มิได้ล้อเลียนเหมือนหนแรก แต่พูดจาปราศรัยด้วยโดยดี ส่วนมากพลอยก็ไม่ค่อยได้พูดด้วยเท่าไรนัก เพราะไม่มีเรื่องที่จะพูด ได้แต่ฟังช้อยคุยกับพ่อและพี่ ถึงเรื่องทางบ้านบ้าง ช้อยเล่าถึงเรื่องที่ตำหนักบ้าง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ครั้งใดที่คนทั้งสองหายไปไม่มาตามกำหนด พลอยก็รู้สึกว้าเหว่เสียใจไม่น้อยไปกว่าช้อย และบางครั้งพ่อของช้อยมาคนเดียว ไม่มีเนื่องตามหลังมาด้วย พลอยก็ต้องถามถึง ถ้าหากช้อยไม่ถามเสียก่อน บางครั้งบางคราวเนื่องก็มีของมาฝากเหมือนกัน แต่ต้องมีการแอบให้มิให้พ่อเห็น เพราะของฝากของเนื่อง ส่วนมากเป็นของแสลงเสาะท้อง ซึ่งถ้าพ่อเห็นแล้ว เป็นต้องห้ามเด็ดขาด เนื่องมักจะเอาห่อของเหล่านี้ แอบยัดเยียดให้แก่พลอย ในระหว่างที่ช้อยชักชวนพ่อคุย และหันหน้าไปเสียทางอื่น

 

 

         เมื่อแรกๆที่แม่จากไปพลอยคิดถึงอยู่หลายวัน ถึงเสด็จจะทรงพระเมตตา ทำให้พลอยคลายความวิตกต่างๆ ลงไปบ้าง แต่ความคิดถึงนั้นก็ยังมีบ้างเป็นครั้งเป็นคราว แต่ก็มีห่างๆกันออกไปทุกที เพราะพลอยเริ่มมีชีวิตใหม่ที่วัง และมีความคุ้นเคยต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆมากขึ้น พอที่จะดึงดูดความสนใจอยู่เป็นนิจ พลอยเริ่มเข้าใจเรื่องต่างๆ ที่คนพูดกัน เริ่มรู้ว่าชาววังรักใครชอบใคร ใครเกลียดกับใครบ้าง ใครรักกับใครบ้าง ตำแหน่งหน้าที่ต่างๆ เช่นคุณจอมมารดา คุณจอม ท้าวนางเฒ่าแก่พนักงาน ตลอดจนโขลนจ่าและกรมวัง พลอยก็เริ่มจะรู้จักและเข้าใจ กรณีพิพาทกินใจระหว่างตำหนักไหนกับตำหนักไหน หรือพวกไรกับพวกไร ตลอดจนความไม่ถูกันระหว่างตัวบุคคล พลอยก็เริ่มจะรู้เรื่อง และปฏิบัติตนได้ถูกับแต่ละฝ่าย หน้าที่ต่างๆ ที่เป็นของๆตัว เป็นต้นว่าขึ้นเฝ้าเสด็จคอยรับใช้ หรือถวายอยู่งานพัดในเวลาเสวย ทำให้พลอยได้รู้เหตุการณ์หลายอย่าง ทั้งในวังและนอกวัง เพราะเสด็จรับสั่งถึง และการฝีมือการทำดอกไม้ ทำกับข้าว ทำขนม พลอยก็เริ่มจะได้รับการอบรมสั่งสอนโดยไม่รู้ตัว เพราะอาศัยแต่ดูผู้ใหญ่ทำ หรือถูกเรียกให้ช่วยทำ จนในที่สุด ศัพท์แสงที่ใช้กันในวัง ซึ่งคนข้างนอกไม่รู้พลอยก็เข้าใจ และใช้ได้ถูกต้อง เป็นต้นว่ามีงานการอย่างใหญ่ ต้องตระเตรียมมาก ก็มักจะพูดกันว่า "ราวกับรับซาเรวิช" ซึ่งพลอยก็เข้าใจว่าเป็นงานใหญ่ โดยไม่ต้องรู้ว่า "ซาเรวิช" นั้นคือ พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ ๒ เมื่อเสด็จเมืองไทย สมัยเป็นมกุฏราชกุมารประเทศรุสเซีย ทางวังเตรียมรับเสด็จกันเป็นการใหญ่ จนกลายเป็นคำพูดติดปาก หรือคำว่า "แฟร่น" ที่ใช้สำหรับชาววังที่รักกันมากจนเกินขนาดนั้น ก็พอจะเดาความหมายได้รางๆ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่า คำนั้นมาจากภาษาอังกฤษว่า "Friend" แปลว่า "เพื่อน"

 

 

         เมื่อพลอยอยู่ในวังต่อมาอีกสองสามเดือน จนความคิดถึงแม่นั้นเกือบจะจางหมดไป มีแต่ความระลึกถึง กล่าวคือ เมื่อนึกถึงแม่ทีไร ก็นึกถึงด้วยความรักและความปิติ มิได้ประกอบด้วยความทุกข์ อันเกิดจากความปรารถนาที่จะอยู่ใกล้กับตัวแม่ หรือติดตามแม่ไปไหนๆอีกต่อไป ชีวิตในวังของพลอย ชั่วระยะเวลาห้าเดือนเศษ ทำให้พลอยเป็นเด็กที่เลี้ยงตัวได้เอง ไม่ต้องมีผู้ใหญ่มาคอยห่วง เรื่องจะกินจะนอน หรือจะอาบน้ำ

 

 

         วันหนึ่งขณะที่พลอยหมอบถวายอยู่งานพัดเสด็จอยู่ ขณะที่เสวยเครื่องกลางวัน ฟังเสด็จทรงเล่าเรื่อง เมื่อครั้งทรงพระเยาว์อยู่อย่างเพลิดเพลินนั้นเอง ช้อยผู้ซึ่งขึ้นมาทางบันได้หลังตำหนัก ก็คลานกระหืดกระหอบ เหงื่อท่วมตัวเข้ามาหมอบอยู่ข้างๆ เอามือคว้าด้ามพัดไปจากพลอย แล้วก็ถวายงานแทน พลางกระซิบอย่างตื่นเต้นว่า

 

 

         "พลอยรีบลงไปที่ห้องเถิด ฉันจะถวายอยู่งานแทน"

 

 

         "เรื่องอะไรกันช้อย" พลอยกระซิบถาม

 

 

         "รีบลงไปเถอะน่า" ช้อยตอบ "คุณอาสั่งไม่ให้ฉันบอก เดี๋ยวพลอยรู้เองก็แล้วกัน"

 

 

         พลอยคลานถอยหลังออกมาด้วยใจเต้นตึกตัก พอคลานถึงหัวมุมระเบียงด้านหลัง ลับพระเนตรเสด็จ พลอยก็ลุกขึ้นวิ่งเบาๆลงบันไดหลัง แล้วก็วิ่งตรงไปยังห้องคุณสายทันที เมื่อไปถึงหน้าประตูห้อง ยังไม่ทันจะเข้าไปข้างใน หัวใจพลอยก็พองโตแทบจะระเบิด ด้วยความดีใจ เลือดฉีดแรงจนร้อนซู่ไปทั้งตัว แทบจะทนไม่ไหว เพราะพลอยได้ยินเสียงแม่พูด อยู่ในห้องคุณสายอย่างชัดเจน 

 

 

         "แม่ ! " พลอยร้องขึ้นได้คำเดียว แล้วก็โผตัวเข้าไปในห้อง ไปรู้สึกตัวเอาอีกทีหนึ่ง ก็เมื่อตัวได้ขึ้นไปอยู่บนตักแม่ กอดตัวแม่ไว้แน่น แล้วก็หัวเราะและร้องไห้ไปพร้อมกัน

 

 

         "พลอย ! " แม่ร้องขึ้นพลางรัดตัวพลอยไว้แน่น แล้วก็จูบแล้วจูบอีก "พลอย ! ดูซีโตขึ้นเป็นกองเกือบจำไม่ได้ แล้วก็กระโดดเข้าใส่แม่เสียเต็มแรง ขาแข้งแม่จะหักตาย" แล้วแม่เองก็กอดจูบพลอย พลางหัวเราะทั้งน้ำตา ด้วยความดีใจเช่นเดียวกัน ส่วนคุณสายนั้นนั่งอมยิ้มดูอย่างพอใจเสียเป็นที่สุดแล้ว 

 

 

         "แม่มาถึงเมื่อไหร่" พลอยถามขึ้น

 

 

         "เพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้แหละลูก ยังไม่ได้ลูบเนื้อลูบตัวเลย พอขึ้นจากเรือมาจากฉะเชิงเทรา แม่ก็เข้ามาทีเดียว พลอยเป็นอย่างไรบ้างลูก เจ็บไข้หรือเปล่า ดื้อหรือเปล่า คิดถึงแม่มากไหม"

 

 

         "โธ่แม่" พลอยตอบ "คิดถึงจะตายไป แม่ทำไมไปนานนักละจ๊ะ"

 

 

         "ก็นั่นแหละลูก" แม่ตอบ "แม่ออกไปอยู่หัวเมือง ไปมาไม่ใช่ง่ายๆ คิดถึงลูกใจจะขาดแม่จึงได้มา นี่เคราะห์ดี ญาติของแม่เขาหาเรือมาส่ง ไม่ยังงั้นก็ยังไม่ได้เข้ามาหรอก ไหนออกนั่งห่างๆ ให้แม่ดูได้ทั่วสักที ว่าพลอยลูกแม่ โตขึ้นเท่าไหนแล้ว"

 

 

         พลอยกระเถิบออกนั่งห่างตัวแม่ ตามที่แม่บอก แม่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มองพลอยตั้งแต่หัวไปจนทั่วตัว เหมือนกับว่าจะดูไม่เบื่อ

 

 

         "ผิวพรรณดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเป็นกอง จริตกิริยาก็เป็นชาววังเข้าแล้ว" แม่รำพันขึ้นมาคนเดียว แล้วก็หันไปถามคุณสายว่า

 

 

         "คุณสายคะ ลูกสาวฉันนี่โตขึ้นจะสวยเอาการเที่ยวนะ"

 

 

         "ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ" คุณสายตอบ "เห็นจะสวยไม่แพ้แม่ทีเดียว"

 

 

         "วุ้ย ! คุณก็" แม่ท้วงขึ้น "ฉันไปสวยงามเสียแม่ไหร่ล่ะ เมื่อเด็กๆเท่านี้ขี้ริ้วจะตายไป พลอยเขาสวยกว่าเป็นกอง"

 

 

         ขณะนั้นนางพิศและผู้หญิงแก่ๆ หน้าตาเป็นชาวบ้านอีกคนหนึ่ง ก็เริ่มขนข้าวของๆแม่เข้ามาวางในห้อง ผู้หญิงแก่คนนั้น แม่บอกว่าชื่อยายเสม เป็นบ่าวที่แม่ช่วยไว้เพิ่มเติมจากนางพิศอีกคนหนึ่ง เพราะอยู่บ้านนอก นางพิศคนเดียวไม่พอทำงานหนัก ฝ่ายนางพิศพอเห็นหน้าพลอย ก็ร้องไห้โฮเหมือนกับใครตาย คลานตะปุบตะปับ เข้ามาจับตัวพลอยขึ้นทูนหัวทูนเกล้าแล้วร้องว่า

 

 

         "โอ้โฮ คุณพลอย โตขึ้นจนบ่าวผิดตา บ่าวคิดถึงคุณเหลือเกิน" แล้วก็เริ่มจะร้องไห้ต่อไปอีก จนแม่ต้องดุ ไล่ให้ไปขนของต่อ จึงถอยไป

 

 

         ของที่แม่เอามาคราวนี้ ดูมากมายนักหนา นับของที่ใส่ชะลอมก็สิบกว่าชะลอม มีลูกไม้กล้วยอ้อยจากบ้านนอกบ้าง ซึ่งแม่บอกว่าเอามาฝากเพื่อนฝูง ไข่ทั้งจืดทั้งเค็มและปลาแห้งปลากรอบ ซึ่งแม่บอกว่าจะเอามาถวายเสด็จ ได้คัดเลือกเอามาล้วนอย่างดีจริงๆทั้งนั้น ทำให้คุณสายต้องสัพยอกขึ้นว่า

 

 

         "ฉันอิจฉาเสด็จเสียวแล้วละ ข้าหลวงท่านช่างดีเสียจริงๆ ไปไหนมาเจ็ดร้อยย่านน้ำ ก็ต้องหาของมาถวาย เสียจนขนตั้งครึ่งค่อนวันก็ไม่หมด"

 

 

         "คุณไม่ต้องอิจฉาหรอกค่ะ" แม่ตอบ "ของฝากคุณดิฉันก็หามาพอๆ กับของถวายนั่นแหละ"

 

 

         "สาธุ ! แม่คุณ" คุณสายหัวเราะ "ฉันก็พลอยใหญ่โต มีของถวายไปด้วยคราวนี้เอง"

 

 

         แม่หันไปหยิบชะลอมมาใบหนึ่ง แล้วก็เรียกพลอยเข้ามาดูใกล้ๆ

 

 

         "พลอยมาดูอะไรนี่ซิ" แม่บอก "แม่หามาฝาก"

 

 

         แล้วแม่ก็หยิบชะลอมเล็กๆ น่าเอ็นดูเป็นที่สุดขึ้นมาหลายชะลอม ของในชะลอมนั้นเมื่อพลอยเห็น ก็เกือบจะลิงโลดด้วยความดีใจ ชะลอมหนึ่งมีปลากรอบตัวเล็กๆเท่านิ้วก้อย เข้าไม้ตับไว้อย่างกับของจริงๆ อีกชะลอมหนึ่งมีมะขามป้อมลูกเล็กๆได้ขนาด อีกชะลอมหนึ่งใส่ไข่เต่าเปลือกขาวสะอาด ส่วนอีกชะลอมหนึ่งนั่นใส่ไข่เค็มทำด้วยไข่นกกระจาบ พอกขี้เถ้าสีดำลูกเล็กๆ ไม่เกินปลายหัวแม่มือ แต่สิ่งสุดท้ายที่แม่ล้วงจากชะลอม ก็คือทุเรียนกวนพวงหนึ่ง ห่อกาบหมากเรียบร้อยเป็นห่อเล็กๆ แต่ละห่อน่าเอ็นดูเพียงจะขาดใจ

 

 

         คุณสายซึ่งนั่งดูของที่แม่นำมาฝากพลอย ถึงกับอดไม่ได้ ต้องอุทานออกมาว่า

 

 

         "ต๊าย ! ช่างทำน่าเอ็นดูเสียจริงๆ แม่แช่มนี่แกไม่ทิ้งนิสัยชาววัง ไม่ว่าจะไปไหนก็ช่างคิดช่างทำอยู่เสมอ"

 

 

         ส่วยพลอยนั้นได้แต่นั่งตะลึง ไม่กล้าจับต้องของเหล่านั้น เพราะความดีใจที่แม่กลับ และความตื่นเต้นในของแปลก ที่น่ารักน่าเอ็นดู ที่แม่หามาให้

 

 

         พลอยจำได้ว่าแม่เคยบอกพลอยไว้หลายครั้งหลายหนว่า แม่รักพลอยมากกว่าสิ่งใดหรือผู้ใดทั้งสิ้น บางคราวเมื่อแม่ไม่แสดงสนใจต่อตน หรือในระยะเวลาที่แม่หายไปนาน พลอยก็ชักจะสงสัยในคำพูดของแม่ แต่ในวันนี้ความสงสัยนั้นหายไปโดยสิ้งเชิง เพราะของที่แม่เอามาฝากแกพลอยโดยเฉพาะนั้น มิใช่ของที่หาได้ โดยปกติธรรมดา แต่เป็นของที่ต้องใช้เวลาใช้ความคิด เป็นของที่คนซึ่งรักกันและคิดถึงกันจริงๆเท่านั้น จะหามาให้แก่กันได้

 

 

         "ถูกใจไหมลูก" แม่หยิบของต่างๆออกวางกับพื้นห้อง แล้วก็หันมาถามพลอย แต่แทนคำตอบ พลอยก็โผเข้ากอดแม่ไว้แน่นอีกครั้งหนึ่ง เพราะความรู้สึกที่มีในใจนั้นมากเกินคำตอบ

 

 

         พลอยสังเกตเห็นของเล็กๆน้อยๆ ที่แม่เอามาฝากแต่ละอย่างนั้น มีอยู่อย่างละสองชะลอมบ้าง สามชะลอมบ้าง ส่วนมากยังคงอยู่ในชะลอมใหญ่ ที่แม่ใส่รวมมา จึงถามแม่อย่างเกรงใจว่า

 

 

         "แม่จ๋า ของนี่ฉันแบ่งให้คนอื่นได้บ้างไหม"

 

 

         "ได้ซีลูก" แม่ตอบ "แม่ก็นึกแล้วว่าพลอยต้องมีเพื่อนมีฝูงมาก จึงหาของมาเผื่อให้พอ พลอยจะได้แจกเพื่อนฝูงให้สบายใจ"

 

 

         พลอยได้ยินดังนั้นก็ใจพองขึ้นอีก กระเถิบเข้าไปนั่งที่ชะลอมใหญ่ ล้วงหยิบของชะลอมเล็กๆ ออกมาวางคัดไว้เป็นพวกๆ ใจก็คิดถึงจำนวนเพื่อนฝูงว่าจะแจกใครบ้าง และใครควรจะได้อะไร ไม่สนใจกับคำพูดของแม่ ในขณะนี้เริ่มคุยกับคุณสายต่อไป

 

 

         "ถ้าค้าขายไปได้อย่างนี้" เสียงแม่พูด "ฉันก็เห็นพอจะตั้งตัว ลืมตาอ้าปากกับเขาได้"

 

 

         "แม่แช่มค้าขายอะไรนะ" คุณสายถาม

 

 

         "ก็รับซื้อของพวกผักปลาจากชาวบ้าน" แม่ตอบ "ฉันซื้อแพเขาไว้ พวกพ้องเขาขายให้ถูกๆ รับซื้อจากเรือก็เอาขึ้นแพไว้ บางทีก็มีเรือจากกรุงเทพฯเขาไปรับซื้อ แต่พ่อฉิมเขาบอกว่ากำไรไม่งาม เขามีเรือหลายลำ เขาว่าให้เอาใส่เรือมาส่งกรุงเทพฯ แล้วซื้อของกรุงเทพฯ พวกผ้าผ่อนถ้วยโถโอชาม กลับไปขายได้อัฐมากกว่า ฉันมาคราวนี้ก็เอาของใส่เรือมาด้วย นึกว่าจะซื้อของกลับไปเหมือนกัน"

 

 

         "พ่อฉิมนี่ใคร" คุณสายถามพลางดูหน้าแม่อย่างเอาจริง ส่วนพลอยพอได้ยินเสียงแม่เอ่ยถึงคนอื่น ก็สนใจขึ้นมาบ้าง

 

 

         "เขาเป็นญาติห่างๆกับฉันเองแหละ" แม่ตอบแล้วหลบสายตาคุณสาย และจะเป็นด้วยอุปาทาน หรือจะเป็นด้วยแสงสว่าง ที่เข้ามาทางหน้าต่างก็สุดที่จะเดา พลอยสังเกตเห็นหน้าแม่เป็นสีชมพูเรื่อๆ

 

 

         "ฉันก็เคยบอกคุณแล้วว่า ฉันมีญาติอยู่ทางฉะเชิงเทรา" แม่อธิบายต่อ

 

 

         "ถ้าเป็นญาติเป็นโยมไว้ใจกันได้ก็แล้วไป" คุณสายพูดแล้วก็ถอนใจใหญ่ มือหนึ่งดึงเชี่ยนหมาก เข้ามาไว้ที่หน้าตัก แล้วก็ก้มหน้าลงค้นอะไรต่ออะไร เหมือนกับว่าไม่อยากสบตากับแม่เหมือนกัน

 

 

         "แม่แช่มกับฉันก็คนโตๆ อยู่ด้วยกันแล้ว" คุณสายพูดต่อ "แม่แช่มจะทำอะไรก็เป็นเรื่องของแม่เช่ม ฉันก็ไม่ควรจะเข้าไปยุ่งไปเกียว แต่นั่นแหละ แม่เช่มกับฉันก็อยู่ด้วยกันมาแต่ก่อน ฉันรักแม่แช่มเหมือนน้อง ลูกแม่แช่มฉันก็รักเหมือนลูกในไส้ จึงอยากจะพูดแต่เพียงว่า แม่แช่มจะทำอะไรก็ขอให้คิดให้ดีๆ ไม่คิดถึงตัวก็คิดถึงลูกบ้าง เพระเด็กมีชาติมีสกุล ดีไม่ดีเขาจะว่าได้"

 

 

         "ก็เพราะฉันเห็นแก่ลูกซิคุณ" แม่เถียงเสียงแข็ง "ฉันจึงยอกทนลำบาก ต่อไปเด็กจะได้ไม่น้อยหน้าใครๆ ที่เขาดูถูกพากันหมายหน้าไว้ว่า จะไม่มีวันดี"

 

 

         "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ" คุณสายพูด "คนอย่างฉันอย่างแม่แช่ม เกิดมาเป็นตัวก็เคยอยู่สบายกินสบาย อาศัยบุญเจ้านายคุ้มครองตัว งานหนักงานหนาก็ไม่เคยทำ แม่แช่มจะไปทำไหวหรือคนเดียว ถึงจะมีญาติผู้ชาย มาช่วยคิดช่วยอ่าน แม่แช่มก็ดูเสียให้ดีหรือเปล่าว่าเขาจะมาอีท่าไหน พลาดพลั้งลงไปก็จะเสียถึงลูก"

 

 

         แม่เหลือบชำเลืองมองพลอยแล้วก็ก้มหน้านิ่ง คุณสายนั่งมองแม่อยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นอย่างปลงตกว่า

 

 

         "แม่แช่มอย่ามาถือสาฉันเลย ฉันมันคางคกในกะลา ไม่มีหูมีตาเคยเห็นอะไรข้างนอก รักใครก็อยากให้ดี ฉันพูดมากไปเองแล้วละ ไปลูบเนื้อลูบตัวเสียเถิด เดี๋ยวจะได้ขึ้นเฝ้าเสด็จด้วยกัน ของถวายเป็นก่ายเป็นกองอย่างนี้ ดีพระทัยตายแน่"

 

 

         แม่หัวเราะแล้วก็ออกไปลูกตัวนอกห้อง หลังจากนั้นก็ขึ้นเฝ้าเสด็จพร้อมด้วยของถวาย ซึ่งทำให้พลอยดีใจ จนบอกไม่ถูก เพราะเสด็จทรงตื่นเต้นของจากบ้านนอก ที่แม่หามาถวายจริงๆ ที่พลอยดีใจมาก็เพราะว่า ของเหล่านั้นแม่ของพลอยเป็นผู้ถวาย และผู้ที่ได้รับก็คือเสด็จของพลอยเอง พลอยยังเด็กไปที่จะรู้ว่า ที่เสด็จดีพระทัยเป็นการเอิกเกริก ก็เพราะโปรดตัวผู้ให้ ถ้าหากแม่จะนำเอาไข่เป็ดเพียงลูกเดียว หรือปลากรอบเพียงตัวเดียวห่อผ้ามาถวาย เสด็จก็คงดีพระทัยเท่ากัน

 

 

         คืนวันนั้นเอง พลอยก็ได้นอนกับแม่อีกด้วยความอุ่นใจเป็นที่สุดที่แล้ว แม่กอดพลอยไว้ข้างๆตัว แล้วก็กระซิบถามว่า

 

 

         "รักแม่ไหมพลอย"

 

 

         "รักจ้ะแม่" พลอยตอบ

 

 

         "รักเท่าไหน"

 

 

         "รักเท่าฟ้าจ้ะ" พลอยตอบอย่างเคยทุกทีที่แม่ถาม แม่หัวเราะเบาๆ จูบแก้มพลอย แล้วกระซิบถามว่า

 

 

         "พลอยถ้าแม่จะมีพ่อใหม่ให้ พลอยจะว่าอย่างไร"

 

 

         "ก็พลอยมีเจ้าคุณพ่ออยู่แล้วนี่จ๊ะแม่" พลอยตอบอย่างสงสัย เพราะไม่รู้จริงๆว่าจะมีพ่อพร้อมๆกันสองคน ได้อย่างไร

 

 

         แม่นิ่งอยู่นาน แต่ในที่สุดก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "นอนเสียเถิดพลอย แม่เอาเรื่องอะไรมาพูดก็ไม่รู้" อีกครู่หนึ่ง แม่ก็ปรารภขึ้นเบาๆกับความมืดว่า "ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น แต่ต้นอยู่ฟากข้างโน้น ไม่ได้อยู่ในมุ้งนี่" ซึ่งพลอยก็ไม่ได้สนใจเท่าไร เพราะเกือบหลับอยู่แล้ว

 

 

 

 

 

บทที่ ๔ (หน้าที่ ๑)

 

 

        แม่เข้ามาอยู่ในวังราวๆ ๑๐ วัน แต่ในระหว่าง ๑๐ วันนั้น พลอยได้พบกับแม่เฉพาะตอนเช้าและตอนบ่าย เพราะเวลากลางวันแม่ออกไปนอกวังทุกวัน อ้างว่าจะไปทำธุระเรื่องค้าขาย และทุกวันที่แม่กลับมาจากข้างนอก แม่ก็จะต้องมีขนมหรือของกินมาฝากเสมอ พลอยสังเกตเห็นอาการกิริยาของแม่ผิดแปลกไปอีก เพราะบางทีแม่ก็นั่งเหม่อ เหมือนกับจะคิดอะไรอย่างใจลอย บางคราวก็เหมือนกับนึกถึงสิ่งรื่นรมย์ใจ แล้วก็ซ่อนยิ้มไว้ในใบหน้า แต่บางคราวเวลานอนอยู่ด้วยกันกลางคืน แม่เอื้อมแขนมากอดพลอยไว้ แล้วก็ถอดใจใหญ่บ่อยครั้ง หลังจากคืนแรกที่แม่มาถึงแล้ว แม่ก็มิได้เอ่ยปากพูดถึงคนอื่น หรือตั้งปัญหาถามพลอย เรื่องจะมีพ่อใหม่อีกดีหรือไม่อีกเลย เมื่อแม่อำลาว่าจะกลับไปฉะเชิงเทรา เพราะธุระกิจทางกรุงเทพฯเสร็จแล้ว และเรือที่อาศัยเขามานั้นคอยอยู่ พลอยก็มิได้รู้สึกเสียใจเหมือนคราวก่อน เพราะเห็นจริงเสียแล้วว่า ถึงแม่จะต้องจากไป แม่ก็จะต้องกลับมาอีกในวันข้างหน้า และของต่างๆที่แม่นำมาฝากจากบ้านนอกนั้น ดูเหมือนจะคุ้มกับความคิดถึงแม่ที่พลอยต้องอดทน และเมื่อแม่จากไปอีกเป็นหนที่สอง พลอยก็มิได้รู้สึกว่า ตนถูกทอดทิ้งเหมือนเมื่อครั้งแรก เพราะขณะนี้ พลอยรู้สึกว่าตนมีส่วนอยู่ในชีวิตในวังหลวง มีพวกพ้องเพื่อนฝูง ที่ยอมรับว่าพลอยเป็นคนหนึ่งในหมู่ของตน มีเสด็จเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตในวัง และมีหน้าที่เล็กๆน้อยๆ ที่จะต้องทำทุกๆวัน ทำให้เวลาแต่ละวันผ่านไปได้ โดยไม่เปล่าเปลี่ยว 

 

 

         พลอยเริ่มรู้สึกตัวว่า ชีวิตในวังนั้นมิใช่ว่าจะคงที่เป็นปกติอยู่ตลอดไป ตามธรรมดาชีวิตประจำวัน ก็มีเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับส่วนตัวบุคคลสำหรับพูด สำหรับวิจารณ์ ซึ่งทำให้พลอยซึ่งยังเป็นเด็ก ได้แต่คอยฟังอยู่เสมอ แต่นอกจากนั้นยังมีงานต่างๆในวัง ซึ่งทำให้พลอยต้องใจเต้นระทึกอยู่เสมอ ด้วยความหวังว่า จะได้เที่ยวได้สนุก งานที่พลอยเห็นว่าสนุกเป็นหนักหนา และอีกหลายสิบปีต่อมา ถึงแม้ว่าพลอยจะมีอายุมากแล้ว แต่เมื่อนึกถึงก็ยังอดใจเต้นไม่ได้ ก็คืองานโสกันต์ทูลกระหม่อมฟ้า พระเจ้าลูกยาเธอ ก่อนจะถึงกำหนดที่จะมีงานโสกันต์ ข่าวลือก็มักจะผ่านมาทางปากผู้ใหญ่ ว่าจะมีอะไรบ้าง ใครจะได้เป็นนางสระเข้ากระบวนแห่ ใครจะได้ถือมยุรฉัตร ใครจะได้เป็นนางเชิญเครื่องและนางพัด ท่านกำหนดให้แต่งตัวอย่างไร จะสวยหรือไม่ ต่อไปก็ถึงเรื่องทูลกระหม่อมที่จะโสกันต์นั้น จะทรงเครื่องอย่างไรบ้าง ในงันฟังสวดทั้งสามวัน และในวันโสกันต์หรือวันสมโภช และเขาไกรลาสที่จะมีงานโสกันต์นั้น จะตกแต่งดงามและน่าสนุกสักเพียงใด เรื่องเล่ากันทั้งหมดนี้ พลอยฟังไม่มีเบื่อ และยิ่งใกล้กำหนดวันเข้ามา พลอยก็ยิ่งเร่งวันเร่งคืน จะให้ถึงกำหนดงานเร็วๆ บางคืนคิดถึงแต่เรื่องจะเที่ยวงาน จนนอนไม่หลับ และในเทศกาลเช่นนี้ ก็เป็นเวลาที่ชาววัง จะต้องตระเตรียมเครื่องแต่งตัว ข้างของเครื่องประดับ ของบางรายที่เที่ยวจำนำไว้ ก็ต้องหาหนทางไถ่ถอนเอามาแต่งตัวให้ได้

 

 

         ยิ่งใกล้วันมีงานเข้าไปอีก ทั้งพลอยและช้อยก็อดรนทนไม่ไหว กลางวันว่างๆก็ต้องชวนกันเล็ดลอด หนีจากตำหนัก แล้วออกทางประตูย่ำค่ำ ไปดูเขาสร้างเขาไกรลาสที่ข้างๆ พระที่นั่งอัมรินทร์ เริ่มดูตั้งแต่เขาไกรลาส ยังเป็นโครงไม้ไผ่สาน จนถึงเวลาที่เขาเอาแผ่นดีบุกหุ้ม แล้วทาสีให้เหมือนศิลาจริงๆ ทุกครั้งที่ไปดูก็จะเห็นเขาไหรลาส อันเป็นที่สรงน้ำหลังโสกันต์นั้นผิดตาไปทุกครั้ง จนในที่สุด เมื่อใกล้วันงานเข้า มณฑปใหญ่ยอดเขาก็สร้างเสร็จ บุษบกที่สรงก็เสร็จลงข้างๆกัน เจ้าพนักงานเริ่มใส่ต้นไม้ต่างๆ และต่อน้ำพุในเขา และกั้นราชวัตรปักฉัตรโดยรอบบริเวณเขาไกรลาส ในเรื่องความเคลื่อนไหวต่างๆเหล่านี้ พลอยและช้อย ดูเหมือนจะรู้มากกว่าใครๆในตำหนัก แม้แต่เสด็จก็ต้องรับสั่งถามบ่อยๆ จนช้อยและพลอยกลายเป็นพนักงาน รายงานเกือบทุกเวลาเสวย ว่าอะไรคืบหน้าไปแค่ไหนแล้ว 

 

 

         จนในที่สุดก็ถึงวันที่เฝ้าคอยกันอยู่ทุกคน คือวันที่เจ้านายโสกันต์ เสด็จออกฟังสวดวันแรก ช้อยและพลอยไปคอยดูแห่อยู่ตั้งแต่กลางวัน จนตกบ่ายจึงจะได้เห็นกระบวนแห่ ผ่านจากพระราชฐานชั้นใน ออกมายังเขตพระราชฐานชั้นนอก ในระหว่างที่คอยดูแห่อยู่นั้น ทั้งพลอยและช้อยรู้สึกร้อนจนเหงื่อตกเปียกชุ่ม ไปทั้งตัว เพราะไหนจะแดดที่กระทบกับพื้นหิน เป็นไอร้อนกลับขึ้นมา ไหนจะต้องเบียดเสียดกับคน ที่มาคอยดูแห่เช่นกัน ทั้งช้อยและพลอยตกลงว่าจะจูงมือกันไว้แน่น ไม่ยอมให้พลัดกันไปได้ พอพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกส่งทูลกระหม่อมขึ้นพระยานมาศ เสียงประโคมสังข์แตรจากข้างใน บอกให้พลอยรู้ว่า กระบวนแห่จะเริ่ม ความร้อนก็หายไปเพราะความตื่นเต้น ทำให้พลอยลืมทุกอย่าง นอกจากจะดูให้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น

 

 

         ต้นกระบวนแห่นั้น เป็นทหารเดินแถวเป่าแตรวง มีทหารแบกปืนเดินก้าวเท้าพร้อมกันได้จังหวะ เดินผ่านไปกองร้อยหนึ่งก่อน เสียงกองใหญ่แตรวงตีเป็นจังหวะเร้าใจ ทำให้หัวใจพลอยเต้นเข้าจังหวะตาม พอเสียงแตรวงไกลออกไป เสียงกลองแขกคู่หนึ่งที่นำขบวนหลังก็ดังใกล้เข้ามา และเสียงปี่ชวาเจื้อยแจ้ว ก็ดังขึ้นแทนเสียงแตรฝรั่ง ที่ค่อยๆเบาลง มีขุนนางเดินประณมมือเป็นคู่เคียงเป็นคู่ๆ ถ้ดจากนั้น ไปถึงคู่แห่มหาดเล็ก เดินเป็นคู่ๆเช่นเดียวกัน แล้วจึงถึงกระบวนเด็กๆ ที่มาเข้ากระบวนแห่ ตามติดๆ มาด้วยหมวดกลองชนะและแตรสังข์ ซี่งเป่าเป็นระยะๆ สองข้างเป็นพวกเครื่องสูง มีคนแต่งเป็นอินทร์พรหม เดินถือเครื่องสูงพวกฉัตรและบังแทรก แลดูสล้างเหมือนกับต้นไม้ที่เดินได้ จากนั้นก็ถึงพวกพราหมณ์ที่เข้ากระบวน มีทั้งพราหมณ์เป่าสังข์และแกว่งกลองเล็กๆ สองหน้ามีเสาปักกลางมีลูกตุ้มแขวน ที่เรียกว่าไม้บัณเฑาะว์ เสียงดังปงปัง และมีพราหมณ์โปรยข้าวตอก ในระหว่างเครื่องสูงที่เชิญมาสลับสลอนนั้น มีมหาดเล็กถือพระแสง เดินแซงอยู่ด้วย ต่อจากนั้นไปพวกผู้หญิงที่มาดูแห่ซุบซิบกันด้วยความสนใจ และสะกิดกันให้ดู จุดที่สนใจก็คือ เด็กผู้ชายเล็กๆ สองคนแต่งตัวสวยงามถือขนนกการเวก เสียงกระซิบกันว่า "น่ารัก" หรือ "น่าเอ็นดู" ดังอยู่ทั่วไป แล้วจึงถึงนางมยุรฉัตรอีกคู่หนึ่ง แต่งกายนุ่งยกจีบห่มผ้านางประดับอาภรณ์เครื่องทองของจริง เดินถือหางนกยูงตามติดๆมาด้วย เด็กผู้หญิงอีกคู่หนึ่งแต่งกายคล้ายๆกัน แต่ในมือถือกิ่งไม้เงินทอง แล้วจึงถึงพระยานมาศ อันมีทูลกระหม่อมประทับอยู่ แต่งองค์ด้วยเครื่องเพชรล้วน ต้องแสงแดดตอนบ่าย เป็นประกาย ทุกคนที่คอยดูแห่อยู่ อดอุทานมิได้ว่า "งามจริง ! " ถัดจากนั้นไปก็เป็นกระบวนขุนนางตามเสด็จ และนางเชิญเครื่อง และนางพัดอีกเจ็ดคน แล้วจึงถึงพวกนางสระและพวกข้าหลวงตามเสด็จ ตอนนี้ที่ความสนใจของคนดูมีมากขึ้น เพราะคนนี้ก็รู้จักคนนั้น คนนั้นก็รู้จักคนโน้น ต่างพากันสะกิดให้ดูกันอยู่ทั่วๆไป

 

 

         พลอยและช้อยไม่สนใจกระบวนแห่ตอนท้ายเท่าไรนัก เพราะพอได้ฤกษ์เคลื่อนกระบวน การมหรสพทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในสนามข้างหน้า ก็เริ่มลงโรงพร้อมกัน พอได้โอกาสทั้งพลอยและช้อย ก็จูงมือกันเตร่ไปทางด้านโรงมหรสพ ที่ตรงสนามหลังวัดพระแก้ว มีการละเล่นที่น่าดูหลายอย่าง มีไม้ลอย ซึ่งคนปีนไม้สูงขึ้นไปยืนอยู่บนยอด มีไต่ลวดและการแสดงโลดโผนอื่นๆ ที่พลอยชอบมากที่สุด ก็เห็นจะได้แก่ กระอั้วแทงควาย มีคนสองคนเข้าไปอยู่ในผ้าคลุม ถือหัวควายแสดงกิริยาเหมือนควายจริงๆ มีชายคนหนึ่ง เล่นเป็นผัวนางกระอั้ว ถือหอกไล่แทงควาย และมีคนแต่งเป็นนางกระอั้ว อย่างตลกน่าหัวเราะ ถือร่มขาด และกระเดียดกระจาดคอยวิ่งตามหลัง ส่วนควายนั้นก็วิ่งไล่ขวิดคนทั้งสอง ซึ่งหนีบ้างสู้บ้าง ด้วยท่าทาง ที่ทำให้คนดูต้องหัวเราะ ท้องคัดท้องแข็ง ดูเท่าไรก็ไม่เบื่อ ส่วนการละเล่นที่เรียกว่า โมงครุ่มและระเบงนั้น ผ่านไปดูได้ประเดี๋ยวหนึ่ง ช้อยก็ชวนไปที่อื่นบอกว่าเบื่อไม่เห็นมีอะไร ร้องซ้ำๆ ซากๆ อยู่ได้

 

 

         พอตกค่ำถึงเวลาเริ่มจุดไฟ ทั้งช้อยและพลอยก็ไม่มีตาสำหรับจะดูที่อื่น นอกจากเขาไกรลาส เดินวนกันอยู่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนนับรอบไม่ถ้วน เพราะเวลากลางคืนและแสงไฟที่ประดับประดาไว้ ได้เปลี่ยนสภาพเขาไกรลาสที่ทำด้วยไม้ไผ่และดีบุก ให้กลายเป็นเขาไกรลาสในเทพนิยายไปจริงๆ ต้นไม้ต่างๆที่ปลูกไว้บนเขา ดูระยิบระยับ ได้ด้วยดอกไม้ที่ถูกแสงไฟและลูกแก้วสีต่างๆ ที่แขวนไว้ รูปภาพต่างๆ ถูกแสงไฟเข้าก็กลับมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรูปเทวดาหรือรูปสัตว์ ที่เรียงรายอยู่ทั่วไป ตามเชิงเขาไกรลาสนั้น ทำเป็นคูหา แต่ละคูหาก็ตั้งตุ๊กตา ไขกลไกกระดิกตัวเคลื่องไหวได้ เหมือนคนจริงๆ แต่ละคูหาก็แสดงเรื่องต่างๆ มีรามเกียรติ์บ้าง อิเหนาบ้าง สังข์ทองบ้าง จับเอาตอนใดตอนหนึ่งมาแสดง ซึ่งแสดงเป็นภาพตุ๊กตากล ซ้ำอยู่ไม่รู้จบ และพลอยก็ยืนดูอยู่ได้ไม่รู้เบื่อ ความรู้สึกหิวข้าวหรือง่วงนอนนั้นเป็นอันว่าลืมได้สนิท แม้แต่จะหนาวจะร้อนก็ไม่รู้สึก จนตกดึกน้ำค้างเริ่มลงจึงกลับตำหนัก พร้อมด้วยความเหนื่อยอ่อนและอิ่มใจ ที่ได้เที่ยวสนุก แต่พอรุ่งขึ้นพลอยก็กระวนกระวาย อยากไปดูงานอีก และก็ได้ดูตลอดงานซึ่งกินเวลาหลายวัน พอเสร็จงานแล้วเสด็จถึงกับทรงทักว่า "นังพลอยเที่ยวงานเสียผอม" 

 

 

         เมื่อมีงานคราวนี้ พลอยได้เห็นทั้งพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จฯ ตลอดจนเจ้านายพระองค์อื่นๆอย่างใกล้ชิด พลอยได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวหลายครั้ง ขณะที่เสด็จออกรับพระกรทูลกระหม่อมในงานโสกันต์ และตอนกลางคืน ขณะที่ยืนดูเขาไกรลาสเพลินอยู่ เสียงโขลนร้องลากเสียงมาแต่ไกลว่า "ห้ามคนให้หยุด ... " เป็นสัญญานว่า เสด็จลงทอดพระเนตรงาน แต่แรกพลอยกำลังเดินเพลินไม่รู้ตัว จึงยืนเฉยๆ อยู่ รู้สึกตัวเอาตอนช้อยฉุดตัว ให้ลงหมอบ และพอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีหนึ่ง ก็แลเห็นพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จฯ พร้อมด้วยเจ้านายทรงพระเยาว์ อีกหลายพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินผ่านมาใกล้ๆ ถ้าหากพลอยเอื้อมแขนของตนออกไปจนสุด นิ้วมือก็จะแตะพระบาทได้พอดี พลอยขนลุกซู่ไปทั้งตัว และรู้สึกว่าหัวใจพองโต การอบรมสั่งสอนที่ได้รับ จากพ่อแม่ และบรรพบุรุษมิรู้กี่ชั่วคน ให้จงรักภักดีให้กตัญญูต่อพระเจ้าอยู่หัว และให้เกรงกลัวอาญา จากเจ้าชีวิตของตนนั้นเดือดพล่านอยู่ในหัวใจ ทั้งที่พลอยยังเป็นเด็ก ความรู้สึกในขณะนั้นบอกไม่ถูก จะเรียกว่าเป็นความปิติยินดีสุดขีด ที่ได้เฝ้าแหนจนใกล้ชิดก็ได้ หรือจะเรียกว่าเป็นความเกรงกลัว ขนาดขนพองสยองเกล้าก็ได้อีกเหมือนกัน พลอยรีบฟุบหน้าลงกราบแล้วก็ก้มหน้านิ่งอยู่ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองดูต่อไป แต่มีความรู้สึกบอกได้ว่า ได้เสด็จพระราชดำเนินผ่านไปอย่างช้าๆ ได้ยินเสียงเจ้านายเล็กๆ ทรงพระสรวล และต่อมาก็ได้ยินเสียงข้างในตามเสด็จคุย และหัวร่อกันเบาๆ

 

 

         พลอยหมอบอยู่อีกนานไม่กล้าเงยหน้า จนรู้สึกชาที่ขาพับเหมือนกับจะเป็นเหน็บ ช้อยเอื้อมมือมาสะกิด แล้วบอกว่า

 

 

         "พลอยดูซี เสด็จก็เสด็จ"

 

 

         และทันใดนั้น เสียงของเสด็จที่พลอยได้ยินอยู่จนเจนหู ก็ดังขึ้นว่า

 

 

         "อ้าว ! นางพลอยกับนางช้อยมาหมอบกระแตอยู่นี่เอง"

 

 

         ทั้งช้อยและพบอยเงยหน้าขึ้นยิ้ม ช้อยนั้นยิ้มอย่างกว้างขวาง ถึงเห็นฟันตลอด

 

 

         "ดูซิ ! " เสด็จทรงพระสรวล "พอทักเข้าหน่อย เลยทำท่าเฝ้าแหนราวกับเป็นพระญาติ เอ้า ! ถือนี่ไป" แล้วเสด็จก็ทรงยื่นกล่องหมากเสวย ให้พลอยถือตามเสด็จ

 

 

         พลอยเชิญกล่องหมากเสวยตามเสด็จไป เหมือนกับกล่องหมากนั้นมีชีวิต ต้องถนอมด้วยความบรรจง อย่างยิ่ง ส่วนช้อยก็เดินตามมาข้างๆ ทั้งสองคนหน้าบาน เพราะกลายเป็นคนสำคัญได้เข้ากระบวน ช้อยนั้นเดินใช้สายตาสอดส่าย ดูคนที่หมอบเรียงรายอยู่ทั่วไป เผื่อพบหน้าคนรู้จักจะได้ยิ้มด้วย และถ้ามองเห็นคนที่ไม่ชอบ จะได้ทำปั้นปึ่งเมินหน้าให้เห็นชัด แต่พอเดินตามเสด็จได้สักหน่อย ช้อยคงรู้สึกตัวว่า ถูกมองหนักเข้า ก็หันมากระซิบกับพลอยว่า

 

 

         "พลอย อีกสักครู่ให้ฉันเชิญกล่องหมากเสวยบ้างนะ เดินมือเปล่าๆ ฉันชักเก้อแล้วละ"

 

 

         งานโสกันต์ที่พลอยเห็นว่าสนุกหนักหนานั้น เป็นงานจรมิใช่ว่าจะมีทุกปีไป งานที่พลอยเห็นว่า สนุกเป็นอย่างยิ่ง และเป็นงานประจำปี ถึงแม้ว่าจะผ่านไปแล้ว ก็เฝ้าเร่งวันเร่งคืนให้ถึงอีก คืองานลอยกระทง ซึ่งมีในกลางเดือน ๑๒ เสด็จตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวออกแพที่ท่าขุนนาง และโปรดให้ช้อยและพลอยตามเสด็จ เพราะรับสั่งว่า งานอย่างนี้เด็กๆ ได้ดูสนุกกว่าผู้ใหญ่ และเมื่อพลอยและช้อยได้ตามเสด็จ ก็เป็นโอกาสที่คุณสาย จะเปิดหีบหยิบของแต่งตัวออกแต่งให้ทั้งสองคน อย่างเต็มยศ เพราะมีหน้าที่ตามเสด็จเป็นงานออกหน้าออกตา

 

 

         เวลาที่เสด็จลงแพนั้นในราวสองยาม ซึ่งเป็นเวลาที่พลอยหลับแล้วในยามปกติ แต่ในคืนวันงานนั้น ถึงแม้ว่าจะง่วงแสนง่วง พลอยก็ต้องถ่างตาไว้มิให้หลับเสียก่อน พอตอน ๕ ทุ่มก็ต้องถึงกับต้องล้างหน้าให้หายง่วง คืนวันเพ็ญเดือน ๑๒ เวลาสองยามนั้น อากาศเยือกเย็นท้องฟ้าแจ่มใสปราศจากเมฆ และพระจันทร์ดวงโตที่สุด ในรอบปี ลอยอยู่ตรงกลางศีรษะพอดี พอถึงเวลาเสด็จออกท่ามกลางเสียงประโคม ทุกอย่างที่เตรียมไว้พร้อม ก็เริ่มมีชีวิต พลอยยังจำได้ดีถึงเสียงโขลนร้องลากเสียงบอกกันต่อไป เวลาเจ้านายเสด็จออกจากวังว่า "เปิดข้าง !" แล้วมีเสียงร้องรับกลับมาว่า "เปิดข้างแล้ว !" เป็นสัญญานว่าได้เปิดประตูข้างให้เจ้านายเสด็จผ่าน พระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกประทับเรือบัลลังก์ จอดอยู่หน้าตำหนักแพพร้อมด้วยเจ้านายข้างใน ฝ่ายพลอยและช้อยก็ปะปนอยู่กับ หมู่ข้าหลวงตามเสด็จ พยายามกระเถิบออกไปจนได้ที่นั่งชิดริมน้ำที่สุด เพื่อจะดูกระทงให้เต็มตา เบื้องหน้าออกไป ในท้องน้ำมีเรือล้อมวง จอดอยู่เรียงราย มีเสียงปี่พาทย์และกลองแขกดังอยู่ไม่ขาด ระหว่างเรือล้อมวง มีทุ่นหยวกปักไต้จุดสว่างทอดไว้เป็นระยะ กำหนดบริเวณมิให้ใครเข้ามากล้ำกราย นอกทุ่นออกไปเป็นเรือราษฎร ที่มาดูงานและมาเฝ้าในหลวงมากมายหลายพันลำ ดูมืดเต็มท้องน้ำไปหมด และมีเรือจ้างพนักงานปักโคมบังพาย ขึ้นล่องคอยตรวจตรารักษาความสงบ

 

 

         ที่หน้าเรือบัลลังก์นั้น เจ้าพนักงานจอดเรือพระที่นั่งอนันตนาคราชเตรียมไว้ บนบุษบกตั้งพระชัย หัวท้ายเรือพระที่นั่งจุดโคมกระจกสีต่างๆ ดูแพรวพราว ที่หน้าบุษบกอันเป็นที่ตั้งพระพุทธรูป ตั้งเครื่องนมัสการ มีธูปเทียนต่อชนวนมายังเรือบัลลังก์ เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงจุดชนวน ในพริบตาเดียวเทียนหน้าพระ ก็สว่างพรึบขึ้นพร้อมกัน ต่อจากนั้นเจ้านายข้างในทรงจุดเทียนภายในเรือนั้นอีกจนทั่ว ทำให้เรือพระที่นั่งลำมหึมานั้น สว่างแจ้งด้วยแสงประทีป แสงไฟกระทบลวดลายสลักที่ปิดทองล่องชาด และติดกระจก บังเกิดแสงสะท้อนดูเหมือนกับว่าเรือพระที่นั่งนั้นมีชีวิต และเป็นสัตว์ที่แสนจะงดงาม ลอยมาจากอีกโลกหนึ่ง เมื่อทรงจุดเทียนเสร็จฝีพายในเรือพระที่นั่ง ก็เริ่มพาย และเรือพระที่นั่งก็เคลื่อนที่ ออกไปช้าๆ พร้อมด้วยเสียงเห่เรือและเสียงฝีพายรับกึกก้อง ต่อจากนั้นเรือพระที่นั่งศรีสุพรรณหงส์ ก็ลอยเข้ามาเทียบหน้าเรือบัลลังก์ เพื่อให้ทรงจุดเทียนเช่นเดียวกับเรือพระที่นั่งลำก่อน 

 

 

         จากเรื่อลำใหญ่ซึ่งลอยลำออกไปกลางน้ำ ส่องแสงสว่างจากลำเรือ ไปรอบบริเวณ เหมือนพระอาทิตย์ พระจันทร์ในท่ามกลางความมืด และแสงสว่างนั้น จับใบหน้าคนหลายพัน ที่อยู่ในเรือเล็กเรือน้อย ที่มาคอยชมอยู่ ให้แลเห็นได้ชัด ต่อจากนั้นก็มีการปล่อยเรือกระทงเล็กๆ ทำเหมือนเรือพระที่นั่งและเรือกราบของจริง จุดเทียนราย ตลอดลำ ลอยมาทั้งกระบวน แล้วจึงถึงสำเภาแบบของจริง แต่ย่อส่วนเล็กลงไปหมด จุดเทียนและโคมสว่าง ทั่วทั้งลำ ภาพทั้งหมดนี้เป็นภาพที่พลอยจำได้ติดตา ไม่มีวันลืมเลือนอีกภาพหนึ่ง

 

 

         เวลาที่พลอยรู้สึกว่าสนุกที่สุดก็คือตอนจุดดอกไม้ไฟ ซึ่งเริ่มต้นหลังจากทรงดอกไม้เพลิงเป็นสัญญาน ที่หน้าเรือบัลลังก์ บัดเดี๋ยวใจ ท้งท้องน้ำก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยดอกไม้เพลิง เพราะเรือต่างๆที่จอดอยู่ นับจำนวนไม่ถ้วนนั้น ต่างพากันจุดดอกไม้เพลิงขึ้นพร้อมกัน บางอย่างก็น่าดู เช่นพุ่มตะไลที่เขาจุดตามทุ่น บางอย่างก็น่ากลัว เช่นพลุและรัดทาซึ่งส่งเสียงดัง ภายในระยะเวลาติดๆกัน บนท้องฟ้าก็เต็มไปด้วยดาวสีต่างๆ ที่ร่วงพรูกลับลงมา แล้วก็เสียงพลุเสียงพะเนียง เกิดเป็นดาวกระจายเต็มท้องฟ้าแทนกันอยู่ไม่ขาด ในน้ำเบื้องหน้า มีแต่ดอกไม้น้ำทุกขนาด ส่งเสียงมุดน้ำหรือพ่นไฟออกจากตัว อยู่ไม่ขาดระยะ เจ้าพนักงานจัดดอกไม้น้ำทุกชนิด แต่ขนาดย่อมกว่าธรรมดาไว้แจกถวายเจ้านายข้างในทรงจุด และมีเหลือพอสำหรับข้างในที่ไม่ใช่เจ้านาย ตลอดจนถึงพลอยและช้อย ตอนนี้เป็นตอนที่สนุกที่สุด เพราะจะส่งเสียงวีดว้ายกันบ้างก็ได้ ด้วยเสียงดอกไม้เพลิง นั้นดังกว่า คอยกลบเสียงคนอยู่ ช้อยถือโอกาสที่ผู้ใหญ่กลัวดอกไม้เพลิง จุดดอกไม้หลายดอกแต่ไม่โยนลงน้ำ กลับทำร่วงเข้าไปในหมู่ชาววังที่นั่งอยู่ ทำให้เกิดหวีดร้องและลุกหนีกันชุลมุน แต่เพราะความกล้านั่นเอง พอถึงตำหนักก็ปรากฏว่า ผ้านุ่งของช้อยไหม้เป็นรูโหว่ไปหลายรูเหมือนกัน

 

 

         ด้วยชีวิตอันอยู่ในกรอบแวดล้อมไปด้วยระเบียบประเพณีต่างๆ พลอยก็อยู่ในวังต่อมาจนความรู้สึกเรื่อง บ้านเดิมที่เคยอยู่นั้นเลือนรางไปจากความทรงจำ ถึงจะนึกถึงบ้างก็เป็นบางเวลา พลอยก็มองเห็นแต่ภาพรางๆ ผิดกับภาพที่แจ่มใสชัดเจนที่เคยนึกเห็นได้ เมื่อจากบ้านใหม่ๆ รายละเอียดต่างๆ ที่เคยจำได้ว่า สิ่งใดอยู่ที่ไหน และตรงไหนมีอะไรบ้าง หรือคนที่บ้านหน้าตาเป็นอย่างไรนั้น ยิ่งวันคืนล่วงไปก็ยิ่งเลือนรางไปทุกที พลอยเข้ามาอยู่ในวังเดือนหนึ่งก็แล้วสองเดือนก็แล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏว่าใครทางบ้านมาติดต่อ หรือส่งข่าวคราว มาให้ทราบ ส่วนแม่นั้นสองเดือนสามเดือนก็มาเยี่ยมพลอยครั้งหนึ่ง พร้อมด้วยของฝากนานาชนิด และความรัก ของแม่ที่มีไว้ให้พลอยเสมอ แต่ถึงว่าแม่จะเป็นฝ่ายไปมาหาสู่ตลอดมา โดยมิได้มีคนทางบ้านเกี่ยวข้องเลยก็ตาม ในใจจริงของพลอยก็ยังไม่รู้สึกว่า ขาดจากบ้านคลองบางหลวง ทุกครั้งที่นึกถึงบ้าน ก็มีแต่บ้านนั้นที่พลอยเห็นเป็น ของตัว และตัวเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ถ้าจะคิดไปในทางที่ว่าผู้ใดจะเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ เกี่ยวกับชีวิตของพลอย ได้เด็ดขาด คือบอกให้พลอยทำสิ่งใด พลอยก็ทำตามแล้ว พลอยก็เห็นว่ามีเจ้าคุณพ่ออีกคนหนึ่ง นอกจากเสด็จ และมีอยู่เพียงสองคนเท่านั้น ส่วนแม่นั้นเป็นวัตถุแห่งความรักและความยินดี แต่ก็ไม่รู้สึกว่ามีส่วนสำคัญในการที่ จะบันดาลให้ชีวิตของพลอยเป็นไปในทางใด ส่วนผู้ที่อบรมนิสัย อบรมมารยาท ตลอดจนประสิทธิ์ประสาทวิชา ความรู้ต่างๆ ให้แก่พลอยนั้นคือคุณสาย ซึ่งพลอยรู้สึกทั้งรักทั้งกลัว และเพราะความกลัวนั้น จึงมิสู้กล้าจะเป็น กันเองกับคุณสาย ทั้งที่กินนอนอยู่กับคุณสายทุกวันเป็นประจำ

 

 

         ในที่สุดพฤติการณ์บางอย่างเกี่ยวกับแม่ ก็ทำให้พลอยต้องรู้สึกเหินห่างออกไปอีก แม่เข้ามาเยี่ยมในวัง สามสี่ครั้ง แล้วก็หายไปนาน จนวันหนึ่งนางพิศหอบข้าวของพะรุงพะรัง เข้ามาที่ตำหนัก ขณะที่พลอยนั่งกินข้าว เช้าอยู่กับคุณสายและช้อย

 

 

         นางพิศเข้ามาในห้องแล้วก็ทรุดตัวลงนั่งยกมือไหว้คุณสาย ส่วนพลอยดีใจว่าแม่มาเยี่ยม จึงถามขึ้นว่า

 

 

         "แม่อยู่ไหนล่ะ"

 

 

         "คุณแม่ไม่มาหรอกเที่ยวนี้" นางพิศตอบก้มหน้า "ให้บ่าวมาคนเดียว และเอาของมาให้คุณ"

 

 

         พลอยหน้าเสียลงไปทันที เพราะของที่แม่เอามาให้นั้นหมดความสำคัญทั้งสิ้น ถ้าหากว่าแม่ไม่มาด้วย สิ่งแรกที่วูบขึ้นมาในหัวใจก็คือ แม่ต้องเจ็บไข้ หรือมีอันจะเป็นอะไรแล้ว และท่าทางของนางพิศ ก็ชักจูงให้คิด ไปทางนี้

 

 

         "แม่เป็นอะไรไปพิศ" พลอยถามเสียงสั่น 

 

 

         "คุณอย่าเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เลย" นางพิศตอบ "แล้วบ่าวจะเล่าให้ฟัง"

 

 

         พลอยน้ำตากลบลูกตาทันที จะไต่ถามต่อไปก็สิ้นปัญญา เหลียวดูหน้าคุณสายเหมือนกับว่า จะขอความช่วยเหลือ ฝ่ายคุณสายเห็นความทุกข์ที่ปรากฏอยู่บนหน้าพลอย ก็ยื่นมือเข้าช่วยทันที

 

 

         "แม่เช่มเป็นอะไรไป พิศ" คุณสายถามอย่างเอาจริง "บอกมาเถิดไม่ต้องปิดบัง ถึงพลอยไม่รู้เดี๋ยวนี้ ก็ต้องรู้เข้าวันหนึ่ง"

 

 

         "ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ" นางพิศตอบแล้วก้มหน้าเอามือเขี่ยพื้นกระดาน "คุณเธอบอกว่ามาในวังไม่ได้ อายเขา"

 

 

         พลอยน้ำตาร่วงพรูทันที เมื่อได้ยินคำพูดของนางพิศ แม่เป็นอะไรจึงต้องอับอายขายหน้าถึงกับเข้าวังไม่ได้ จะเจ็บไข้เป็นอะไรจนเสียโฉม หรือว่าจะยากจนผ้าผ่อนขาด จนไม่กล้ามาหาพลอย

 

 

         "ไฮ้ ! เป็นอะไร ถึงต้องอับอายถึงเพียงนั้น" คุณสายถามอย่างไม่เชื่อหู

 

 

         นางพิศนิ่งอิดออดไม่ยอมตอบ แต่เห็นคุณสายก็นิ่งรอคำตอบอยู่ ส่วนพลอยก็ชักจะสะอื้นถี่เข้า นางพิศก็ร้องไห้โฮ ยกผ้าห่มขึ้นปิดหน้า แล้วก็สะอึกสะอื้นแล้วกล่าวว่า

 

 

         "คุณเธอมีครรภ์เจ้าค่ะ"

 

 

         คุณสายตกตะลึงจังงังไปครู่หนึ่ง แต่แล้วก็ได้สติถามนางพิศ ขึ้นเบาๆว่า

 

 

         "มีท้องกับใคร พ่อฉิมตัวดีนั่นละซี"

 

 

         "เจ้าค่ะ นั่นแหละเจ้าค่ะ" นางพิศตอบ

 

 

         คุณสายนิ่งอยู่นาน ระหว่างนั้นก็อิ่มข้าว ล้างไม้ล้างมืออย่างช้าๆ เหมือนกับจะให้สะอาดเป็นพิเศษ แล้วก็เอาขี้ผึ้งสีปากขึ้นมาสีอย่างบรรจง เอาหมากใส่ปากเคี้ยวช้าๆ จนเกือบหมดคำแล้วจึงพูดขึ้นว่า

 

 

         "พิศ ไปหาข้าวกินเสียที่หลังตำหนักกับผาด ช้อยขึ้นไปอยู่กับเสด็จข้างบนเดี๋ยวนี้อย่าร่ำไร" และเมื่อคนทั้งสองออกไปนอกห้อง เหลือกันสองต่อสอง คุณสายก็เริ่มอธิบายให้พลอยฟัง ถึงเรื่องการมีเรือน การเป็นผัวเป็นเมีย แล้วก็มีลูก และคนที่มีลูกกับคนๆหนึ่งนั้น อาจไปมีลูกกับคนอื่นอีกก็ได้ และสรุปความว่า ถึงแม้ว่าแม่จะไปมีลูก ซึ่งเป็นน้องของพลอยต่อไปอีกกี่คน เท่าที่คุณสายรู้ใจ แม่ก็คงยังรักพลอยมากที่สุด อยู่นั่นเอง ซึ่งมิได้ทำให้พลอยมีความรู้สึกดีขึ้นอย่างไรเลย

 

 

 

 

 

บทที่ ๔ (หน้าที่ ๒)

 

 

         ตลอดวันนั้นทั้งวันคุณสายไม่ยอมให้พลอยคลาดจากสายตาไปได้ เรียกให้ช่วยทำโน่นทำนี่ เพื่อเก็บตัว พลอยไว้ใกล้ๆ ทั้งที่พลอยอยากจะไปถามรายละเอียดเรื่องแม่จากนางพิศ แต่ก็ไม่กล้า เพราะคุณสายทำเฉยๆ คล้ายๆกับไม่อยากให้พลอยไต่ถามเรื่องนี้มากนัก แต่คุณสายจะได้ขึ้นไปทูลเสด็จไว้แล้วอย่างไรก็ไม่ทราบได้ เพราะเมื่อพลอยขึ้นไปเฝ้ารับใช้ตอนกลางวัน เห็นเสด็จทอดพระเนตรมาทางพลอยบ่อยๆ เหมือนกับจะสนพระทัย ว่าพลอยรู้สึกอย่างไร แต่พลอยก็อยู่ในวังมานานพอที่ซ่อนความรู้สึก มิให้ปรากฏต่อพระพักตร์เจ้านายของตน เสด็จจึงมิได้รับสั่งเรื่องแม่ได้สามีใหม่ แต่อย่างใด แต่พอตกบ่าย ขณะที่พลอยเฝ้าอยู่พร้อมกับคุณสายและช้อย เสด็จก็รับสั่งขึ้นว่า

 

 

         "สาย นังช้อยนี่อายุครบโกนจุกแล้ว ข้าจะโกนจุกให้"

 

 

         คุณสายพูดพึมพำขอบพระเดชพระคุณแล้วก็กราบ แต่แล้วก็หันมาตาเขียวกับช้อย ซึ่งหมอบแหงนหน้าดู นกกระจอกสองสามตัว ที่ชายคาตำหนักเพลิดเพลิน ทำเอาช้อยต้องหน้าม่อยลงกราบเสด็จเช่นเดียวกัน

 

 

         "แต่นังพลอยนี่จะว่ายังไง" เสด็จรับสั่งต่อ "เด็กมันอยู่กับข้า ข้าก็อยากโกนจุกให้พร้อมๆกัน แต่พลอยเขา มีพ่อเป็นขุนนาง จะทำไปโดยลำพัง เขาจะว่าอย่างไรก็ไม่รู้"

 

 

         "ถ้าเสด็จรับสั่งไปก็เห็นจะไม่ขัดดอกมังคะ" คุณสายทูล

 

 

         "นั้นซี ถ้าอย่างไรเจ้าออกไปถามเขาดู ให้ได้เรื่องได้ราวก็จะดี ถ้าไปละก็พาพลอยไปด้วย ไปเยี่ยมพ่อเขา เสียดบ้าง"

 

 

         "มังคะ" คุณสายรับคำที่เสด็จรับสั่ง

 

 

         พลอยได้ยินข้อความที่เสด็จรับสั่งก็ดีใจ อีกทางหนึ่งในเรื่องที่จะได้โกนจุก ใจจริงนั้นอยากโกนจุก พร้อมกับช้อย และการที่จะกลับไปโกนจุกที่บ้านนั้น พลอยนึกไปไม่ถึงว่าจะกลับไปได้อย่างไร แต่เมื่อได้ยินเสด็จ รับสั่งให้คุณสายพาไปเยี่ยมบ้าน ก็ดีใจที่จะได้กลับไปพบคุณเชย พี่สาวคนเล็ก ซึ่งพลอยยังคิดถึงอยู่เสมอ พลอยยังเด็กเกินไป ที่จะเดาพระทัยเสด็จออกว่า ทรงเป็นห่วงพลอยมากขึ้น หลังจากที่คุณสายได้ขึ้นมา กระซิบทูลว่า แม่แช่มได้สามีใหม่เป็นญาติห่างๆทางบ้านนอก และขณะนี้กำลังตั้งครรภ์ ซึ่งทำให้เสด็จทรงพระเมตตาพลอยว่า เป็นเหมือนเด็กกำพร้า เพราะทางพ่อก็ดูเนือยๆไม่สนใจ ทางแม่ก็ไปมีเรื่อง ผูกพันเพิ่มเติม เสด็จจึงตั้งพระทัยที่จะทรงอุปการะพลอยมากขึ้นกว่าเก่า และขณะเดียวกันก็มีพระประสงค์ จะให้พลอยได้กลับไปบ้านเดิมบ้าง แม้จะเป็นชั่วครู่ชั่วยามก็ยังดี พลอยจะได้ไม่ขาดตอนจากพี่น้องเสียเลย

 

 

         ความดีใจที่จะได้โกนจุก และจะได้ไปเที่ยวบ้าน ก็ยังหาทำให้พลอยลืมเรื่องแม่ลงไปด้วยไม่ จนคืนวันนั้น คุณสายขึ้นไปบนตำหนักตามปกติ และพลอยเข้านอนก่อน นางพิศจึงเข้ามาช่วยไล่ยุงในมุ้ง และถือโอกาสเล่าเรื่องแม่ให้ฟัง

 

 

         "คุณพลอยอย่าไปเสียอกเสียใจอะไรเลย" นางพิศเริ่มกล่าวอารัมภบท "คุณแม่ไม่เป็นอะไรหรอก มีท้องมีไส้ ใครๆเขาก็มีกัน คุณแม่ก็ยังไม่แก่เฒ่าอะไรหนักหนา ไปอยู่หัวเมืองจะไปอยู่คนเดียวได้ยังไง เธอก็ต้องหาที่พึ่งไว้บ้าง"

 

 

         "แล้วพ่อฉิมนี่เขาเป็นอย่างไรบ้างพิศ" พลอยถาม

 

 

         "บ่าวก็ว่าเขาเค็มไปหน่อย แต่คุณเธอว่าของเธอดีไว้ใจได้ บ่าวก็ต้องนิ่ง" นางพิศตอบ แล้วก็พูดต่อไป ทันทีว่า "แต่ท่าเขาจะดีจริงๆกระมัง คุณพลอยอย่าไปวิตกไปเลย ถ้าไม่ดีจริงแม่จะไปตกล่องปล่องชิ้น กับเขาหรือ คุณเธอเป็นผู้ดี ตาเธอก็ต้องสูง ดูอะไรก็รู้เรื่อง ไฮ้ ! นังพิศ เอ็งเป็นขี้ข้าเขาแล้วยังไม่เจียมตัว สะเออะไปเที่ยวว่า เขาอย่างนั้นอย่างนี้ หลังจะลายไม่รู้ตัว" นางพิศเริ่มเทศนาเตือนสติตัวเอง

 

 

         "เวลานี้แม่อยู่ที่ไหน" พลอยซักต่อ

 

 

         "ก็อยู่บ้านที่ไปอยู่แต่แรกซีคุณพลอย ทีแรกไปอยู่กับบ่าวสองคน แล้วก็หาคนบ้านนอกมาไว้ใช้อีกคนหนึ่ง ต่อมาเห็นบ่นว่าว้าเหว่ พ่อฉิมเขาก็เลยพาน้องสาวเขา ชื่อแม่ปลั่งมาอยู่เป็นเพื่อน เขามากันสองคนพี่น้อง เขาว่าเพื่อกันคนนินทา แล้วเดี๋ยวนี้ก็เลยอยู่กินกันเปิดเผย ใครๆเขาก็รู้กันทั่วแล้ว"

 

 

         "พิศมาเสียอย่างนี้ แม่จะได้ใครใช้เล่าพิศ" พลอยปรารภขึ้นอย่างเป็นห่วง

 

 

         นางพิศยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาแล้วพูด้วยเสียงเครือๆว่า

 

 

         "ทูนหัวของพิศ ตัวเล็กเท่านี้ยังมีน้ำใจเผื่อแผ่ถึงคุณแม่ คุณพลอยไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พิศไม่มีทิ้งนาย ของตัวเสียละ จะเป็นจะตายก็ให้มันรู้กันไป อีกสองสามวันพิศก็จะกลับ เวลานี้ก็ยังไม่เป็นไร เพราะคุณยังไม่เจ็บ ไม่ไข้ ต่อไปก็จะต้องคอยดูกันมากกว่านี้"

 

 

         "พิศ" พลอยถามต่อไปอีก "แม่ปลั่งน้องพ่อฉิมที่เขามาอยู่น่ะ เขาทำอะไรบ้าง"

 

 

         "ฮึ ! " นางพิศร้องในคอ "ก็มาเป็นนายของอีพิศอีกคนน่ะซี ทีแรกมาก็ดี เอาใจคุณแม่ ปฏิบัติวัตถากทุกอย่าง ไม่ว่าจะพูดว่าอะไร เป็นเห็นจริงไปหมด แต่พอเขาเป็นน้องสะใภ้เท่านั้นแหละคุณพลอยเอ๋ย เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทีเดียว เขาทำยังกะเป็นบ้านของพี่ชายเขา นิดก็ไม่ได้ หน่อยก็ไม่ได้ เป็นผิดใจไปหมด พี่ชายเขาก็รักน้องสาว คุณเธอก็รักผัว เลยต้องกลายเป็นปฏิบัติน้องผัวไป แต่คุณเธอใจดี อย่างฉันละก็ทนไม่ไหวละ ทั้งๆที่อีพิศมีค่าตัว อย่างนี้แหละ ขืนแหลมมาวันไหนละแม่ตบล้างน้ำ ให้ลือกันสักที ไม่กลัวหวายกลัวตรวนหรอกคอยดูไปซี" แล้วนางพิศก็เอามือตบปากตัวเองเผียะใหญ่ พลางร้องว่า

 

 

         "อีพิศ อีเวร มึงเอาอะไรมาพูดให้ลูกนายกูฟัง" แล้วก็หัวเราะชอบใจ หยิบพัดมาพัดให้พลอย แล้วบอกว่า

 

 

         "พอทีคุณพลอย นอนเสียเถอะ บ่าวจะเล่านิทานให้ฟัง" ฝ่ายพลอยก็นอนหลับตาฟังนิทานของนางพิศ เรื่องตาเถรกินหอยจุ๊บแจง ซึ่งเป็นนิยายที่ได้ฟังนางพิศเล่าให้ฟังมาแต่เด็กๆจนเดี๋ยวนี้ ได้ฟังทีไรเป็นหลับทุกที

 

 

         อีกราวๆอาทิตย์หนึ่งต่อมา คุณสายก็บอกให้พลอยรู้ตัวว่า ในวันรุ่งขึ้นจะพาพลอยออกจากวังในตอนเช้า เพื่อไปเยี่ยมบ้าน และคุณสายก็บอกให้รู้ตัวด้วยว่า การไปคราวนี้จะไม่มีเวลาอยู่ได้นานนัก เพราะเมื่อคุณสาย พูดธุระกับเจ้าคุณพ่อเสร็จ และให้โอกาสพลอยได้ปราศรัย ถามทุกข์สุขกับพี่น้องตามสมควรแล้ว ก็จะรีบกลับทันที แต่ถึงจะรู้ตัวล่วงหน้าอย่างนี้แล้วก็ตาม พลอยก็ยังตื่นเต้นกระหายที่จะไป เพราะจากบ้านมาได้เกือบแปดเดือน ยังมิได้เคยพบหน้าคนทางบ้านหรือได้ข่าวคราวอย่างใดเลย จึงคอยเวลาที่จะออกเดินทางไปบ้าน ด้วยความตื่นเต้น

 

 

         รุ่งขึ้นเช้าอีกวันหนึ่ง คุณสายให้พลอยกินข้าวแต่เช้า แล้วก็แต่งตัวให้ดูหมดจดเป็นพิเศษ เปิดหีบหยิบของแต่งตัวมาใส่ให้พลอย พลางอธิบายให้พลอยฟังว่า การแต่งเนื้อแต่งตัวเป็นพิเศษนั้น มิใช่ว่า จะไปโอ้อวดใคร แต่จำต้องทำเพื่อกันนินทา และป้องกันความสงสัยว่า พลอยจะได้รับการเลี้ยงดูที่ไม่ดี และเตือนสติว่า เมื่อไปถึงบ้านแล้ว ให้พลอยระวังกิริยาวาจาให้จงดี เพราะถ้าไปแสดงสิ่งใดให้เป็นที่ตำหนิได้ จะขายพระพักตร์เสด็จผู้เป็นเจ้านายของตน และขายหน้าคุณสายผู้เป็นผู้ดูแลเลี้ยงดู พลอยอดสงสัยมิได้ว่า คุณสายกับเจ้าคุณพ่อ จะรู้จักคุ้นเคยกันเพียงใด จึงถามออกไปขณะที่แต่งตัวอยู่

 

 

         "คุณพ่อพลอยน่ะหรือ" คุณสายพูดยิ้มๆ "ป้ารู้จักมานานแล้ว ตั้งแต่ท่านเป็นมหาดเล็กอยู่ในวัง ตอนนั้นป้า จะโตกว่าพลอยสักหน่อย และท่านก็ยังเป็นหนุ่ม ตอนท่านชอบแม่ของพลอย ป้าก็เลยได้โอกาสคุ้นเคยกับท่าน ไปด้วย ถ้าไม่รู้จักกัน ป้าจะออกไปหาท่านได้อย่างไร"

 

 

         เมื่อแต่งตัวเสร็จ คุณสายก็พาพลอยออกจากวัง มีผาดถือหีบหมากตามหลัง บ่ายหน้าไปลงเรือที่ท่าพระ แล้วเรือก็เริ่มข้ามแม่น้ำมุ่งไปยังคลองบางหลวง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ออกจากวัง หลังจากวันที่พลอยเข้าไปกับแม่ สิ่งต่างๆที่ได้พบเห็นระหว่างเดินทาง ก็ยังเรียกร้องความสนใจจากพลอยอยู่ไม่น้อย พลอยรู้สึกว่าโลกภายนอกนี้ กว้างใหญ่เอาการ เต็มไปด้วยคนที่ไม่รู้จัก บางคนก็มีกิริยาวาจากักขฬะไม่น่าดู เสียงแม่ค้าที่วางหาบอยู่ใกล้ ทางลงเรือส่งเสียงพูดกัน ทำให้พลอยต้องเมินหน้า และทำให้คุณสายต้องรีบสาวเท้าเดิน เพื่อให้ผ่านไปเสียเร็วๆ แต่พอเรือเริ่มออกแจวข้ามแม่น้ำ กิริยาอาการของคุณสายก็โกลาหล คุณสายกำหนดที่ให้พลอยนั่งตรงกลางลำ มิให้เอียงไปทางกราบไหนได้เป็นอันขาด เพราะเกรงว่าเรือจะล่ม คุณสายนั่งอย่างระวังตอนท้ายเรือ บังคับให้ผาด นั่งตอนหัวเรือพร้อมกับสั่งให้นั่งนิ่งๆ เหมือนกับว่าผาดเป็นเด็กเล็กๆเท่ากับพลอย พอเรือออกจากท่าไปได้ ไม่เท่าไร ความกลัวว่าเรือจะล่มของคุณสาย ก็เพิ่มมากขึ้น พร้อมทั้งความวุ่นวายต่างๆ คุณสายนั่งอยู่กึ่งกลางเรือ มือทั้งสองจับกราบเรือๆไว้แน่นข้างละกราบ พอเรือเอียงทีหนึ่งก็ร้องว้ายทีหนึ่ง แล้วก็ร้องบอกละล่ำละลักให้ผาด เปลี่ยนที่นั่งทุกทีไป เพื่อขืนให้เรือมิให้เอียง ฝ่ายผาดก็ขวัญอ่อนอยู่มิใช่เล่น พอคุณสายร้องว้ายทีหนึ่ง ผาดก็พลั้ง ทีหนึ่งด้วยถ้อยคำแปลกๆ เป็นต้นว่า ตาเถน ! บ้าง กระโถนหก ! บ้าง แม้แต่ของอื่นซึ่งไม่น่าตกหรือหกได้ ผาดก็ นำเอามาตกและหกลงในเรือทุกครั้ง ที่เรือเอียงแม้แต่น้อย พลอยว่ายน้ำเป็นมาแล้วจากตีนท่าหน้าบ้าน ฉะนั้นจึงไม่ กลัวเรือล่ม แต่นั่งดูความกลัวของคุณสาย และคำพลั้งของผาดอย่างสนุกเต็มที่ เมื่อปรากฏว่าคุณสายร้องว้าย ทีหนึ่ง ผาดก็พลั้งทีหนึ่ง พลอยก็นั่งภาวนาในใจให้เรือเอียงบ่อยๆ เพราะอยากได้ยินว่าผาดจะพลั้งว่าอะไรต่อไป ระหว่างที่เรือกำลังแจวข้ามแม่น้ำ คุณสายและผาดซึ่งนั่งหัวเรือและท้ายเรือก็ร้องรับกันอยู่เรื่อยๆ จนตาแก่ ซึ่งเป็นคนแจวเรือออกสนุก เคี้ยวหมากไปและหัวเราะหึๆ อยู่ในคอ พลอยเหลียวไปดูตาแก่ก็ยิ้มแล้วพยักหน้าให้ ทันใดนั้นก็วาดแจวให้เรือเอียงอย่างน่ากลัว เป็นเหตุให้คุณสายร้องดังกว่าปกติ และผาดก็พลั้งยืดยาวกว่าธรรมดา การเป็นไปอย่างนั้นจนเรือเข้าคลองบางหลวง จึงค่อยสงบลง เพราะเรือแจวเลียบริมตลิ่งไปใกล้ๆ

 

 

         เมื่อวันที่แม่พาออกจากบ้านพลอยรู้สึกว่าไกลแสนไกล แต่ขากลับไปเยี่ยมบ้านนี้ พลอยรู้สึกว่าระยะทางใกล้ ไปหมด นั่งเรือมาได้ครู่เดียว ก็แลเห็นศาลาท่าน้ำลิบๆ และในระยะเวลาอีกไม่นานนัก พลอยก็เห็นเด็กสองคน โหนศาลาท่าน้ำอยู่ คนหนึ่งนั้นคือคุณเชย คุณเชยคนเก่าที่ยังมิได้เปลี่ยนแปลงไปเลย อีกคนคือพ่อเพิ่ม พี่ชายร่วมท้องของพลอย ซึ่งยังเหมือนคนเก่าอยู่เช่นกัน พลอยรู้ทันทีว่า ตั้งแต่ตัวจากไปแล้ว คุณเชยคงไม่มีใคร จะเล่นด้วย ต้องหันมาเล่นกับพ่อเพิ่ม

 

 

         ระหว่างที่เรือแล่นเข้าไปยังตีนท่านั้น คนทั้งสองที่อยู่บนศาลา ยังมิได้ทันสังเกตว่าใครอยู่ในเรือ แต่พอเรือ จะเข้าเทียบท่า พ่อเพิ่มก็เหลียวมาเห็นพลอยเข้าก่อน พอเห็นพลอยตาพ่อเพิ่มก็เบิกกว้าง อ้าปากร้องลั่นว่า

 

 

         "คุณเชย ! ดูซี ใครมานั่นแน่ะ"

 

 

         ฝ่ายคุณเชย เมื่อได้ยินเสียงพ่อเพิ่มก็เหลียวมาดู พอเห็นพลอย คุณเชยก็เกาะเสาด้วยความดีใจร้องว่า

 

 

         "แม่พลอย ! แม่พลอยมาแล้วๆๆ" ร้องซ้ำๆอยู่ดังนั้น คุณสายและพลอยขึ้นบันไดไปบนศาลา คุณสายถามขึ้น ก่อนว่าพ่อเพิ่มเป็นใคร พอพลอยบอกคุณสายก็ว่าเคยเห็นมาแต่ยังแบเบาะ ส่วนคุณเชยนั้นคุณสายบ่นอุบอิบอยู่ ในคอว่า กิริยาอย่างกับเด็กผู้ชาย เมื่อได้ความว่าเจ้าคุณพ่อกำลังลงมาดูไม้ดัดอยู่ข้างตึก คุณสายก็ตรงเข้าไป มีผาดถือหีบหมากตามหลังไปติดๆ ต่อจากนั้นก็มีพลอยเดินกลาง คุณเชยและพ่อเพิ่มเดินขนาบข้าง สนทนาทักถามกันอย่างตื่นเต้นเป็นที่สุด หลังจากที่ไม่ได้พบกันมาเป็นเวลานาน

 

 

         เจ้าคุณพ่อกำลังเดินดูไม้ดัดอยู่ข้างตึกจริงๆ อย่างที่คุณเชยได้บอกไว้ พลอยเองก็รู้อยู่แล้วว่า ตามปกติเจ้าคุณพ่อตื่นแต่เช้าแล้วก็ลงข้างล่างเดินเล่น หรือดูต้นไม้ที่ปลูกอยู่จนสายจึงกลับขึ้นตึก วันนั้นพลอยรู้สึกว่า เจ้าคุณพ่อกำลังสบายอารมณ์ เพราะเดินช้าๆดูไม้ดัดอย่างพินิจพิจารณา เจ้าคุณพ่อแต่งกาย อย่างอยู่กับบ้าน คือนุ่งผ้าลอยชาย แต่พอเห็นคุณสายซึ่งเป็นคุณข้างใน เดินตรงเข้าไป เจ้าคุณพ่อก็ใช้เท้าข้างหนึ่ง ตวัดชายผ้าขึ้นมาเป็นโจงกระเบนได้อย่างแคล่วคล่อง พลางพนมมือรับไหว้คุณสาย ซึ่งทรุดตัวลงนั่งไหว้ แล้วก็ถามขึ้นว่า

 

 

         "คุณสบายดีหรือ มาธุระอะไรแต่เช้า" แล้วก็เหลือบมาเห็นพลอย เจ้าคุณพ่อก็ยิ้มด้วยแล้วทักว่า "อ้าวพลอยก็มา ท่าทางเป็นชาววัง ผิดไปแทบจำไม่ได้"

 

 

         หลังจากทักทายปราศรัยกันตามธรรมเนียมแล้ว เจ้าคุณพ่อก็เชิญคุณสายขึ้นบนตึกด้านหน้า ส่วนพลอยซึ่งยังขนาบข้างด้วยคุณเชยและพ่อเพิ่มก็ตามขึ้นไปด้วย คุณสายเข้าไปนั่งพูดอยู่กับเจ้าคุณพ่อ ที่เฉลียงใหญ่หน้าตึก ส่วนพลอยและคุณเชยและพ่อเพิ่มหยุดตรงบันไดใกล้ๆกัน

 

 

         "แม่พลอย" คุณเชยกล่าวขึ้น "ฉันคิดถึงออกจะตายไป แม่พลอยไปอยู่ในวังเป็นอย่างไรบ้าง สนุกไหม"

 

 

         "ฉันก็คิดถึงคุณเชยมากเหมือนกัน" พลอยตอบ "อยู่ในวัง สนุ้กสนุก ฉันอยากให้คุณเชยไปอยู่ด้วย จะได้เล่นด้วยกัน"

 

 

         "เฮ้อ ! ชาววังรังกะตุ๋ย" คุณเชยพูด "ไม่เอาหรอก หมอบๆคลานๆ สู้อยู่บ้านไม่ได้ สบายกว่า"

 

 

         "พลอยพบแม่บ้างหรือเปล่า" พ่อเพิ่มถาม

 

 

         "แม่เข้ามาหาฉันหลายหนเหมือนกัน" พลอยตอบ "แล้วพ่อเพิ่มละ"

 

 

         "ฉันก็พบสองสามหน" พ่อเพิ่มพูด "แม่แกมาเรือ แต่ไม่ยอมขึ้นบ้าน ให้คนมาเรียกฉันลงไปคุยในเรือ คร้งหลังนี่แกบอกฉันว่า ... อ้า... พลอยรู้เรื่องแล้วไม่ใช่รึ" พ่อเพิ่มไม่ยอมพูดเรื่องแม่ไปมีสามีใหม่ แต่พลอยก็เข้าใจ และรู้สึกกระดากคุณเชยขึ้นมาทันที แต่ครั้นเหลือบไปดูคุณเชย เห็นนั่งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ จึงตอบพ่อเพิ่มว่า

 

 

         "รู้แล้วละ แล้วทางนี้เขาว่าอย่างไรกัน" พลอยลดเสียงลงเป็นกระซิบ

 

 

         "อย่าเอะอะไป" พ่อเพิ่มกระซิบตอบ "ใครก็ไม่รู้ไปบอกเจ้าคุณพ่อ ท่านโกรธใหญ่ เลยสั่งห้ามฉันว่า ถ้าแม่มาหาอีกไม่ให้ลงไปพบ ถ้าขืนไม่ฟังท่านจะไล่ออกจากบ้าน"

 

 

         พลอยสงสารพ่อเพิ่มขึ้นอย่างจับใจ เพราะพลอยเพิ่งรู้ว่าพ่อเพิ่มอาจไม่มีโอกาสได้พบแม่อีก ส่วนพลอยนั้น เมื่ออยู่ที่ตำหนักเสด็จ อาจมีโอกาสพบแม่ได้บ่อยๆ เพราะที่นั่นมีแต่คนที่รักแม่ คงไม่มีใครห้ามปราม

 

 

         "แล้วพ่อเพิ่มเป็นอย่างไรบ้าง" พลอยถามต่อ "เดี๋ยวนี้พ่อเพิ่มอยู่กับใคร"

 

 

         "ก็สบายดี ไม่เป็นไรหรอก" พ่อเพิ่มตอบ "เจ้าคุณพ่อท่านให้ฉันขึ้นมานอนที่เฉลียงหลัง ข้างห้องนอนท่าน ทีแรกฉันจะไปอยู่กับคุณชิต แต่ท่านไม่ยอม ท่านว่าคุณชิตจะทำเสีย"

 

 

         "ฮึ ! " คุณเชยร้องสอดขึ้นมา "ก็จริงๆของท่านน่ะแหละ คุณชิตชนออกจะตายไป เกิดเรื่องไม่ได้หยุด"

 

 

         "คุณเชยหาเรื่อง" พ่อเพิ่มไม่ยอมเห็นด้วย "ก็คุณชิตเธอโตแล้ว จะให้เหมือนเราเด็กๆได้อย่างไร"

 

 

         "ฉันไม่รู้ละ" คุณเชยเถียงอย่างไม่ฟังเสียง "เจ้าชู้ออกจะตายไป ฉันเกลี๊ยดเกลียด หน้าก็ไม่อยากมอง คุณใหญ่ซีรักคุณชิต ขออะไรแอบให้กันทุกที ไม่ให้คุณพ่อรู้"

 

 

         พอได้ยินคุณเชยเอ่ยถึงคุณอุ่นพี่สาวใหญ่พลอยก็ใจเสีย เกิดหนักใจขึ้นมาทันที เมื่อกลับมาเยี่ยมบ้านนั้น พลอยดีใจว่าจะได้พบพวกพี่รุ่นเดียวกัน และจะได้เห็นสิ่งแวดล้อมต่างๆที่เคยชิน ยังลืมไม่ได้นึกถึงคุณอุ่น แต่พอคุณเชยพูดถึงก็หนักใจ เพราะรู้ว่าอีกประเดี๋ยวเจ้าคุณพ่อก็คงสั่งให้เข้าไปพบ

 

 

 

 

 

         "เสด็จทรงพระเมตตาพลอยมาก" เสียงคุณสายพูดกับเจ้าคุณพ่อ "แต่ก็ทรงเห็นว่าพลอยก็เป็นลูกเจ้าคุณ เมื่อถึงคราวจะโกนจุก ก็ไม่แน่ว่าเจ้าคุณจะประสงค์อย่างไร จึงให้ฉันออกมาเรียนถาม"

 

 

         "ผมระลึกถึงพระเดชพระคุณเสด็จอยู่เสมอ ที่ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงลูก ลูกคนนี้เมื่อถวายแล้วก็ขอถวายขาด แล้วแต่เสด็จจะทรงเห็นอย่างไร ผมไม่ขัดทั้งนั้น ที่จะทรงพระเมตตาโกนจุกประทาน ผมก็ยินดีเป็นเกียรติยศแก่เด็ก ถ้ากำหนดวันเมื่อถึงเวลา ก็ให้คนมาบอกแล้วกัน"

 

 

         "ดิฉันก็นึกแล้วว่าเจ้าคุณคงไม่ขัด แล้วก็ได้ทูลเสด็จไว้แล้ว แต่ท่านรับสั่งให้มาถามเสียก่อน เพราะเป็นลูกเจ้าคุณ แล้วดิฉันจะเข้าไปกราบทูลอย่างที่ท่านเจ้าคุณพูด"

 

 

         "อ้าวนีพลอยไปไหน" เสียงเจ้าคุณพ่อถามหา พลอยได้ยินเสียงก็โผล่หน้าเข้าไปจากบันได แล้วก็คลานขึ้น ไปนั่งข้างๆคุณสาย เจ้าคุณพ่อยิ้มมองดูพลอยแล้วก็พูดว่า

 

 

         "กิริยามารยาทดูเรียบร้อยขึ้น เห็นจะได้อาศัยคุณช่วยขัดเกลา ผมก็ขอฝากให้คุณช่วยกวดขันให้ดีด้วย อย่าได้เกรงใจเลย"

 

 

         คุณสายอมยิ้มมองดูพลอยแล้วก็นิ่งไม่พูดว่าอะไร อีกครู่หนึ่ง วาระที่พลอยนึกกลัวอยู่ก็มาถึง เจ้าคุณพ่อกล่าวขึ้นว่า

 

 

         "พลอย ไปหาแม่อุ่นเขาเสียซี เขาบ่นถึงอยู่เหมือนกัน"

 

 

         แต่ทั้งที่พลอยไม่ได้สมัครใจเลยเช่นนั้นก็ตาม เมื่อเป็นคำสั่งของเจ้าคุณพ่อ พลอยก็จำต้องปฏิบัติตามอย่าง ไม่มีทางหลีกเลี่ยง พลอยคลานข้ามเฉลียงเข้าไปยังห้องกลาง แล้วก็เดินเลาะฝาตรงไปยังห้องคุณอุ่น แต่ละก้าวที่เดินไปนั้น ช่างรู้สึกฝืนใจเสียเต็มประดา

 

 

         คุณอุ่นนั่งอยู่กลางห้องที่เก่าเหมือนกับวันที่พลอยมาลาไปจากบ้าน ทุกอย่างที่อยู่ในห้องนั้น ก็คงอยู่อย่างเดิมมิได้เปลี่ยนแปลง ตลอดจนความมืดครึ้มทั่วไป ซึ่งคุณอุ่นเห็นว่าเป็นของจำเป็นในการบ่มผิว มิให้กร้าน ตรงหน้าคุณอุ่นมีหีบเหล็กใบหนึ่ง ซึ่งพลอยรู้ว่าเป็นหีบเครื่องเพชร เพราะคุณอุ่นกำลังหยิบแหวนเพชร หลายวงจากหีบนั้นขึ้นมาใส่นิ้ว แล้วก็เหยียดแขนออกไป ให้มือถูกแสงสว่าง พลางพลิกมือไปมา เพื่อให้เพชรพลอยที่แหวน ถูกแสงสว่างเป็นประกาย พอเห็นพลอยเข้าไปในห้อง แล้วก้มหัวลงไหว้กับพื้น อย่างนอบน้อม คุณอุ่นก็ปิดหีบนั้นอย่างรวดเร็วและแรง จนมีเสียงดังเหมือนกับพลอยจะเข้าไปแย่งชิงของจากหีบ พลางร้องขึ้นว่า

 

 

         "แหม ! แม่ชาววัง ! กลับมาเมื่อไรยะ นี่ต้องซมซานกลับมาแล้วซี"

 

 

         พลอยก็อัดอั้นตันปัญญา ไม่รู้จะโต้ตอบกับคำบริภาษอย่างไรถูก ได้แต่ก้มหน้ามองพื้น

 

 

         "มาจากที่ไหนก็เชิญแม่กลับไปที่นั่นเถิด" คุณอุ่นพูดต่อไป อย่างไม่ลดละ

 

 

         "ฉันมากับคุณป้าสายค่ะ" พลอยตอบอย่างลอยๆ เพราะอยากจะบอกให้คุณอุ่นรู้ว่า มิได้กลับมาอยู่เลย อย่างที่เธอเข้าใจ

 

 

         "โอ๊ย ! วงศ์วานว่านเครือมากเสียจริงๆ ! " คุณอุ่นร้อง "ไม่ต้องเอามาขู่ฉันหรอกฉันกลัวแล้วละ แล้วมาธุระอะไร" คุณอุ่นถามขึ้นในที่สุด เพราะความอยากรู้

 

 

         "เสด็จให้มาเรียนถามเจ้าคุณพ่อเรื่องโกนจุก" พลอยตอบ

 

 

         "จุกใคร จุกหล่อนน่ะรึ ฮะ" คุณอุ่นหัวเราะอย่างประชด

 

 

         "เสด็จจะโกนจุกประทาน" พลอยตอบด้วยเสียงที่เบาเกือบจนจะไม่ได้ยินอยู่แล้ว

 

 

         "ก็ดีแล้วนี่จะต้องมาบอกฉันทำไม" คุณอุ่นพูดแล้วก็สะบัดหน้า "เจ้านายใหญ่โต โกนจุกประทานจึงจะสมกับ คนใหญ่คนโตอย่างหล่อน บ้านฉันมันเล็กไป ไม่พอรับญาติพี่น้องข้างแม่หล่อนหรอก"

 

 

         พลอยได้ยินคุณอุ่นพูดถึงแม่ก็เสียใจ เพราะไม่รู้ว่าคุณอุ่นจะพูดอะไรให้เจ็บช้ำน้ำใจต่อไปอีก จึงเปลี่ยนเรื่องพูดว่า

 

 

         "เจ้าคุณพ่อให้ดิฉันเข้ามาหาคุณพี่"

 

 

         "ก็ยังงั้นซี" คุณอุ่นพูดสวนขึ้นมาทันที "อย่างแกจะมาหาฉันเองละก็ไม่มีเสียละ สันดานลูกเสือลูกตะเข้ ก็ต้องคอยแว้งเอามือที่ขุนมันน่ะแหละ"

 

 

         พลอยรู้สึกตัวว่าหมดความอดทน เพราะคุณอุ่นว่าได้ว่าเอาอย่างไม่มีทางสู้ และเมื่อคุณอุ่นถึงกับเปรียบ ตัวเองว่าเป็นมือที่เคยขุนตัวมา พลอยก็ยิ่งช้ำใจ เพราะไม่เคยได้รับความอุปการะอย่างใดจากคุณอุ่นเลย ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว ขณะนั้นพลอยก้มหน้านิ่ง รู้สึกตัวว่าน้ำตาร้อนๆเริ่มจะไหลออกมา ถ้าขืนอยู่ต่อไปก็มีทางที่ คุณอุ่นจะหาเรื่องเอาได้อีก จึงก้มตัวลงไหว้แล้วก็คลานออกนอกห้อง ส่วนคุณอุ่นนั้นพอถึงตอนนี้ ก็นั่งเมินหน้าเฉย ทำไม่เห็นเอาทีเดียว

 

 

         ระหว่างที่อยู่ในห้องกลางบนตึก พลอยก็รีบเช็ดน้ำตาให้แห้ง เพราะไม่อยากให้เจ้าคุณพ่อแลเห็น แต่พอถึงเฉลียงเห็นเจ้าคุณพ่อ กำลังนั่งคุยกับคุณสายถึงเรื่องเก่าๆในวังอยู่ พลอยก็รีบคลานผ่านไปยังที่ๆคุณเชย กับพ่อเพิ่มนั่งอยู่ตรงบันได

 

 

         พ่อเพิ่มเห็นหน้าพลอยก็รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่ไม่กล้าพูดจาไต่ถามอะไร คุณเชยก็เดาออกเช่นเดียวกัน เพราะเบะหน้าแล้วกระซิบกับพลอยว่า

 

 

         "โดนเข้าแล้วใช่ไหมแม่พลอย ฉันนึกแล้วไม่มีผิดทีเดียว คนอะไรก็ไม่รู้ใจยักษ์ใจมาร ฉันอยู่ทางนี้ยังโดนด่า ไม่เว้นแต่ละวัน ทำอะไรเป็นผิดไปหมด ถ้าตายเสียเมื่อไรฉันจะดีใจ"

 

 

         พลอยได้ยินคุณเชยแสดงความเห็นใจ จนถึงแช่งคุณอุ่นให้ตาย ก็อดยิ้มไม่ได้

 

 

         "จริงๆนะ แม่พลอย ให้ฉันโตอีกหน่อยเถอะ ฉันไม่ยอมหรอก" คุณเชยพูดอย่างเอาจริง

 

 

         ขณะนั้นคุณสายคุยกับเจ้าคุณพ่อหมดเรื่อง ทำอาการหยิบโน่นหยิบนี่เหมือนกับจะเตรียมตัวกลับ แล้วก็เหลียวมากวักมือเรียกพลอย ให้เข้าไปลาเจ้าคุณพ่อ ซึ่งพลอยก็ปฏิบัติตามอย่างเต็มใจ เพราะความตื่นเต้น ที่ได้จากการมาเยี่ยมบ้านนั้นหมดสิ้นไปแล้ว นับแต่ขณะแรกที่โผล่หน้าเข้าไปหาคุณอุ่น

 

 

         เจ้าคุณพ่อเรียกพลอยเข้าไปถึงตัว พลอยก้มลงกราบชิดกับขาเจ้าคุณพ่อ และรู้สึกว่ามือเจ้าคุณพ่อ ลูบหัวเบาๆ พร้อมกับเสียงเจ้าคุณพ่อพูดว่า

 

 

         "รักษาตัวให้ดีๆนะพลอย ถึงอย่างไรๆเจ้าก็ยังเป็นลูกพ่อ"

 

 

         แล้วคุณสายก็พาพลอยลงจากตึก เดินกลับไปลงเรือ มีคุณเชยกับพ่อเพิ่มตามมาส่งถึงตีนท่า ก่อนจะลงเรือ คุณเชยยังกระซิบสั่งเป็นครั้งสุดท้ายอีกว่า

 

 

         "ลาก่อนนะ แม่พลอย ไว้ฉันโตอีกหน่อย ฉันจะเข้าไปหาให้ถึงในวัง"

 

 

 

 

 

บทที่ ๕ (หน้าที่ ๑)

 

 

        ตั้งแต่กลับจากบ้านครั้งที่ไปกับคุณสายนั้นแล้ว ชีวิตของพลอยก็คงอยู่อย่างเดิมต่อไป ที่มีเปลี่ยนแปลง จนพลอยสังเกตเห็นได้ง่ายก็คือ เสด็จทรงสนพระทัยในตัวพลอยมากกว่าแต่ก่อน รับสั่งถามพลอยในเรื่องต่างๆ ที่พลอยทำอยู่ทุกวันนั้นบ่อยครั้ง และทุกคราวที่เสด็จจะทรงทำสิ่งใดเป็นพิเศษ ก็มักจะรับสั่งให้หาพลอย ให้ขึ้นไปเฝ้าเพื่อจะได้เห็นได้ทำการฝีมือต่างๆไว้เป็นความรู้ พลอยเริ่มร้อยมาลัยเป็น ถึงจะยังไม่งาม ก็พอเข้ารูป คุณสายหัดให้พลอยปอกมะปรางริ้ว ซึ่งต้องลงทุนไปด้วยมะปรางเป็นอันมาก และแผลที่นิ้วมือของพลอย หลายแผล และเมื่อพลอยปอกมะปรางพอแลเห็นริ้วได้ เสด็จก็รับสั่งให้หาขึ้นไปปอกถวายทอดพระเนตร และทรงตักเตือนสั่งสอนวิธีปอกให้หลายอย่าง 

 

 

         จุดสนใจเป็นที่สุดก็คือ การโกนจุกที่จะมาถึงต่อไปในเวลาอีกหกหรือเจ็ดเดือนข้างหน้า งานโกนจุกนั้นเสด็จ รับสั่งให้มีที่บ้านช้อย และให้พ่อของช้อยเป็นเจ้าของงานร่วมกับคุณสาย เสด็จประทานอุปการะในเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งหมดในงาน และของแต่งตัวของเด็กทั้งสองคนนั้น จัดออกไปจากตำหนัก ตั้งแต่เครื่องแต่งตัวฟังสวดมนต์ ไปจนถึงวันโกนจุกและทำขวัญ เสด็จสนพระทัยมาก และทรงสนุกในการค้าหาเครื่องแต่งตัวของช้อยและพลอย ให้เข้าชุดกัน ถึงกับต้องเรียกคุณสายขึ้นไปปรึกษาเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ยิ่งใกล้วันเข้ามา เรื่องโกนจุกเด็กทั้งสองคน ก็ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้น กลายเป็นธุระหน้านที่ให้ต้องวุ่นวายกันไปทั้งตำหนัก เป็นเหตุให้ข้าหลวงในตำหนัก หลายคนที่โตๆเป็นสาวแล้ว เรียกงานโกนจุกนั้นว่า "งานโสกันต์แม่พลอย" บ้าง หรือ "งานโสกันต์แม่ช้อย" บ้าง ตามแต่จะนึกออก แต่ทุกคนก็มิได้รังเกียจ เพราะต่างคนต่างก็นึกสนุกอยู่ด้วยกัน มีคนสมัครออกไปช่วยงาน กับคุณสายที่บ้านช้อยก็หลายคน

 

 

         แต่แรกๆ พลอยก็มิสู้จะสนใจเท่าไรนัก เพราะยังมองไม่เห็นว่าตัวเองจะเกี่ยวข้องอย่างไร และนึกไปไม่ถึงว่า จะเป็นบุคคลสำคัญในงานนั้นเพียงไหน ที่พลอยดีใจว่าจะได้โกนจุกนั้น ก็เพราะว่าจะได้หมดจุก อันเป็นภาระที่ต้อง เกล้าวันละหลายหนนั้นประการหนึ่ง เมื่อโกนแล้วก็จะได้พ้นการทรมานจากการโกนศีรษะส่วนอื่นโดยมีดโกนทื่อๆ ซึ่งทำให้ต้องเจ็บ และการถอนไรจุกบางครั้ง ซึ่งเจ็บไปกว่าเป็นประการที่สอง และประการที่สามที่ออกจะสำคัญ มากก็คือ ผู้ที่โกนจุกแล้วนั้นนับว่าได้ก้าวย่าง พ้นความเป็นเด็กออกไปอีกขั้นหนึ่ง ซี่งเป็นสิ่งที่ควรจะสบายใจ เพราะการพ้นจากภาระที่เป็นเด็ก ที่ต้องถูกดุถูกว่าอยู่เป็นนิจ แล้วได้เป็นผู้ใหญ่ที่อิสระแก่ตัวทำอะไรทำได้นั้น เป็นของที่พลอยเร่งวันเร่งคืนให้ถึงเร็วๆอยู่ไม่น้อย ส่วนช้อยนั้นดูไม่ค่อยสนใจต่อรายละเอียดเรื่องโกนจุกเท่าไรนัก สิ่งที่ช้อยคอยวันคอยคืนอยู่นั้น คือการที่จะได้กลับออกไปอยู่ที่บ้านชั่วคราวในระหว่างงาน ซึ่งคุณสายบอกว่า จะต้องไปอยู่ถึง ๗ วันเป็นอย่างเร็ว อย่างช้าก็ ๑๐ วัน เพราะไหนจะต้องไปเตรียมงาน แล้วก็จะต้องมีเวลาเก็บของ อีกสองสามวัน จึงจะกลับเข้าวังได้ พลอยเห็นความดีใจอย่างมากมายของช้อย ที่จะได้กลับบ้านแล้วบางครั้งก็อด นึกอิจฉาไม่ได้ เพราะตั้งแต่ช้อยรู้ว่าพลอยจะได้ออกไปค้างที่บ้านด้วยกัน ช้อยก็เริ่มคุยอวดคุณสมบัติวิเศษต่างๆ ที่บ้านตน จริงบ้างไม่จริงบ้าง ตามประสาเด็กที่รักบ้าน ซึ่งเคยได้รับความสุขจากพี่น้อง ที่ห้อมล้อมอยู่ทางบ้าน เท่าที่ได้ฟังช้อยคุย พลอยก็รู้ได้ว่าบ้านช้อยไม่ใหญ่โตกว้างขวาง เท่ากับบ้านฟากข้างโน้นของตน แต่พลอยก็รู้ตัว ว่าไม่อยู่ในฐานะที่จำนำเรื่องทางบ้าน เล่าอวดช้อยและชวนช้อยไปค้างบ้านเป็นการตอบแทนได้ เพราะแม้แต่ ตัวพลอยเองจะได้กลับไปอีกหรือไม่ก็ไม่แน่ใจ ถ้าทางบ้านฟากข้างโน้นมีเพียงเจ้าคุณพ่อ คุณเชยและพ่อเพิ่ม ถึงแม่จะอยู่หรือไม่ก็ไม่สู้กระไรนัก แต่การที่มีคุณอุ่นอยู่ที่บ้านนั้นด้วย และอยู่ในฐานะเจ้าของบ้าน ทำให้พลอย ไม่กล้านึกอาจเอื้อมไปถึงได้

 

 

         ความสนใจของพลอยเกี่ยวกับการโกนจุกมาเพิ่มขึ้น จนเข้าขีดตื่นเต้นก็เมื่อใกล้วันงานเข้าไปอีก ถึงตอนที่ เสด็จเริ่มทรงจัดของแต่งตัวประทาน ความตื่นเต้นของพลอยเริ่มมีขึ้น เมื่อเห็นของแต่งตัวที่ถูกเตรียมไว้สองชุด เกี้ยวที่ทำด้วยทองคำประดับเพชรพลอยแวววาม ผ้ายกทองสีสดที่พลอยจะได้นุ่ง ชวนตาให้ต้องชำเลืองคอยดู บ่อยๆ ครั้นแล้วก็ถึงตอนปักนวม ซึ่งทั้งสองคนจะต้องสวมรอบคอในงานนั้น ในขั้นแรกคุณสายเรียกพลอยละช้อย ไปวัดคอและส่วนกว้างของไหล่ ให้ได้ขนาดที่จะเย็บนวมนั้นด้วยผ้า ต่อจากนั้นไปก็เป็นเวลาที่จะต้องตรึง เครื่องเพชรต่างๆ เข้าไปกับที่เย็บไว้นั้น มีแหวนสายสร้อยจี้ ตลอดจนของอื่นๆ อีกเป็นอันมาก ซึ่งมารวมกันเข้า ทำให้นวมนั้นกลายเป็นอาภรณ์ที่แพราวพราวไปด้วยเพชรนิลจินดา พลอยเห็นความพยายามของคนทั้งตำหนัก ตั้งแต่เสด็จลงมาที่จะช่วยกันทำให้ตน ได้แต่งกายอย่างสวยงามที่สุดในงานโกนจุกนั้นแล้ว ก็อดที่จะปลื้มใจเสียมิได้ และความรู้สึกที่สำคัญนั้นก็คือ ถึงแม้ว่าแม่ของตนจะอยู่ไกล มีอุปสรรคกีดขวางมิให้พลอยไปมาได้สะดวกก็ตาม แต่ก็ยังมีเสด็จซึ่งเป็นเจ้านายใหญ่โต และคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังมีความเมตตาต่อตน เห็นพลอยเป็นคนที่ยังมีความ สำคัญอยู่ 

 

 

         พอถึงกำหนดวันงานเข้าจริง คุณสายก็บอกให้รู้ว่า จะต้องพาพลอยและช้อยออกไปอยู่ที่บ้านข้างนอกวัง ก่อนวันงานถึงเจ็ดวัน เพราะมีเรื่องที่จะต้องทำมากมาย คุณสายรับตรงๆว่าไม่ไว้ใจพี่สะใภ้ คือมารดาของช้อย ผู้อยู่ทางบ้าน บอกว่าเป็นผู้ที่มีอารมณ์ดีเกินไป ดีแต่นั่งนัดยานัตถุ์ ถ้าปล่อยให้เป็นผู้อำนวยการของงานที่จะมีขึ้น โดยคุณสายไม่ออกไปดูเอง งานนั้นอาจล้มเหลวทั้งงานก็ได้

 

 

         เพราะเหตุนั้น คุณสายจึงพาพลอยและช้อยขึ้นไปทูลลาเสด็จพร้อมกัน และหอบข้าวของพะรุงพะรัง ออกจากประตูวังในเช้าวันหนึ่ง มีพลอยช้อยและผาดพร้อมด้วยคนอื่นๆ ที่สมัครใจไปช่วยงาน ติดตามถือของไปพร้อมกัน ที่หน้าประตูวังชั้นนอกมีรถม้าคอยอยู่สองคัน พี่เนื่องยืนยิ้มกำกับอยู่ บอกว่าคุณพ่อให้มารับ คุณสายขึ้นรถม้าคันเดียวกับเด็กๆ และพี่เนื่องพร้อมกับหีบของแต่งตัวต่างๆ ที่คุณสายไม่ยอมให้ใครถือ ส่วนคนอื่นๆนั้นขึ้นรถม้าอีกคันหนึ่งตามมาติดๆกัน ระหว่างทางช้อยก็คุยกับพี่เนื่อง มาตลอด ส่วนพลอยนั้นนั่งมองสิ่งต่างๆสองข้างทาง ด้วยความตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เพราะครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่พลอยเดินทางไปในทางที่ไม่เคยผ่านในชีวิต

 

 

         รถม้าสองคันแล่นฝุ่นตรลบมาเป็นเวลาที่พลอยรู้สึกว่า นานเอาการ ทุกครั้งที่คนขับลงแส้ม้า หรือเพียงขยับแส้ที่ปักไว้ข้างๆตัว คุณสายก็ร้องตะโกนบอกว่า

 

 

         "อย่าไปทำมันเลยบาป"

 

 

         ครั้งแรกๆ ที่คุณสายเข้าข้างม้าลากรถ พี่เนื่องก็ได้แต่มองดูหน้าพลอยและช้อยแล้วยิ้ม แต่เมื่อคุณสายร้อง บ่อยเข้าจนเป็นระยะ ทั้งสามคนก็ต้องกลั้นหัวเราะกันอย่างสุดกำลัง เพราะกลัวคุณสายจะดุ พลอยนั้นดูเหมือนจะ อาการหนักกว่าเพื่อน เพราะไปนึกถึงความเอะอะของคุณสาย ตอนนั่งเรือเข้ามาประกอบด้วย จึงต้องนั่งกลั้นหัวเราะ จนเกือบทนไม่ได้

 

 

         ในที่สุดรถก็มาจอดอยู่ริมถนน ตรงปากตรอกซึ่งมีสะพานยาว ทำด้วยไม้กระดานเป็นทางเดินเข้าไปข้างใน ช้อยร้องขึ้นว่า "ถึงแล้ว ! " แล้วก็ลงจากรถก่อนคนอื่น จนคุณสายต้องดุให้ระวังกิริยาจะลงจากรถ เมื่อทุกคนลงจากรถ คุณสายสำรวจข้าวของจนครบถ้วนแล้ว ก็พากันยกกระบวนเดินไปตามสะพาน ซึ่งต้องเดินเรียงหนึ่งมีคุณสายนำหน้า และมีผาดหอบข้าวของมากกว่าคนอื่นเดินรั้งท้าย อีกครู่หนึ่งก็ถึงบ้านช้อย แลเห็นคุณพ่อของช้อย ยืนยิ้มคอยรับอยู่บนหัวบันไดเรือน

 

 

         บ้านช้อยเป็นบ้านแบบโบราณ อันประกอบด้วยเรือนฝากระดานหลายหลัง เชื่อมต่อกันตลอดด้วยนอกชาน เบื้องล่างเป็นใต้ถุน มีสัมภาระต่างๆกองไว้บ้าง แต่ไม่ถึงกับรก พอพวกที่ไปถึงขึ้นบันไดเรือน แม่ของช้อยก็กระวีกระวาดออกมาคอยรับอีกคนหนึ่ง พลอยเพิ่งจะมารู้จักชื่อพ่อแม่ของช้อยในวันนี้ ด้วยได้ยินคุณสายเรียกพ่อของช้อยผู้เป็นพี่ว่า "พี่นพ" และเรียกแม่ของช้อยผู้เป็นพี่สะใภ้ "แม่ชั้น" เฉยๆ เพราะแม่ของช้อยนั้นดูเหมือนจะมีอายุอ่อนกว่าคุณสาย พลอยกะว่าเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับแม่ของตน ช้อยเห็นแม่ของตัวก็วิ่งเข้าไปกอดรัดอย่างแรง จนแม่ชั้นต้องหัวเราะแล้วร้องว่า "ช้อย ! ระวังหน่อย เดี๋ยวแม่ตกกระไดตาย ! "

 

 

         แต่ความดีใจของช้อยที่ได้พบปะบิดามารดา ดูเหมือนจะกินเวลาไม่นานนัก เพราะพอขึ้นไปบนเรือน และลงนั่งพูดจากันไม่ได้นาน ช้อยก็สะกิดพลอยแล้วกระซิบว่า

 

 

         "พลอย ไปข้างล่างกันเถิด"

 

 

         ว่าแล้วช้อยก็ลุกขึ้น พาพลอยเดินเลาะลัดไปลงบันไดหลัง โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ทันสังเกต เมื่อลงบันไดแล้ว ช้อยก็พาพลอยวกเข้าใต้ถุนเรือน ตรงไปยังแคร่เก่าๆตัวหนึ่งที่วางอยู่ บนแคร่มีสุนัขพันธ์ทางสีขาวด่างน้ำตาล เป็นขี้เรื้อนจนขนร่วงไปหมดหลายแห่ง นอนอยู่อย่างสบาย พอช้อยเห็นก็ร้องขึ้นอย่างดีใจว่า "อีด่าง ! " ส่วนสุนัข นั้นก็ลุกขึ้นกระดิกหางอย่างดีใจ ที่ได้พบช้อยเช่นเดียวกัน

 

 

         "อีด่าง ! เอ็งคิดถึงข้าบ้างไหม" ช้อยถามแล้วก็ตรงเข้ากอดสุนัขนั้นอย่างปราศจากความรังเกียจ ส่วน "อีด่าง" ก็ตอบคำถามของช้อย ด้วยวิธีเลียตลอดตั้งแต่ศีรษะลงไปจนถึงปลายแขน พร้อมด้วยการกระดิกหาง อย่างแรงไปมา 

 

 

         "นี่ไงพลอย อีด่างของฉัน" ช้อยเริ่มแนะนำ "ดูซีไม่ได้พบกันตั้งนาน มันยังจำฉันได้เลย ทีแรกฉันจะเอาไปในวังด้วยแล้ว แต่คุณอาไม่ยอม กลัวมันจะไปเห่าหนวกหู น่าเอ็นดูไหม"

 

 

         พลอยมองดู "อีด่าง" แล้วก็ได้แต่ยิ้ม เพราะ "อีด่าง" นั้นมีวัยและสังขารเกินน่าเอ็นดูเสียแล้ว จะเป็นเพราะออกลูกมาก หรืออะไรก็ตามที แต่ "อีด่าง" นั้นผอมโกโรโกโส และเป็นขี้เรื้อนมากกว่าที่พลอยนึก เมื่อมองเห็นแต่ไกล 

 

 

         ระหว่างที่ช้อยยังกอดจูบกับอีด่างอยู่ด้วยความสนิทสนมนั้นเอง พลอยก็เริ่มเหลียวมองดูบริเวณบ้าน ของช้อยทั่วๆไปด้วยความสนใจ

 

 

         บ้านของช้อยเป็นบ้านที่ค่อนข้างจะเก่าแก่ แต่ก็กว้างขวางแสดงฐานะผู้อยู่ว่าเป็นผู้มีอันจะกิน ความจริงบ้านนี้เป็นบ้านของตระกูลช้อย อยู่สืบเนื่องกันมาหลายชั่วคน จนบ้านนั้นมีอายุเหมือนจะมีจิตใจ ของตนเอง และจิตใจนั้นเป็นจิตใจที่เป็นมิตร ต้อนรับทุกคนที่เข้ามาในบ้าน ให้ได้รับความรู้สึกว่าร่มเย็นอยากอยู่ ไม่ค่อยอยากจากไป ในบริเวณบ้านร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ส่วนมากเป็นต้นมะม่วง และรอบๆเรือนที่อยู่นั้น ตั้งต้นไม้กระถาง มีไม้ดัดและไม่ดอกบางชนิด และมีกระถางบัววางสลับอยู่บ้างเป็นระยะ ถ้าจะว่าโดยทั่วไป บ้านของช้อยนั้นผิดกับบ้านของพลอย อยู่ในข้อที่ว่าเป็นซึ่งคนธรรมดาที่มีฐานะดีอาจอยู่ได้ มิได้มีลักษณะอันใด พิเศษนอกเหนือไปจากนั้น ส่วนบ้านของพลอยนั้น ใครก็ต้องรู้ทันทีว่าเป็นบ้านขุนนาง เจ้าของบ้านต้องอยู่ ในสกุลสูงและมีอำนาจวาสนา แต่ที่ผิดกันมากจนพลอยสังเกตเห็นได้ชัด นับตั้งแต่เวลาก้าวเข้ามาในบ้านก็คือ ที่บ้านนี้ทุกคนเป็นเจ้าของบ้านร่วมกัน อยู่ใต้หลังคาเดียวกัน ฉะนั้นเวลามีความสุขก็ย่อมจะสุขด้วยกัน หรือทุกข์ ก็ย่อมจะทุกข์ด้วยกัน คนที่อยู่ในบ้านนั้น มิได้แยกกันอยู่ในฐานะเจ้าบ้านและคนอาศัย ต้นไม้ทุกต้นในบริเวณบ้าน กระดานทุกแผ่นและเสาทุกต้นของตัวเรือน ดูเหมือนจะเป็นเครื่องเชื่อมโยงให้เกิดความรู้สึกว่า ทุกคนเป็นเจ้าของ ร่วมกันอยู่ทุกขณะ และคนที่แสดงความเป็นเจ้าของมากที่สุดในขณะนี้ ก็คือ ช้อย ผู้ที่จากบ้านไปนาน แล้วได้กลับมาใหม่

 

 

         "อ้าว ! พลอยมาอยู่นี่เอง" เสียงพี่เนื่องผู้ซึ่งกำลังเดินข้ามบริเวณบ้านตรงมาใต้ถุนพูดขึ้น พลอยไม่เคยรู้จัก พี่เนื่องมาตั้งแต่เด็ก มารู้จักเอาเมื่อพี่เนื่องรุ่นหนุ่มเสียแล้ว และขณะนี้พี่เนื่องก็แสดงอาการกิริยา อย่างคนที่เป็นผู้ใหญ่กว่า พี่เนื่องหวีผมเรียบร้อย นุ่งผ้าพื้น ถอดเสื้อคาดผ้าคาดพุงดูทะมัดทะแมง และเมื่อกลับถึงบ้าน เห็นมีแขกผู้หญิงยิงเรือหลายคน พี่เนื่องก็แอบไปล้างหน้าประแป้งมาแล้วด้วย

 

 

         ช้อยพอแลเห็นพี่เนื่องก็ตะโกนถามว่า "พี่เนื่อง ! ไหนบอกฉันว่าอีด่างมีลูกยังไงล่ะ"

 

 

         "ก็มีน่ะซี" พี่เนื่องตอบ "แต่แม่ให้เขาไปหมดแล้วมันร้องหนวกหู"

 

 

         "โธ่ ! พี่เนื่องจะเก็บเอาไว้ให้ฉันดูหน่อยก็ไม่ได้"

 

 

         "ฉันจะไปรู้เรอะ" พี่เนื่องตอบ แล้วก็ปรารภถึงน้องสาวผู้กำลังกอดกับสุนัขอยู่ว่า "เอ้า ! กอดกันเข้าไปได้ สกปรกจะตายไป เป็นขี้เรื้อนด้วย ! " 

 

 

         "แน้ ! " ช้อยตอบ "ก็ฉันรักของฉันนี่ ไม่ได้พบมันนาน ฉันก็คิดถึงบ้างซี"

 

 

         "พลอยมาทางนี้ดีกว่า" พี่เนื่องเรียก "มาดูอะไรนี่แน่ะ" พี่เนื่องกวักมือเรียกให้พลอยไปทางริมเรือน อีกด้านหนึ่ง พลอยก็เดินตรงเข้าไปดูอย่างสนใจ พอไปถึงพี่เนื่องก็ชี้ให้ดูอ่างดินและตุ่มแตก หลายใบที่วางอยู่ ทุกใบใส่น้ำสะอาดและมีจอกลอย

 

 

         "นี่ไง ปลาเข็มลูกหม้อทั้งนั้นเลย ฉันเลี้ยงไว้เอง"

 

 

         พลอยก้มลงดูในอ่างอย่างสนใจ เพราะเป็นครั้งแรกที่เคยเห็น ปลาเข็มตัวโตขนาดนี้ ทุกตัวสีขาวเป็นมัน มีจุดแดงที่หางครบลักษณะ พลอยรู้สึกว่าสวยงามและปราดเปรียวกว่าปลาเงินปลาทอง ที่คุณพ่อเคยเลี้ยงที่บ้าน

 

 

         "พี่เนื่องเลี้ยงไว้ดูเล่นหรือ ! " พลอยถามอย่างพาซื่อ

 

 

         "เปล่า" พี่เนื่องหัวเราะ "เลี้ยงไว้กัดกัน"

 

 

         พลอยเพิ่งรู้เป็นครั้งแรกอีกเหมือนกันว่า ปลาเข็มนั้นกัดกันได้ ทำให้เพิ่มความสนใจยิ่งขึ้น พี่เนื่องกวนน้ำ ในอ่างอีกใบหนึ่ง ให้น้ำหมุนวนอย่างแรง แล้วก็เอาปลาลงไปปล่อยให้ว่ายทวนน้ำให้พลอยดู ทำให้พลอยชอบใจ หัวเราะ และช้อยก็วางมือจากอีด่างมายืนดูอยู่ด้วย

 

 

         "แต่ก่อนฉันก็มีตั้งหลายตัว" ช้อยอวดขึ้นอย่างภาคภูมิ

 

 

         "อย่ามาอวดหน่อยเลย" พี่เนื่องขัดคอ "ปลาป่าอย่างนั้น เขาไม่เล่นแล้วละ"

 

 

         คุณพ่อของช้อยลงจากบันไดเรือนมาร่วมวงกับเด็กๆด้วย และอธิบายให้พลอยฟัง ถึงเรื่องการเลี้ยงปลากัด ปลาเข็มอย่างพิศดาร ทำให้พลอยรู้สึกตัวยิ่งขึ้นว่า ที่บ้านของช้อยมีอะไรอย่างหนึ่งที่ตนไม่เคยรู้จัก สิ่งนั้นคือความเป็นอยู่สนิทสนมของคนในครอบครัว ที่ปราศจากการแตกแยก ร่วมมือกันได้ทุกอย่าง ในระหว่างพ่อกับลูก เด็กกับผู้ใหญ่ แม้แต่ในเรื่องที่ดูจะเป็นของเด็กแท้ๆ เช่นเรื่องปลาเข็ม

 

 

         ตลอดเวลาที่พลอยออกไปค้างอยู่ที่บ้านของช้อย พลอยได้มีโอกาสสนิทสนมกับพี่เนื่องมากขึ้นกว่าเก่า เพราะพี่เนื่องไม่มีหน้าที่จะต้องตระเตรียมการงานอย่างใด วันหนึ่งๆ จึงมีเวลาได้พบปะเล่นหัวกับพลอยและช้อย มากกว่าคนอื่น ส่วนพ่อของช้อยก็เป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งพลอยได้คุ้นเคยด้วยมาก เพราะไม่มีหน้าที่กำหนดแน่นอน เช่นเดียวกัน วันหนึ่งๆ ก็ได้แต่เดินไปมาขณะอยู่ในบ้าน และเมื่อพวกผู้ใหญ่ซึ่งได้แก่คุณสายแม่ของช้อย และคนอื่นๆ ต้องตระเตรียมงานกันเป็นโกลาหล พ่อของช้อยก็ไม่รู้จะพูดจะคุยกับใคร จึงต้องเลี่ยงมาสมาคมกับเด็กๆ

 

 

         พลอยไม่เคยอยู่ในบรรยากาศที่เป็นกันเองเช่นนี้มาก่อน ฉะนั้นระยะเวลาที่ออกไปค้างที่บ้านช้อย จึงเป็นเวลาที่พลอยระลึกถึงเสมอว่า เป็นเวลาที่มีความสุขระยะหนึ่ง พ่อของช้อยเป็นคนไม่พิถีพิถัน มีความเป็นอยู่ อย่างง่ายๆ วันหนึ่งๆ ถ้าว่างก็อยู่กับต้นไม้ดอกไม้ดัด หรือเดินดีดมือกับนกเขา ซึ่งใส่กรงแขวนไว้ตามชายคาเรือน กลายกรง นอกจากนั้นก็นั่งดูลูกวิ่งเล่น แม่ชั้นมารดาของช้อยก็เป็นคนอารมณ์ดี อย่างที่พลอยไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน มีเรื่องมาให้หัวเราะได้วันยังค่ำ ถ้าแม่ชั้นไม่หัวเราะกับลูกๆ ก็หัวเราะกับคนอื่น ในที่สุด เมื่อไม่มีอะไรหัวเราะ ก็นั่งหัวเราะตัวเอง แม้แต่คุณสายซึ่งเป็นคนเจ้าระเบียบ ทำอะไรเป็นการเป็นงาน และไม่มีความนับถือพี่สะใภ้ ของตน แม้แต่น้อย แต่เมื่อออกมาอยู่บ้านได้ไม่เท่าไร ก็ติดต่อโรคอารมณ์ดีของแม่ชั้น ผู้เป็นพี่สะใภ้ ต้องพลอยนั่งหัวเราะกับแม่ชั้นไปด้วย ทั้งที่ปากก็บ่นอยู่เรื่อยๆว่าแม่ชั้นมาชวนให้เสียงานเสียการ แต่คุณสายโกรธแม่ชั้นไม่ลงสักที บางเวลาที่ทำงานด้วยกัน แม่ชั้นก็มักจะทำอะไรผิดพลาด หรือบางทีเมื่อแม่ชั้น ออกไปข้างนอกว่าจะไปซื้อของ คุณสายก็จะต้องสั่งซื้อของที่จำเป็นจะต้องใช้ มากมายหลายอย่าง ซึ่งต้องสั่งเสีย และซักซ้อมกันหลายตรลบ ก่อนที่แม่ชั้นจะออกไปจากบ้านไปได้ ซึ่งแม่ชั้นก็ต้องรับรองอย่างแข็งแรงทุกครั้งไป แต่พอแม่ชั้นกลับมาถึงบ้านเข้าจริง เอาของที่ไปซื้อมาออกตรวจดู ก็ปรากฏว่ามีของสำหรับฝากลูก ของสำหรับฝากผัว ซึ่งแม่ชั้นเรียกว่า "คุณหลวง" ตลอดจนของฝากคุณสายและพวกพ้องที่ออกมาจากวัง แม้แต่บ่าวในบ้านแม่ชั้นก็มีของติดมือมาฝาก ส่วนของที่มีไม่ครบบ่อยๆก็คือ ของที่คุณสายคาดคั้นเป็นหนักหนา ให้ซื้อมาให้ได้นั่นเอง พอรู้ว่าของได้มาไม่ครบเพราะพี่สะใภ้ลืมเสีย มิได้ซื้อมาตามสั่ง คุณสายก็ต้องบ่นอุบตุบตับ ไปตามเรื่อง แต่แม่ชั้นก็ไม่ถือโกรธ กลับนั่งหัวเราะความขี้หลงขี้ลืมของตนเอง จนน้ำหูน้ำตาไหล

 

 

         ที่บ้านนี้พลอยได้เห็นความรักของบิดามารดา ที่มีต่อบุตรนั้นว่าอาจมีได้มากมายเพียงใด แม้แต่พลอย ซึ่งเป็นคนอื่นก็พลอยได้รับส่วนแบ่งแห่งความรักนั้นดัวย เพราะมาอยู่ในบ้านนี้ในฐานะเป็นเพื่อนของลูก ในบ้านนี้ ไม่มีอะไรที่จะดีเกินไปสำหรับเด็กๆ ของกินทุกอย่างไม่มีของต้องห้าม ไม่มีการปันส่วนว่าอย่างนั้นให้เด็กกิน อย่างนี้ให้ผู้ใหญ่กิน ถ้าสิ่งใดที่เป็นของควรกินควรใช้ ผู้ใหญ่ในบ้านนั้นก็จะต้องนึกถึงเด็กก่อนที่จะนึกถึงตน การอบรมสั่งสอนเด็กนั้นมีอยู่เสมอ แต่กระทำด้วยการสมาคมกับเด็ก ปล่อยให้พูดคุยซักถามได้ตามใจ มิให้เด็กรู้ตัวว่ากำลังถูกสั่งสอนอบรม ทั้งพี่เนื่องและช้อยดูเหมือนจะรักบิดามารดามากกว่าสิ่งใดๆ แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีเกรงขามอย่างที่พลอยเคยรู้สึกต่อผู้ใหญ่อื่นๆ และด้วยเหตุที่บ้านนี้ตั้งอยู่บนความรัก ความเห็นใจเป็นรากฐาน เริ่มต้นในระหว่างบิดามารดากับบุตร ความรักนั้นก็แผ่อิทธิพลไปถึงคนอื่นๆในบ้านนั้น ไม่ว่าจะเป็นญาติโยมหรือผู้คน บ่าวไพร่ตลอดจนแขกที่มาหา ก็มักจะรู้สึกว่าบรรยากาศในบ้านนั้น รื่นรมย์เป็นพิเศษ กระทำให้บ้านของช้อยเป็นศูนย์กลางการสมาคมของคนเป็นจำนวนมาก

 

 

         คุณหลวง หรือคุณพ่อของช้อยเป็นคนมีเพื่อนฝูงมากมายพอดู และเพื่อนฝูงเหล่านี้มักจะมาชุมนุมกัน ในตอนบ่าย จับกลุ่มคุยกันกลางนอกชาน ซึ่งกั้นหลังคาคลุมไว้ตอนหนึ่งด้วยความสบายอารมณ์ ตอนบ่ายเป็นเวลาที่บ้านนั้นเพิ่มความรื่นรมย์ขึ้นไปอีก เพราะมีเสียงคุยเสียงหัวเราะ ทางเจ้าของบ้านก็คอยปฏิบัติ แขกที่มาหาด้วยเครื่องกินเครื่องดื่ม เวลาที่คุณหลวงคุยกับเพื่อนๆดูเหมือนจะเป็นเวลาที่แม่ชั้นมีความสุขหนักหนา พอเพื่อนๆมาครบวง แม่ชั้นก็นั่งคอยจัดเครื่องดื่มของแกล้มและสิ่งอื่น เช่นหมากพลูบุหรี่ ส่งไปให้มิให้ขาดได้ แม่ชั้นเก็บตัวอยู่ในบ้านไม่ออกไปร่วมสนทนา พอใจที่ตนสามารถปฏิบัติให้สามี และเพื่อนของสามีมีความสุข สบายได้ แต่เพื่อนเหล่านี้เป็นเพื่อนสนิทเข้านอกออกในได้ ทุกคนส่วนมากก็เป็นข้าราชการหรือบุคคลที่มีฐานะ เท่าเทียมกับเจ้าของบ้าน ฉะนั้นถึงแม่ชั้นจะไม่ออกไป แต่ละคนก็ต้องหาโอกาสย่องเข้ามาที่แม่ชั้นนั่งทำงาน เพื่อทักทายปราศรัยพูดคุยด้วยไม่เว้นแต่ละคน

 

 

         ความเป็นอยู่อย่างง่ายและเป็นกันเอง แต่ขณะเดียวกันก็มีระเบียบเรียบร้อย เช่นที่บ้านของช้อยนี้ ฝังลึกลงไปในหัวใจของพลอย ความเมตตากรุณาที่คนในบ้านนี้แสดงต่อเพื่อนมนุษย์โดยทั่วไป ทำให้พลอยมีความสุข บางครั้งก็รู้สึกตื้นตันบอกไม่ถูก พลอยรักคนทุกคนในบ้านนี้ เหมือนกับเป็นพ่อแม่ของตัวเอง และสำหรับพี่เนื่องพลอยก็ปล่อยให้จิตใจหันเข้าหา ในฐานที่พี่เนื่องโตกว่า แข็งแรงกว่า และเป็นเพื่อนที่ให้ความปกปักรักษาคุ้มครองแก่ตน ได้มากกว่าใครๆทั้งสิ้น

 

 

         ในที่สุดวันงานโกนจุกของพลอยและช้อยก็มาถึง การตกแต่งบ้านเพื่อมีงานก็สำเร็จลงด้วยน้ำมือ ของเพื่อนฝูง และข้าราชการกรมเดียวกับคุณพ่อของช้อย ซึ่งพากันมาช่วยงานเป็นจำนวนมาก ทำให้แม่ชั้น ต้องใช้เวลาทั้งหมดอยู่ในโรงครัว เพื่อคอยจัดอาหารเลี้ยงคนให้ทัน ส่วนคุณสายนั้นตกเป็นภาระต้องแต่งตัวเด็ก ทั้งสอง คุณหลวงเป็นผู้อำนวยการพิธีทั้งสิ้น ที่สำหรับพระสวดมนต์ทำน้ำมนต์นั้นจัดไว้ทางหอนั่ง ส่วนการโกนจุก ตลอดจนทำขวัญนั้นให้มีที่บริเวณนอกชาน บ้านช่องถูกปัดกวาดจนสะอาดสะอ้านเรียบร้อย และคุณสายก็ถือเป็น โอกาสที่จะรวบรวมของที่ไร้ประโยชน์ต่างๆเป็นต้นว่า ชะลอมเก่าตะกร้าขาด และอะไรจุกจิกอีกมากที่แม่ชั้น ชอบสะสมไว้ในเรือน เอาออกมากองนอกเรือน แล้วสั่งให้จุดไฟเผา พร้อมกับบ่นว่า

 

 

         "พี่สะใภ้ฉันนี่แปลก ชอบเก็บของอะไรต่ออะไรไว้จนรกเป็นรังหนู ล้วนแต่ของที่ใช้ไม่ได้แล้วทั้งนั้น"

 

 

         ส่วนแม่ชั้นเมื่อเห็นของรุงรังมากมายอย่างนั้น ก็ลูบอกตกใจร้องอุทานว่า

 

 

         "ไม่นึกเลย เผลอไปหน่อยเดียวเท่านั้น บ้านรกจริงๆ" แต่ถึงอย่างนั้นก่อนที่จะจุดไฟเผา แม่ชั้นก็ขออนุญาต เข้าสำรวจดูก่อน เผื่อว่าจะมีอะไรหลงติดเข้าไปบ้าง แล้วเริ่มทำท่าว่าจะเก็บตะกร้าเก่าๆ กระบุงขาดๆนั้น กลับออกมาอีก จนคุณสายต้องห้ามแล้วชวนไปทำงานอย่างอื่น สัมภาระที่ไร้ประโยชน์เหล่านั้นจึงหมดไป

 

 

         วันฟังสวดมนต์นั้นพอตกสายหน่อย พลอยและช้อยก็ถูกเรียกตัวขึ้นไปหลังเรือนใกล้ๆ กับที่วางตุ่มมังการขังน้ำ เมื่อพลอยและช้อยไปถึงก็เห็นคุณสาย แม่ชั้นและหญิงอีกสองสามคนอยู่ที่นั่น พร้อมที่จะขัดสีฉวีวรรณ ให้แก่ผู้ที่จะเข้าฟังสวดมนต์ในบ่ายวันนั้น

 

 

         คุณสายมอบตัวพลอยให้แก่แม่ชั้นพร้อมกับบอกว่า "แม่ชั้นอาบพลอยเถอะ ไม่สู้กระไรนัก แม่ช้อยลูกสาวหล่อนนี่ ฉันจะจัดการเอง คนอื่นไม่สำเร็จหรอกคอยดูเถอะ"

 

 

         หลังจากนั้นก็เริ่มมีการอาบน้ำครั้งใหญ่ที่สุด ที่พลอยเคยประสบมาในชีวิต ทุกคนที่อยู่ที่นั่นช่วยกันรดน้ำ ทาขมิ้นถูตัวแล้วทาขมิ้นอีก เหมือนกับจะไม่ให้มีฝุ่นละอองติดอยู่อีก พลอยนั่งให้ผู้ใหญ่อาบน้ำอยู่ รู้สึกว่านานเกินขนาดเท่าไรๆ ก็ไม่เสร็จ จนรู้สึกหนาวและปลายนิ้วมือเริ่มเหี่ยวและเห็นได้ ผิวหนังนั้นแสบไปทั่ว ด้วยแรงขัดถู และการก็เป็นไปตามที่คุณสายได้คาดไว้ พอพลอยรู้สึกว่าอาบน้ำมานานเหลือทน ช้อยก็เริ่มอาละวาด ในขั้นแรกก็เพียงแต่ร้องไห้แต่เล็กน้อย แต่ครั้นคุณสายไม่เลิก ช้อยก็เปลี่ยนเป็นร้องไห้ดังๆ คุณสายจับเข้าตรงไหนก็สลัดที่ตรงนั้น และในที่สุดเหตุการณ์ก็รุนแรงจนถึงลงดิ้น ภายในเวลาไม่นาน รูปการณ์ก็เปลี่ยนไปกลายเป็นมวยปล้ำระหว่างคุณสายและช้อย มีแม่ชั้นเป็นคนดู วางมือจากพลอย แล้วหัวเราะร่วน ด้วยความชอบใจอยู่อีกทางหนึ่ง เมื่อช้อยได้แผลงฤทธิ์เสียจนคุณสายเปียกปอนไปทั้งตัวแล้ว ช้อยก็เริ่มหัวเราะ อันเป็นเหตุให้คุณสายหมดความอดทน ต้องใช้อำนาจบาตรใหญ่ ตีช้อยเสียหลายที ก่อนเรื่องจะสงบลงได้

 

 

         หลังจากนั้นก็มีการสำรวจ พลิกหน้าพลิกหลังเด็กทั้งสองคนดูว่าสะอาดแน่แล้ว จึงลงมติให้ขึ้นจากน้ำได้ การทรมานสิ้นสุดไปขั้นหนึ่ง แต่ยังไม่หมด เพราะอาบน้ำเสร็จแล้วก็มีการแต่งตัว เริ่มด้วยการผัดฝุ่นเขียนคิ้ว อย่างละครรำ คุณสายปรารภว่าจะต้องผัดหน้าให้สวยให้ได้ และต้องผัดทีละคน ฉะนั้นพลอยจึงต้องเป็นคนถูกผัดก่อน ด้วยเหตุที่คุณสายว่า

 

 

         "พลอยผัดหน้าก่อนเถิด ถึงเสร็จแล้วก็ไว้ใจได้ ถ้าผัดแม่เจ้าประคุณช้อยเสร็จก่อน ประเดี๋ยวก็มอมอีก เลยไม่ต้องฟังสวดกัน"

 

 

         การผัดหน้านั้นก็ทรมานมิใช่เล่น เพราะผิวหน้าที่ถูกขัดถูมาใหม่ๆ มาเริ่มถูกฝุ่นทับเข้าก็ชักจะแสบ แต่คุณสายก็ปลอบว่าไม่เป็นไร ประเดี๋ยวก็หาย ผัดหน้าเสร็จแล้วก็เริ่มแต่งตัว และแต่งด้วยลักษณะอาการที่ ดูเหมือนจะไม่มีวันเสร็จ ระหว่างนั้นก็มีเวลาหยุดพักให้กินอาหารกลางวัน ซึ่งมีคนมาประคับประคองคอยป้อน แล้วก็แต่งตัวกันต่อไปอีก ของทุกอย่างมีน้ำหนักเกินกว่าที่พลอยจะนึกถึง พอแต่งตัวไปได้ครึ่งเดียวก็เริ่มร้อน แทบจะขาดใจ เป็นเรื่องโกลาหลต้องหาพัดมาพัดกันยกใหญ่ ระหว่างที่แต่งตัวเกือบจะเสร็จนั้นเอง เสียงทักทายกัน ข้างนอกก็บอกให้รู้ว่าญาติโยมและแขกเหรื่อ กำลังทยอยกันมาร่วมงานเรื่อยๆ พอแต่งตัวเสร็จ คุณสายก็อนุญาต ให้ทั้งสองคนดูรูปโฉมตัวเองในกระจก พลอยเห็นภาพตัวเองก็ตกตะลึง เพราะธรรมดาก็เห็นตัวเองเป็นคนสวย หนักหนาอยู่แล้ว แต่เมื่อมาเห็นวันนี้เข้าก็เกือบจำไม่ได้ เพราะภาพที่เห็นนั้น ถูกตกแต่งประดับประดาเสียสวยงาม สุดที่จะประมาณ ฝ่ายช้อยเมื่อส่องกระจกดูหน้าตัวเองก็หัวเราะลั่น ร้องเรียกให้คนอื่นๆ มาดูตัวอะไรก็ไม่รู้

 

 

         แต่งตัวเสร็จแล้วสักครู่ เสียงปี่พาทย์ที่นอกชานก็ดังขึ้น แสดงว่าพระที่จะสวดมนต์มาถึง และกำลังขึ้นเรือน แล้วทั้งพลอยและช้อยก็ถูกต้อนให้ออกไปฟังสวด ช้อยเดินนำหน้าอย่างไม่กระดาก ถ้าพบหน้าญาติคนไหนที่รู้จัก ก็ยิ้มด้วย ส่วนพลอยนั้นเดินตามหลังมองไปดูคนที่นั่งอยู่เรียงราย เห็นไม่มีใครสักคนที่รู้จักก็สะท้อนใจ สงสารตัวเองที่ไร้ญาติขาดมิตร เดินก้มหน้าตามช้อยไปโดยดุษณี จนถึงห้องพระสวดมนต์ ท่ามกลางเสียงพึมพำ ของแขกเหรื่อที่ต่างชมว่า เด็กสองคนนี้หน้าตาดีหรือแต่งตัวสวย ซึ่งคุณสายพูดทีหลังว่า พอได้ยินแล้วก็หายเหนื่อย

 

 

         พี่เนื่องนั่งอยู่กับพื้นริมเฉลียงที่จะเข้าห้องสวดมนต์ เป็นคนๆเดียวที่พลอยรู้จัก ในหมู่คนที่มาช่วยงาน ซึ่งนั่งเรียงรายอยู่ทั่ว พอช้อยเดินผ่านจะเข้าไปในห้อง พี่เนื่องก็มองดูช้อยอย่างขบขัน ยักคิ้วให้แล้วก็หัวเราะ ต่อเมื่อพลอยเดินไปถึง พี่เนื่องซ่อนยิ้มอยู่ในใบหน้า แล้วมองพลอยไปอีกอย่างหนึ่ง ส่วนพลอยก็รู้สึกดีใจ บอกไม่ถูกที่เห็นพี่เนื่องมองตัวอย่างพอใจ เพราะการแต่งตัวสวยงามถึงเพียงนี้ พลอยก็อยากให้คนอื่นที่รู้จัก และคนที่พลอยรักได้เห็น ขณะนี้ดูเหมือนจะมีพี่เนื่องคนเดียวที่เป็นคนรู้จักคุ้นเคย

 

 

 

 

 

บทที่ ๕ (หน้าที่ ๒)

 

 

         ระหว่างที่นั่งฟังพระสวดอยู่นั้น พลอยนั่งอย่างสงบเสงี่ยมและสำรวม เพราะควันธูปควันเทียน เสียงพระสวดมนต์ ซึ่งเท่ากันตลอดไม่มีสูงมีต่ำ ตลอดจนเครื่องแต่งตัวที่หนักอึ้งนั้น บังคับให้ต้องสำรวมอยู่แล้ว โดยสภาพ แต่ช้อยนั้นดูเหมือนจะสำรวมได้น้อยกว่า พลอยเหลือบตามองดู ก็เห็นช้อยนั่งอยู่ในท่าเดียวกันกับตน แต่สายตาของช้อยนั้นมองไปนอกหน้าต่าง ดูอะไรต่ออะไรอย่างเพลิดเพลิน มิได้สนใจต่อสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้ๆตัว แม้แต่น้อย แต่ถึงแม้ว่าพลอยจะพยายามระมัดระวังกิริยา เพื่อให้เห็นว่าตนสงบเสงี่ยมเรียบร้อยอยู่นั้นเอง พลอยก็ต้องเสียสมาธิเหลียวไปดูทางนอกชานเรือน เมื่อพระสวดไปได้แล้วพักใหญ่ เพราะที่นั่นมีเสียงคนลุกขึ้น เสียงคนเดินไปมา และเสียงคุณหลวงพ่อของช้อย ทักทายคนหนึ่งผิดปกติ เมื่อเหลียวไปดูก็รู้สึกว่าความสนใจ ของแขกเหรื่อทั้งหลายเพ่งเล็งไปทางประตูขึ้นเรือน และท่าทางของคนทั้งหลาย ก็แสดงให้เห็นว่า แขกที่เพิ่งจะมาถึงนั้น จะต้องเป็นผู้มีเกียรติที่สำคัญอยู่ เพราะมีคนที่คอยต้อนรับแขกอีกสองสามคน เริ่มกุลีกุจอ เอาพรมผืนเล็กมาปูเป็นอีกพิเศษผืนหนึ่ง เพื่อต้อนรับแขกที่กำลังขึ้นบันไดมา พลอยนึกสงสัยว่าจะเป็นผู้ใด จึงมีการต้อนรับเป็นพิเศษผิดกับคนอื่น ถึงเพียงนี้ คนใหญ่คนโตที่พลอยนึกออกก็เห็นมีแต่เสด็จ ซึ่งไม่มีทาง จะเสด็จออกจากวังมาร่วมงานอย่างนี้ได้เลย นอกนั้นยังนึกไม่ถึง แต่ทันใดนั้นพลอยก็ดีใจจนร้อนซู่ไปทั้งตัว เพราะคนที่ก้าวขึ้นบันไดมานั้น ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย แต่เป็นเจ้าคุณพ่อของพลอยเอง ผู้ซึ่งพลอยมิได้นึกฝันว่า จะมาในงานนี้ เพราะตั้งแต่เริ่มเตรียมงานมา ก็มิได้ปรากฏว่าท่านมาเกี่ยวข้อง

 

 

         พ่อเพิ่มตามหลังเจ้าคุณพ่อขึ้นมาใกล้ๆ และมีคุณหลวงตามขึ้นมาเป็นคนสุดท้าย เมื่อพลอยแลเห็นพี่ชาย ของตัวเองแท้ๆ ก็ยิ่งทวีความปิติขึ้นไปอีก ความรู้สึกว่าตนเป็นไร้ญาติขาดมิตร ที่มีอยู่เมื่อเริ่มงาน ก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อแรกนั้นพลอยมีความรู้สึกซ่อนอยู่ว่า งานนี้เป็นงานของช้อย ซึ่งเป็นเจ้าของบ้าน ถึงแม้ว่าตามความจริง เสด็จจะได้โกนจุกประทานเท่าเทียมกันก็ตาม แต่บ้านนี้เป็นบ้านของช้อย คนทั้งปวงที่มา ช่วยงานก็เป็นญาติพี่น้องหรือมิตรสหาย แห่งครอบครัวของช้อย พลอยอดนึกไปมิได้ว่า ตนเองเป็นเพียงผู้อาศัย ถึงแม้ว่าคนในครอบครัวของช้อย จะแสดงทุกอย่างให้เห็นว่า พลอยมิได้สำคัญน้อยไปกว่าช้อยเลย ความรู้สึกนั้น ยังซ่อนเร้นอยู่ แต่ความรู้สึกนั้นหมดไปทันใดที่เห็นเจ้าคุณพ่อก้าวขึ้นเรือน เพราะพลอยมิได้ไร้ญาติขาดมิตร อีกต่อไป มีบิดาบังเกิดเกล้าและพี่ชายร่วมมารดาแท้ๆ มาในงานนี้ด้วย และก็มิได้มาเหมือนกับแขกอื่น ซึ่งไม่มีใครสนใจเท่าใดนัก แต่มาในฐานที่เป็นผู้มีเกียรติสูงสุดในงาน เป็นประธานในงานนั้นโดยสภาพ พลอยแลเห็น ผู้คนที่อยู่ข้างนอกนั้นก้มลงกราบไหว้เจ้าคุณพ่อ กันแทบทุกตัวคน เจ้าคุณพ่อบอกให้พ่อเพิ่มไหว้คุณหลวงเสีย และเสียงคุณหลวงเรียกพี่เนื่องให้มากราบเจ้าคุณ พลอยสำรวมกิริยายิ่งขึ้น ไม่เหลียวหน้าไปดู เพราะกลัวเจ้าคุณพ่อจะว่าได้ แต่ก็อดชำเลืองมองดูช้อยมิได้ว่า ช้อยจะสนใจอย่างไรบ้าง เมื่อมีเสียงต้อนรับกัน ที่ชานเรือน ช้อยก็เหลียวไปดูอย่างไม่เกรงใจใคร และเมื่อแลเห็นเจ้าคุณพ่อ ช้อยก็เดาออกทันที ว่าต้องเป็นบิดา ของพลอย พอพลอยชำเลืองไปสบตา ช้อยก็ยิ้มด้วย และพยักหน้าบุ้ยปากไปทางหลัง ซึ่งพลอยก็ต้องยิ้มรับ แล้วก้มหน้าฟังสวดต่อไป

 

 

         เสียงคุณหลวงพูดกับเจ้าคุณพ่ออยู่ข้างหลัง ดังลอดเสียงเสียงพระสวดมนต์ขึ้นมาว่า

 

 

         "แม่พลอยเป็นเด็กดีจริงเทียวขอรับ เรียบร้อยน่ารัก มาค้างอยู่นี่ไม่กี่วัน คนชมกันเปาะไปทั้งบ้านทีเดียว"

 

 

         "เขาเรียบร้อยมาตั้งแต่เล็กแล้วละ" เจ้าคุณพ่อตอบรับ "บ้านคุณหลวงกว้างขวางน่าอยู่สบาย"

 

 

         เสียงคุณหลวงออกเนื้อออกตัวว่าบ้านเก่าแก่เต็มที ทำงานคราวนี้ก็ได้อาศัยพระบารมีเสด็จ แต่ก็ยังมีบกพร่องอีกหลายอย่าง ต้องขออภัยและอื่นๆ อีกมาก

 

 

         เมื่อพระสวดเสร็จถวายของพระและอนุโมทนาแล้ว พลอยก็คลานออกไปนอกห้อง พร้อมกับช้อย และคลานเข้าไปกราบเจ้าคุณพ่อด้วยกันทั้งสองคน เจ้าคุณพ่อยิ้มดูพลอยอย่างพอใจ แล้วทักช้อยกับคุณหลวงว่า

 

 

         "ลูกสาวคุณหลวงคนนี้ก็หน้าตาคมคายมิใช่เล่น"

 

 

         "ซนเหลือเกินละขอรับ" คุณหลวงตอบ "ถ้าจะว่าไปแล้วของใต้เท้าหน้าตาดีกว่ามาก แต่ก็เป็นธรรมดา เพราะมารดาเป็นคนสวย"

 

 

         และเมื่อพูดไปแล้วคุณหลวงก็รู้ตัวว่าพูดผิดไปคำโต จึงหยุดกึกลงทันที ทำหน้าเก้อเพราะรู้ตัวว่าพูดผิด แต่เจ้าคุณพ่ออมยิ้มหันมาพูดกับพลอยว่า

 

 

         "แต่งตัวอย่างนี้หนักไหมพลอย ท่าจะร้อนเอาการอยู่ เหงื่อออกซิกทีเดียว"

 

 

         ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะเมื่อคุณหลวงพูดถึงแม่ต่อหน้าเจ้าคุณพ่อ พลอยก็ใจหายวาบ เหงื่อออกมากขึ้น โดยไม่รู้ตัว

 

 

         เจ้าคุณพ่อนั่งคุยกับคุณหลวงต่อไปอีกอย่างคุ้นเคย ส่วนพลอยและช้อยเมื่อทักทายปราศรัยเสร็จแล้ว ก็ถูกต้อนไปเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และถูกทรมานอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการอาบน้ำล้างหน้าเอาฝุ่นออก ระหว่างนั้น ปี่พาทย์ที่มาตีก่อนและหลังสวดมนต์ ก็ยังคงทำเพลงต่างๆ เรื่อยๆไป เมื่อถึงเวลาพลบค่ำลง ก็มีการจุดตะเกียงต่างๆ สว่างไสวสมกับเป็นบ้านที่มีงาน

 

 

         คุณหลวงไปพูดจาเชื้อเชิญอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่คืนนั้นเจ้าคุณพ่ออยู่รับประทานข้าวที่บ้าน เมื่อเจ้าคุณพ่อ รับเชิญแล้ว คุณหลวงก็ต้องวิ่งมาบอกแม่ชั้น ผู้ภรรยาถึงข้างในด้วยความตื่นเต้น และสั่งให้จัดสำรับคับค้อน เป็นพิเศษ พลอยเองก็รู้สึกดีใจที่บิดาของตนปฏิบัติตัวเป็นกันเอง กับคนที่พลอยรักและนับถือเหมือนญาติ แม่ชั้นนั้นสังเกตว่าดีใจมาก เมื่อได้ข่าวว่าเจ้าคุณท่านจะรับประทานที่บ้านของตน วางทุกสิ่งที่กำลังทำอยู่ทันที รีบกุลีกุจอออกไปจัดสำรับให้เป็นพิเศษ คือแยกต่างหากใส่ถ้วยชามที่ดีกว่า ที่เตรียมไว้รับแขกอื่นๆ เมื่อพลอยอาบน้ำผลัดเครื่องแต่งตัวเสร็จแล้ว ยังนั่งอยู่ในเรือนดูคุณสายพับผ้า และเก็บเครื่องแต่งตัว พี่เนื่องก็พาพ่อเพิ่มเข้ามาหา

 

 

         "แต่งตัวสวยพิลึกละแม่พลอย" พ่อเพิ่มกล่าวขึ้นเป็นสิ่งแรกที่ได้พบ

 

 

         พลอยยิ้มด้วยและตอบว่า "พ่อเพิ่ม นี่ไง แม่ช้อยเพื่อนฉัน"

 

 

         "แล้วพ่อเพิ่มนี่ใครกัน" ช้อบถามขึ้นอย่างมะนาวไม่มีน้ำ

 

 

         "อ้าว ! ก็พี่ฉันที่ฉันเคยเล่าให้ฟังไงล่ะ" พลอยตอบ

 

 

         "อ๋อ ! คนนั้นน่ะเรอะ" ช้อยว่า "ฉันนึกว่าตัวโตกว่า นี่ตัวเท่านี้ต่อยกับฉันก็ไม่กลัว"

 

 

         "พูดมากไปน่า ยายช้อย" พี่เนื่องพูดหัวเราะๆ

 

 

         "อ้าว ! จริงๆนา" ช้อยตอบ "ไม่เชื่อลองกันไหมล่ะ"

 

 

         คำพูดของช้อยทำให้พ่อเพิ่มหายเก้อไปถนัด ความไม่กระดากของช้อย ทำให้พ่อเพิ่มรู้สึกว่าเข้ามานั่งอยู่ ในหมู่เพื่อนฝูงรุ่นเดียวกัน พ่อเพิ่มจึงหัวเราะและพูดว่า

 

 

         "นักเลงรึนี่" พ่อเพิ่มพูด "พลอยนี่มีเพื่อนเป็นนักเลงด้วยนะ"

 

 

         "นี่แหละนักเลงโตละ" พี่เนื่องตอบแทน "ตรอกนี้ละไม่มีใครกินเขาสักคน"

 

 

         ช้อยหัวเราะชอบใจ และทุกคนก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน พ่อเพิ่มหันมาถามพลอยเบาๆว่า

 

 

         "แม่พลอยนี่แม่แกรู้หรือเปล่าว่า แม่พลอยโกนจุก" 

 

 

         "คุณป้าสายสั่งคนไปบอกแล้ว" พลอยตอบเบาๆเช่นเดียวกัน "แต่แม่สั่งมาว่า แม่ยังมาไม่ได้ อีกสองเดือน จึงมากรุงเทพฯ ไหว"

 

 

         "นั่นซีฉันก็เป็นห่วงแกเหมือนกัน" พ่อเพิ่มปรารภขึ้น "ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างไม่รู้ ฉันไม่ได้ข่าวเลย หลายเดือนแล้ว"

 

 

         ทั้งสองพี่น้องได้แต่มองดูหน้ากัน แล้วก็รู้สึกไม่สบายใจ เพราะต่างคนต่างเป็นห่วงแม่อยู่พอๆกัน พลอยไม่ได้พบพ่อเพิ่มมาหลายเดือน มาพบคราวนี้ได้สังเกตใกล้ชิด รู้สึกว่าพ่อเพิ่มโตขึ้นมาก ลักษณะท่าทาง เป็นผู้ใหญ่เรียกได้ว่ารุ่นหนุ่มทีเดียว ขนาดเดียวกันกับที่พี่เนื่องเป็นหนุ่ม แต่ผิดกันอยู่ที่ว่าพ่อเพิ่ม เป็นหนุ่มบอบบางและเจ้าทุกข์ ส่วนพี่เนื่องนั้นแข็งแรงและร่าเริงอยู่เสมอ เพราะมีชีวิตความเป็นอยู่คนละอย่าง พลอยได้แต่นั่งดูพี่ชายแท้ๆ ของตนแล้วก็สงสารจับใจ

 

 

         "เออพ่อเพิ่ม" พลอยถามขึ้น "คุณเชยสบายดีหรือ"

 

 

         "ก็เรื่อยๆน่ะแหละ" พ่อเพิ่มตอบ "เห็นมีเรื่องอะไรกับคุณอุ่นบ่อยๆ เพราะคุณเชยเธอก็ถือว่าเธอก็เป็นหนึ่ง เหมือนกัน คุณอุ่นสั่งอะไรไม่ค่อยฟัง อย่างฉันนี้เธอก็สั่งไม่ให้คุณเชยมาเล่นด้วย เพราะเธอว่าฉันเป็นไพร่ แต่คุณเชยเธอย้อนให้ว่า ถ้าลูกเจ้าคุณพ่อเป็นไพร่ ลูกทุกคนก็เป็นไพร่หมด เลยถูกตีเสียใหญ่ แต่คุณเชยก็ยังเล่น กับฉันอยู่นั่นเอง"

 

 

         "แล้ววันนี้ทำไมท่านไม่เอาคุณเชยมาด้วยล่ะ" พลอยถามต่อ

 

 

         "ก็คุณอุ่นนะซี" พ่อเพิ่มตอบ "เธอว่าไม่อยากให้น้องเธอ มาเกี่ยวข้องกับคนอย่างเราๆ"

 

 

         "แล้วเจ้าคุณพ่อท่านว่าอย่างไร"

 

 

         "ก็เห็นท่านเฉยๆ ฉันก็เห็นท่านนิ่งทุกที คุณอุ่นเธอพูดเอาคนเดียวเท่านั้น คุณเชยก็โกนจุกปีนี้เหมือนกัน แต่ต้องรอไปอีกสิบกว่าวัน เพราะคุณแม่ท่านจะเข้ามาจากอัมพวา"

 

 

         "งั้นหรือ" พลอยพูด "ถ้าจะสนุกกันใหญ่ซีนะ"

 

 

         "ก็งั้นแหละแม่พลอย ที่บ้านเรามันไม่เหมือนบ้านคนอื่น ทำอะไรมันก็ไม่สนุกไปได้"

 

 

         แม่ชั้นโผล่เข้ามาในห้อง หน้าตาเป็นมันมาจากครัว เพื่อเรียกเด็กๆให้ไปกินข้าว เพราะจัดสำรับไว้ให้แล้ว พอรู้ว่าพ่อเพิ่มเป็นพี่ชายของพลอย แม่ชั้นก็ดีใจเป็นการโกลาหล เข้ามาลูบหน้าลูบหลัง แล้วพูดจาชมเชยต่างๆ ทั้งที่เพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรก

 

 

         เมื่อเด็กๆ กินข้าวเสร็จแล้ว คุณหลวงก็ให้คนมาตามออกไปทางด้านหน้าของเรือน อันเป็นบริเวณที่มีงาน ตอนนั้นเป็นเวลาค่ำสนิทแล้ว โคมไฟต่างๆ ที่แขวนไว้ดูสว่างราวกับกลางวัน เจ้าคุณพ่อนั่งอยู่ในเรือนที่เรียกกันว่า หอนั่ง คุณหลวงกำลังอำนวยการให้คนยกสำรับกับข้าว กระโถนขันน้ำเข้าไปตั้ง จะเป็นเพราะเสียงดนตรีปี่พาทย์ และเสียงไฟสว่างหรือจะเป็นเพราะบรรยากาศ อันเป็นกันเองของบ้านนี้หรืออย่างไรก็ตามที แต่พลอยสังเกตเห็นว่า เจ้าคุณพ่อมีอารมณ์ดีและรื่นเริงเป็นพิเศษในคืนวันนั้น ยิ่งกว่าเคยเห็นเมื่อครั้งอยู่ที่บ้าน พอคนใช้ยกสำรับมาตั้ง เรียบร้อย เจ้าคุณพ่อก็กล่าวขึ้นว่า

 

 

         "พ่อนพกินด้วยกันเถิดน่า"

 

 

         พลอย สังเกตทันที ว่าเจ้าคุณพ่อเริ่มเรียกคุณหลวงด้วยชื่อจริง อย่างที่เคยเรียกกันมาแต่ก่อน มิได้เรียกว่า คุณหลวงเหมือนเมื่อตอนบ่าย

 

 

         "เชิญท่านตามสบายเถิด ขอรับ"

 

 

         "ไม่เอาละ" เจ้าคุณพ่อว่า "นั่งกินคนเดียวราวกับเลี้ยงพระ จะไปอร่อยอะไร มากินเป็นเพื่อนกันหน่อยเถิด"

 

 

         คุณหลวงตกลง เรียกชามข้าวมาร่วมวงกับเจ้าคุณพ่อ เมื่อเริ่มกินข้าว เจ้าคุณพ่อแลเห็นเด็กๆ ไปนั่งอยุ่ที่ เฉลียงก็เรียกเข้าไปข้างใน แล้วถามว่า

 

 

         "พวกนี้กินข้าวกันแล้วหรือยัง" เมื่อได้ความว่ากินแล้ว ก็ซักถามต่อไปว่า กับข้าวอย่างไหนอร่อยบ้าง ซึ่งเด็กๆตอบกันไปคนละอย่างสองอย่าง ไม่ตรงกันสักคนเดียว เจ้าคุณพ่อกับคุณหลวงต้องตกลงกันว่า เมื่อความเห็นไม่ตรงกันเช่นนี้ ก็จำต้องลองกินทุกอย่าง

 

 

         พลอยรู้สึกว่า ตนไม่เคยสนิทสนมกับเจ้าคุณพ่อ มาแต่ก่อนเท่าคืนวันนี้เลย พลอยเคยนึกชมคนในบ้านช้อย ว่ารักใคร่เป็นกันเองสนิทสนม แต่พอเจ้าคุณพ่อมาในบ้านนี้ เจ้าคุณพ่อก็กลายเป็นคนที่เป็นกันเอง สนิทสนมอย่างที่พลอยเคยใฝ่ฝันอยู่ตลอดมา ยิ่งเห็นเจ้าคุณพ่อพูดคุยด้วยอารมณ์รื่นเริง หัวร่อต่อกระซิก ทักทายคนทั่วไป พลอยก็ยิ่งปลื้มปีติ ความรักที่มีต่อบิดาของตน ซึ่งฝังลึกอยู่ในหัวใจเพราะไม่มีโอกาสจะแสดงได้ ก็ดูเหมือนจะท่วมท้นออกมา ยิ่งมองไปดูคุณหลวง ซึ่งพยายามเอาอกเอาใจเจ้าคุณพ่อด้วยความนิยมรักใคร่ แลดูพี่เนื่องซึ่งดูเหมือนจะคอยฟังจดจำทุกคำที่เจ้าคุณพ่อพูด และหัวเราะด้วยเมื่อผู้ใหญ่หัวเราะ ตลอดจนช้อย ซึ่งนิยมใครไม่ได้ง่ายๆ ก็ดูเหมือนจะนั่งมองดูเจ้าคุณพ่ออยู่ด้วยความเลื่อมใส และแสดงกิริยาอาการเรียบร้อย ผิดปกติ พลอยก็ยิ่งปลื้มใจ อยากจะแสดงความรู้สึกนิยมยินดี ที่ตนมีต่อเจ้าคุณพ่อนั้นออกมาให้ปรากฏ พลอยมองไปริมฝาเรือน เห็นมีพัดขนนกวางอยู่อันหนึ่งก็นึกอะไรออก รีบคลานไปหยิบพัดมาพัดให้เจ้าคุณพ่อ ขณะที่รับประทานข้าวอย่างสุดฝีมือ เท่าที่ได้เคยร่ำเรียนฝึกซ้อมมาจากในวัง เจ้าคุณพ่อเหลียวมายิ้ม มองดูพลอยอยู่นาน เหมือนจะเข้าใจความรู้สึกความหมายของพลอยทุกอย่าง แล้วก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "ดีจริงพลอย ไม่เสียทีไปอยู่ในรั้วในวัง พัดได้เป็นชาววังแท้ๆทีเดียว"

 

 

         ซึ่งคำพูดเพียงเท่านั้น เป็นการตอบแทนสำหรับพลอยเกินกว่าของมีค่าใดๆ จะมาเปรียบเทียบได้

 

 

         ระหว่างที่นั่งกินข้าวกันอยู่ เจ้าคุณพ่อก็คุยกับคุณหลวงถึงเรื่องเก่าๆ ที่ผ่านมาด้วยกัน บางเรื่อง ก็เกี่ยวแก่ราชการที่เคยทำร่วมกันมา บางเรื่องก็เกี่ยวกับความสนุกซุกซน ที่เคยผ่านมาด้วยกันเมื่อเป็นหนุ่มๆ พลอยได้ยินเจ้าคุณพ่อถามคุณหลวงถึงเพื่อนฝูงเก่าๆ ที่ล้มหายตายจากไปแล้วก็มี บางทีก็พูดถึงสถานที่แปลกๆ ที่พลอยไม่รู้จัก เช่นร้านต่างๆในสำเพ็ง หรือโรงขายน้ำชาญี่ปุ่นที่ถนนบำรุงเมือง บางครั้งเจ้าคุณพ่อก็ชำเลืองมาดู ทางเด็กๆ แล้วก็ลดเสียงลงมิให้ได้ยิน แต่พอลดเสียงที่พูดทีไร ก็มักจะหัวเราะกันครื้นเครง เมื่อพูดเสร็จทุกครั้ง

 

 

         เมื่อของหวานยกเข้ามาตั้งแล้ว แม่ชั้นก็ออกมาจากหลังเรือน และมากราบเจ้าคุณพ่อซึ่งเมื่อเห็นแม่ชั้น ก็ทักว่า 

 

 

         "แหม แม่ชั้น ! ไม่ได้พบกันหลายปีทีเดียว ยังสวยไม่ตกเลยนะ"

 

 

         แม่ชั้นหัวเราะกิ๊ก แล้วตอบว่า

 

 

         "ท่านก็ปากหวานไม่ตกเหมือนกันละเจ้าค่ะ ถ้าอิฉันไม่พบคุณหลวงเสียก่อน ป่านนี้อิฉันตามท่านไปแล้ว"

 

 

         "ก็นั่นน่ะซิ" เจ้าคุณพ่อพูด "ป่านนี้มิสบายไปแล้วหรือ"

 

 

         "ถ้าท่านต้องการเดี๋ยวนี้ ก็ยังสนองพระเดชพระคุณได้นี่ขอรับ ผมไม่หวงหรอก" คุณหลวงพูดสอดขึ้นมา

 

 

         "พูดดีไปเถอะ" แม่ชั้นขู่ "ฉันยังไม่แก่เฒ่านักดอกนะ จะบอกให้ บางทีเจ้าคุณท่าจะต้องการคนทำครัวบ้าง กระมัง"

 

 

         แล้วทั้งสามคนก็หัวเราะขึ้นพร้อมกัน

 

 

         พลอยได้ยินผู้ใหญ่คุยกันก็ลองนึกดูว่า ถ้าเจ้าคุณพ่อได้กับแม่ชั้นจริงๆ อย่างที่ล้อกันเล่น ป่านนี้จะเป็นอย่างไร พลอยอาจมีแม่เป็นแม่ชั้นก็ได้ แม่พลอยเลิกคิดทันที เพราะถึงแม่ชั้นจะน่ารักเพียงใดก็ตาม ถ้าจะเอามากแลกกับแม่ พลอยก็เลือกเอาแม่มากกว่า

 

 

         "เดี๋ยวนี้ท่านยังเล่นระนาดเอกอยู่หรือเปล่าขอรับ" คุณหลวงถามเจ้าคุณพ่อขึ้น

 

 

         "ทิ้งมาเสียนานแล้วละพ่อนพ" เจ้าคุณพ่อตอบ "ไม่มีใครจะเล่นด้วย เดี๋ยวนี้ที่บ้านเหลือแต่เครื่อง ผู้คนมันก็กระจัดกระจายกันไป ไม่เหมือนแต่ก่อน แล้วพ่อนพล่ะ ยังเล่นฆ้องวงอยู่หรือ"

 

 

         "ก็ทิ้งมานานเหมือนกันขอรับ" คุณหลวงพูด

 

 

         เจ้าคุณพ่อนั่งนิ่งใช้นิ้วเคาะจังหวะเข้ากับเพลง ที่ปี่พาทย์กำลังบรรเลงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ทำท่าเหมือนกับ จะคิดอะไรออกอย่างกระทันหัน พูดกับคุณหลวงขึ้นว่า

 

 

         "พ่อนพ เรามาลองฝีมือกันสักทีดีไหมล่ะ ฉันจะตีระนาดเอก พ่อนพตีฆ้องวง"

 

 

         คุณหลวงหัวเราะก้าก แล้วตอบว่า

 

 

         "ผมตามท่านไม่ทันหรอกขอรับ"

 

 

         "ไม่เอาน่า อย่าถ่อมตัว" เจ้าคุณพ่อยืนยัน

 

 

         "ท่านบอกให้ตีก็ตีไปซี" แม่ชั้นสนับสนุน "มัวแต่อิดออดร่ำไรอยู่ได้ ฉันอยากจะฟังเจ้าคุณท่านตีระนาด ได้เคยฟังหนหนึ่งเมื่อยังสาว ยังติดใจไม่หายเลย" 

 

 

         คุณหลวงได้ยินภรรยาช่วยหนุนก็ขยับลุก ทั้งสองคนเดินไปทางวงปี่พาทย์ ซึ่งทำเพลงจบลงแล้ว คุณหลวงเข้าไปกระซิบกระซาบอยู่ครู่หนึ่งกับนายวง แล้วคนระนาดเอกก็ลุกจากที่ เจ้าคุณพ่อเข้านั่งแทน และคุณหลวงก็เข้านั่งประจำฆ้องวง ทุกคนในงานซึ่งรับอาหารเสร็จ หันไปมองอย่างสนใจ และพูดจาซุบซิบ กันอยู่ทั่วไป

 

 

         เจ้าคุณพ่อจับไม้ระนาดขึ้นลองไล่ลูกดูก่อน แล้วก็ขยับกายให้เข้าที่ ยกไม้ระนาดทั้งสองชูขึ้น จบเพียงหน้าผาก สองมือพนมระลึกถึงคุณครูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็เริ่มตี ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต ที่พลอยได้ยินเจ้าคุณพ่อเล่นดนตรี และเป็นครั้งแรกที่ได้เคยเห็นเจ้าคุณพ่อ เป็นตัวของตัวท่านเองโดยสมบูรณ์ เจ้าคุณพ่อเริ่มตีเบาๆ ตามทำนองช้าๆ เข้ากับเสียงฉิ่งและตะโพน ดังเป็นจังหวะ สายตาเจ้าคุณพ่อทอดไปข้างหน้า แต่มองไม่เห็นอะไร เพราะขณะนี้อารมณ์ของท่านเข้าคลุกเคล้า อยู่เฉพาะกับดนตรีโดยสิ้นเชิง เสียงเพลงที่เจ้าคุณพ่อบรรเลงจากระนาด ทำให้พลอยเศร้าใจในชั้นแรก เพราะดูเหมือนจะเป็นคำพรรณนา ถึงความหลังที่ผ่านไปแล้วอย่างไม่มีวันคืนมาอีก ถ้อยคำที่เจ้าคุณพ่อพูดด้วยดนตรีนั้น เต็มไปด้วยความสงสัย เคลือบเคลงใจ บางตอนก็มีพ้อแล้วรำพึงรำพันถึงความหลัง พลอยเริ่มรู้สึกตื้นตันในอก มีก้อนแข็งๆมาจุกที่คอหอย น้ำตาอุ่นๆ เริ่มจับที่ขอบตาทั้งสองข้าง แต่แล้วเจ้าคุณพ่อก็เปลี่ยนจังหวะเร็วขึ้น ความเคลือบเคลงสงสัย และความทุกข์โศกทรมานใจคลายลง ความรื่นเริงเข้ามาแทนที่ จังหวะระนาดนั้นเร็วขึ้นอีก กลายเป็นเสียงคนวิ่งเล่น คนหัวเราะ เสียงนกร้อง แดดออกยามเช้า ดอกไม้บาน ไม้ระนาดที่เจ้าคุณพ่อเหวี่ยงไปมาโดยเร็ว ตามลูกระนาด กระทบแสงไฟเหมือนกับผีเสื้อสองตัว บินไปเกาะที่ดอกไม้โน้นบ้าง ดอกนี้บ้างเร็วขึ้นอีก เสียงฉิ่งเสียงฉาบ เสียงกลองแขกดังเร้าใจ เจ้าคุณพ่อเปิดเผยให้เห็นความสนุกในชีวิต ความขบขันความรื่นเริง ของคนที่ปราศจากทุกข์ น้ำตาพลอยแห้งหายไปโดยไม่รู้ตัว นั่งยิ้มมองเจ้าคุณพ่ออย่างตาไม่กระพริบ หัวใจเต้นแรง เข้ากับจังหวะของเพลง

 

 

         ทุกคนที่นั่งอยู่นิ่งฟังเหมือนถูกสะกด ไม่มีใครพูดจากับใคร ที่สูบบุหรี่ก็นั่งถือบุหรี่ปล่อยให้ไหม้ไปเอง ที่นั่งเคี้ยวหมากก็หยุดเคี้ยว นั่งอมหมากอยู่ในปากจนชืด แม่ชั้นนั่งอยู่ใกล้ๆกับพลอยหายใจถี่ และแรงจนได้ยิน ช้อยพี่เนื่องและพ่อเพิ่มนั่งนิ่งตัวแข็ง เลิกพูดจาซุบซิบกัน คุณสายค่อยๆย่องออกมาจากในเรือน มานั่งใกล้ๆแม่ชั้น แล้วกระซิบว่า

 

 

         "ฉันนึกแล้วไม่มีผิด ไม่มีใครตีได้อย่างนี้อีกแล้ว ได้ยินที่ไหนเป็นจำได้ทีเดียว"

 

 

         พลอยเหลือบไปดูทางหลังเรือน ข้างๆลับแลตามประตูทุกช่อง แสงโคมกระทบกับดวงตาหลายสิบคู่ พวกคนในบ้านและคนมาช่วยงาน พากันเลิกทำงานชั่วคราว เมื่อได้ยินเสียงระนาดอย่างที่ไม่เคยได้ยินมาแต่ก่อน

 

 

         เจ้าคุณพ่อเปลี่ยนจังหวะไปอีก ต่อไปเป็นการล้อหลอก ระหว่างเจ้าคุณพ่อกับคุณหลวง เจ้าคุณพ่อเป็นคนหนี คุณหลวงเป็นคนไล่ เจ้าคุณพ่อเหลียวหน้าไปดูคุณหลวงแล้วยิ้มด้วย คุณหลวงก็ส่ายหน้าหัวเราะ ส่วนมือก็ตีฆ้องวงตาม เจ้าคุณพ่อตีระนาดหนีต่อไปอีกแล้วก็หยุด ปล่อยให้คุณหลวง ตีฆ้องวงตามจนทัน แล้วเจ้าคุณพ่อก็หนีต่อไปอีก จนในที่สุดคนทั้งสองก็ก้มหน้าตีอย่างเร็วปล่อยลูกหมด ไปจนจบเพลง เมื่อจบแล้วเจ้าคุณพ่อก็วางไม้ระนาด ยกมือไหว้ครูอีกทีหนึ่งแล้วก็หัวเราะ

 

 

         ทุกคนในวงปี่พาทย์ก้มตัวลงกราบพร้อมกัน เป็นการเคารพในฝีมือของเจ้าคุณพ่อ มิใช่กราบยศศักดิ์อัครฐาน ส่วนคุณหลวงก็ยกมือขึ้นไหว้หลายหน โคลงศีรษะหัวเราะแล้วพูดว่า

 

 

         "ท่านตีอย่างนี้ผมแย่ ตามไม่ทันเลย"

 

 

         เจ้าคุณพ่อทักทายกับแขกเหรื่อที่นั่งอยู่ในบริเวณนั้น อีกสักครู่หนึ่งแล้วก็ลากลับ แต่ก่อนจะกลับเจ้าคุณพ่อ หันมาสั่งกับพลอยว่า

 

 

         "พลอย พ่อจะกลับก่อนละนะ แล้วพรุ่งนี้จะมาใหม่"

 

 

         คืนวันนั้น พลอยเข้านอนด้วยความเหนื่อยอ่อน แต่ความรู้สึกในใจเต็มไปด้วยความสุข อย่างไม่เคยมีมาแต่ก่อน วันนี้เป็นวันที่พลอยมีชีวิตเต็มสมบูรณ์ ได้ถูกรับรองต่อหน้าคนเป็นอันมากว่า พลอยเป็นลูกเจ้าคุณพ่อ ผู้ซึ่งเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย และเป็นผู้ที่คนทั้งหลายให้ความสนใจในตัวเจ้าคุณพ่อ ผู้ซึ่งเป็นที่นับถือของคนทั้งหลาย และเป็นผู้ที่คนทั้งหลายให้ความสนใจเป็นอย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าท่านจะพูดสิ่งใด หรือทำสิ่งใด ความสนใจในตัวเจ้าคุณพ่อ ทำให้พลอยได้รับส่วนสะท้อน จากความเป็นยอดเยี่ยมของท่าน ในงานนั้น แทนที่พลอยจะเป็นคนที่ต้องตามหลังช้อย หรือเพียงแต่คู่เคียงกัน พลอยกับจะออกหน้าช้อยไป ในด้านความสำคัญ แต่ความพอใจของพลอย มิได้อยู่ในข้อนี้ ที่พลอยพอใจนักหนาก็เหตุว่า เจ้าคุณพ่อได้มาในงาน เพื่อพิสูจน์ให้ปรากกว่า พลอยมิใช่เด็กที่ไร้ญาติขาดมิตร แต่เป็นผู้ที่บิดาเป็นผู้ใหญ่ที่คนจักนับถือได้ พลอยยิ่งนึกรักช้อยมากขึ้นไปอีก เมื่อได้ยินช้อยพูดขึ้น เมื่อเข้าไปนอนในมุ้งด้วยกันแล้วว่า

 

 

         "พลอย ฉันดีใจเหลือเกิน ที่เจ้าคุณพ่อของพลอยท่านมาวันนี้"

 

 

         "ทำไมช้อย" พลอยถาม

 

 

         "อ้าวก็ดีใจซี ที่เจ้าคุณพ่อของพลอยท่านมาช่วยงาน ใครๆเขาก็ดีใจกันทั้งนั้น แล้วก็ท่านน่ารัก ออกจะตายไป" 

 

 

         "ช้อยนึกอย่างนั้นจริงๆหรือ" พลอยถาม

 

 

         "พุทโธ่ ! ไม่นึกจริงฉันจะไปพูดอย่างนั้นทำไม" ช้อยตอบยืนยันอย่างจริงใจ "จริงๆนะพลอย พ่ออย่างนี้ให้ฉันก็เอา"

 

 

         "ช้อยก็" พลอยท้วง "คุณพ่อของช้อยก็น่ารักมากเหมือนกัน ให้ฉันก็เอาอีกน่ะแหละ"

 

 

         "นั่นน่ะซิ" ช้อยพูด "อย่างเราสองคนนี่แลกพ่อกันได้เทียวนะ ไม่มีใครเสียเปรียบใครหรอก"

 

 

         แล้วเด็กทั้งสองคนก็คุยกันเรื่องความดีของพ่อของตน ตามประสาเด็กไปจนช้อยเหลือแต่เสียงกรน พลอยจึงได้หลับตามไปในเวลาไม่ช้า

 

 

         รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง เป็นวันโกนจุกและทำขวัญ ทั้งช้อยและพลอยต้องถูกทรมาน ด้วยการเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ถึงสองครั้ง เจ้าคุณพ่อมาตั้งแต่เช้า ตามที่นัดไว้ และอยู่ร่วมงานไปจนทำขวัญเสร็จ หลังจากเมื่อคืนที่แล้ว เจ้าคุณพ่อรู้สึกว่าเป็นกันเองสนิทสนมกับคนในบ้าน และแขกเหรื่อทุกคนดียิ่งขึ้นกว่าเก่า และเมื่อเสร็จงานแล้ว เจ้าคุณพ่อก็เรียกพลอยเข้าไปใกล้ๆ ส่งหีบให้ใบหนึ่ง แล้วพูดว่า

 

 

         "นี่แน่พลอย พ่อทำขวัญเจ้าในงานโกนจุก เปิดออกดูซี ถูกใจไหม"

 

 

         พลอยจึงก้มลงกราบเจ้าคุณพ่อ ด้วยมือที่สั่นระรัว เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้รับของ จากเจ้าคุณพ่อโดยตรง ในหีบนั้นมีจี้อันใหญ่ กลางฝังมรกตค่อนข้างใหญ่ มีเพชรซึกล้อมรอบ นอกจากนั้นยังมีกำไล เล็กๆพอขนาดข้อมือพลอยอีกครู่หนึ่ง ฝังเพชรลูกกับนิลสีดอกตะแบกสลับกัน พลอยนั่งก้มหน้าหยิบของแต่งตัว แล้วก็วางไม่รู้ว่าจะพูดจาว่ากระไรถูก

 

 

         "ชอบอย่างไหน พลอย" เจ้าคุณพ่อถามเบาๆ อีกครั้งหนึ่ง พลอยได้ยินก็หยิบจี้ ซึ่งมีลักษณะเป็นของโบราณ ขึ้นให้ดู

 

 

         "ไม่เสียทีที่เป็นลูกพ่อ" เจ้าคุณพ่อพูดขึ้นอย่างพอใจ "จี้อันนั้นราคาไม่ถึงกำไลข้อมือ เพราะเป็นของเก่า คนเขาไม่ค่อยชอบ กำไลคู่นั้นเป็นของนอก พ่อเพิ่งซื้อมา แต่จี้เป็นของคุณย่าของเจ้า เจ้าก็ชอบถูกทีเดียว"

 

 

         พลอยรู้สึกดีใจที่เจ้าคุณพ่อชมว่าเลือกชอบได้ถูก สำหรับช้อยเจ้าคุณพ่อทำขวัญแหวนงูวงหนึ่ง ขณะนั้นแม่ชั้นก็เข้ามานั่งอยู่ข้างๆ และช่วยดีใจแทนเด็กทั้งสองคนอีกยกใหญ่ เจ้าคุณพ่อนั่งพูดอยู่อีกเล็กน้อย ฝากฝังพลอยกับคุณสายอีกตามสมควร แล้วก็ลากลับ

 

 

         งานโกนจุกผ่านไปโดยเรียบร้อย ไม่มีอุปสรรคไม่มีสิ่งใด ที่จะมาทำให้กระทบกระเทือนใจ เมื่อเสร็จงานแล้ว พลอยก็อยู่กับช้อยที่บ้านต่อไปอีกสองวัน เพราะคุณสายยังเก็บของไม่เสร็จ ทำให้เพิ่มความสนิทสนม กับคนในบ้านนั้นยิ่งขึ้น แม่ชั้นนั้นออกปากชมว่า เมื่อนึกถึงวันที่เด็กจะต้องกลับวังก็ใจหาย ทำให้คุณสายต้องหัวเราะหึๆ แล้วตอบว่า ถ้าขืนปล่อยให้อยู่ที่นี่ไปอีกเจ็ดวัน ก็จะได้กลายเป็นโจรไปทั้งสองคน เพราะมีแต่คนช่วยตามใจ ส่วนพี่เนื่องนั้นให้สัญญาว่า เมื่อพลอยกับช้อยกลับไปแล้ว จะพยายามไปหาให้บ่อยที่สุด

 

 

         ในที่สุดวันที่จะต้องกลับวังก็มาถึง คุณสายหอบข้างของพะรุงพะรัง ขึ้นรถกลับตามทางเดิม มีพี่เนื่องมาส่ง จนถึงประตูข้างนอก พอเดินผ่านประตูชั้นในกลับตำหนัก ก็มีเสียงคนรู้จักทักทายกันเกรียวกราว เหมือนเมื่อวันแรกที่พลอยเข้าวังมากับแม่ ผิดกันแต่ที่ว่าคราวนี้พลอยรู้สึกตัวว่าเป็นผู้ใหญ่ คุ้นเคยต่อโลก คุ้นเคยต่อเหตุการณ์ คุ้นเคยต่อคนทั้งปวง เป็นคนมีหลักฐานมากกว่าวันที่แรกเริ่มเข้ามาในวังเป็นไหนๆ

 

 

         แต่ความรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หลังจากโกนจุกนั้นยังมีเหตุอื่นมากระทบ ทำให้พลอยต้องรู้สึกว่า เป็นผู้ใหญ่จริงๆ ความรู้สึกอย่างเด็กหลายอย่างได้หมดสิ้นไป ในวันที่กลับเข้าวังนั้นเอง พอคุณสายพลอยและช้อย พากันมาถึงตำหนัก ยังไม่ทันจะเข้าห้อง ก็มีข้าหลวงคนหนึ่งรีบมาหาคุณสาย บอกว่าเสด็จรับสั่งให้คุณสาย ขึ้นไปเฝ้าในทันทีที่มาถึงตำหนัก ข้าหลวงคนนั้นมองดูพลอยด้วยสีหน้าอันเปลก แต่พลอยก็มิได้เฉลียวใจอย่างไร คุณสายรีบเปิดห้องแล้วก็สั่งเด็กๆ ให้ช่วยกันเอาของเข้าเก็บ ส่วนตนเองนั้นรีบขึ้นบันไดไปชั้นบนของตำหนัก คุณสายขึ้นไปนาน แต่แล้วก็กลับลงมาตาบวมแดง เหมือนกับร้องไห้มาใหม่ๆ พอลงมาถึงก็เรียกพลอยและช้อย ให้ช่วยกันรื้อของออกจากหีบ ไม่ยอมพูดอะไรด้วยทั้งสิ้น

 

 

         จนถึงเวลาค่ำวันนั้น คุณสายจึงได้เรียกพลอยเข้าไปในห้องสองต่อสอง แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นพลาง พูดพลางบอกให้พลอยรู้ว่า แม่ของพลอยนั้นตายเสียแล้วที่ฉะเชิงเทรา เพราะลูกในท้องนั้นออกมาก่อนกำหนด และแม่อยู่ได้สองวันก็ตาย ก่อนตายมิได้สั่งเสียอะไรเลย ญาติโยมทางโน้นเขาช่วยกันเผาศพเสร็จไปแล้ว เสด็จเพิ่งทรงทราบแน่เมื่อวานนี้ จึงรับสั่งเรียกคุณสายขึ้นไป มอบภาระให้บอกแก่พลอยให้ทราบ

 

 

 

 

 

บทที่ ๖ (หน้าที่ ๑)

 

 

         ห้าปีให้หลัง นับจากวันที่พลอยได้รู้ว่าแม่ตาย พลอยก็ยังคงอยู่ที่ตำหนักเสด็จ แต่พลอยอายุสิบหกปีเศษ นับว่าเป็นสาวเต็มตัว และเป็นสาวอย่างที่ใครเห็นใครต้องชม ว่าสวยเกินกว่าที่คาดไว้ ถึงแม้ว่าเมื่อยังเด็กๆ พลอยก็มีคนชมว่าเป็นเด็กสวยอยู่แล้ว ส่วนช้อยเป็นสาวขึ้นมาดุจกัน แต่จำนวนปีและร่างกายที่เติบโตขึ้น มิได้ทำให้นิสัยของช้อยเปลี่ยนแปลงไป ยังคงเป็นคนสนุกสนานร่าเริง และมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง อย่างแต่ก่อน

 

 

         พลอยยังจำได้ดีถึงวันที่ตนและช้อย เริ่มห่มผ้าอย่างผู้ใหญ่ทั้งหลาย ถ้าจะว่าไปแล้ว วันนั้นก็เป็นวันสำคัญมาก เพราะเท่ากับว่าพลอยได้สละความเป็นเด็ก ย่างเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์ โดยที่คนทั้งปวงตั้งแต่เสด็จลงมาจนถึงคนอื่นๆ ก็ยอมรับว่าพลอยสมควรเป็นผู้ใหญ่ได้แล้ว วันที่เริ่มห่มผ้า และต่อมาอีกหลายวัน ทั้งพลอยและช้อยต้องนั่งอยู่นิ่งๆ ไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหนไกล เพราะกลัวผ้าห่มจะหลุด ยิ่งจะให้คลานไปมาบนตำหนักแล้ว ดูเหมือนจะเป็นเรื่องนอกปัญญา ทำไม่ได้ทีเดียว พลอยเห็นผู้ใหญ่เขาห่มผ้า ดูเป็นของง่ายๆ เพราะห่มทีเดียวแล้วก็อยู่ไปได้ตลอด นานๆจึงจับให้เข้าที่รัดกุมเสียทีหนึ่ง แต่พอตัวได้ห่มเข้าเอง จึงรู้ว่ายากเย็นสักเพียงใด เพราะผ้าทีห่มไว้กับตัวนั้น จะอยู่ได้ก็เพราะความชำนาญ มิได้อยู่ได้ก็เพราะเข็มกลัด กระดุมหรือเครื่องเหนี่ยวรั้งอื่นๆ เสด็จก็ดูเหมือนจะเข้าพระทัยเรื่องนี้ดี เพราะในตอนแรกๆ ก็มิได้ทรงใช้สอย บ่อยครั้งเหมือนแต่ก่อน ทรงให้เวลาพลอยคุ้นกับผ้าห่มอยู่หลายวัน จนในที่สุดก็รับสั่งถามว่า

 

 

         "พอลยห่มผ้าเป็นแล้วหรือยัง"

 

 

         เมื่อพลอยทูลตอบว่าเป็นแล้วก็รับสั่งกำชับว่า "ไม่หลุดแน่นา" พลอยต้องกราบทูลยืนยันอีกครั้งหนึ่ง จึงได้ทรงใช้สอยต่อไป และดูเหมือนจะมากกว่าเมื่อก่อน เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆก็รู้กันทั่วตำหนักแล้วว่า พลอยเป็นข้าหลวงคนโปรด

 

 

         การเป็นคนโปรดของเสด็จนั้นมีทั้งทางเสียทางดี ถ้าจะว่าในทางเสีย พลอยก็มีเวลาเป็นของตัวเอง น้อยลงไปกว่าข้าหลวงคนอื่นๆ เพราะต้องคอยปฏิบัติรับใช้อยู่ตลอดเวลา จะมีเวลาทำกิจธุระส่วนตัวบ้าง ก็ต่อเมื่อเสด็จเข้าบรรทมหรือยังไม่บรรทมตื่น หรือมีกิจธุระจำเป็นจริงๆ นอกจากนั้นส่วนเสียก็ยังมีอีก ที่คนอื่นเกิดความอิจฉาริษยา คอยค่อนแคะหาเรื่อง แต่พลอยก็มีช้อยคอยออกรับแทนอยู่เสมอในข้อนี้ ทำให้คนอื่นไม่กล้า เพราะช้อยเป็นคนมีชื่อเสียงประจำเสียแล้ว ในการเอาจริง คนจึงกลัวเป็นส่วนมาก การอยู่ใกล้ชิดพระองค์เสด็จนั้น ถึงบางคราวพลอยจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยบ้าง พลอยก็มิได้รู้สึกท้อถอย เพราะถือว่า เป็นการตอบแทนที่เสด็จทรงพระเมตตาชุบเลี้ยงมา และยิ่งกว่านั้น การที่อยู่ใกล้ชิดพระองค์ทำให้พลอยได้รู้ได้เห็น และบางครั้งก็ได้ตามเสด็จไปในที่บางแห่ง ซึ่งแม้แต่บางคนที่อยู่ในวังมานานกว่าพลอย ก็มิได้เคยได้ไปถึง

 

 

         ที่ๆ เป็นยอดเยี่ยมของในวังก็เห็นจะได้แก่ที่บน อันเป็นที่ประทับของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พร้อมทั้งทูลกระหม่อมฟ้าอีกบางพระองค์ ตามปกติเสด็จขึ้นที่บนเกือบทุกวัน และพลอยก็ได้ถือหีบหมาก ตามเสด็จ ตอนแรกๆ พลอยก็เกรงกลัวเสียเป็นล้นพ้น เมื่อเสด็จแล้วก็ได้แต่นั่งคอยรับเสด็จกลับตำหนัก อยู่แค่อัฒจันทร์พระที่นั่ง แต่ต่อมาพลอยได้รับความกล้าเพิ่มเติมขึ้นจากช้อย ผู้ซึ่งรู้จักคนมาก เวลาตามเสด็จขึ้นที่บน ก็ได้คลานซอกซอนไปจนทั่วเท่าที่จะไปได้ แล้วก็กลับมาเล่าให้พลอยฟัง ทำให้พลอยอยากรู้อยากเห็นบ้าง ประกอบกับพลอยได้รู้จักคุณพนักงานบางคนที่เป็นญาติ แม้เจ้าจอมบางคน ก็ได้รู้จักในฐานเป็นญาติ ต่อมาจึงได้มีความกล้าขึ้น และได้เห็นความเป็นไปของที่บนอย่างใกล้ชิด

 

 

         ตามปกติเสด็จขึ้นทางบันได้ด้านตะวันตก และเวลาเสด็จกลับก็กลับทางเดียวกัน ฉะนั้นในขั้นแรก เมื่อส่งเสด็จแล้ว พลอยจึงคลานเล็ดลอดตามระเบียง ไปจนถึงห้องที่พนักงานกลาง เตรียมเครื่องต้น ในที่นั้น คุณพนักงานหลายคนรู้จักพลอยดี จึงไม่มีใครห้ามปรามแต่ทักทายปราศรัย พูดคุยด้วยเป็นปกติ และจากที่นั้น ถ้าหมอบโผล่หน้าออกทางประตู ก็จะมองเห็นห้องเขียว อันเป็นห้องทรงพระสำราญ และเสวยพระกระยาหาร ของพระเจ้าอยู่หัว ครั้งแรกที่พลอยได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวของตน อย่างใกล้ชิดในที่รโหฐาน พลอยก็ขนลุกเกรียวทั้งตัว เพราะรู้ดีว่า ที่ๆตนได้ไปถึงเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงไร บนพระที่นั่งอันกว้างใหญ่ไพศาล และในห้องที่ตนเห็นเฉพาะหน้า เป็นที่อยู่ของเจ้าชีวิตคนไทยทั้งมวลในสมัยนั้น เป็นหัวใจของประเทศ การเป็นไปทุกอย่างของโลกภายนอก มารวมอยู่ ณ ที่นั้น ไม่มีที่อื่นใดจะสำคัญไปกว่า

 

 

         เมื่อเสด็จขึ้นเฝ้านั้น ตามธรรมดาก็เป็นเวลาเสวย เสด็จเข้าเฝ้าในห้องเขียว พร้อมด้วยเจ้านายพระองค์อื่น อีกเป็นอันมาก มีที่สังเกตอยู่ว่าเจ้านายที่ขึ้นเฝ้านั้น ถ้าหากมิได้มีหน้าที่อย่างไร เพียงแต่เฝ้าเฉยๆ ก็ทรงห่มแพรสี ตามวันทุกพระองค์ไป ส่วนเจ้านายลูกเธอบางพระองค์ ที่มีหน้าที่รับใช้ปฏิบัติ ก็ทรงผ้าห่มเหมือนกันกับคนทั้งปวง ห้องเขียวที่เฝ้านั้นเป็นห้องใหญ่ผนังสีเขียวแก่ มีลวดลายปิดทอง กึ่งผนังชั้นบนยกขึ้นไป กั้นเป็นระเบียงทำด้วยไม้ ขัดมันสลักเป็นลวดลายมีบันไดขึ้น บนระเบียงวางตู้หนังสือต่างๆจำนวนมาก ในห้องมีตู้โตีะวางอยู่เรียงราย แต่เยื้องไปทางด้านพระบัญชร และใกล้กับบันไดขึ้นระเบียงไว้หนังสือมีเก้าอี้ยาว ทอดไว้เป็นที่ทรงพระสำราญ และเป็นที่เสวย มีโต๊ะเล็กๆอีกตัวหนึ่งวางอยู่ข้างหน้า สำหรับตั้งเครื่องต้น

 

 

         เครื่องต้นหรือเครื่องเสวยนั้น ส่งขึ้นมาจากห้องเครื่องต้น ทุกอย่างห่อผ้าขาวผนึกตราอย่างระมัดระวัง เป็นหน้าที่ของคุณพนักงานที่เรียกกันว่า พนักงานกลางรับไว้ เมื่อถึงเวลาใกล้จะเรียกเครื่อง พนักงานเหล่านั้น ก็จัดแจงแกะผนึก เตรียมเครื่องต้นให้พร้อมที่จะตั้งเครื่องได้ พอถึงเวลาเสวยเจ้าจอมอยู่งานทั้งหลาย ก็มานั่งเข้าแถวคอยรับเครื่องต้น ตั้งแต่จากมืองานกลางแล้วส่งกันต่อไปทีละคน จนถึงพระเก้าอี้ที่ประทับ คุณเจ้าจอมทุกคนมีที่นั่งประจำของตน และตลอดจนเจ้านายที่มาเฝ้าก็ดี หรือมีหน้าที่คอยปฏิบัติรับใช้ก็ดี ดูเหมือนจะมีที่ประทับเป็นประจำ ไม่สับสนหรือปะปนกัน ก่อนที่จะเสด็จลงห้องเขียว บรรดาคนในที่นั้นก็พูดคุยกัน ด้วยเสียงเบาๆ แต่พอเสด็จลงประทับพระเก้าอี้แล้ว เสียงพูดคุยกันเองก็หายเงียบไปสิ้น คงเหลือแต่เสียง พระราชดำรัสและเสียงกราบบังคมทูลตอบ ของแต่ละคนที่มีพระราชดำรัสด้วย สลับด้วยเสียวหัวเราะเบาๆทั่วไป เป็นครั้งเป็นคราว ในเมื่อมีเรื่องขบขัน พลอยหมอบดูเหตุการณ์ต่างๆ และคอยสดับรับฟังเสียงจากห้องเขียว ได้ครั้งละนานๆ การที่ได้มีโอกาสเข้าไปใกล้ชิด ถึงบนพระที่ประทับมิได้ทำให้พลอยเห็นสิ่งต่างๆ เป็นของธรรมดา ไปได้เลย เพราะอาการกิริยาของคนที่อยู่บนนั้นก็ดี บรรยากาศโดยทั่วไปที่บนนั้นก็ดี มีแต่จะชักจูงให้เห็นทุกอย่าง บนนั้นเป็นของสูง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ควรแก่ความเคารพอย่างสูงสุด

 

 

         ยิ่งได้ตามเสด็จขึ้นที่บนบ่อยครั้งเข้า พลอยก็ยิ่งเพิ่มความกล้าคลานต่อจากห้องคุณพนักงานนั่ง ไปยังห้องอื่นๆที่บนนั้น บนพระที่นั่งมีทางแคบค่อนข้างจะมืด แต่คลานได้ตลอดจากมุมตะวันตก ไปถึงมุมตะวันออก ผ่านห้องต่างๆทั้งสองข้าง จากห้องทองซึ่งมีฝาผนังและเครื่องตกแต่งทุกอย่างปิดทองระยับ มีกระจกเงาบานใหญ่ๆ กรอบปิดทองสลักลวดลายติดตามผนัง พลอยคลานผ่านเข้าไปยังห้องเหลือง

 

 

         พลอยเคยได้ยินถึงห้องเหลืองมาตั้งแต่เด็กๆ เมื่อมีโอกาสได้เข้าไปถึง ก็มองดูด้วยความสนใจเป็นพิเศษ ห้องนั้นเป็นห้องโถงใหญ่กว่าห้องอื่นๆที่บนเล็กน้อย ฝาผนังและเครื่องตกแต่งทาสีเหลืองปิดทอง ตรงตามที่เรียก กันว่าห้องเหลือง ความจริงห้องเหลืองเป็นทางเสด็จพระราชดำเนินผ่านทุกวัน เพราะพระทวารห้องนั้นเปิดออก ไปยังอัฒจันทร์เสด็จออกข้างหน้า ฉะนั้นเวลาจะเสด็จออกข้างหน้าก็จำต้องเสด็จพระราชดำเนินผ่าน และเวลาเสด็จ ขึ้นข้างในก็จำต้องผ่านอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นห้องเหลืองนี้จึงเป็นที่ชุมนุม ของข้างในทั้งปวงที่ไม่มีตำแหน่งเฝ้า โดยใกล้ชิดในที่อื่น มาคอยเฝ้าหมอบเฝ้าในเวลาเสด็จพระราชดำเนินขึ้นหรือลงดังกล่าวแล้ว ห้องเหลืองก่อนหรือเวลาเสด็จพระราชดำเนิน จึงเป็นที่ชุมนุมของคนเป็นจำนวนมาก ที่เป็นเจ้าจอมก็มีหรือแม้ เจ้านายบางพระองค์ ก็เสด็จขึ้นเฝ้า ณ ที่นั้นตามแต่พระอัธยาศัย พลอยเคยคลานเข้าไปในห้องเหลือง ก่อนเวลาเสด็จ พอโผล่ประตูเข้าไปก็เห็นบรรดาข้างใน ที่มาคอยเฝ้าอยู่นั้นนั่งหรือเอกเขนกคุยกัน อย่างสบายอารมณ์ บางท่านก็คุยกันอยู่กับคนที่นั่งใกล้ๆ บ้างก็จับกลุ่มสนทนากัน เรื่องราวต่างๆทั้งในวัง และนอกวัง ดูเหมือนจะถูกนำมาเล่าและวิจารณ์สู่กันฟังในห้องนั้นโดยละเอียด เสียงพูดกันเบาๆนั้น เมื่อมีคนพูดมากคน ก็ฟังดูได้ยินไปไกลเหมือนกัน เป็นเสียงพิเศษไปอีกอย่างหนึ่ง บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะ ต่อกระซิกกันขัดจังหวะขึ้นมา บรรดาท่านข้างในเหล่านั้น ต่างก็มีหีบหมากมีกระโถนของตน ขึ้นมาวางไว้กับตัว กินหมากกันไปบ้าง นัตถุ์ยาบ้าง แล้วก็สนทนากันเป็นที่เพลิดเพลิน ทุกคนแต่งกายอย่างชาววังสมัยนั้น ซึ่งเป็นระเบียบเสมอกันด้วยสีประจำวัน เป็นเครื่องกำหนด ถ้าจะดูอย่างเผินๆแล้ว ก็เกือบจะนึกไปด้วยว่า แม้แต่รูปร่างลักษณะ ก็ไม่ผิดกันเท่าไรนัก ทั้งที่ในที่นั้นมีทั้งคนสูงอายุและคนที่ยังอายุไม่มาก ระหว่างผู้ที่นั่งอยู่คนเดียว หรือจับกลุ่มคุยกันนั้น ก็มีคนคลานไปไม่ขาดสาย บางคนก็เปลี่ยนเพื่อนคุย บางคนก็ไปเที่ยวทักทายปราศรัยคนอื่น บางคนก็มีของต่างๆ ที่แปลกและใหม่สำหรับอวด เช่นน้ำอบน้ำหอม ของเล็กๆน้อยๆแปลกๆจากนอกวัง เที่ยวคลานไปยังท่านผู้นี้บ้าง ท่านผู้โน้นบ้าง แล้วก็เอาของนั้นออกแสดง สรรเสริญคุณภาพของของตน อีกฝ่านหนึ่งก็อือออหรือติชมไปตามเรื่อง นอกจากนั้นก็ยังมีธุระปะปังต่างๆ ที่ติดต่อกัน เรื่องราวต่างๆ ที่จะอาศัยไหว้วานกันหรือนัดหมายกัน และมีเรื่องแปลกๆ อีกมากมายที่จะเล่าสู่กันฟัง ณ ที่นั้น

 

 

         พอถึงเวลาเสด็จพระราชดำเนินผ่านห้องเหลือง เสียงต่างๆ ก็เงียบกริบลง ทุกคนลงหมอบเฝ้า อย่างสงบเสงี่ยม บางครั้งก็ทรงทักทายหรือมีพระราชดำรัส กับบางท่านที่เฝ้าอยู่ ณ ที่นั้นบ้าง บางครั้งก็เสด็จผ่านไปเฉยๆ และพอเสด็จผ่านไปแล้ว เสียงพูดจาขยับเขยื้อนกายก็กลับมีขึ้นมาอีก บางท่านก็เตรียมตัวกลับตำหนักหรือกลับเรือน เมื่อกลับไปแล้วก็จะได้กลับขึ้นมาเฝ้าอีกเป็นหนที่สอง ตอนเสด็จขึ้นจากข้างหน้า บางท่านก็กลับไปเลยไม่ขึ้นมาเฝ้าอีกในวันนั้น บางท่านก็คงอยู่ในห้องนั้นต่อไป

 

 

         ความจริงพลอยอยู่ในวังมานานจนเป็นที่คุ้นเคย รู้จักท่านข้างในหลายท่านในห้องนั้น ฉะนั้นทุกครั้งที่ผ่านเข้าไป พลอยจะได้รับการต้อนรับทักทายเป็นอันดี บางท่านก็ลูบหน้าลูบหลังชมว่าสวย บางท่านก็สนใจไต่ถามคนอื่นว่าพลอยเป็นใคร เมื่อรู้แล้วก็เรียกตัวไปทักถาม ทำให้พลอยรู้จักผู้ใหญ่กว้างขวาง ออกไปอีก บางท่านใจดี ข้าวของเล็กๆน้อยๆ อะไรมีที่แปลกหรือใหม่ ก็เอาแจกให้ ซึ่งเมื่อเสด็จทรงทราบก็มัก จะทรงพระสรวลแล้วตรัสว่า "นังพลอยมันช่างประจบ"

 

 

         อาจเป็นเพราะพลอยมีรูปร่างหน้าตาที่เป็นเสน่ห์ และมีกิริยาอ่อนหวานนอบน้อม พลอยจึงเข้าไหนเข้าได้ ไม่มีใครห้ามปราม คุณพนักงานบนพระที่นั่งหลายคน รู้จักพลอยเป็นส่วนตัว และเมตตากรุณาเป็นพิเศษ เมื่อรู้ว่าพลอยเป็นคนชอบรู้ชอบเห็น ก็คอยสนับสนุนให้ได้มีโอกาสได้รู้ได้เห็น ครั้งหนึ่งพลอยได้ติดตามคุณพนักงาน เข้าไปถึงห้องพระบรรทมที่เรียกว่า "ในที่" ตามความรู้สึกของพลอย ในที่นั้นเป็นที่สูงสุดยอดของพระบรมมหาราชวัง เพราะเป็นที่อันรโหฐานที่สุดของบรรดาที่รโหฐานทั้งหลาย น้อยคนจะได้เข้าไปถึง ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างในนั้นเป็นของสูง จะจับต้องสิ่งใดก็ต้องกราบไหว้ เพราะเป็นเครื่องใช้ส่วนพระองค์โดยแท้ สิ่งที่ทุกคนต้องกราบเมื่อเข้าไปในที่ก็คือ พระมหาเศวตฉัตร ซึ่งกั้นกางพระแท่นลดสำหรับเจ้าจอมนั่งถวายอยู่งานพัด หรืออ่านหนังสืออยู่นอกเศวตฉัตรออกไป พลอยแลเห็นเตียงนอนตั้งอยู่อีกอันหนึ่ง เมื่อกระซิบถามคุณพนักงานๆ ก็กระซิบตอบว่าเป็นพระที่สมเด็จ

 

 

         ที่บนที่พลอยไม่เคยอาจหาญเข้าไปถึง ก็คือห้องน้ำเงินและบริเวณที่สมเด็จประทับ มีบางครั้งบางคราว ที่พลอยเชิญหีบหมากเสวยตามเสด็จขึ้นเฝ้าสมเด็จ แต่ถ้าเป็นการเฝ้าสมเด็จโดยเฉพาะแล้ว เสด็จมักจะเสด็จขึ้น ทางบันไดด้านตะวันออก ข้างที่มีดาดฟ้าและร้านดอกไม้ แต่พลอยก็ได้แต่ส่งเสด็จเพียงอัฒจันทร์ชั้นล่าง และนั่งรอกจกว่าจะเสด็จกลับ เพราะการที่จะขึ้นบันไดไปชั้นบนนั้น จะต้องผ่านห้องที่นั่งของคุณท้าว ผู้ซึ่งคนยำเกรงวาสนาทั้งวัง เพียงแต่รู้ว่าคุณท้าวนั่งอยู่ในห้อง ก็ทำให้พลอยตัวเล็กลง จนเกือบเป็นละอองฝุ่น เสียแล้ว ถ้าขืนอาจหาญล่วงล้ำผ่านขึ้นไป เพียงแต่คุณท้าวท่ามองดูเท่านั้น พลอยก็คงจะละลายหายไป ด้วยความกลัวตรงนั้นเอง

 

 

         เวลาห้าปีที่ทำให้พลอยเปลี่ยนจากเด็กเป็นสาวเต็มตัวนั้น ได้เปลี่ยนคนอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชี่วิตพลอย อยู่มากเหมือนกัน โดยเฉพาะคนที่เคยเป็นเด็กมาด้วยกัน สำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่นั้นเวลาห้าปี มิได้ทำให้เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก ตามความรู้สึกของพลอย

 

 

         ตั้งแต่แม่ตายแล้ว นางพิศก็เข้ามาอยู่กับพลอยในวัง โดยอ้างตัวเองว่าเป็นมรดก และนางพิศก็คงเป็นสิ่งเดียว ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องไปถึงแม่ ทางบ้านคลองหลวงนั้นพลอยได้รับการติดต่อไม่มาก คนที่มาติดต่อส่งข่าวคราว ให้ทราบเป็นครั้งคราวก็คือพ่อเพิ่ม ซึ่งบัดนี้เป็นหนุ่มอายุ ๑๙ และเข้ารับราชการที่กรมพระคลัง หอรัษฎากรพิพิฒน์ ถึงแม้ว่าที่ทำงานของพ่อเพิ่มจะอยู่ใกล้แค่นั้น และพ่อเพิ่มจะต้องเข้ามาทำงานในวังทุกวันก็ตาม พ่อเพิ่มก็ไม่ค่อยจะมีเวลามาหาพลอย เพราะพ่อเพิ่มมีเพื่อนฝูงมากขึ้นทุกวัน บางคราวที่พบกันแถวท้ายวัง พ่อเพิ่มก็มีกลิ่นเหล้าจากปาก ทำให้พลอยต้องตักเตือนหลายครั้ง ข่าวที่ได้รับจากพ่อเพิ่มก็คือ ทุกคนทางบ้านสบายดี โดยเฉพาะตัวพ่อเพิ่มเอง ซึ่งเมื่อเติบโตทำงานแล้ว ก็ไม่มีใครมาว่ากล่าวอย่างแต่ก่อน คุณเชยนั้นโตเป็นสาวอายุ ๑๘ และทะเลาะกับคุณอุ่นบ่อยขึ้น บางทีถึงกับไม่พูดกันนานๆ ส่วนเจ้าคุณพ่อยังพูดถึงพลอยเสมอ

 

 

         คนที่พลอยได้พบปะมากกว่าพี่น้องของตนเอง ก็คือพี่เนื่องของช้อยซึ่งไปมาหาสู่กันเสมอ บางทีแม่ชั้นก็เข้ามาหาถึงในวัง บางทีคุณหลวงก็มาหาที่ประตูวัง แต่คนที่มาหาคงเส้นคงวามิได้ขาดก็คือ พี่เนื่อง

 

 

         ตั้งแต่พลอยกลับมาจากบ้านช้อย หลังงานโกนจุก พี่เนื่องก็ทำตามคำพูดที่ได้พูดไว้ คือมาเยี่ยมช้อย และพลอยเสมอ เดือนหนึ่งไม่ต่ำกว่าสองครั้ง เพราะการที่พี่เนื่องมาเยี่ยมประจำนั้นเอง พลอยจึงติดนิสัยที่จะต้อง ออกไปพบพร้อมๆกับช้อยจนเห็นว่าเป็นของจำเป็น ถ้าครั้งใดพี่เนื่องไม่มาตามที่คาดไว้ พลอยก็รู้สึกว่ามีอะไรขาดไป

 

 

         การสมาคมกับพี่เนื่องนั้นในขั้นแรกก็เป็นไปอย่างเด็กๆ มีการดีอกดีใจที่ได้พบกัน และพูดจาล้อเลียน เล่นหัวกัน แต่เวลาที่ผ่านไปทำให้พี่เนื่องเป็นหนุ่มขึ้นทุกวัน การแต่งกายเวลาที่มาหาพลอย ก็ดูประณีตบรรจงขึ้น ทุกวัน คุณหลวงได้นำพี่เนื่องไปฝากเข้าเรียนในโรงเรียนนายทหาร ห้าปีต่อมาพี่เนื่องก็เกือบจะออกเป็นนายทหาร อยู่แล้ว ในระหว่างนั้นพี่เนื่องจึงมาหาได้เฉพาะวันพระหยุดเรียน และแต่งเครื่องแบบมาหา สวมเสื้อแดงสีฉูดฉาด บาดตา ซึ่งทำให้พลอยปลื้มใจและภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้รู้จักพี่เนื่องและเป็นคนหนึ่งที่พี่เนื่องมาหา แต่ช้อยนั้น มิได้แสดงอาการตื่นเต้นในพี่ชายของตนอย่างใด ครั้งแรกที่ช้อยเห็นพี่เนื่องใส่เสื้อแดง ก็อุทานเป็นคำวิจารณ์ ไปด้วยในตัวว่า

 

 

         "ต๊าย ! เหมือนกับไม้ควักปูนเดินได้"

 

 

         ซึ่งทำให้ทั้งพี่เนื่อง และพลอยต้องหัวเราะกันยกใหญ่ เพราะถ้าจะว่าไปพี่เนื่องก็มีลักษณะใกล้เคียง กับที่ช้อยว่า เพราะพี่เนื่องผอมและสูงชลูดขึ้นไป เมื่อเสื้อที่ใส่ทำให้ท่อนบนเป็นสีแดงก็นับว่า ช้อยวิจารณ์ไม่ไกล ต่อความจริงนัก

 

 

         พี่เนื่องเปลี่ยนจากเด็กเป็นชายหนุ่ม และเป็นชายหนุ่มที่พลอยเห็นว่าค่อนข้างสวยทีเดียว ถ้าหากว่า ในตอนแรกๆ ใครๆจะไปถามพลอยว่ารักพี่เนื่องหรือไม่ พลอยก็คงจะตอบทันทีว่ารัก โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวง หรืออับอาย เพราะในตอนนั้นในใจจริง พลอยก็รักพี่เนื่องอย่างพี่ ไม่มีความรู้สึกเป็นอย่างอื่น แต่ในระยะหกเดือน ที่แล้วมา ความรู้สึกนั้นก็เริ่มจะเปลี่ยนแปลงไป ต้นเหตุก็เพราะพี่เนื่องเริ่มมองดูพลอย ด้วยสายตาที่มีความหมาย และเป็นประกายเหมือนกับว่า พี่เนื่องต้องการจะบอกให้พลอยรู้อะไรสักอย่างหนึ่ง ด้วยสายตานั้น ถ้าจะให้พลอย อธิบายความรู้สึกของตนเองในตอนหลังนี้ พลอยก็คงอธิบายไม่ได้ อาจบอกได้แต่เพียงว่า วันไหนที่รู้ว่าพี่เนื่องจะมาหา ดินฟ้าอากาศในวันนั้นดูจะสดชื่นเป็นพิเศษ จะมองดูสิ่งใดก็ให้สวยงามไปหมด แสงแดดที่ส่องในวันนั้น ดูเหมือนจะมีแต่ประกายเพิ่มความงามให้แก่ของอื่น ขาดความร้อนของแสงแดดในวันอื่นๆ ที่พี่เนื่องไม่มา ลมที่พัดมาในวันนั้นก็ดูเหมือนจะให้ความสดชื่น ชุ่มเย็นไม่ชั่วแต่กายภายนอก แต่เย็นระรื่นเข้าไป ถึงในทรวงอก น้ำอบแป้งร่ำที่เคยทาทุกวันนั้น ก็ดูส่งกลิ่นหอมเป็นพิเศษในวันที่พี่เนื่องมาหา ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเครื่องช่วยส่งเสริมให้สนับสนุน ให้พลอยแต่งตัวอย่างประณีตกว่าปกติ และมือที่หยิบผ้านุ่งผ้าห่มนั้น ก็ดูเหมือนจะเลือกสรรเฉพาะผ้านุ่งผ้าห่มผืนที่ดีที่สุด สำหรับวันนั้น พอตื่นเช้าหัวใจของพลอยก็เต้นแรงกว่า วันธรรมดาและยิ่งใกล้เวลาที่จะออกไปพบพี่เนื่อง หัวใจก็ยิ่งเต้นแรงขึ้น จนบางครั้งเลือดฉีดขึ้นที่ใบหน้า เป็นสีชมพูระเรื่อง

 

 

         เวลาจะพูดจะคุยกับพี่เนื่อง พลอยก็มักจะใช้สายตาจับอยู่ที่ใบหน้าของพี่เนื่อง จนจำได้หมดทุกส่วน ตลอดจนวิธีจะพูดจะหัวเราะและเมื่อพี่เนื่องกลับไปแล้ว ถึงเวลากลางคืนเข้านอน ภาพใบหน้าของพี่เนื่อง ตลอดจนกิริยาท่าทางก็ยังเห็นติดตา แต่ทั้งหมดนี้ถ้าหากว่าใครจะไปบอกพลอยตรงๆว่า พลอยรักพี่เนื่อง เสียจนสุดสวาสขาดใจ พลอยก็คงจะปฎิเสธแข็งแรงว่าไม่จริง และในใจของพลอยก็เชื่อว่าไม่จริงเหมือนกัน

 

 

         แต่พี่เนื่องเป็นคนทำให้พลอยเกิดความอาย และเมื่อเกิดความอายขึ้นแล้ว ในตอนหลังๆนี้ พลอยก็มักจะอิดเอื้อนไม่ยอมออกไปพบกับพี่เนื่องเสียบ่อยๆ ทั้งที่อยากจะไปใจจะขาด วันหนึ่งขณะที่พี่เนื่อง คุยอวดช้อยถึงเรื่องที่ตนกำลังจะเรียนจบ ได้ออกไปเป็นนายทหาร ช้อยก็ถามขึ้นว่า

 

 

         "เออพี่เนื่อง ถ้าพี่เนื่องออกเป็นนายทหารแล้ว พี่เนื่องจะทำอะไร"

 

 

         "อ้าวก็ไปหัดทหารซีช้อย ถามได้" พี่เนื่องตอบ

 

 

         "ไม่ใช่" ช้อยพูดต่อ "ฉันหมายถึงพี่เนื่องจะทำอะไรกับตัวเอง"

 

 

         "เอ ! ตอบยากจริง ก็ไม่รู้ซี เห็นจะต้องมีเรื่องเสียกระมัง"

 

 

         ทั้งช้อยและพลอยตื่นเต้นในคำพูดของพี่เนื่องเป็นอย่างยิ่ง ช้อยนั้นถึงกับตบมือหัวเราะ แล้วถามว่า

 

 

         "ฉันอยากรู้นัก พี่เนื่องจะแต่งกับใครกัน พี่เนื่องหมายใครไว้บ้างหรือเปล่า"

 

 

         สีหน้าพี่เนื่องเปลี่ยนไปทันที ที่โหนกแก้มเป็นสีชมพูเรื่อๆเห็นได้ชัด พี่เนื่องนิ่งอยู่นาน มองดูหน้าพลอย ด้วยสายตาที่ยิ้มละไม แล้วพูดช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำริมฝีปากสั่นน้อยๆว่า 

 

 

         "ก็มองไว้เหมือนกัน คนนั้นก็อยู่ไม่ไกลนักหรอก"

 

 

         พลอยรู้สึกว่าตัวร้อนวูบขึ้นมาทันที เลือดวิ่งซู่ทั้งสรรพางค์กาย ก้มหน้ามองดูดินอย่างไม่อยากจะเงยกลับ ขึ้นมาอีก แต่ในวันนั้นเองตอนที่พี่เนื่องกลับไปแล้ว และพลอยกำลังเดินกลับตำหนักกับช้อย พลอยก็เกิดความรู้สึก ประหลาดที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน คือวาบหวามในทรวงอก และเวลาที่เดินนั้นก็รู้สึกตัวเบาเหมือนกับลอยไป ไม่รู้สึกว่าเท้าแตะพื้นเลย

 

 

         ตั้งแต่นั้นมาความรู้สึกที่พลอยมีต่อพี่เนื่อง ก็เปลี่ยนไปกว่าแต่ก่อน อย่าว่าแต่จะมีใครมาถามพลอยว่า รู้สึกอย่างไรต่อพี่เนื่องเลย เพียงแต่ใครมาพูดถึงพี่เนื่อง พลอยก็อายจนแทบจะทนไม่ไหวเสียแล้ว ตั้งแต่ความรู้สึกใหม่เข้ามาแทนที่ พลอยก็เริ่มอิดเอื้อนที่จะออกไปพบ ถึงคราวที่พี่เนื่องมาหา พลอยก็ปฏิเสธกับช้อยไม่ยอมออกไป อ้างว่าปวดหัวบ้าง ไม่สบายบ้าง หรือบางทีก็หายขึ้นไปเฝ้าเสด็จเสีย ที่ชั้นบนตำหนัก ทำให้ช้อยไม่กล้าขึ้นไปตาม ครั้งหนึ่งช้อยถามเอาตรงๆว่า

 

 

         "พลอยฉันถามจริงๆเถอะ หมู่นี้พลอยเป็นอะไรไป"

 

 

         "เปล่า" พลอยตอบอ้อมแอ้ม

 

 

         "ก็เปล่า แล้วทำไมหมู่นี้ดูเผลอๆไผลๆ ชอบนั่งเหม่อคนเดียวบ่อยๆ ไม่พูดจากับใคร"

 

 

         "โธ่เปล่าจริงๆนะช้อย ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก"

 

 

         "แล้วเวลาพี่เนื่องมาหาทำไมไม่ออกไปพบเหมือนแต่ก่อน"

 

 

         "ก็ไม่รู้ซี" พลอยแก้ตัว "ปวดหัวเสียบ้าง ติดธุระเสียบ้างแล้วพี่เนื่องว่าอย่างไรบ้างหรือเปล่า" พลอยอดใจไว้ ไม่ได้ เพราะอยากจะรู้ว่าพี่เนื่องนึกคิดอย่างไรบ้าง ที่สำคัญที่สุดคือพี่เนื่องเสียใจบ้างหรือไม่ ที่ไม่ได้พบพลอย และจะมีความรู้สึกทุรนทุรายใจเช่นเดียวกับพลอย เมื่อพลอยมิได้เห็นหน้าพี่เนื่องหรือไม่ แต่ช้อยก็ตอบ ให้ตรงกับที่พลอยอยากฟังอยู่แล้วว่า

 

 

         "ก็บ่นออดไปเท่านั้น เขาว่าพลอยลืมเขาเสียแล้ว พี่เนื่องหมู่นี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ ถ้าจะพลอยบ้าไปอีกคน ฉันสังเกตดูเฉยๆเนือยๆ ตาไม่จับคน มองไปแต่ทางประตูวัง เหมือนกับจะมองหาใครสักคน แล้วก็ไม่ค่อยอยู่คุยกับฉันนาน พูดกันคำสองคำก็กลับ ไม่เชื่อคราวหน้าออกไปดูกันสิ"

 

 

         พลอยเมินหน้าไปเสียอีกทางหนึ่ง หัวใจเต้นไม่ได้จัวหวะ เพราะคำตอบของช้อยบอกให้รู้ชัดว่า ที่พี่เนื่องหมั่นไปมาอยู่เสมอนั้น ก็เพื่อมาหาพลอยมิใช่ใครอื่น ใจหนึ่งนั้นพลอยอยากออกไปพบพี่เนื่องทุกครั้ง และอยากจะพูดจะคุยอยู่ที่นั่นตลอดทั้งวัน อยากได้เห็นหน้าอยากได้ยินเสียงพูด เสียงหัวเราะของพี่เนื่อง แต่อีกใจหนึ่งนั้นก็บอกให้หลบหลีก ให้อยู่ห่างไว้ก่อน การเก็บตัวสงวนตัวในตอนนี้ จะทำให้พลอยและพี่เนื่อง มีราคาสูงขึ้นจนกว่าจะถึงอีกวันหนึ่งข้างหน้าใครจะไปรู้

 

 

         ช้อยเห็นพลอยทำเฉยเมยเรื่องพี่เนื่อง ก็เลยไม่ชวนคุยและไม่บอกให้รู้ว่าพี่เนื่องจะมาเมื่อไร เพราะไม่ใช่วิสัยของช้อยที่จะไปง้อใคร ถึงแม้ว่าคนนั้นจะเป็นคนที่ช้อยรักมากเช่นพลอยก็ตาม แต่การนิ่งของช้อยนั้นเอง ทำให้พลอยต้องถามข่าวพี่เนื่องจากช้อยอยู่เสมอ ซึ่งบางคราวถ้าช้อยอารมณ์ดีก็บอกให้ บางครั้งถ้าอารมณ์ไม่ดีก็บอกว่า "ไม่รู้ ไม่ชี้ ใครอยากรู้เรื่องใครก็ไปถามกันเองซี"

 

 

         วันหนึ่งหลังจากเฝ้าเสด็จตอนเช้า พลอยก็ลงมาข้างล่างเพื่อรับอาหารตามปกติ ร่วมสำรับกับช้อย และคุณสาย วันนั้นพลอยสังเกตเห็นช้อยดูหน้าตนบ่อยครั้ง บางครั้งก็ยิ้มๆอย่างมีนัย พลอยนึกเฉลียวใจว่า ช้อยคงมีเรื่องอะไรสักอย่าง แต่ไม่กล้าถามขึ้นเพราะอยู่ต่อหน้าคุณสาย แต่พอกินข้าวเสร็จคุณสายลุกไปแล้ว ช้อยก็เรียกพลอยไปนั่งกันสองต่อสอง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครมากล้ำกราย ช้อยก็หยิบเอาห่อกระดาษส่งไปให้ห่อหนึ่ง บอกว่าพี่เนื่องฝากมาให้พลอย

 

 

         พลอยรับห่อกระดาษนั้นมาดูมือไม้สั่น ทั้งอายทั้งดีใจระคนกันไป เมื่อแก้ห่อออกดูก็ปรากฏว่าในนั้น มีแพรเลี่ยนผืนหนึ่ง เนื้อดีและขนาดใหญ่พอทำแพรเพลาะห่มนอนได้ แพรนั้นม้วนอยู่รอบนอก ข้างในมีขวดน้ำอบ เล็กๆอีกสองขวด รูปร่างเหมือนกันไม่มีผิด เป็นขวดแก้วเจียรไนของนอก ตามขอบขวดและที่จุก มีเส้นเดินทองเล็กๆเป็นลวดลาย ขวดหนึ่งนั้นบรรจุน้ำอบฝรั่งแลดูใสสะอาด อีกขวดหนึ่งใส่น้ำอบไทย ซึ่งละลายแป้งร่ำเติมลงไปมากกว่าปกติ จนแลดูขุ่นข้นไปทั้งขวด ขวดทั้งสองนั้นมัดติดกันอยู่ด้วยริบิ้นสีชมพู และมีกระดาษแผ่นเล็กๆ พับกลางสอดไว้ระหว่างขวด พลอยคลี่กระดาษนั่นออกอ่านอย่างลุกลี้ลุกลน แต่พออ่านจบ ก็รู้สึกว่าตัวเย็นวูบมืออ่อนเท้าอ่อน แทบจะกระดิกไม่ได้ แม้แต่เมื่อช้อยฉวยเอากระดาษไปอ่านบ้าง พลอยก็ไม่มีกำลังใจกำลังกายไปห้ามปรามขัดขืนได้

 

 

         ช้อยเริ่มอ่านข้อความในกระดาษนั้น ด้วยเสียงเบาๆเป็นกลอนว่า

 

 

 

 

 

         "กระดาษน้อยแทนปากฝากมาถาม 

 

 

ว่าป่วยไข้เป็นอย่างไรใคร่รู้ความ

 

 

หรือโฉมงามเคืองขัดหัทยา

 

 

แต่ก่อนนี้เคยได้พบประสบพักตร์

 

 

เคยถามทักเสรสรวลชวนหรรษา

 

 

ไฉนกลับห่างเหินไม่เมินมา

 

 

หรือหวงหน้าหวงตัวกลัวหยิบยืม

 

 

เหมือนกระต่ายหมายแขที่แลหลง

 

 

แสงเพ็ญส่งมาสักน้อยก็พลอยปลื้ม

 

 

เคยสัญญาว่าอย่างไรไม่รู้ลืม 

 

 

ยิ่งดูดดื่มเสน่หานึกอาวรณ์

 

 

ขวดน้อยใส่น้ำใสเหมือนใจพี่

 

 

เมื่อได้ยลมารศรีดวงสมร

 

 

อีกขวดขุ่นมองเห็นเป็นตะกอน

 

 

เหมือนอกพี่เมื่อเจ้าจรไปลับตา

 

 

เพียงสังเกตก็พอรู้อยู่ว่ารัก

 

 

อกจะหักเสียด้วยความเสน่หา

 

 

อันแพรเลี่ยนเตียนดอกขอบอกมา

 

 

เหมือนอุราเรียมที่ว่างอ้างว้างเอย"

 

 

 

 

 

         "โอ๊ย ฉันจะอ้วก ! " ช้อยร้องเมื่ออ่านจบ "พี่เนื่องนะพี่เนื่อง ! แค่นจะแต่งเพลงยาวกับเขาด้วย" แล้วช้อยก็หัวเราะ อย่างขบขันเสียเต็มประดา

 

 

         พลอยหน้าแดงกร่ำด้วยความอาย ความจริงพลอยก็เคยรู้มานายแล้วว่า คนที่มีคู่รักเขาส่งเพลงยาวถึงกัน แต่เมื่อได้ประสบเพลงยาวเข้ากับตนเป็นครั้งแรก พลอยก็ไม่รู้ว่าจะตีหน้าอย่างไรถูก จะหัวเราะก็ใช่ที่ จะดีใจก็ไม่เชิง ในที่สุดก็เอื้อมมือไปหยิกขาช้อยแก้เก้อ

 

 

         "โอ๊ยเจ็บ ! " ช้อยร้อง "แน่ดูซี ! เก้อแล้วละ ไม่ต้องอายฉันหรอกน่า ฉันรู้มานานแล้ว" แล้วช้อยก็หัวเราะ ต่อไป ในที่สุดก็ปรารภขึ้นว่า

 

 

         "เออ ! เจ้าชู้ประตูดิน เคยได้ยินมานานแล้ว หน้าตาเป็นอย่างนี้นี่เอง"

 

 

 

 

 

บทที่ ๖ (หน้าที่ ๒)

 

 

         ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ช้อยก็เริ่มพะเน้าพะนอเอาใจพลอยเป็นพิเศษ ยิ่งกว่าที่เคยทำมา ถึงแม้ว่าในวันแรก ช้อยจะเห็นว่า เรื่องระหว่างพี่เนื่องกับพลอย จะเป็นเรื่องขบขันก็ตามที แต่ช้อยก็เห็นใจพลอยที่ต้องรู้สึกอับอาย และช่วยปกปิดเรื่องการติดต่อของพี่เนื่องให้อย่างแข็งแรง ความสนิทสนมความเห็นอกเห็นใจของช้อย ทำให้พลอยค่อยคลายใจลงบ้าง เพราะถึงแม้ว่าพลอยจะยังมิได้สารภาพต่อช้อยว่า รักพี่เนื่องยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้ ก็ตาม ความรักที่สุมอยู่ในหัวใจนั้น ก็มีทางระบายออกด้วยความรู้สึกที่ว่า ช้อยเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้เรื่องพลอย ไม่ต้องปกปิดเก็บไว้ในใจของตนแต่ผู้เดียว เพราะขณะนี้มีช้อยอีกคนหนึ่ง ที่รู้ว่าพลอยเป็นคนรักของพี่เนื่อง และช้อยก็รู้ความข้อนั้นด้วยความเห็นใจ และดูเหมือนจะรักพลอยมากขึ้นอีกด้วยความรู้นั้น บางคราวช้อย ก็ทำให้พลอยสบายใจขึ้นมาก ด้วยการหยิบเอาเรื่องของพี่เนื่องขึ้นมาคุย

 

 

         "พี่เนื่องแกก็ไม่ใช่คนเสียหายอะไร" ช้อยบอกพลอยคราวหนึ่งที่นั่งคุยกันอยู่ "แต่ฉันเห็นว่าแกรักสนุก รักสบายมากไป แต่จะไปว่าแกก็ไม่ได้ เพราะทางบ้านฉันก็เป็นอย่างนั้นทุกคน พลอยก็รู้จักอยู่แล้ว"

 

 

         พลอยได้แต่นิ่งฟัง ไม่รู้จะตอบช้อยได้กระไร ทั้งที่ใจจริงนั้น อยากจะตะโกนบอกช้อยและคนทั้งวังว่า ที่พี่เนื่องเป็นคนที่น่ารักที่สุด ก็เพราะเป็นคนรักสนุกรักสบาย ด้วยเหตุนี้พลอยจึงใฝ่ฝันที่จะได้ติดตามพี่เนื่อง ไปจนตลอดชีวิต ให้ได้อยู่ใกล้พี่เนื่องไปจนตาย ไม่มีวันจะต้องจากกันอีก มีหน้าที่คอยปฏิบัติให้พี่เนื่องได้สุข ได้สบาย เพียงแต่ได้ยินเสียงพี่เนื่องหัวเราะ ก็เป็นรางวัลอย่างเดียวที่พลอยปรารถนา

 

 

          "แต่ก็นั่นแหละ นิสัยอย่างพี่เนื่องคนบางคนเขาจะชอบก็ได้ ลางเนื้อชอบลางยา ต่างคนก็ต่างใจ" ช้อยอมยิ้มมองดูหน้าพลอย แล้วก็พูดต่อไปว่า "อย่างฉันนี้เห็นจะอยู่กับคนอย่างพี่เนื่องไม่ยืด ถ้าฉันจะมีเรือน ฉันอยากได้คนที่เป็นหลักเป็นฐาน ไม่ชอบคนล่องลอยเอาแต่สนุกอย่างพี่เนื่อง หรืออย่างคุณพ่อ"

 

 

         "ทำไมล่ะช้อย" พลอยถาม "ฉันเห็นคุณพ่อของช้อยดีออก และที่บ้านช้อยก็กลมเกลียวกันดีออกจะตายไป"

 

 

         "ก็นั่นน่ะซี" ช้อยตอบ "ฉันเกิดมากับเขาชาติหนึ่ง เห็นแต่คนสนุก คนใจดี หัวเราะกันวันยังค่ำ เลยเบื่อเสียแล้ว ฉันสัญญากับตัวเองไว้ว่า ถ้ามีผัวกับเขาสักทีก็อยากได้ผัวดูๆ ยิ่งมือไวตบตีเอาบ้างก็ยิ่งดี ม่ายงั้นก็อยากได้ผัวขี้เมา เออ ! จริงซี" ช้อยร้องขึ้นอย่างดีใจ เพราะพึ่งนึกของใหม่ได้ออก "ฉันรู้แล้วละพลอย ฉันอยากได้ผัวขี้เมาสักคน สนุกดี ! แล้วฉันก็จะหาเมียน้อยเอาไว้แยะๆทีเดียว ไปไหนฉันก็เอาตามหลังไปทั้งฝูง ใหญ่โตดีไม่หยอก ! "

 

 

         "ช้อยเอาอะไรมาพูดก็ไม่รู้" พลอยพ้อขึ้น ยกมือตีเขาช้อยเบาๆ แต่แล้วพลอยก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะช้อยพูดไปด้วยความคะนองปาก ตามประสาคนที่ยังไม่เคยปล่อยให้ความรักผ่านเข้ามาในหัวใจ ถึงแม้ว่าช้อยจะแก่เดือนกว่าพลอยก็ตาม คำพูดของช้อยวันนี้ทำให้พลอยเห็นช้อยเป็นเด็กกว่าตนลงไปถนัดใจ

 

 

         "ว่าแต่พ่อโฉมยงของฉันนั่นเถอะ" ช้อยพูดต่อไป "มะรืนนี้ก็นัดไว้ว่าจะมาหาฉันอีก พลอยจะออกไปพบกันไหม"

 

 

         พลอยก้มหน้ายิ้ม แก้มเป็นสีชมพูระเรื่อ แล้วก็สั่นหน้าปฏิเสธยังก่อน เป็นตายก็ยังออกไปพบไม่ได้ หลังจากเพลงยาวฉบับนั้น ซึ่งพลอยเก็บซุกซ่อนไว้ในตู้รวมกับของอื่นที่พี่เนื่องส่งมาให้ ว่างคนก็แอบเอาออกมา อ่านแล้วอ่านอีกจนจำกลอนได้ขึ้นใจ และจำลายมือพี่เนื่องได้ติดตา พลอยหาได้รู้ไม่ว่า พี่เนื่องเพิ่งริเริ่ม หัดแต่งเพลงยาว แต่พอแต่งไปได้ครึ่งหนึ่งถึงสัมผัส "ยืม" ก็กลอนขาดแทบจะไม่สำเร็จ ต้องเที่ยวแอบถามเพื่อนฝูง อยู่หลายวัน จึงต่อไปได้จนจบลงเอย

 

 

         "โธ่ พลอยก็ ออกไปหน่อยเถอะน้า ! สงสารแก" ช้อยออดแทนพี่ของตัว "ออกไปหน่อยนะ คนดี๊คนดี สงสารแกหน่อยเถอะ แกไม่เคยหรอกเรื่องพรรค์ยังงี้ ฉันรู้จริงๆนะ"

 

 

         แต่พลอยก็ยืนกรานอยู่นั่นเอง จนช้อยใจอ่อนเห็นว่าจะเอาชนะยังไม่ได้ จึงเปลี่ยนเรื่องพูด

 

 

         "ถ้ายังงั้นจะสั่งเสียออกไปว่าอย่างไรก็ได้ หรือฝากอะไรไปให้แกเสียหน่อย เดี๋ยวแกคลั่งขึ้นมาไปผูกคอล้ม ต้มคอตายฉันไม่รู้ด้วยนะ หมู่นี้ตาแกยิ่งขวางๆอยู่ด้วย"

 

 

         พลอยได้ยินช้อยพูดก็ใจหาย นึกออกว่าพี่เนื่องจะทุรนทุราย คอยฟังคำตอบของพลอยสักเพียงใด จึงพยักหน้ารับคำช้อย แล้วตอบด้วยเสียงเบาๆ เกือบไม่ได้ยินว่า "ดูไปก่อน"

 

 

         คืนวันก่อนที่พี่เนื่องมาตามนัด พลอยก็เย็บซองใส่หมากพลู อย่างประณีตบรรจง จนแทบจะสุดสิ้นฝีมือ เจียนหมากชนิดเปลือกเป็นฝอย จีบพลูยาวใช้ปูนใส่ใบเนียมอบห่อมกรุ่น และยาฝอยอบแล้วเช่นเดียวกัน รุ่งเช้าก็เอาหมากพลูและยาฝอยที่เตรียมไว้ใส่ซอง เอาผ้าเช็ดปากใหม่ที่อบควันเทียนและดอกไม้ไว้ เหน็บซองพร้อมกับดอกจำปาอีกสามดอก แล้วก็แอบเอาส่งให้ช้อยในตอนเช้า โดยไม่ยอมพูดจาว่ากระไร ฝ่ายช้อยเมื่อเห็นซองหมากก็เข้าใจ เอาไปดูแล้วก็หัวเราะพูดว่า

 

 

         "แม่เจ้าโว้ย ! สิ้นฝีมือกันคราวนี้เอง ฉันต้องเอายาดมติดออกไปด้วย เดี๋ยวคนรับดีใจจนเป็นลมเป็นแล้งไป ก็จะได้แก้ใขได้ทัน"

 

 

         ระหว่างที่ช้อยออกไปประตูวัง พลอยก็นั่งคอยให้ช้อยกลับด้วยหัวใจเต้นระทึก เปิดตู้หยิบเอาแพรเลี่ยน ที่พี่เนื่องฝากมาให้ออกมาเพลาะสอยตะเข็บ แพรผืนนี้พลอยตั้งใจไว้ว่า จะทำเป็นแพรห่มนอน สอยตะเข็บแล้ว ก็จะไปจ้างเขาย้อมมะเกลือที่แถวเต๊ง ย้อมแล้วก็จะอบให้หอม จะร่ำให้ได้ที่ แล้วก็จะใช้ห่มนอนต่อไป บางทีเมื่อห่มแล้วก็จะได้ฝันถึงเจ้าของแพรบ้าง ใครจะไปรู้

 

 

         ตอนกลางวันๆนั้น ช้อยยิ้มแต้กลับมาที่ตำหนัก แต่ทั้งที่พลอยใจเต้นอยากจะฟังข่าวพี่เนื่อง ความอายและ ความเกรงว่าช้อยจะรู้ความในใจของตนมากไป ทำให้พลอยนิ่งเฉยเสีย ส่วนช้อยก็แกล้งทำเฉยเหมือนกัน เพราะเห็นว่าพลอยไม่ถามขึ้นก่อน จนตกกลางคืนแล้วช้อยจึงเป็นคนพูดขึ้นเองว่า

 

 

         "พลอย พี่เนื่องเขาสั่งให้มาขอบใจแน่ะ"

 

 

         "งั้นรึ" พลอยถามเนือยๆ ทั้งที่อยากจะถามต่อไปทันทีว่า พี่เนื่องเป็นอย่างไรบ้าง

 

 

         "โอ๊ย ดีใจแทบจะกระโดดโลดเต้นทีเดียว พอได้ยินฉันบอกว่าพลอยฝากของไปให้ รับซองหมากไปมือไม้สั่น แล้วก็สั่งให้ฉันมาบอกพลอยว่า หมากที่ส่งไปให้นั้นน่ะ เขาจะกินแต่คำเดียว ที่เหลือเขาจะเก็บไว้ทั้งซอง เอาไว้ดูงั้นแหละ"

 

 

         "แล้วช้อยว่าอย่างไร" พลอยถาม

 

 

         "ฉันบอกว่า จะไปเก็บไว้ทำมั้ย หมดแล้วก็ยังมีคนส่งไปอีก ชาตินี้เห็นจะไม่อดหรอกหมากพลู"

 

 

         "ฉันไม่รู้ด้วยนะ" พลอยพูดแก้เก้อ "ใครเป็นพี่น้องกับใคร ก็หาส่งกันเอาเอง ฉันไม่รู้ด้วยหรอก"

 

 

         "ฉันก็ไม่รู้ด้วยเหมือนกัน" ช้อยตอบแล้วหัวเราะ "ใครมากินหมากกินพลูของนังช้อยละก็ ปูนกัดปากตายไป ฉันไม่รู้ด้วย"

 

 

         พลอยได้ยินช้อยพูดก็อดหัวเราะไม่ได้ เพราะช้อยกินหมาก โดยไม่ยอมเจียนหมากจีบพลูกินเอง คุณสายเคยเคี่ยวเข็ญให้ช้อยจีบพลูให้ แต่แล้วก็ต้องเข็ด เพราะพลูที่ช้อยจีบทำให้คุณสาย ปูนกัดปากเสียงอม ไปหลายวัน

 

 

         "แล้วว่ายังไงอีกบ้างหรือเปล่า" พลอยถามพลางทำหน้าเหมือนกับไม่สนใจ

 

 

         "โอยเขาก็สรรเสริญแม่พลอยเสียราวกับเป็นนางฟ้า" ช้อยตอบ "สวยก็อย่างนั้น ดีก็อย่างนั้น จะมองอะไร ก็ให้มันดีไปหมด ฉันก็ถามเขาว่า ก็เมื่อเห็นดีอย่างนี้แล้วจะทำอย่างไร เขาก็บอกว่าพอเขาออกเป็นนายทหาร ตั้งเนื้อตั้งตัวให้ดีแล้ว ก็จะมารับพลอยไปอยู่ด้วย"

 

 

         "ตกลงกันเสร็จเชียวนะแม่คุณ ! " พลอยค้อนช้อยแล้วก็พูดประชดให้ "ราวกับว่าไปช่วยฉันมา จะมารับเมื่อไร ฉันก็ต้องไปเมื่อนั้น ไม่ต้องไต่ต้องถามกันละ"

 

 

         "โธ่ ไม่ใช่อย่างนั้นดอกพลอย" ช้อยตอบเอาใจ "พี่เนื่องแกเจตนาดีจริงๆ พลอยก็รู้อยู่แก่ใจ ฉันไม่เคยได้ยิน แกพูดเอาจริงเอาจังเหมือนคราวนี้เลย จริงๆนะพลอย พี่น้องของใครๆก็รัก เมื่อรักก็หวง อย่างพี่เนื่องนี่ฉันก็หวง เหมือนกัน ถ้าได้กับคนอื่นละก็จะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้ แต่ถ้าเป็นพลอยฉันก็จะดีใจมาก เพราะพลอยกับฉัน รักกันมาก เราเคยสนิทกันมาอย่างไร ก็จะได้สนิทกันต่อไป เฮ้อ ! ฉันพูดไม่ถูกหรอก ของพรรค์ยังงี้ไม่ดี เดี๋ยวจะมาหาว่านังช้อยเป็นแม่สื่อ ! "

 

 

         พลอยรู้สึกรักและเห็นใจช้อยขึ้นอีกมาก เพราะช้อยพยายามจะบรรยายาความคิดความรู้สึกของตน แต่ก็พูดเสียเลอะเทอะจนน่าสงสาร พลอยจึงพูดเอาใจว่า

 

 

         "ช้อยอย่าวิตกอย่าคิดมากไปเลย ฉันกับช้อยอยู่มาด้วยกันแต่เล็กๆ ถึงฉันจะเป็นอย่างไรต่อไป ฉันกับช้อยก็คงไม่ลืมกัน ในกระบวนคนรู้จักชอบพอกัน ก็เห็นจะไม่มีใครที่ฉันจะรักมากเท่าช้อย คอยดูไปก็แล้วกัน"

 

 

         ในปทานุกรมของชาววังนั้น คำว่า "เพื่อน" ไม่มีปรากฏ ถ้าจะมีก็ต้องบอกให้ชัดว่าเพื่อนอะไร เป็นต้นว่า เพื่อนเล่น เพื่อนคุย ถ้าบอกว่าใครเป็น "เพื่อน" กับใครๆเป็นเกิดเหตุ ฉะนั้นพลอยกับช้อยจึงเป็น "คนรู้จักชอบพอกันมาแต่เด็กๆ" ไม่ยอมพูดว่าเป็นเพื่อนกันเป็นอันขาด สำหรับพลอยนั้น ถ้าใครมาทอดสะพานชวนเป็นเพื่อน พลอยก็วิ่งหนีทุกครั้งไป ส่วนช้อยนั้นใครขืนมาท่านั้นเป็นเจ็บตัว เพราะช้อยด่าให้เจ็บๆ ใช้ถ้อยคำหยาบคายชนิดที่พลอยทนฟังไม่ไหว พลอยเคยถามช้อยว่า ไปหาถ้อยคำมาจากไหน ช้อยก็ตอบว่า "ไปเก็บตกมาจากแถวทิมโขลน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆก็ไม่ใช้"

 

 

         ระยะเวลาต่อมา ความสัมพันธ์ระหว่างพี่เนื่องและพลอยเป็นอันว่า อยู่ในลักษณะที่เข้าใจกัน เพลงยาวและของฝากที่พี่เนื่องมีเข้ามาบ่อยๆ เป็นหลักฐานพยานความรักที่พี่เนื่องมอบให้ และการที่พลอยไม่ยอมไปพบปะนั้น ทำให้ช้อยและพี่เนื่องเข้าใจโดยปริยายว่า พลอยก็มีความรู้สึกตอบแทน เช่นเดียวกัน อยู่มาอย่างนั้นจนถึงวันหนึ่งอีกสี่ห้าเดือนต่อมา ช้อยก็มาบอกพลอยว่า

 

 

         "พลอย พี่เนื่องสั่งมาว่าวันพระหน้าให้ออกไปพบให้ได้"

 

 

         "ไฮ้ ! ฉันไม่ไป๊ !" พลอยตอบเสียงแข็ง

 

 

         "เปล่าน่า ฟังเสียก่อนซี" ช้อยตอบแล้วก็บอกต่อไปว่า

 

 

         "พี่เนื่องเขาออกเป็นนายทหารแล้วละ นายเขาสั่งให้ขึ้นไปอยู่นครสวรรค์ จะต้องไปเร็วๆนี้ แม่แกร้องไห้ น้ำตาเป็นเผาเต่าไปแล้ว เขาสั่งฉันมาให้พลอยออกไปให้ได้ เขาอยากจะมาลา ไปเสียหน่อยเถิดพลอย"

 

 

         พลอยใจหายวาบ เมื่อได้ยินช้อยเล่าความให้ฟัง จริงอยู่พลอยมิได้พบกับพี่เนื่องมานาน แต่ความรู้สึกว่า พี่เนื่องยังอยู่ที่เก่า และมาที่ประตูวังตามนัดทุกครั้ง ที่มิได้พบกันก็เพราะพลอยเป็นฝ่ายหลบนั้น ทำให้พลอยใจเย็นอยู่ได้ พอรู้ว่าพี่เนื่องจะจากไปถึงนครสวรรค์ ซึ่งเป็นหัวเมืองไกลนักหนา พลอยก็แทบสิ้นสติ หน้าซีดเผือดลงทันใด ถามช้อยว่า

 

 

         "จริงๆหรือช้อย อย่าหลอกฉันนะ แล้วพี่เนื่องจะไปเมื่อไร"

 

 

         "จริงซีน่า ใครจะมาหลอกกันนะเรื่องอย่างนี้" ช้อยตอบ "เขาบอกฉันว่า ขอให้ได้พบพลอยพูดจากันสักครั้ง แล้วเขาก็จะรีบไป รอนานไม่ได้"

 

 

         พลอยอยากจะลงนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น กรรมเวรอันใดเล่าที่ทำให้คนที่พลอยรักต้องจากไปอีกแล้ว ความหลัง ที่ผ่านมากลับมากระทบหัวใจ แม่เคยจากพลอยไปบ้านนอก แล้วในที่สุดก็จากไป โดยไม่มีจะได้พบกันอีก คราวนี้พี่เนื่อง พลอยต้องสั่งให้ตัวเองหยุด เพราะไม่กล้าคิดออกไปให้ไกลกว่านั้น

 

 

         พลอยไม่ได้รับปากกับช้อยว่า จะออกไปพบกับพี่เนื่องหรือไม่ แต่การกระทำจองพลอย ในระยเวลาสี่ห้าวันต่อมา ทำให้ช้อยเข้าใจเอาเองว่า ครั้งนี้พลอยต้องออกไปพบกับพี่เนื่องแน่ เพราะพลอยเที่ยวหาหีบเล็กๆมาได้ใบหนึ่ง เริ่มปรึกษากับช้อยถึงเรื่องที่จะหาของบรรจุ สำหรับพี่เนื่องเอาติดตัวไปด้วย ช้อยก็แนะนำว่าเป็นของกินแหละดี ยิ่งเป็นของกินจุบกินจิบด้วยยิ่งดีใหญ่ เพราะพี่เนื่องนั้นถึงจะโตเป็นหนุ่มรักผู้หญิงได้แล้ว ก็ยังไม่ละทิ้งนิสัยที่ขอบกินขนมไม่เป็นเวล่ำเวลา ระหว่างนั้น พลอยขึ้นเฝ้าเสด็จไม่นาน ต้องหาโอกาสลงมาทำของกินใส่ขวด บรรจุหีบสำหรับให้พี่เนื่อง ของบางอย่างก็ทำเอง บางอย่างก็ซื้อจากคนขายที่มีชื่ออยู่ในวัง น้ำพริกลูกหมากมาดและน้ำพริกผัด พลอยสั่งเขาทำเป็นพิเศษ ให้แกหวานไว้ เพราะพี่เนื่องชอบอย่างนั้น หมูหยองนั้นช่วยกันทำสองคนกับช้อย ตลอดจนมะขามฉาบ ขนมกรุบ ขนมกรอบ ลูกบัวผัด พลอยกะสำหรับพี่เนื่องขนเอาไปกินได้หลายวัน การที่ทำของเหล่านี้ก็อาศัยในเวลาว่าง และให้ช้อยออกหน้า เพราะถ้าช้อยทำของกินส่งให้พี่ชายไปบ้านนอก โดยพลอยที่ชอบพอกันเป็นแต่เพียงลูกมือ ก็ไม่มีใครว่าอะไรได้

 

 

         ของอีกอย่างหนึ่งก็คือแพรเพลาะ ผืนที่ทำจากแพรที่พี่เนื่องให้ และพลอยได้ใช้ห่มนอนแล้วนั้นเอง พลอยเอามมาลงลูกซัดใหม่ และอบร่ำเตรียมไว้จนถึงเวลาที่จะนำไปมอบให้ พลอยใช้เวลาทั้งหมดตระเตรียมของ ไม่ยอมให้ใจนึกไปถึงเรืองความทุกข์ ที่พี่เนื่องจะต้องจากไปไกล จึงบรรเทาความเศร้าลงได้ ด้วยความรู้สึกว่า ของที่พลอยกำลังตระเตรียมอยู่นั้น จะติดตัวพี่เนื่องอยู่ได้นาน พี่เนื่องจะได้กินได้ใช้ของ ที่ไปจากน้ำมือของพลอย และต่อไปข้างหน้าก็จะหาทางส่งไปให้อีก ช้อยช่วยเหลือพลอยทุกอย่างๆเต็มใจ สิ่งที่เห็นว่าจะมาก เกินไปกว่าจำเป็น ช้อยก็คอยตักเตือน บางทีก็พูดเล่นตามประสาของช้อยว่า

 

 

         "พี่เนื่องไปคราวนี้เห็นจะต้องเช่าเรืออีกลำหนึ่งเป็นแน่ เอาไว้บรรทุกของฝากแม่พลอย"

 

 

         ในที่สุดวันที่พี่เนื่องจะมาลาก็มาถึง พลอยตื่นแต่เช้าเรียกนางพิศให้คอยยกของตามออกไป วันนั้นพลอยแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน แต่ไปในทางตรงกันข้ามคือผัดหน้าแต่งตัวอย่างระวัง เพื่อให้พี่เนื่องเห็นก็รู้ได้ ทันทีว่าพลอยนั้นเศร้าหมองเพียงใด ยิ่งใกล้เวลาเข้ามาพลอยก็เริ่มลังเลว่าจะออกไปดีหรือไม่ดี หรือจะปล่อยให้ ช้อยนำของออกไปแต่ผู้เดียว แต่แล้วช้อยก็เป็นผู้มาตัดสินใจให้ด้วยวิธีบอกว่า

 

 

         "ไปเถิดพลอย พี่เนื่องแกจะต้องไปหัวเมืองนานเท่าไรก็ไม่รู้ ถ้าได้พบเสียหน่อย แกจะได้ไปสบายๆ ไม่ต้องกังวล"

 

 

         เมื่อช้อยและพลอย พร้อมด้วยนางพิศผู้ซึ่งถือหีบของ และห่อผ้าห่มตามหลัง ก้าวพ้นประตูวังออกไป พี่เนื่องก็มายืนคอยอยู่แล้ว พลอยไม่ได้พบมานานความรู้สึกแรกที่บังเกิดในใจ ก็คือความดีใจที่พลุ่งขึ้นมา แทบจะทำให้พลอยวิ่งเข้าไปหา เหมือนเมื่อครั้งเป็นเด็กๆ พี่เนื่องพอเห็นพลอยก็ยิ้มออก รีบสาวเท้าเดินเข้ามาหา พอพบกันพี่เนื่องก็พูดขึ้นก่อนว่า

 

 

         "แม่พลอย ไม่ได้พบกันนานแทบจำไม่ได้ แม่พลอยสบายดีหรือ"

 

 

         "ก็ไม่ได้เจ็บไข้อะไร..." พลอยตอบด้วยเสียงเบาผิดปกติ ส่วนช้อยก็ขัดคอขึ้นว่า

 

 

         "คนบ้า ! ถ้าไม่สบายจะออกมาถึงนี่ได้เที่ยวหรือ"

 

 

         พลอยนึกขอบใจช้อยที่ช่วยพูดจาด้วยคารมเหมือนเมื่อก่อน ทำให้พลอยหายเก้อลงไปถนัด

 

 

         "แกซีบ้า ยายช้อย !" พี่เนื่องหัวเราะตอบน้องสาว "ยิ่งโตก็ยิ่งบ้าขึ้นทุกวัน แม่พลอยอยู่ด้วยกัน ไม่รำคาญบ้างหรือ"

 

 

         พลอยหัวเราะ และช้อยก็กล่าวขึ้นทันควันว่า

 

 

         "โอ๊ยก็ยังงั้นซี ! ฉันติดโรคบ้ามาจากใครล่ะ" แล้วช้อยก็หันไปทางนางพิศแล้วพูดว่า

 

 

         "พิศ ฉันเป็นบ้าไปเสียแล้วละ พิศเป็นบ้าหรือเปล่า"

 

 

         นางพิศหัวเราะงอหาย วางหีบกับห่อลง แล้วก็ตอบว่า

 

 

         "บ้าเจ้าค่ะ ครบห้าร้อยจำพวกเลยเชียว"

 

 

         "ดีมาก" ช้อยพูด "งั้นเราก็ไปด้วยกันได้ ไปทางโน้นกันเถิดพิศ คุณอาสั่งมาให้ซื้อส้มกับน้อยหน่า ติดมือเข้าไปด้วย ปล่อยคนดีๆเขาคุยกันทางนี้ก่อนเถิด"

 

 

         เมื่อช้อยกับนางพิศเดินคล้อยไปแล้ว พี่เนื่องก็ถามเบาๆว่า

 

 

         "แม่พลอยเอาอะไรออกมาแยะเชียว"

 

 

         "ของฉันกับช้อยช่วยกันทำให้พี่เนื่องเอาไปหัวเมืองด้วย"

 

 

         "ดีจริง" พี่เนื่องว่า แล้วก้มลงดูของในหีบ ปากก็พร่ำบรรยายว่าถูกใจไปทุกอย่าง เมื่อแก้ห่อผ้าห่มออกดู พี่เนื่องก็มองดูหน้าพลอย แล้วถามเกือบเป็นเสียงกระซิบว่า

 

 

         "แม่พลอย แพรผืนนี้ใหม่หรือว่าแม่พลอยเคยห่มแล้ว"

 

 

         "ถามอะไรก็ไม่รู้" พลอยพูดแล้วเมินหน้าไปทางอื่น

 

 

         "ฉันถามจริงๆ น่าบอกหน่อยเถิด" พี่เนื่องออก "ถ้าแม่พลอยห่ม แพรผืนนี้ก็มีราคามาก"

 

 

         พลอยพยักหน้าแล้วก็ก้มลงมองดิน ไม่ยอมสบสายตาพี่เนื่องอีกต่อไป

 

 

         "พลอย" เสียงพี่เนื่องกระซิบที่ข้างหู "แพรเพลาะผืนนี้ ฉันจะห่มไปจนตาย ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนๆ ฉันจะยอมให้ห่างตัวฉันเลย"

 

 

         พลอยรู้สึกใจหวิวๆ ตัวเบาเหมือนกับลอยอยู่ เสียงพี่เนื่องพูดต่อไปว่า

 

 

         "พลอยครองตัวไว้ให้ดี ฉันไปไม่นานหรอก พอเป็นหลักฐานอีกหน่อยฉันจะกลับมารับ เราก็อายุยังน้อยอยู่ พลอยคอยฉันอีกหน่อยได้ไหม"

 

 

         "พลอยไม่ไปไหนหรอก" พลอยได้ยินเสียงตัวเองตอบพี่เนื่อง "ถ้าพี่เนื่องพูดจากับผู้ใหญ่ได้ พลอยจะไปไหนเสีย"

 

 

         "ผู้ใหญ่ของฉันท่านว่าให้รอไปก่อน เพราะทั้งฉันและพลอยยังเด็กนัก ท่านก็ว่าของท่านถูก แต่อกฉันจะแตก ตายอยู่แล้วละพลอย ฉันแทบจะรอไปไม่ไหวจริงๆ"

 

 

         พลอยนึกสงสารพี่เนื่องจับใจ ได้แต่ปลอบว่า

 

 

         "พี่เนื่องอย่าวิตกทางฉันเลย ทำอย่างไรเสียฉันก็ต้องรอพี่เนื่องจนได้"

 

 

         พลอยนึกอยู่บ่อยๆว่า ถ้าได้มีโอกาสพบพี่เนื่องสองต่อสอง หลังจากที่พี่เนื่องได้แสดงความรักให้ทราบแล้ว พี่เนื่องจะพูดจาใช้ถ้อยคำอย่างไร พลอยเคยนึกวิตกกังวลว่า คนที่รักกันนั้นจะพูดจากันอย่างไรถูก เคยอ่านแต่หนังสือประโลมโลก เช่นขุนช้างขุนแผน ตอนพลายแก้วพูดกับนางพิมก็นึกอายเสียล่วงหน้า ถ้าเผื่อพี่เนื่องเกิดพูดแบบนั้นขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าจะฟังได้อย่างไร แต่เมื่อมีโอกาสพบกันเข้าจริง พลอยก็คลายใจลงไปถนัด เพราะพี่เนื่องมิได้ใช้ถ้อยคำโลดโผนอย่างที่คาดหมายไว้ วิธีที่พี่เนื่องพูดจากับพลอย ก็คงเป็นกันเองเหมือนคนรู้จักกันมานาน จะผิดเพี้ยนกันบ้าง ก็ด้วยความเข้าใจระหว่างพี่เนื่องและพลอย ซึ่งมาบังเกิดขึ้นภายหลังเท่านั้น

 

 

         "แม่พลอยเป็นอย่างไรบ้าง" เสียงพี่เนื่องพูดต่อ "ไม่ได้พบกันเสียนาน ฉันคิดถึงเสียแย่ ช่างไปหมกตัวอยู่ได้ ไม่คิดถึงฉันบ้างหรือ"

 

 

         "ก็คิดถึงเหมือนกัน" พลอยตอบ "แต่ถ้าออกมาพบกันบ่อยนัก ฉันก็กลัวคนเขาจะว่าได้ ฉันก็ไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ของพี่เนื่องอย่างช้อย เราก็โตขึ้นด้วยกันแล้วไม่ใช่เด็กๆ เหมือนเมื่อก่อน ฉันจะทำอะไรเดี๋ยวนี้ต้องระวังตัว คนที่ขาไม่ค่อยชอบฉันก็มีอยู่ คนในวังนี้หูไวตาไว เรื่องราวอะไรที่ไม่เป็นเรื่องบางทีก็โจษจันกันไป ฉันก็ไม่อยากเป็นขี้ปากคนอื่นเท่านั้นแหละ"

 

 

         "ฉันก็เห็นใจแม่พลอยมาก" พี่เนื่องพูด "แต่ก็นั่นแหละ แม่พลอยก็ควรเห็นใจฉันบ้าง ชั่วชีวิตฉันตั้งแต่เด็ก มาจนโต ก็ไม่มีใครอื่น เห็นแต่แม่พลอยคนเดียวมาตั้งแต่เล็กๆ แต่แรกฉันเองก็ไม่รู้หรอก รักแม่พลอยเหมือนน้องในไส้ แต่อยู่ไปใจมันเปลี่ยนไปฉันมันคนใจเดียว ลงได้ปลงใจแล้วก็ไม่มีวันเปลี่ยน แม่พลอยจำไว้นะ"

 

 

         "ฉันเชื่อใจพี่เนื่อง ฉันเองก็ใจเดียวเหมือนกัน พี่เนื่องอย่าสงสัยเลย" พลอยตอบเบาๆ "แล้วคุณพ่อของพี่เนื่องท่าว่าอย่างไรบ้าง เรื่องตัวฉันน่ะ"

 

 

         "ท่านจะไปว่าอะไรได้ ท่านบอกว่าท่านรักแม่พลอยเหมือนลูก ส่วนที่เมื่อถึงเวลาแล้ว จะไปพูดจาทางผู้ใหญ่ ของแม่พลอยท่านว่า ทางเจ้าคุณพ่อของแม่พลอยก็คงไม่ขัด ทางเสด็จก็คงดีพระทัย แต่แล้วท่านก็ว่า ฉันยังเด็กนัก ให้รอไปอีกหน่อย ได้ดูลู่ทางตั้งเนื้อตั้งตัวเสียก่อน แล้วท่านจะจัดการให้"

 

 

         "ฉันก็คิดอย่างนั้นเหมือนกันแหละพี่เนื่อง" พลอยตอบด้วยความเบาใจ ที่พี่เนื่องมิได้เร่งรัด "ใจหนึ่ง ก็อยากจะตามใจพี่เนื่อง แต่อีกใจหนึ่งก็ยังกลัวๆ ชอบกล"

 

 

         "กลัวอะไรแม่พลอย" พี่เนื่องถาม

 

 

         "ก็ไม่รู้ คิดถึงเรื่องมีเหย้ามีเรือนแล้ว ใจคอหายชอบกล ฉันก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว เคยอยู่แต่กับผู้ใหญ่ ออกไปเป็นแม่เรือนจะทำได้แค่ไหน ก็นึกไม่ออก ถ้าพี่เนื่องไม่ถือคอยช่วยตักช่วยเตือนก็ดีไป ฉันกลัวพี่เนื่องจะเบื่อฉันเสียเท่านั้นแหละ"

 

 

         "โธ่ แม่พลอยพูดอะไรอย่างนั้น" พี่เนื่องมองดูพลอยเหมือนกับจะกลืนกินเข้าไป ด้วยสายตา "จะสงสัยฉัน ไปถึงไหน ถ้าฉันผ่าอกให้แม่พลอยดูได้ ฉันจะทำให้ดูเดี๋ยวนี้"

 

 

         "โอ๊ยฉันไม่อยากดูหรอก" พลอยหัวเราะ "นี่พี่เนื่องเจอะผู้หญิงที่ไหนก็คงพูดอย่างนี้ทุกคนไป ปากหวานดีนัก ยังกะอกเป็นส้มสูกลูกไม้ ผ่าออกให้กันดูได้ยังงั้นแหละ"

 

 

         "หาความแท้ๆทีเดียว" พี่เนื่องว่า "ฉันจะไปเที่ยวพูดกับผู้หญิงอื่นที่ไหน ไม่เคยสักที ว่าแต่ตอนที่ฉันไปหัวเมืองคราวนี้เถิด แม่พลอยจะลืมฉันเสียก็ไม่รู้"

 

 

         "ฮึ ! ยังกับว่าลืมกันได้ง่ายๆ" พลอยค้อยพี่เนื่องเสียเต็มรัก "ว่าแต่คนไปเถิด จะลืมเสียก่อนน่ะไม่ว่า เขาว่าผู้หญิงทางเหนือสวยเสียด้วย"

 

 

         "ฉันไม่มีตาจะมองใครหรอก แม่พลอย ตั้งแต่รู้จักผู้หญิงมา ก็มองแต่แม่พลอยคนเดียว"

 

 

 

 

 

บทที่ ๗ 

 

 

        วันคืนผ่านไปพลอยยังระลึกถึงพี่เนื่องอยู่มิรู้ลืม ของทุกอย่างที่เคยพบเห็นอยู่เป็นประจำนั้น ดูจะมีความหมายสะกิดใจให้คิดถึงพี่เนื่องไปทุกสิ่งทุกอย่าง ของเล็กๆน้อยๆใกล้ตัวซึ่งแต่ก่อนไม่มีความหมาย บัดนี้กลับกลายเป็นเครื่องเตือนใจให้คิดถึงคนรักไปสิ้น ผ้านุ่งผืนนั้น ผ้าห่มผืนนี้ เคยนุ่งเคยห่มออกไปหาพี่เนื่อง ผืนนั้นพี่เนื่องเคยชมว่าสวย ผืนนี้พี่เนื่องเคยล้อเล่น ทุกอย่างตั้งแต่ของเล็กไปจนถึงของใหญ่ จนในที่สุดสายลมที่พัดมาถูกตัว เม็ดน้ำฝนที่ปรอยลงมา พระอาทิตย์ พระจันทร์ ทุกอย่างกลายเป็นเครื่องหมาย ในหนทางแห่งชีวิต คอยเตือนให้ระลึก คอยชี้ทางให้ไปหาคนๆหนึ่งที่กลายเป็นชีวิต คนๆนั้นคือพี่เนื่อง

 

 

         พี่เนื่องหายไปเดือนหนึ่ง แม่ชั้นก็เข้ามาในวัง ถือชะลอมเข้ามาหลายใบ บอกว่าเป็นของที่พี่เนื่อง ฝากคนให้เอาให้ทางบ้าน พร้อมกับสั่งมาด้วยว่าให้แบ่งมาทางในวังบ้าง แม่ชั้นเข้ามานั่งคุยอยู่ทั้งวัน กลับไปเมื่อตอนใกล้ประตูวังจะปิด แม่ชั้นนั่งคุยถึงพี่เนื่องแล้วก็หัวเราะไปบ้าง ร้องไห้ไปบ้าง ส่วนมากก็คุยกันกับช้อยและคุณสาย ถึงแม้ว่าพลอยจะนั่งฟังด้วยความสนใจเป็นที่สุด พลอยก็ไม่กล้าออกปากถาม เพราะไม่อยากจะแสดงความสนใจนั้นออกมามากจนเกินไป

 

 

         แม่ชั้นเล่าถึงตอนที่ขึ้นไปส่งพี่เนื่องถึงบางปะอิน พี่เนื่องไปลงเรือของทหารจากที่นั่นต่อไปยังนครสวรรค์

 

 

         "ฉันใจจะขาดเสียให้ได้ทีเดียว" แม่ชั้นเล่า "หัวอกแม่เห็นจะเป็นอย่างนั้นทุกคนกระมัง ลูกเคยเลี้ยงมาในอก ถึงเขาจะโตเป็นหนุ่มเป็นนายทหารแล้ว ก็ยังเห็นเป็นเด็กอยู่นั่นเอง พอถึงคราวจะต้องทิ้งกันไปไกล ใจหายไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเสียเลย ฉันร้องไห้เหมือนกับว่าเขาจะเอาลูกไปฆ่า จนคุณหลวงเขาดุว่าฉันไปทำบ้า ให้ขายหน้าคนเขา แต่ก็นั่นแหละ ฉันใจคอไม่ดีตั้งแต่นั่งเรือไปด้วยกันจากกรุงเทพฯ แล้ว พอเรือเราไปจอดเทียบ เรือทหารที่เขามาคอยรับนั้นสิ ฉันจะอกแตกตายเสียให้ได้ทีเดียว

 

 

         แม่ชั้นหยุดหัวเราะขบขันตัวเองเสียพักหนึ่ง แล้วก็เล่าต่อ "ตอนนั้นมันช่างยุ่งกันเสียเหลือเกิน ฝนก็ตก อ้ายเรือก็โคลง ฉันก็เป็นคนกลัวเรือกลัวแพอยู่แล้ว พอพ่อเนื่องเข้ากราบลาที่ตัก จะลาข้ามเรือไป เลยปล่อยโฮใหญ่"

 

 

         "ร้องไห้รักลูกหรือร้องไห้กลัวเรือ" คุณสายถามขัดจังหวะขึ้น

 

 

         แม่ชั้นหัวเราะกิ๊กแล้วตอบว่า

 

 

         "ด้วยกันทั้งสองอย่างแหละแม่สาย ฝ่ายพ่อเนื่องก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมละ กราบพ่อแม่แล้วก็โดดข้ามเรือ ไปทีเดียว ข้าวของไม่นำพา ต้องช่วยกันส่งของชุลมุนไปหมด เด็กสมัยนี้มันแปลก จะไปไหนมาไหน ไม่เห็นมันห่วงข้าวห่วงของ เห็นห่วงอยู่แต่ห่อของห่อเดียวเท่านั้น นั่งกอดอยู่กับตัวตั้งแต่ออกจากกรุงเทพฯ พอเปลี่ยนเรือก็ถือข้ามไปเอง ไม่ยอมให้ใครถือให้"

 

 

         "เอ๊ !" ช้อยร้องขึ้น "ห่ออะไรน่ะแม่"

 

 

         "เขาว่าห่อแพรเพลาะห่มนอน" แม่ชั้นตอบ "ไม่รู้ไปได้มาจากไหน ดูเป็นห่วงเป็นใยเสียจริงๆ ฉันก็นึกไม่ออก เหมือนกันว่าพ่อเนื่องเป็นคนขี้หนาวมาแต่เมื่อไร เมื่อเด็กๆขี้ร้อนออกจะตายไป ห่มผ้าให้เท่าไรก็ดิ้นหลุดหมด"

 

 

         ช้อยเมินหน้าไปมองฝา เห็นจิ้งจกเกาะอยู่ตัวหนึ่งก็หัวเราะด้วย

 

 

         "หัวเราะอะไรช้อย" คุณสายถามขึ้น

 

 

         "หัวเราะจิ้งจก" ช้อยตอบ

 

 

         "ไม่รู้ซีคะ หน้ามันน่าขันดี"

 

 

         "คนบ้า !" คุณสายขึ้นเสียง "เมื่อไรจะเลิกเป็นเด็กเสียทีก็ไม่รู้ ไม่รู้ว่าไปเอาโรคบ้ามาจากไหน จริงๆนะ"

 

 

         "เอามาจากฉันกระมั้ง" แม่ชั้นแก้แทนลูกสาว "ฉันเองบางทีก็นั่งหัวเราะคนเดียวไม่มีปี่มีขลุ่ยเหมือนกัน" แล้วแม่ชั้นก็เล่าถึงพี่เนื่องต่อไป

 

 

         พลอยนั่งก้มหน้านิ่งดูกระดาน ใบหน้านั้นร้อนวาบ และรู้สึกว่าจะแดงผิดสังเกต ใจหนึ่งนั้นภาวนาอย่าให้ตน แสดงอาการพิรุธจนคุณสายจับได้ อีกใจหนึ่งก็ได้แต่นึกถึงพี่เนื่อง... พี่เนื่อง ทูนหัวของพลอย พลอยรู้แล้วว่า พี่เนื่องรักพลอยจริง เพียงแพรเพลาะผืนเดียวที่พลอยเคยห่มแล้วยกให้ พี่เนื่องยังอุตส่าห์แยกถือไปต่างหาก มิให้ปะปนกับของอื่น พี่เนื่องนั่งกอดห่อแพรเพลาะ ตั้งแต่กรุงเทพฯ ถึงบางปะอิน บางทีก็จะนั่งกอดต่อไป จนถึงนครสวรรค์ ป่านนี้ วันนี้เวลานี้พี่เนื่องจะทำอะไรอยู่ที่นั่น จะมีเวลานั่งนึกถึงพลอยอย่างที่พลอย กำลังนึกถึงพี่เนื่องบ้างหรือเปล่า หรือว่าพี่เนื่องจะวุ่นวายกับราชการที่ต้องทำ เป็นนายทหารนี่ต้องทำอะไรบ้าง ก็ไม่รู้ พี่เนื่องเคยบอกว่าหัดทหาร เขาหัดกันอย่างไรพลอยก็ไม่เคยเห็น เขาว่าเป็นทหารก็ต้องไปรบ รบกันก็ต้องฆ่ากัน พี่เนื่องจะต้องไปรบบ้างหรือไม่ ต้องไปฆ่าคน คนอย่างพี่เนื่องแสนที่จะน่ารัก แสนที่จะใจดี จะไปฆ่าใครได้ หรือคนอื่นเขาจะฆ่าพี่เนื่อง แสงสว่างในห้องดูจะสลัวไป เมื่อนึกถึงตอนนี้ ถ้าพี่เนื่องเป็นอะไรไป พลอยจะทำอย่างไร เอาอีกแล้ว น้ำตาเอ๋ย เริ่มจะไหลรินออกมาแล้ว ต้องซ่อนไม่ให้ใครเห็น..."

 

 

         "แม่พลอยเป็นอะไรไป" ช้อยถามขึ้นดังๆ ทำให้พลอยสะดุ้ง

 

 

         "เปล่า" พลอยรีบตอบ

 

 

         "นี่อะไรก็ไม่รู้" คุณสายดุช้อย "เขาก็นั่งของเขาดีๆ ถามเสียตกอกตกใจ"

 

 

         "ก็ฉันเห็นเขาเอาชายผ้าห่มขึ้นซับหน้า" ช้อยเถียงแล้วก็ยิ้มมาทางพลอย "ถามดูเผื่อเป็นอะไรไม่สบาย จะได้ช่วยกันแก้ไข"

 

 

         แม่ชั้นหันมามองหน้าพลอยแล้วก็อมยิ้ม เหมือนจะรู้ความอะไรอยู่บ้าง แต่ก็พูดอย่างอารมณ์ดีตามเคยว่า

 

 

         "แม่พลอย ช้อยมันกวนนักก็ทุบมันเข้าเถิด ฉันไม่ว่าหรอก"

 

 

         "เอ๊า ! แม่ก็เป็นเสียอย่างนี้แหละ" ช้อยประท้วงขึ้นอย่างร่าเริง "เมื่อฉันยังเด็กๆ ก็คอยแต่หนุน ให้คุณอาเฆี่ยน เดี๋ยวนี้ถึงหนุนให้แม่พลอยทุบแล้ว ถ้าเผื่อฉันตายไปแม่จะทำยังไงนะ ฉันอยากรู้นัก"

 

 

         แม่ชั้นนั่งเคี้ยวหมากอมยิ้มมองดูพลอยอีกครู่หนึ่ง หยิบกระโถนมาบ้วนน้ำหมากช้าๆ ตายังมองดูพลอย แล้วก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นชุ่มชื่นเข้าไปถึงในหัวใจพลอยว่า

 

 

         "ถึงช้อยตายแม่ก็ยังมีพลอยอีกคนหนึ่ง ที่แม่รักเหมือนกับลูกในไส้ จะมีเสียอยู่ก็ที่ลูกของแม่จะน้อยลงไป คนหนึ่งเท่านั้น ที่มีอยู่เดี๋ยวนี้ยังไม่มากพอที่จะให้แม่รักได้เลย ความรักของแม่ยังมีเหลือไว้ ให้หลานที่จะเกิดต่อไป อีกมาก" 

 

 

         คำพูดของแม่ชั้น เหมือนกับมีใครเอาน้ำเย็นใสสะอาดมาชโลมที่หัวใจ พลอยรู้แน่ว่าแม่ชั้นต้องรู้เรื่องระหว่าง พี่เนื่องและตน แต่ด้วยความใจดี กลัวพลอยจะอาย แม่ชั้นจึงทำไม่รู้เรื่องเสีย แต่ก็พยายามพูดเป็นปริศนาให้พลอย เข้าใจว่า แม่ชั้นมิได้มีความรังเกียจในตัวพลอยเลย ตรงกันข้ามแม่ชั้นกลับพร้อมแล้วที่จะรับพลอยไปเป็นสะใภ้ พร้อมแล้วที่จะมอบความรักของแม่ให้โดยสมบูรณ์ เหมือนกับว่าพลอยเป็นลูกของแม่ชั้นอีกคนหนึ่ง พลอยรู้สึกตื้นตันในคำพูดของแม่ชั้น ถ้าทำได้ในขณะนั้น ก็แทบจะเข้ากอดแม่ชั้นเสียให้เต็มรัก แต่เมื่อทำไม่ได้ ก็ได้แต่ยิ้มกับแม่ชั้น แล้วพยายามบอกด้วยสายตาว่า พลอยขอบใจและเห็นใจแม่ชั้นเป็นที่สุด

 

 

         "เอ๊อ ! ฉันก็เพิ่งจะรู้" เสียงช้อยร้องตอบแม่ของตนดังขึ้น "เดี๋ยวนี้ฉันเกิดมีลูกแม่เดียวเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่งแล้ว ว่าไงพลอย เราลูกแม่เดียวกันแล้วนะ"

 

 

         "เอาใหญ่แล้วนะช้อย ! พูดอะไรก็ไม่รู้ เรื่องไม่เป็นเรื่อง"

 

 

         คำพูดของคุณสายก็มีความหมายลึกซึ้งเช่นเดียวกันว่า คุณสายรู้เรื่องของพลอยและพี่เนื่องเป็นอย่างดี และเมื่อรู้แล้วคุณสายก็มิได้ห้ามปราม แต่เมื่อยังไม่ถึงเวลา คุณสายก็ยังไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้ และไม่ยอมให้คนอื่นๆ พูดถึงเหมือนกัน

 

 

         แม่ชั้นนั่งคุยต่อไปจนเย็น แล้วก็ลุกขึ้นกระวีกระวาดเก็บข้าวของจะกลับบ้าน ก่อนจะกลับแม่ชั้นก็หยิบ กระเป๋าหมากมาค้นดูอะไรต่ออะไร แล้วอุทานว่า 

 

 

         "ตายจริงช้อย ! แม่เกือบลืมไป พ่อเนื่องเขาฝากหนังสือมาให้ช้อยฉบับหนึ่งอยู่นี่เอง"

 

 

         แล้วแม่ชั้นก็หยิบหนังสือจดหมายยื่นให้ช้อยซองหนึ่ง พลอยคอยมาตั้งแต่เช้าจนบ่าย ว่าพี่เนื่องจะส่งข่าว คราวมาถึงตนอย่างไรบ้าง แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีเพราะแม่ชั้นไม่ได้พูดถึง พลอยก็ชักจะใจหายอยู่ครันๆ แต่คิดไปอีกที ก็โล่งในที่พี่เนื่องมิได้ส่งข่าวคราวผ่านคนอื่นมา ซึ่งจะต้องทำให้คนอื่นล่วงรู้ความในใจไปด้วย

 

 

         ช้อยรับซองจดหมายมาฉีกออกดู ดึงกระดาษในซองออกดูหน่อยหนึ่ง แล้วก็ซุกกลับเข้าไปไม่ว่ากระไรอีก เมื่อถึงเวลาแม่ชั้นกลับบ้าน ทั้งพลอยและช้อยก็เดินไปส่งจนถึงประตูวัง

 

 

         ระหว่างที่เดินกลับตำหนัก พลอยก็อดใจไว้ไม่อยู่ต้องเอ่ยปากถามช้อยขึ้นว่า

 

 

         "ช้อย พี่เนื่องส่งข่าวมาว่าอย่างไรบ้าง"

 

 

         ช้อยหัวเราะ แล้วดึงกระดาษในซองจดหมายออกมาให้ดู ในซองนั้นมีกระดาษแผ่นหนึ่ง ซองจดหมาย ปิดผนึกอีกซองหนึ่ง บนกระดาษนั้นมีข้อความเขียนไว้ว่า

 

 

 

 

 

ยายช้อย

 

 

         ขอให้ส่งซองนี้ให้แม่พลอยด้วย พี่มาถึงนครสวรรค์แล้ว สบายดี

 

 

 

 

 

เนื่อง

 

 

 

 

 

         ช้อยหัวเราะอย่างขบขันแล้วพูดว่า

 

 

         "จดหมายของฉันมีเท่านี้เอง ของแม่พลอยบางทีจะมีมากกว่านี้กระมัง ไหนพลอยเปิดออกดูทีหรือ" แล้วช้อยก็ทำท่าจะเปิดซองจดหมายของพี่เนื่อง ที่มีมาถึงพลอยออกอ่าน 

 

 

         พลอยรีบดึงจดหมายมาจากช้อยทันที พร้อมกับร้องว่า

 

 

         "โธ่ ! ช้อยก็"

 

 

         ช้อยปล่อยให้พลอยดึงจดหมายมา โดยไม่ยื้อแย่งหัวเราะกับพลอยอย่างอารมณ์ดีแล้วก็พูดว่า

 

 

         "แม่พลอยก็เอะอะไปได้ ฉันล้อเล่นเท่านั้นแหละไม่อยากอ่านจริงๆหรอก ถ้าฉันอยากอ่าน ฉันมิอ่านเสียก่อน แล้วหรือ"

 

 

         พลอยนิ่งไม่พูดว่ากระไร เดินกำจดหมายพี่เนื่องแน่นมุ่งหน้ากลับตำหนัก ด้วยความตื่นเต้นและความดีใจ ระคนกัน ความเสียใจพลาดหวังที่พี่เนื่องมิได้ส่งข่าวคราวมาให้หายไปสิ้น เหลือแต่ความขอบใจ ที่พี่เนื่องส่งข่าวมา อย่างแนบเนียน มิให้พลอยต้องกระดากหรืออาย และไม่ให้ใครรู้ความได้อีกนอกจากช้อยซึ่งรู้อยู่แล้ว

 

 

         ครั้นกลับมาถึงตำหนักแทนที่พลอยจะเปิดจดหมายพี่เนื่องออกอ่าน พลอยกลับเอาจดหมายนั้นซ่อนไว้ในตู้ เหมือนกับเป็นสมบัติอันมีค่า เพียงแต่รู้ว่าพี่เนื่องมีจดหมายมาถึง และจดหมายนั้นอยู่ในครอบครองของตนแล้ว จะเปิดออกอ่านเมื่อไรก็ได้ เท่าน้นก็ทำให้พลอยรู้สึกอิ่มใจไปทั้งคืน และจนรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พลอยก็ยังมิได้เปิดออกอ่าน

 

 

         วันนั้นตลอดวันพลอยรู้สึกว่าโลกมนุษย์นั้นช่างน่าอยู่เสียนี่กระไร จะมองดูสิ่งใดก็น่ารักน่าดูไปหมด แม้แต่คนที่เคยเห็นหน้ากันอยู่ทุกวัน ก็ดูรื่นเริงและสดสวยงดงามเกินกว่าปกติ พลอยทำการงานต่างๆในวันนั้น ตามที่เคยทำมา แต่ทำด้วยความกระฉับกระเฉงและเบิกบาน จนหลายคนต้องทักว่าเป็นอะไรไป เพราะพลอยเที่ยวทักทาย และพูดจาเล่นหัวกับใครต่อใครมากกว่าที่เคย แม้แต่เสด็จก็ยังทรงปรารภขึ้น ระหว่างเสวยว่า

 

 

         "นังพลอยมันกินอะไรเข้าไปก็ไม่รู้วันนี้ ดูหน้าตาผิวพรรณดีกว่าทุกวัน"

 

 

         ซึ่งทำให้ช้อยผู้ซึ่งหมอบอยู่ใกล้ๆ กับพลอยต้องก้มหน้าหัวเราะเสียจนเกินขนาด ทำให้เสด็จต้องกริ้วแหวว่า "นังช้อยก็กำเริบขึ้นทุกวัน" และพาลกริ้วเลยไปถึงคุณสายผู้เป็นอา และทรงลำดับวงศ์ตระกูลของช้อย ถอยหลังกลับขึ้นไปอีกหลายชั่วคน ถึงขั้นทวดและเทียด แต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่มีลักษณะห่ามบ้าง บอบ้าง กำเริบบ้างทั้งสิ้น เมื่อกลับลงมากินข้าวด้วยกันข้างล่าง คุณสายก็เทศนาอบรมช้อยต่อไปอีกนาน ซึ่งช้อยก็ใจเย็น นั่งเปิบข้าวกินไปฟังไปจนจบ เมื่อคุณสายเทศน์จบแล้วช้อยจึงสรุปความขึ้นเองอย่างน่าฟังว่า

 

 

         "ถ้าจะว่ากันไปจริงๆ การที่เข้ามาอยู่ในวังเป็นข้าหลวงเสด็จนี้ดี๊ดี ได้ความรู้แตกฉาน ฉันก็เพิ่งจะรู้วันนี้แหละ ว่าปู่ ย่า ตา ยาย ทวด เทียดฉันชื่ออะไรบ้าง แต่ก่อนไม่เห็นมีใครบอกฉันสักที"

 

 

         คืนวันนั้นตอนดึก หลังจากเสด็จเข้าบรรทมแล้ว โคมบนเฉลียงชั้นบนตำหนัก ยังเหลือจุดริบหรี่อยู่ อีกดวงหนึ่ง พลอยค่อยๆหยิบจดหมายพี่เนื่องออกจากตู้ เดินเบาๆขึ้นไปนั่งใต้แสงสว่างของโคมดวงนั้น แล้วก็เปิดจดหมายออกอ่าน

 

 

         เวลาเช่นนี้เป็นเวลาที่พลอยต้องการ สำหรับอ่านจดหมายจากคนที่กำหัวใจของพลอยไว้ เพราะเวลานั้นดึกสงัดไม่มีผู้ใดรบกวน ไม่มีกิจการใดเหลือที่จะต้องทำ พลอยต้องการทำหัวใจให้ว่าง จากสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น เพื่อจะได้ไม่มีเรื่องอื่นใดที่จะต้องคิด ขณะที่อ่านจดหมายนอกจากคิดถึงพี่เนื่องคนเดียว เมื่อเปิดผนึกจดหมายออกแล้ว พลอยก็ทอดอารมณ์ออกไปหาพี่เนื่องซึ่งอยู่ไกลแสนไกล ขณะนั้นในวังเงียบสวัด นานๆ ก็มีเสียงนกเค้าแมวร้องไกลๆสักครั้งหนึ่ง ข้อความในจดหมายนั้นมีอยู่ว่า

 

 

 

 

 

ถึงแม่พลอย

 

 

 

 

 

         ฉันมาถึงนครสวรรค์ได้หลายวันแล้ว ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย ถ้าจะให้ฉันพูดจริงๆ ว่าฉันมาถึงนครสวรรค์ได้อย่างไร ฉันก็เล่าไม่ถูก เพราะอาการมานั้นเหมือนคนใจลอย เมื่อฉันลาแม่พลอยมาวันนั้น ดูเหมือนว่าฉันจะไม่ได้เอาหัวใจกลับมาด้วย ถ้าแม่พลอยไม่ได้ถือเอาหัวใจฉันกลับเข้าวังไป มันก็คงตกเรี่ยเสียหาย อยู่หน้าประตูวังนั้นเอง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ขอให้แม่พลอยช่วยเมตตาออกไปเก็บมาไว้เสียกับตัว อย่าทิ้งหัวใจฉันไว้ให้คนเขาเหยียบเขาย่ำ ฉันจะไม่ลืมบุญคุณแม่พลอยเลย

 

 

         ถึงฉันจะไม่ได้พบแม่พลอยมานาน ถ้าจะนับป่านนี้ก็แรมเดือน ฉันก็ยังคิดถึงแม่พลอยอยู่ทุกลมหายใจ เข้าออก หลับตาลงทีไร ก็เห็นแต่หน้าแม่พลอยทีนั้น ไม่ว่าฉันจะไปถึงไหนหรือไปทำอะไร แม่พลอยก็ไปเที่ยวแอบแฝงอยู่ทั่ว บางเวลาฉันนั่งอยู่คนเดียว ก็แว่วได้ยินเสียงเหมือนแม่พลอยมาเรียก เผลอตัวขานรับไปก็มี ของที่แม่พลอยให้ฉันมานั้น ถึงแม่ว่าจะไม่มีราคาค่างวดอะไร ฉันก็ยังเก็บไว้กับตัวเสมอ แม่พลอยจำซองหมากพลู และผ้าเช็ดปากดอกจำปา ที่แม่พลอยส่งออกมาให้ฉันได้หรือไม่ เวลานานหนักหนาอยู่แล้ว แต่ฉันก็ยังเก็บไว้ ไปไหนก็เอาติดตัวไปด้วย ถึงแม้ว่าจะเหี่ยวแห้งเปลี่ยนรูปไปจนจำไม่ได้ แต่กลิ่นอาบอบร่ำของแม่พลอยยังคงอยู่ ฉันยังได้ดมคงชื่นใจอยู่ทุกวัน เหมือนกับมีแม่พลอยมานั่งอยู่ใกล้ๆ บางวันถ้าฉันเหนื่อยหรือร้อนหรือเหงา ฉันก็ได้แต่เร่งเวลาเร่งตะวันให้ค่ำลงเสียเร็วๆ เพื่อฉันจะได้เข้านอน แล้วก็ห่มแพรเพลาะที่เคยห่มตัวแม่พลอย มาครั้งหนึ่ง เวลานั้นฉันจะมีความสุขที่สุด เท่าที่คนไร้วาสนาอาภ้พอย่างฉันจะหาได้

 

 

         ฉันมาเห็นเมืองนครสวรรค์แล้ว จึงได้รู้ตัวว่าผู้ใหญ่ท่านคิดถูก เมื่อท่านบอกว่าให้ฉันรอไปก่อน เพราะหัวเมืองนั้นแสนยากลำบาก ผิดกับกรุงเทพฯ ดินฟ้าอากาศบทจะร้อนก็แสนร้อน บทจะหนาวก็แสนหนาว จะมองไปทางไหนก็มีแต่ป่า ผู้คนก็เป็นคนบ้านนอก พูดจากันไม่เข้าใจ บ้านช่องที่ฉันอยู่เวลานี้ก็แสนจะลำบาก เพราะเป็นบ้านชั่วคราวหลวงท่านปลูกขึ้น อาหารการกินก็กันดาร จะไปซื้อหาก็ต้องเดินไกลถึงปากน้ำโพ ฉันต้องให้เขาส่งปิ่นโตทุกวัน แต่ฝีมือคนหัวเมืองนั้นผิดปาก มีแต่เผ็ดกับเค็ม ฉันก็ต้องทนเอา ได้อาศัยของกิน ที่แม่พลอยให้มาเป็นเครื่องชูชีวิตไปวันหนึ่งๆ แต่แม่พลอยอย่าวิตกไปเลย ความลำบากความกันดารทำให้ฉัน เป็นผู้ใหญ่ขึ้นถนัดและมานึกดีใจว่า ฉันมิได้ใจเร็วด่วนได้พาแม่พลอยมาด้วย แม่พลอยเคยอยู่แต่ในรั้วในวัง มาโดนแดดโดนลมที่นี่เข้าจะทนไหวหรือ ฉันนึกอยู่ทุกวันว่า ฉันยอมตายเสียดีกว่า ที่จะพาแม่พลอยออกมาลำบาก

 

 

         เจ้านายท่านเคยบอกฉันไว้ว่า ท่านจะให้ฉันมาประจำการอยู่ที่นี่เพียงปีหนึ่งหรือสองปี แล้วก็จะได้ย้ายไปที่อื่นที่สบายกว่า ฉันก็จะอดใจรอไป ขอแต่แม่พลอยอย่าลืมฉันเสียก็แล้วกัน เราเคยพูดกันไว้ ว่าอย่างไรแม่พลอยคงจะยังจำได้ ฉันก็เชื่อถือไว้ใจแม่พลอยไม่ได้สงสัยกินใจ แต่ก็นั่นแหละ แม่พลอยอยู่ทางกรุงเทพฯ ฉันก็อดห่วงอดคิดถึงไม่ได้ เพราะที่กรุงเทพฯ มีลูกขุนน้ำขุนนางอยู่มาก แต่ละคนก็มีรูปสมบัติ คุณสมบัติ ทรัพย์สมบัติดีกว่าฉัน ถ้าแม่พลอยยังเห็นแก่ฉันอยู่ก็ขอให้รักษาตัวให้ดี ทางฉันนั้นแม่พลอยอย่างห่วงเลย อย่างไรก็คงอย่างนั้น

 

 

 

 

 

เนื่อง 

 

 

 

 

 

         พลอยอ่านจดหมายพี่เนื่องจบแล้ว ก็นั่งหลับตาพิงฝาอยู่อีกนาน แล้วก็ค่อยๆลุกขึ้นไปยืนที่หน้าต่างตำหนัก ยอดปราสาทและหลังคาตำหนักต่างๆ โผล่ขึ้นมาจากความมืด แสงไฟที่บนยังสว่างอยู่ แต่พลอยมองไม่เห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะสายตาที่ทอดออกไปนั้นมองข้ามออกไปไกลแสนไกล

 

 

         อีกหลายวันต่อมา พลอยจึงได้โอกาสคิดร่างจดหมายตอบพี่เนื่อง ความจริงจดหมายฉบับแรก ที่มาจากนครสวรรค์นั้น ได้กลายเป็นสรณะของพลอยในยามว่างหรือยามเหงา หรือแม้แต่จะไม่สบายใจมา ด้วยเรื่องใดๆก็ดี พลอยมักจะหยิบจดหมายพี่เนื่องออกมาอ่านแล้วก็อ่านอีกเสมอ และถึงแม้ว่าจะจำข้อความ และถ้อยคำได้ทุกตัวอักษร จดหมายนั้นก็รู้สึกว่ายังใหม่อยู่ทุกครั้งที่เอาออกมาอ่าน บางครั้งเมื่ออ่านแล้วก็มีความสุข บางครั้งก็มีความทุกข์ สุดแต่อารมณ์จะชักนำไป ยิ่งอ่านไปก็รู้สึกว่า ตัวเองรักพี่เนื่องมากขึ้นไปอีก และเมื่อรักพี่เนื่องมากยิ่งขึ้น พลอยก็ยิ่งรู้สึกว่าคนในโลกนี้มีจำนวนน้อยลง จนเกือบจะเหลือสองคนแต่พลอยกับพี่เนื่องเท่านั้น

 

 

         แต่อยู่มาวันหนึ่ง ช้อยก็มาบอกว่าแม่ชั้นสั่งเข้ามาว่า มีคนรู้จักเขาจะขึ้นไปนครสวรรค์ ถ้าทางช้อยและพลอย จะส่งของอะไรฝากขึ้นไปก็ให้เตรียมไว้ แล้วก็จะส่งคนเข้ารับเอาออกไปส่งรวมไปกับของทางบ้าน พลอยกับช้อยช่วยกันตระเตรียมของกินต่างๆ อย่างที่เคยทำมา คืนวันหนึ่งพลอยก็หาโอกาสนั่งเขียนจดหมาย ถึงพี่เนื่องเป็นเนื้อความสั้นๆว่า

 

 

 

 

 

ถึงพี่เนื่อง

 

 

 

 

 

         จดหมายที่พี่เนื่องส่งมาจากนครสวรรค์ฉันได้รับแล้ว ฉันดีใจที่พี่เนื่องไม่เจ็บไข้ แต่เมื่อได้ยินพี่เนื่องเล่ามาว่า ทางนั้นการกินอยู่กันดาร ฉันก็เป็นห่วง คราวนี้ฉันกับช้อยช่วยกันหาของกิน ที่รู้ว่าพี่เนื่องชอบส่งออกมาอีก ขอให้พี่เนื่องเก็บไว้ใช้ไว้กินตามสบายเถิด ขอให้พี่เนื่องรักษาตัวจงดี อย่าให้เจ็บไข้ ฉันมีความสุขสบายดี ใครๆก็บ่นคิดถึงพี่เนื่องทุกคน เมื่อไรพี่เนื่องจะได้เข้ากรุงเทพฯ บ้าง

 

 

 

 

 

พลอย 

 

 

 

 

 

         จดหมายเพียงเท่านี้เอง แต่พลอยนั่งคิดนั่งเขียนเสียจนดึก ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พลอยริมีหนังสือถึงผู้ชาย การริเล่นเพลงยาวนั้นก็ถือกันว่ามีความผิดน่าอับอายนักหนา ถ้าใครรู้ไป พลอยก็เรียกได้ว่าแทบจะเสียคน ไม่รู้จะเอาหน้าไปวางไว้ที่ไหน ฉะนั้นขณะที่เขียนพลอยก็ต้องแอบเขียนในเวลาสงัดคน ไม่ยอมให้ใครมาล่วงรู้ แต่ถึงอย่างนั้นขณะที่เขียนแม้มีเสียงแกรกกรากผิดปกติ พลอยก็จะสะดุ้งสุดตัว รีบซุกซ่อนกระดาษ กลัวใครจะมาเห็น ถ้อยคำและเนื้อความที่บรรจงเขียนลงไปนั้นก็ตรองแล้วตรองอีก มีความในใจหลายอย่าง มากมายสุดที่จะประมาณ ที่พลอยอยากจะเขียนพรรณนาให้พี่เนื่องได้รู้ได้เห็นโดยสิ้นเชิง แต่ข้อความเหล่านั้น ไม่สามารถจะเขียนลงไปได้ แม้แต่จะพูดกับพี่เนื่องด้วยปากก็ดูจะยากเย็นเสียแล้ว ถ้าพลอยจะระบายความในใจ ของตนลงไปในหน้ากระดาษให้สมใจคน หนังสือนั้นก็คงกินเนื้อกระดาษหลายสิบหน้า แทนที่จะเป็นเพียงสี่ห้าบรรทัด ครั้นจะไม่เขียนเสียเลยก็กลัวพี่เนื่องจะเสียใจว่าตนทอดทิ้ง จึงจำต้องเขียนแต่พองาม ใช้ถ้อยคำอย่างธรรมดาที่สุด ใครเห็นก็สุดที่จะว่าอะไรได้ และพลอยก็หวังเป็นที่สุดว่า พี่เนื่องคงจะเข้าใจความหมายจากหัวใจ ที่พลอยได้ใส่ไว้ระหว่างทุกบรรทัด

 

 

         แม่เขียนเสร็จพลอยก็ปิดผนึกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด แล้วก็นั่งเป็นทุกข์ว่าทำอย่างไร จึงจะให้จดหมายนั้น ถึงพี่เนื่องโดยไม่มีใครรู้ นั่งคิดนอนคิดว่าจะทำอย่างไรก็คิดไม่ตก จะซ่อนไปในหีบใส่ของก็ไม่กล้า เพราะของจะต้องผ่านมือหลายมือ เผื่อจดหมายนั้นไม่ถึงจะทำอย่างไร ในที่สุดพลอยก็ตกลงใจว่าไม่มีทางอื่น นอกจากจะสารภาพความจริงกับช้อย แล้วขอให้ช้อยช่วย เพราเป็นทางเดียวที่จะส่งจดหมายไปได้ โดยแนบเนียนที่สุด

 

 

         ถึงวันที่จะต้องส่งของออกไป พลอยก็ถามช้อยขึ้นว่า

 

 

         "ช้อยจะเขียนหนังสือส่งข่าวถึงพี่เนื่องบ้างไหม"

 

 

         ช้อยหัวเราะเกรียวกราวแล้วก็ตอบว่า

 

 

         "โฮ้ ! ฉันไม่เขียนหรอก ลายมืออย่างของฉันใครจะไปอ่านออก"

 

 

         "โธ่ ! เขียนหน่อยเถอะน่า สงสารพี่เนื่องแก" พลอยออด

 

 

         "ไม่เขียนละ" ช้อยยังดื้ออยู่ "ทำขนมส่งให้กินจนมือจะหักแล้ว ยังจะต้องหยิบกระดาษวาดอักษรถึงกันอีก"

 

 

         "ไม่ต้องเขียนมากหรอกช้อย สองสามตัวก็พอแล้วจะได้... อ้า ฉันจะได้ฝากของฉันไปด้วย"

 

 

         ช้อยหยุดหัวเราะทันที เปลี่ยนสีหน้ามามองพลอยอย่างเอ็นดู แล้วก็พูดเบาๆ แต่ด้วยน้ำเสียงที่เอาจริง เอาจังว่า

 

 

         "จะดีหรือพลอย ใครเขารู้เข้าจะน่าเกลียด พลอยอย่าเขียนไปดีกว่า"

 

 

         "ฉันไม่ได้เขียนอะไรที่ใครจะมาว่าได้หรอกช้อย" พลอยรีบตอบทันที แล้วก็หยิบหนังสือที่เขียนไว้ เอามาเปิดผนึกให้ช้อยอ่าน

 

 

         ช้อยรับหนังสือไปอ่าน ทำปากหมุบหมิบอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตอบว่า

 

 

         "ถึงงั้นก็เถอะ ใครเขาจะไปรู้ว่าพลอยเขียนไปว่าอะไร สักแต่เพียงส่งหนังสือไปถึงผู้ชาย มันก็ไม่ดีเสียแล้ว คนขนาดเราน่ะ จริงๆ นะพลอย ถึงพี่เนื่องแกจะเป็นพี่ฉันแท้ๆ ฉันก็ยังไม่ไว้ใจ เดี๋ยวจดหมายนี้หลุดไปถึงมือใคร เขาจะพูดกันไปต่างๆ เชื่อฉันเถิด ฉันมันคนบ้าคนหลังใครๆเขาก็รู้ แต่นานๆก็ขอพูดกันจริงๆสักครั้ง ฉันรักพลอยก็อยากให้พลอยดี เห็นอะไรที่จะทำให้พลอยเสียได้เพียงแต่น้อยฉันก็ต้องเตือน พลอยอย่าโกรธฉันนะ"

 

 

         พลอยรู้สึกทั้งรักทั้งเห็นใจช้อยในเจตนาดีที่มีต่อตน และเห็นจริงตามที่ช้อยพูด มือนั้นฉีกจดหมายพลางพูดว่า

 

 

         "ไม่ได้โกรธดอกช้อย ฉันเห็นใจ และได้คิดแล้ว"

 

 

         ช้อยยิ้มด้วยแล้วกล่าวว่า

 

 

         "เอายังงี้ดีกว่า วันนี้ฉันจะเล่นฤาษีแปลงสารสักที" แล้วช้อยก็ไปหยิบกระดาษมาเขียนจดหมายถึงพี่เนื่อง เป็นเนื้อความสั้นๆบอกทุกข์สุข ลงท้ายด้วยข้อความว่า "แม่พลอยเขาสั่งให้ฉันบอกมาด้วยว่า เขาคิดถึง" แล้วช้อยก็ส่งหนังสือให้พลอยดูถามว่า

 

 

         "เท่านี้ก็เห็นจะพอกระมัง" 

 

 

         พลอยพยักหน้ารับคำ เพราะประโยคที่ช้อยเขียนลงไปตอนท้ายนั้น ถึงจะสั้นและธรรมดาก็เป็นถ้อยคำ ที่บรรยายความในใจของพลอยโดยสิ้นเชิง 

 

 

 

 

 

บทที่ ๘ (หน้าที่ ๑)

 

 

        พลอยเคยได้รับการอบรมมาตั้งแต่เล็กว่า ผู้ชายนั้นมีอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือตน เมื่อเป็นเด็กก็อยู่ในอำนาจพ่อ มีเรือนก็อยู่ในอำนาจผัว ชีวิตนี้จะดีจะชั่วก็สุดแต่ผู้ชายจะบันดาลให้เป็นไป ผู้หญิงนั้นดูเหมือนจะเกิดมา เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ชาย ไม่มีวันที่จะไปมีอำนาจบังคับบัญชาใครได้ นอกจากบังคับบัญชากันเองอย่างที่ในวังนี้ นอกจากตำแหน่งท้าวนางเฒ่าแก่ในวัง ก็ไม่เคยปรากฏว่ามีผู้หญิงไปรับราชการงานเมืองที่ไหน ความรู้สึกแต่เดิม จึงมีอยู่ว่า โลกนี้เป็นโลกของผู้ชาย ผู้หญิงเป็นคนอาศัย และในฐานะคนอาศัยจึงต้องนบนอบเชื่อฟังเจ้าของบ้าน ตลอดไป การตั้งสมเด็จที่บนเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งทำให้ทุกคนต้องเรียกตามพระนามใหม่ว่า "สมเด็จรีเย็นต์" จึงเป็นการสะเทือนความรู้สึกในสิทธิ์ของเพศตน ที่สงบนิ่งอยู่ในตัวผู้หญิงมาหลายศตวรรษ ให้กลับฟื้นคืนชีพ เพราะได้ปรากฏแน่ชัดแล้วว่าขณะที่พระเจ้าอยู่หัวไม่อยู่นี้ ผู้หญิงเป็นผู้ครองแผ่นดิน โดยที่พระราชสวามีทรงมอบพระราชอำนาจไว้ให้ และได้ทรงเฉลิมพระราชอิสริยยศว่า "สมเด็จพระบรมราชินีนาถ" 

 

 

         ถ้าจะให้พลอยอธิบายทรรศนะใหม่ของตนในขณะนั้น ก็คงจะอธิบายไม่ได้ อาจบอกได้แต่ว่า คนเราเกิดมาก็เท่ากันไม่ว่าเป็นหญิงหรือเป็นชาย ตำแหน่งแห่งหนหรือกิจการต่างๆที่ผู้ชายทำได้ ผู้หญิงก็คงจะทำได้เช่นกันถ้าเป็นโอกาส พลอยนำความคิดนี้ไปคุยกับช้อย ซึ่งเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และประกาศออกมาด้วยความคะนองปาก ตามแบบของตนต่อหน้าคุณสายว่า

 

 

         "ที่นี้ฉันไม่กลัวผู้ชายอีกต่อไป"

 

 

         "ทำไม" คุณสายถามแล้วทำตาเขียว

 

 

         "อ้าว ! คุณอาไม่รู้หรอกหรือว่า เวลานี้ผู้หญิงเป็นผู้เจ้าแผ่นดิน !" ช้อยตอบอย่างองอาจ

 

 

         "เด็กเวร !" คุณสายร้องเกือบสุดเสียง "ทำพูดดีไปเถอะจะโดนมะพร้าวห้าวยัดปาก !"

 

 

         แต่อย่างไรก็ตามคุณสายก็คงจะต้องสังเกตเห็นว่าระหว่างเสด็จยุโรปปีนั้น ความสำคัญต่างๆ ได้ย้ายจากข้างหน้ามาอยู่ข้างใน และเวลาจะออกการออกงานไม่ว่าจะเป็นในโอกาสใด ข้างในดูเหมือนจะมีรัศมี แห่งความสำคัญนั้นมากกว่าข้างหน้า เพราะสมเด็จรีเย็นต์นั้นทรงดำรงอยู่ในฐานะที่สูงสุด ไม่มีข้างหน้าคนใด จะมาเสมอเหมือน และทุกวันก็เสด็จออกข้างหน้า เพื่อทรงราชการเช่นเดียวกับที่พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ

 

 

         ข้อแตกต่างที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่พลอยรู้สึกก็คือ ระหว่างที่เสด็จอยู่นั้น ถ้าหากเจ้านายจะขึ้นเฝ้า ก็ต้องขึ้นเฝ้าบนพระที่นั่งซึ่งดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่ระหว่างเสด็จไม่อยู่นั้นการขึ้นเฝ้าก็ไม่มี สมเด็จเสด็จลงที่สวนศิวลัย หรือที่เรียกว่าสวนเต่านั้นเกือบทุกวัน หลังจากที่ได้เสด็จขึ้นจากข้างหน้าแล้ว เจ้านายคุณจอมเฝ้าได้ที่สวนเต่า และเฝ้าอย่างสนิทสนมเป็นกันเอง มีการทรงกีฬาประเภทต่างๆ มีโครเกต์เป็นพื้น เสร็จแล้วก็ผลัดผ้าทรงลงสรง ในสระที่สวนเต่าทุกพระองค์ เป็นหน้าที่ของพลอยจะต้องหาเสื่อไปปู และนำแป้งน้ำอบ ตลอดจนเครื่องแต่ง พระองค์อีกชุดหนึ่งใส่พานไปที่นั่น นั่งรอจนกว่าเสด็จจะขึ้นจากสรงจะได้แต่งพระองค์ที่นั่น แล้วก็ประทับอยู่ที่ศาลา ในสวนเต่า จนถึงเวลาเสด็จขึ้นหรือเสวยที่นั่นทีเดียว

 

 

         ความจริง สมเด็จรีเย็นต์ทรงอยู่ในฐานะเป็นที่ยำเกรงของเจ้านาย ตลอดจนคนอื่นๆทั้งปวง ทำให้บังเกิดความรักเพิ่มเติมยิ่งขึ้นไปอีก พลอยได้ตามเสด็จเสด็จไปที่สวนเต่าเป็นนิจ จึงได้เฝ้าแหนใกล้ๆ ด้วยความรู้สึกทั้งรักทั้งเคารพบูชาและยำเกรงเป็นที่สุด ในขณะที่ทรงกีฬาก็ดี หรือขณะที่ลงสรงในสระ และประทับศาลาก็ดี มักจะมีการถ่ายพระรูปหมู่เนืองๆ เพื่อส่งไปทูลเกล้าฯ ถวายที่ยุโรป พลอยสนใจในกล้องถ่ายรูปนั้นมาก เพราะเป็นกล้องใหญ่ต้องดึงเข้าดึงออก และต้องขาหยั่งให้ได้ที่อยู่หลายตรลบ ต้องคลุมผ้าเปลี่ยนกระจกและอะไรต่ออะไรประดักประเดิดเต็มที ที่พลอยสนใจเป็นหนักเป็นหนัก ก็เพราะเคยนึกว่า การถ่ายรูปอย่างเอาจริงเอาจังนั้นเป็นเรื่องของผู้ชาย แต่คราวนี้ช่างภาพหรือช่างถ่ายรูปเป็นผู้หญิง ซึ่งตอบขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ด้วยว่าชื่อแม่สร้อยน้องสาวขุนฉายาฯ เป็นข้าหลวงตำหนักเสด็จพระองค์อรทัย ชาววังสมัยนั้น ก็เห็นจะรู้จักด้วยกันทุกคน

 

 

         ระหว่างเสด็จยุโรปเป็นเวลาหลายเดือนนั้น ชีวิตของพลอยก็ยังดำเนินไปเป็นปกติ กำหนดเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนครนั้น ตกในฤดูหนาวปี ร.ศ. ๑๑๖ นั้นเอง มีข่าวเลื่องลือกันไปหนักหนาว่า งานรับเสด็จกลับคราวนี้ จะกระทำกันเป็นการมโหฬารสนุกสนานยิ่งกว่างานใดๆ ที่ได้เคยเห็นกันมา พลอยขณะนั้นก็เพิ่งอายุ ๑๖ ปีเศษ บางเวลาความรักและความทุกข์ ที่ต้องพลัดพรากจากคนรักอาจจะทำให้ มีความรู้สึกเป็นผู้ใหญ่ แต่ความตื่นเต้นเร้าใจที่จะได้เที่ยวดูงานให้สนุกสนาน ก็กลับทำให้ในเป็นเด็กลงไปได้ อีกเหมือนกัน ฉะนั้นยิ่งใกล้วันเสด็จกลับ พลอยก็ไม่มีใจจะนึกถึงเรื่องอื่น นอกจากงานรับเสด็จ คนทั้งวังก็ดูเหมือน จะนึกและพูดกันอยู่ด้วยเรื่องเสด็จกลับแต่เรื่องเดียว ภาระของชาววังขณะนั้นก็มีแต่เครื่องแต่งตัว งานคราวนี้เป็นงานออกหน้าออกตา ต้องตัดเสื้อกันใหม่หลายๆตัว สำหรับใส่ได้ตลอดงานไม่มีซ้ำ ใครมีฝีมือรับจ้างตัดเสื้อก็ต้องเร่งทำงานทั้งกลางวันกลางคืน ค่าจ้างตัดแต่ก่อนนั้นสำหรับเสื้ออย่างดี โบว์ยิบไปทั้งตัว แขนพองเป็นขาหมูแฮม ตัวหนึ่งก็ตก ๒๐ - ๓๐ บาท แต่พอจวนงานก็ขึ้นไปเป็น ๔๐ - ๕๐ บาท คนยังกล้าตัด ผ้านุ่งยกผ้านุ่งไหมก็ถูกขนเข้ามาขายในวังกันเป็นประจำ คนเดินเข้าออกทุกวันไม่มีหยุดหย่อน

 

 

         ช้อยกับพลอยกลับไปเป็นเด็กอีกหนหนึ่ง ตื่นเต้นเหมือนกับเมื่อครั้งเที่ยวงานโสกันต์ วันไหนถ้าไม่มีกังวล อยู่ด้วยเรื่องเครื่องแต่งตัว ก็พากันเดินไปดูทางสวนเต่า ซึ่ง ณ ที่นั้นได้มีการปลูกโรงละคร และปลูกพลับพลากัน อย่างเร่งรีบ เรื่องที่พูดกันอยู่ไม่ขาดปากก็คือละครรำ ซึ่งเจ้าคุณจอมมารดา คุณจอมมารดาในรัชกาลที่ ๕ และบรรดาท้าวนางได้คุมกันขึ้น เพื่อเล่นถวายตัวในงานสมโภชรับเสด็จ พลอยเคยได้ยินแต่แก่ๆเล่าให้ฟังว่า ท่านผู้นั้นผู้นี้รำงามเป็นหนักเป็นหนา แต่ก็เกิดไม่ทันได้เคยเห็น เพราะแต่ละท่านก็สูงทั้งอายุและฐานะเสียแล้ว เมื่อพลอยเข้ามาอยู่ในวัง แต่คราวนี้เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต ที่พลอยจะมีโอกาสได้ชมละครรำชั้นสูง ถึงเพียงนั้น

 

 

         ครั้นเมื่อถึงเวลาเสด็จกลับเข้าจริง งานการที่มีรับเสด็จนั้น ก็เป็นการมโหฬารและสนุกสนานเกินกว่าที่คาด พลอยเที่ยวงานเสียจนเกือบจะเรียกได้ว่าลืมสิ่งอื่นๆ ทั้งหมดแม้แต่พี่เนื่อง ขณะนั้นเป็นกลางฤดูหนาว การเดินเที่ยวเตร่ดูงาน จึงสดชื่นไม่มีเหน็ดเหนื่อย งานรับเสด็จนั้นมีทั้งนอกวังและในวัง งานที่มีนอกวังนั้นดูเหมือน จะมีทั่วพระนคร แต่ที่พลอยจำได้ติดตาก็คือโขลนกลางแปลงที่ท้องสนามหลวง โขนกลางแปลงนั้นมีกลางคืน ท้องสนามหลวงจึงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสว่างไสว ดูสวยงามแทบจำไม่ได้ โขนคืนนั้นจับตอน พระรามเข้าเมือง มีการสมโภชต้อนรับพระรามคืนเมืองอโยธยา ในท้องสนามนั้นตกแต่งเป็นบ้านเมือง ปราสาทราชฐานมีต้นไม้ภูเขากระทบด้วยแสงไฟ ดูเหมือนกับเมืองเนรมิตรหรือเมืองในฝัน เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ขึ้นประทับบนพลับพลาแล้ว งานก็เริ่มด้วยข้าราชการเดินกระบวนถือเทียนในความมืด ดูเหมือนกับงูตัวมหึมา ที่มีเกล็ดเป็นไฟ เมื่อเสร็จการถวายพระพรจบลงด้วยการโห่ ๓ ลาแล้ว โขนกลางแปลงจึงลงโรง มีพลยักษ์ พลลิง ในกองทัพพระรามยาวสุดตา แล้วจึงถึงราชรถพระราม และรถบุษบกกษัตริย์อื่นลากจูงมาเป็นแถวแนว สีทองกระทบแสงไฟเป็นประกายระยับ

 

 

         งานข้างในที่พลอยนึกได้ทีหลังเมื่อเวลาล่วงเลยมานาน ก็คือวันที่เด็กนักเรียนเล็กๆ เข้ามาถวายพระพร และมีงานเต้นรำ เด็กผู้ชายเล็กๆน่าเอ็นดูมาจากโรงเรียนราชวิทยาลัย ที่บ้านสมเด็จฟากข้างโน้นเข้ามาสมทบ กับเด็กผู้หญิงขนาดเดียวกันจากโรงเรียนสุนันทาลัย ปากคลองตลาด ทุกคนแต่งกายแฟนซีแบบต่างๆ เป็นฝรั่งก็มี เป็นไทยก็มี เป็นจีนก็มีสุดที่จะจดจำ เมื่อนักเรียนมาพร้อมกันแล้วก็ตั้งขบวนแห่ ที่หน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เดินเข้าประตูย่ำค่ำไปยังสวนศิวาลัย ซึ่งได้ปลูกพลับพลาและโรงละครไว้เสร็จแล้ว พระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นพลับพลา แล้วมีการเลี้ยงนักเรียน วันนั้นเป็นวันแรกที่พลอยได้เห็นการเต้นรำแบบฝรั่ง นักเรียนหญิงกับนักเรียนชายจับคู่กัน เต้นรำกลางสนามหน้าพลับพลา เข้ากับจังหวะแตรวงที่เล่นเพลงเต้นรำเรียกว่า เพลงล้านเซอร์ และ เซอร์โรเยอร์ ช้อยซึ่งนั่งดูอยู่ใกล้ๆ กันกระซิบบอกว่า

 

 

         "พลอยรู้ไหม ที่เมืองฝรั่งนั้นคนหนุ่มคนสาวเขากอดกันเต้นรำแบบนี้"

 

 

         "ไฮ้ ! ฉันไม่เชื่อหรอก ช้อยเอาอะไรมาว่า" พลอยตอบ "เด็กๆเต้นอย่างนี้ก็น่ารักน่าเอ็นดูดี คนโตๆแล้ว จะไปเต้นอย่างไรได้ ผู้หญิงกับผู้ชายเต้นด้วยกันละก็ขายหน้าแย่ทีเดียว"

 

 

         "อ้าว จริงๆนะพลอย" ช้อยยืนยัน "ฝรั่งเขาไม่ถือกันหรอก คนเขาเล่าให้ฉันฟังว่า เขาเห็นฝรั่งกับแหม่ม เต้นรำที่วังบูรพา เขาแอบดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ต้องเลิก เขาว่าเขาอายดูไม่ได้"

 

 

         "ตายจริง" พลอยบ่น "ถ้าอย่างนั้นฉันก็ดีใจที่ไม่ได้เกิดมาเป็นแหม่ม ใครให้ฉันออกไปเต้นอย่างนี้กับผู้ชาย ฉันตายเสียดีกว่า"

 

 

         ถ้าใครจะบอกพลอยขณะนั้น ว่าจะได้มีอายุมาถึงได้เห็นลูกหลานของตนเต้นรำในแบบที่ยิ่งกว่านั้น ในวันหนึ่งข้างหน้า พลอยก็คงจะไม่ยอมเชื่อเป็นอันขาด

 

 

         ครั้นถึงคืนวันที่ชาววังคอยอยู่เป็นหนักเป็นหนา ที่จะได้ชมละครรำชั้นสูงสุดมาถึง พลอยก็ได้ตามเสด็จ ไปยังโรงละครที่สวนศิวาลัย ด้วยความดีใจสุดที่จะพรรณนาได้ ละครคืนนั้นน้อยคนจะได้เห็น เพราะท่านผู้แสดง เป็นเจ้าคุณจอมมารดา และเจ้าจอมมารดา มีพระราชโอรสธิดาเจ้านายชั้นสูงในราชตระกูล จึงไม่โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดได้มีโอกาสเข้ามาชมละครรำนั้น นอกจากเจ้านายและคนในวังแท้ๆ แม้แต่พลอยเองก็ได้แต่หมอบดูอยู่ห่างๆ ด้วยความยำเกรงเป็นที่สุด

 

 

         คืนนั้นมีการแต่งแฟนซี และรับพระราชทานเลี้ยงก่อนแสดงละคร เจ้านายและเจ้าจอมบรรดาผู้ที่ไปในงานนั้น แต่งกายสวยงามพิสดารแบบแปลกตาทุกท่าน บางท่านแต่งเป็นแขกดำ บางท่านแต่งเครื่องฮองเฮา จากราชสำนักเมืองจีนอย่างเต็มยศ บางท่านแต่งเป็นเร็ดไรดิงฮู๊ด จากเทพนิยายฝรั่ง บางท่านแต่งเป็นนางละเวง นางพระยาฝรั่งจากเรื่องพระอภัยมณี นอกจากนั้นยังมีอีกมากมายหลายแบบ พลอยจำได้เท่าที่สนใจจะดู เมื่อเสร็จการเลี้ยงแล้ว พิณพาทย์จึงโหมโรง เจ้าคุณจอมมารดาจุดเทียนเครื่องสังเวย มีการรำเชิญพวงมาลัย และช่อดอกไม้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย แล้วจุดเทียนเครื่องทองน้อยครบ ตามวิธีเบิกโรงละครหลวง

 

 

         ละครคืนนั้นเล่นเรื่องอิเหนา ตอนอิเหนาเข้ากรุงดาหาไปจนถึงตอนใช้บน เพื่อให้เข้ากับเรื่องเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนคร บรรดาท่านที่ออกรำในคืนนั้น ล้วนแล้วแต่สูงด้วยเกียรติ และอายุ ตั้งแต่ท้าวดาหา นางประไหมสุหรี มะเดหวี อิเหนา บุษบา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่เป็นชั้นเจ้าจอมมารดาทั้งสิ้น มีที่ไม่ถึงชั้นนั้นอยู่คนเดียว คือตัวจรกา แต่ก็เป็นชั้นคุณเฒ่าแก่ ตัวเอกในเรื่องที่เยาว์วัยที่สุดเห็นจะได้แก่ ท่านพระองค์ชายเล็ก ซึ่งทรงแสดงเป็นสีหยาตรา และตามความจริงเป็นหลานย่า ของท่านผู้แสดงเป็นตัวอิเหนา กระบวนรำ และศิลปชั้นเชิงของละครคืนนั้น สุดที่จะพรรณนาได้ถูก เพราะท่านผู้แสดงแต่ละคนมีศิลปสูงเยี่ยม เป็นชั้นครูบาอาจารย์อยู่แล้ว เมื่อประกอบด้วยความตั้งใจแสดงจนสุดฝีมือ เพื่อสนองพระเดชพระคุณ และด้วยความรู้สึกของแต่ละท่านว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสที่จะได้ออกโรงเป็นครั้งสุดท้าย ท่านเหล่านั้นจึงได้เก็บ ทั้งฐานันดรและวัยอันสูงของท่านไว้ทางหนึ่ง คงปล่อยให้ศิลปแต่อย่างเดียวเข้าครองอารมณ์ และความเคลื่อนไหว ของท่านตลอดการแสดง พลอยได้ชมละครคืนนั้นแล้ว ก็จำติดตาไปตลอดชีวิต ต่อมาถึงจะได้ดูละครอีกหลายครั้ง หลายหนก็ไม่เคยเห็นครั้งใดเท่าเที่ยมครั้งนั้น

 

 

         นอกจากเรื่องละคร ซึ่งเป็นเรื่องที่ลือไปอีกนานในวังแล้ว คืนนั้นยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นใหม่อีกอย่างหนึ่ง ที่มิได้เคยพบเห็นมาแต่ก่อน ธรรมดาคนในวังทุกคน และถ้าจะว่าไปแล้วก็คนไทยทั่วประเทศ ในขณะนั้นถือกันว่าเครื่องต้นราชูปโภคทุกอย่างเป็นของสูง ควรแก่การเคารพกราบไว้ ไม่มีใครอาจไปร่วมของเหล่านั้น พระสุพรรณภาชน์ คือภาชนะสำหรับใส่เครื่องต้นพระกระยาหารก็เป็นของสูง อีกอย่างหนึ่งไม่มีผู้ใดจะใช้ได้ เป็นของสำหรับพระเจ้าอยู่หัวแต่พระองค์เดียว แต่ในคืนนั้นก่อนจะมีละคร ได้มีการเลี้ยงบรรดาท่านที่ไปในงาน โดยจัดสำรับใส่กับข้าวไว้สำรับหนึ่งกินได้สองคน ก่อนมีการเลี้ยง ได้มีพระราชดำรัสว่าให้ทุกคนบรรดาที่ไปในงานนั้น มีความเสมอภาคเท่ากัน จึงให้จับฉลากเข้านั่งที่สำรับ สลากของใครตรงกับของผู้ใด ก็เข้านั่งร่วมรับพระราชทานเลี้ยงที่สำรับเดียวกัน ไม่ต้องถืออิสริยยศสูงต่ำ คืนนั้นคุณมอญพนักงานจับสลากที่นั่งได้ร่วมพระสุพรรณภาชน์ รับพระราชทานเลี้ยงเฉพาะต่อพระพักตร์ พระเจ้าอยู่หัวสำรับเดียวกัน

 

 

         เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนพูดกันมาก ถ้าจะเรียกด้วยภาษาที่ขณะนั้นยังไม่มีใครนึกถึง ก็ต้องเรียกว่าเป็นการ ปฏิวัติราชประเพณี ที่ถือกันมามิรู้กี่ร้อยกี่พันปี พากันโจษจันไปต่างๆ ส่วนมากนั้นไปในทางเพิ่มพูนพระบารมี ที่มิได้ถือพระองค์ แต่ได้ลดพระองค์ลงมาเท่าเทียมเสมอภาคกับคุณพนักงาน เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้พลอย รู้สึกอัศจรรย์ใจอยู่ครันๆ และมีความรู้สึกเหมือนกับว่าตนกำลังยืนอยู่ ณ ขอบเขตแห่งของใหม่ๆ ซึ่งกำลังเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นต่อไป ผู้ใหญ่หลายคนปรารภกันถึงเรื่องของใหม่ยุคใหม่เหล่านี้ ด้วยความเป็นห่วง ไม่แน่ใจว่าจะร้ายหรือดี แต่ส่วนมากก็เชื่อถือว่าสิ่งใดถ้าเป็นพระราชดำริแล้ว สิ่งนั้นย่อมจะต้องเป็นของดี นำมาซึ่งสิริมงคลเสมอ ฉะนั้นคุณพนักงานซึ่งได้รับเกียรติยศสูงยิ่ง ได้ร่วมพระสุพรรณภาชน์ จึงมิได้มีผู้ใดทายทัก ไปในทางอื่น นอกจากทางที่เป็นสิริมงคล

 

 

         แต่แล้วก็มิใช่ใครอื่นนอกจากช้อย ซึ่งมาสรุปความให้พลอยฟังอย่างแปลกประหลาด พิสดารยิ่งกว่าคนอื่นๆ ทั้งสิ้น วันหนึ่งเมื่อคุยกันถึงเรื่องนี้ ช้อยก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "ฉันสงซ้านสงสารคุณพนักงานคนนั้น"

 

 

         "ทำไมเล่าช้อย" พลอยถาม

 

 

         "คงไม่สนุกและกินข้าวไม่อร่อยเต็มที่ ต้องทนหิวเอามื้อหนึ่ง" ช้อยตอบ

 

 

         งานรับเสด็จคราวนั้นมีอยู่นานหลายวัน พลอยได้ยินข่าวงานสมโภชที่โน่นที่นี่ จากหลายกระแส สุดที่จะจดจำได้ และในวันนั้นเองพลอยได้พบกับคุณเชย พี่สาวที่ได้เคยเล่นหัวกันมาที่บ้าน หลังจากมิได้พบกัน มาหลายปี คุณเชยเข้ามาเที่ยวงานและเข้ามาค้างกับญาติในวัง โดยมิได้บอกให้พลอยรู้ล่วงหน้าไว้ก่อน แต่ในวันที่มาถึงนั้นเอง คุณเชยก็ตรงมาหาที่ตำหนักทีเดียว

 

 

         เมื่อได้พบกับคุณเชยในตอนแรก พลอยเกือบจะจำไม่ได้ เพราะเวลาล่วงมาหลายปี คุณเชยโตเป็นสาวขึ้น ถนัดใจทีเดียว กิริยาท่าทางก็เปลี่ยนไปกว่าแต่ก่อน

 

 

         "แม่พลอย !" คุณเชยทักขึ้นอย่างดีใจ ขณะที่เห็นพลอยเดินเข้ามาหา "แหมฉันคิดถึงเสียจริง ไม่ได้พบกันนาน สบายดีหรือ !"

 

 

         พลอยดีใจจนบอกไม่ถูก เมื่อรู้แน่ว่าเป็นคุณเชยพี่สาวของตน ต่างฝ่ายต่างก็ดีใจทักถามกันละล่ำละลัก ตามประสาพี่น้องที่ไม่ได้พบกันนาน

 

 

         "แม่พลอยโตขึ้นช่างสวยเสียจริง !" คุณเชยมองดูน้องสาวแล้วก็ปรารภขึ้นอย่างภูมิใจ "แต่ก็นั่นแหละ แม่พลอยสวยมาแต่เด็กแล้ว พอเห็นหน้าฉันก็จำได้ทีเดียว"

 

 

         "ฉันเสียอีกจำคุณเชยเกือบไม่ได้" พลอยยอมรับอย่างชื่นตา "แต่คุณเชยก็สวยไม่ใช่เล่นเหมือนกัน"

 

 

         คุณเชยหัวเราะอย่างอารมณ์ดีแล้วตอบว่า 

 

 

         "ไม่ต้องมายอฉันหรอกแม่พลอย ฉันรักแม่พลอยอยู่แล้ว อย่างฉันนี้ใครเห็นสวยก็เห็นจะตาไม่ค่อยดี ละกระมัง เจ้าคุณพ่อท่านบ่นอยู่ทุกวันว่า มีลูกสาวอย่างฉันน่ากลัวขายไม่ออก แต่อย่างแม่พลอยนี่ละก็ขายออกแน่ เสียดายมาเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่เสียที่ในวัง ไม่มีใครได้เห็น"

 

 

         "เจ้าคุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง" พลอยถาม

 

 

         "ก็สบายดี เห็นท่านบ่นถึงแม่พลอยกับฉันเสมอว่า อยากให้ออกไปบ้านบ้าง แต่ฉันก็เฉยๆเสีย เพราะเห็นว่าถึงแม่พลอยจะออกไปก็ไม่มีความสุข ลูกสาวใหญ่ท่านไม่ชอบ ให้ใครไปเกี่ยวข้อง"

 

 

         พลอยนึกถึงคุณอุ่นในตอนนี้ชักจะเห็นเป็นของขัน ความเกลียดความกลัวแต่เมื่อเด็กๆนั้น ได้ถูกเวลาที่ผ่านมาทำให้ละลายหายไปสิ้น ความรู้สึกที่ว่าตัวก็เป็นผู้ใหญ่แล้ว และมาอยู่เสียในวังพ้นจากอำนาจ ของคุณอุ่น ทำให้คุณอุ่นดูเหมือนกับเป็นคนที่น่าขบขันอยู่ไม่น้อย

 

 

         "เออ ! แล้วลูกสาวของท่านคนนั้นท่านขายไม่ออกบ้างหรือ"

 

 

         "โอ้ย !" คุณเชยร้อง "ไม่มีวันออกหรอกแม่พลอย คุณอุ่นเองบอกกับฉันว่าชาตินี้เธอไม่มีวันมีเรือน เธอว่ากลัวคนอื่นเขาจะมาปอกเอาสมบัติ เธอจะนั่งเป็นโสมเฝ้าทรัพย์ไปอย่างนี้แหละจนตาย"

 

 

         "คุณเชยพูดเอาเองกระมั้ง" พลอยหัวเราะ "คุณอุ่นเธอคงไม่พูดอย่างนั้นหรอก"

 

 

         "เธอพูดอะไรคล้ายๆอย่างนั้นแหละ ฉันก็ต่อเติมให้บ้าง แต่ฉันกลัวว่าเธอจะหวงสมบัติไว้ได้ไม่นานเท่านั้น จะหมดเสียที่คุณชิตนี่เอง เวลานี้เห็นแอบหยิบยื่นให้กัน ไม่ให้เจ้าคุณพ่อรู้อยู่เสมอ"

 

 

         "คุณชิต... เดี๋ยวนี้ทำอะไร" พลอยถามถึงพี่ชายใหญ่

 

 

         "จะไปทำอะไร้" คุณเชยร้อง "ก็นอนอยู่กับบ้าน มีลูกตั้งสองคนแล้ว"

 

 

         "มีลูกแล้ว !" พลอยออกอุทานอย่างไม่เชื่อหู "คุณชิตได้กับใครกัน"

 

 

         "ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอก" คุณเชยตอบ "นางพวงบ่าวคุณอุ่นนั่นเอง แม่พลอยจำได้ไหม อีเด็กหัวจุกที่เคยวิ่ง แถวๆหน้าครัวที่บ้านน่ะ คนที่ฉันเคยบอกแม่พลอยไม่ให้ไปเล่นด้วยคราวนั้น เพราะมันเป็นหิดเต็มไปหมด นั่นแหละ เดี๋ยวนี้โตเป็นสาวแล้วกลายเป็นพี่สะใภ้เราเสียด้วย แต่เปล่า คุณอุ่นเธอไม่ได้ยกย่องอะไรหรอก ยังเลี้ยงเป็นบ่าวอยู่นั่นเอง วันก่อนเธอยังบอกเจ้าคุณพ่อให้หาเมียดีๆ ให้คุณชิตเลย"

 

 

         "แล้วท่านว่าอย่างไร"

 

 

         "ท่านก็หัวเราะแล้วบอกว่า คนอย่างเจ้าชิตใครจะไปเอา ไปขอลูกสาวใครเขามาให้ก็ขายหน้าเขาเปล่าๆ คุณอุ่นเธอเคืองเหมือนกันแต่เธอไม่กล้าพูด เออ ! พ่อเพิ่มเขามาหาแม่พลอยบ้างหรือเปล่า"

 

 

         "นานๆครั้งหนึ่ง" พลอยตอบ "หมู่นี้ก็หายไปไม่รู้ว่าเป็นอะไร"

 

 

         คุณเชยถอนใจใหญ่ส่ายหน้าแล้วก็พูดว่า

 

 

         "ของแม่พลอยเองก็เถอะ ไม่ใช่เล่นเหมือนกัน พอโตเป็นหนุ่มขึ้นกินเหล้าคบเพื่อน บางวันกลับบ้านเมาแประ มาทีเดียว คนเรือจ้างมันพาดหัวเรือมาทิ้งไว้ที่ท่าน้ำ ฉันต้องช่วยปิดเจ้าคุณพ่อเสียแย่ แต่พ่อเพิ่มแกดี ที่แกยังไม่มีลูกเมีย แล้วว่าอะไรแกก็ยังฟัง ไม่เหมือนกับคุณชิต อีกอย่างหนึ่งพ่อเพิ่มแกกินแต่เหล้า นานๆก็เมาเสียครั้งหนึ่ง คุณชิตนั้นครบเครื่องทั้งฝิ่นทั้งเหล้าทีเดียว"

 

 

         "อะไร้" พลอยร้อง "สูบฝิ่นด้วยหรือ"

 

 

         "ก็ยังงั้นซี" คุณเชยตอบ "ทีแรกเขาบอกฉันว่าสูบฝิ่นแก้ปวด พอถึงหน้าหนาวมันปวดในข้อนัก แต่เดี๋ยวนี้เห็นสูบทั้งหน้าร้อนหน้าหนาว คุณอุ่นต้องคอยจ่ายเงินให้เรื่อยๆ แม่พลอยกับฉันนี่เกิดมามีกรรม มีพี่ชายร่วมท้องกับเขาคนละคน ก็เห็นจะเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้เสียแล้ว"

 

 

         "ฉันนึกถึงเรื่องพี่น้องของเราขึ้นมาแล้วก็อดกลุ้มใจไม่ได้" คุณเชยพูดต่อ "เวลานี้เจ้าคุณพ่อท่านยังอยู่ ก็ไม่เป็นไร ถ้าสิ้นบุญท่านไปเมื่อไรก็คงยุ่งพิลึก จะเอาคุณอุ่นเป็นที่พึ่งก็ไม่ได้ เพราะเธอจะเอาแต่ใจของเธอ ฉันเองน่ะไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่แม่พลอยเถอะ ระหว่างนี้อยู่ในวังก็ดีอยู่ แต่ต่อไปจะเป็นอย่างไร หรือแม่พลอยจะคิดมีบุญวาสนาอยู่ในนี้"

 

 

         "คุณเชยเอาอะไรมาพูด" พลอยร้องเสียงหลง "ฉันไม่เคยคิดอย่างนั้นเลย เป็นความสัตย์ความจริง !"

 

 

         "ถ้าอย่างนั้นแม่พลอยก็ควรจะคิดการข้างหน้าไว้เสียบ้าง เดี๋ยวนี้แม่พลอยก็โตแล้ว ไม่ใช่เด็กๆ ถ้าออกไปได้ ก็ควรจะไปมาหาสู่กับทางบ้าน อย่าปล่อยให้ขาดเสียทีเดียว เจ้าคุณพ่อท่านก็ยังพูดถึงอยู่" คุณเชยเตือนอย่างหวังดี

 

 

         "ฉันก็คิดถึงท่านอยู่เสมอเหมือนกัน แต่ฉันกลัว แล้วการที่จะออกไปบ้าน ก็ต้องมีคนไปรับไปส่ง ฉันก็ไม่มีใคร มีแต่นางพิศอยู่คนเดียว จะไปอย่างไรได้" พลอยตอบเชิงปรารภ

 

 

         "แม่พลอยไม่ต้องกลัวใคร เราก็ลูกเจ้าคุณพ่อเหมือนกัน ฉันก็ยังอยู่อีกทั้งคน เอาเถิดเรื่องไปมา ฉันจะรับเป็นธุระให้เอง"

 

 

         ขณะนั้นช้อยเดินลงกระไดตำหนักมา เห็นพลอยนั่งพูดคุยอยู่กับคนแปลกหน้า ก็ทำท่าจะเลี่ยงไปทางอื่น แต่พลอยก็เรียกช้อยให้เข้ามารู้จักกับพี่สาวของตนไว้ บางทีช้อยกับคุณเชยจะมีลักษณะต้องกัน ถูกใจกันหลายอย่าง เพราะพอนั่งคุยกันได้สักครู่ ก็ถูกใจกันเป็นหนักหนา คุณเชยหัวร่อร่วนไปด้วยคำพูดแปลกๆ ของช้อย และในที่สุดก็นัดแนะกันว่า จะต้องเที่ยวด้วยกันไปจนตลอดงาน

 

 

         พลอยให้ช้อยกับคุณเชยคุยกันตามลำพังก่อน ตัวเองนั้นเดินไปตามนางพิศ ให้มาหาคุณเชย จากหลังตำหนัก พอนางพิศกระปรี้กระเปร่ามานั่งไหว้ คุณเชยก็หันมาปราศรัยว่า

 

 

         "แหมพิศ แก่ไปมากเทียวนะ"

 

 

         "เจ้าค่า" นางพิศตอบ "เต็มทีเจ้าค่า"

 

 

         "เดี๋ยวนี้เป็นชาววังไปแล้วซีนะ" คุณเชยถามต่อ

 

 

         นางพิศหัวเราะชอบใจ แล้วก็ตอบว่า "ก็ยังงั้นแหละ เจ้าค่า"

 

 

         "เอ๊ะ ! ยังงั้นอะไรกัน เป็นหรือว่าไม่เป็นก็ว่ามา"

 

 

         "สันดานบ่าวมันเป็นชาววังไม่ได้หรอกคุณเชย คุณพลอยของบ่าวอยู่ในวัง บ่าวก็อยู่ในวัง คุณพลอยออกจากวัง บ่าวก็ออกตาม ชาตินี้คุณพลอยไปทางไหน พิศก็ไปด้วยทั้งนั้น"

 

 

         "ดีจริงพิศ" คุณเชยพูดอย่างเลื่อมใส "ฉันชักอิจฉาแม่พลอยเสียแล้วละ ถ้าฉันมีคนอย่างพิศสักคน ฉันจะดีใจไม่น้อยทีเดียว"

 

 

         คุณเชยก้มลงเปิดกระเป๋าหมาก หยิบเงินให้พิศสองบาท แล้วบอกว่า

 

 

         "เอ้าพิศ เอาไปซื้อของเล่นไป๊ นานๆพบกันที"

 

 

         นางพิศลงกราบอย่างดีใจ รับเงินไปแล้วบอกว่า

 

 

         "คุณพลอยคอยกินขนมไว้ให้ดีนะ พรุ่งนี้แหละพิศจะรวยใหญ่ทีเดียว"

 

 

         "รวยอะไร กะอีเงินสองบาท" พลอยพูดอย่างเห็นขัน

 

 

         "อ้าวคุณยังไม่รู้อะไร" นางพิศอธิบาย "เมื่อคืนพิศฝันดี๊ดี เห็นนกกระยางบินมาตั้งฝูง วันนี้ต้องแทงหวย ให้เต็มภิกขาทีเดียว"

 

 

         "แทงตัวอะไรพิศ" ช้อยถามอย่างสนใจ

 

 

         "แทง ป. กังสือซีคุณช้อย" นางพิศตอบอย่างแน่ใจ

 

 

         "ไฮ้ ! ฝันเห็นนกกระยางทำไมไปแทง ป. กังสือล่ะพิศ" คุณเชยซัก

 

 

         "ก็นกกระยางมันกินปลานี่เจ้าค่า" นางพิศตอบอย่างปราศจากสงสัย "ปลาก็ ป. กังสือซีเจ้าค่า"

 

 

         "ฉันชักจะเลื่อมใสเสียแล้วละ" ช้อยพูดขึ้น "พิศจะออกไปแทงหวยเมื่อไรละก็บอกฉันให้รู้มั่งนะ ฉันจะฝากไปแทงสักเฟื้องหนึ่ง"

 

 

 

 

 

บทที่ ๘ (หน้าที่ ๒)

 

 

         การที่คุณเชยเข้ามาอยู่ในวังชั่วคราว ทำให้พลอยรู้สึกว่าชีวิตเต็มสมบูรณ์ขึ้นอีกหน่อยหนึ่ง คุณเชยนั้นถึงแม้จะเป็นคนนอกวังก็ตาม แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในวังก็ไว้ท่าทางสมกับเป็นลูกผู้ดีมีสกุล พลอยรู้สึกภูมิใจที่ได้มีโอกาสแนะนำ ให้คุณเชยรู้จักกับคนที่คุ้นเคย นอกจากลักษณะท่าทางแล้ว คุณเชยยังแต่งกายและใช้เครื่องใช้ต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นคนมีฐานะดี การที่มีพี่สาวเป็นเศรษฐีสำหรับไปไหน มาไหนด้วยนั้นก็ออกจะทำให้พลอยมีรัศมีขึ้นมาก

 

 

         คืนวันหนึ่ง พลอย คุณเชย และช้อยพากันออกไปดูละครรำที่ข้าราชการฝ่ายหน้า จัดให้มีที่ศาลาสหทัย ละครคืนนั้นข้าราชการชั้นพระน้ำพระยา ได้อุตส่าห์ฝึกซ้อมกันขึ้น จนเข้ามาเล่นถวายตัวในงานสมโภชรับเสด็จได้ คนที่ออกไปดูต่างก็พากันสนใจว่า กระบวนรำจะเป็นอย่างไร และระหว่างที่ละครกำลังเล่นอยู่ ต่างก็พากันซุบซิบพูดกัน บางคนก็ชมความพยายาม บางคนก็เห็นขัน พลอยนั่งดูละครอย่างเพลิดเพลินอยู่นาน แต่แล้วก็เกิดมีความรู้สึกแปลก ด้วยสัญชาตญานว่า มีใครคนหนึ่งจ้องมองตนอยู่ข้างหลัง รู้สึกเย็นหลังวาบๆ ตั้งแต่ท้ายทอยลงมา และเมื่อเห็นผิดสังเกตพลอยก็เหลียวไปดู ตาของพลอยก็ไปพบเข้ากับสายตาอีกครู่หนึ่ง ซึ่งจ้องดูพลอยด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง

 

 

         เจ้าของสายตาคู่นั้นเป็นบุรุษร่างใหญ่ ผิวขาวอายุราวๆ ยี่สิบห้า สังเกตดูจากการแต่งกายพลอยก็รู้ได้ว่า เป็นมหาดเล็กหลวง ถ้าจะว่าไปแล้วชายคนนั้นก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่หน้าตาดี แต่พลอยก็มิได้สนใจในข้อนั้น สิ่งแรกที่รู้ตัวก็คือนึกรำคาญ พลอยเหลียวไปดูด้วยสีหน้าที่บอกชัดว่ารำคาญอีกครั้งหนึ่ง แต่สายตานั้นก็มิได้ลดลง แต่เพิ่มแววเป็นยิ้มเข้าไปอีก ซึ่งทำให้พลอยนึกโมโห สะบัดหน้ากลับมาทันที ความรู้สึกที่ว่าตนกลายเป็นเป้า แห่งสายตานั้น ทำให้พลอยหมดสนุก แต่เมื่อเห็นคุณเชยกับช้อยยังเพลินดูละครอยู่ พลอยก็ไม่กล้าที่จะชวนกลับ ต้องอดทนดูอยู่จนละครเลิก และตอนขากลับ พลอยก็รู้ทั้งที่มิได้เหลียวไปดู ว่าชายคนนั้นเดินตามดูตัวมาตลอด จนเกือบถึงประตูย่ำค่ำ อันเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน

 

 

         คืนนั้นพลอยไม่สบายใจ นอนกระสับกระส่ายตลอดคืน ตามธรรมดาเวลาเข้านอน พลอยมักจะหลับทันที ตามประสาคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว บางครั้งก็นอนหลับตานึกถึงพี่เนื่องแล้วก็หลับ แต่คืนนี้จะเป็นเวรกรรมอย่างใด พลอยก็บอกไม่ถูก แต่พอหลับตาลงทีใดก็ได้เห็นแต่แววตา และใบหน้ายิ้มๆ ของชายคนนั้น จะพยายามขับไล่ ด้วยวิธีนึกถึงเรื่องอื่นอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ช้อยซึ่งนอนอยู่ใกล้ๆ เห็นพลอยไม่หลับก็ถามขึ้นว่า

 

 

         "พลอยเป็นอะไร"

 

 

         "เปล่าดอกช้อย" พลอยตอบ "ตาค้างนอนไม่หลับเสียเฉยๆ"

 

 

         "ฉันก็ไม่ค่อยง่วงเหมือนกัน" ช้อยว่า "คุยกันก่อนก็ได้"

 

 

         "ช้อย" พลอยพูดขึ้น "เมื่อตอนไปดูละครเมื่อหัวค่ำ ช้อยสังเกตเห็นอะไรหรือเปล่า"

 

 

         "ไม่เห็น อะไรกัน" ช้อยถาม

 

 

         "มีอีตาผู้ชายอะไรก็ไม่รู้ แกจ้องมองฉันเสียจริงๆ จ้องเอามองเอาจนฉันรำคาญ"

 

 

         "งั้นรึ หน้าตาเป็นอย่างไร"

 

 

         "หน้าขาวๆ บอกไม่ถูก อายุ ๒๕ - ๒๖ ได้กระมัง"

 

 

         "ฮื่อ !" ช้อยตอบมาจากมุ้ง "ก็เรามันคนสวยนี่พลอย คนเขาก็ต้องมองบ้างซี อย่างฉันซีไปไหน ไม่มีใครเขามองเลย คืนวันนี้ก็แต่งตัวเสียเต็มยศเทียว แต่ไม่ยักมีใครมองสักคน เสียดายแท้ๆ"

 

 

         "ช้อยก็พูดเป็นเล่นไปได้ ฉันรำค้าญรำคาญ จริงๆนะ"

 

 

         "รำคาญใคร รำคาญฉันหรือรำคาญคนมอง"

 

 

         "รำคาญคนมองน่ะซี" พลอยตอบ

 

 

         "ถ้าอย่างนั้นต่อไปจะไปไหนก็คลุมหน้ามันเสีย" ช้อยว่า "เอ๊ะ ! ไม่ดีหรอก เดี๋ยวหมามันจะเห่าให้รำคาญอีก เอายังงี้ดีกว่า ทีนี้เห็นใครมองไม่ถูกใจบอกฉัน ฉันจัดการเอง"

 

 

         "ช้อยจะไปทำอะไรเขาได้ !"

 

 

         "พุทโธ่ ! พลอยก็ อยู่ด้วยกันมาตั้งเป็นนาน ยังไม่รู้จักฝีมือฉันอีกหรือ คอยดูไปเถอะน่า พวกเจ้าชู้ไก่แจ้นี่ มันไม่กล้าจริงหรอก ฉันปราบเอง ให้มันเรียงหน้ากันเข้ามาเถิด"

 

 

         พลอยพูดต่อไปเป็นเชิงปรับทุกข์กับช้อยอีกสองสามคำ แต่ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเสียงกรนเบาๆ ดังมาจากมุ้งของช้อยเสียแล้ว

 

 

         ตั้งแต่นั้นมาพลอยก็ต้องรับความรำคาญอีกหลายครั้ง เพราะคนเรานั้น ถ้าลงได้พบกันหนหนึ่ง ก็มักจะพบกันอีกบ่อยๆ จะเป็นด้วยเจตนาหรือไม่ก็ตาม บางวันที่พลอยออกไปแถวหน้าประตูศรีสุดาวงศ์ เพื่อซื้อส้มสูกลูกไม้หรือของเล็กๆน้อยๆ ที่คนข้างนอกเอามาขาย ผู้ชายคนนั้นก็มักจะมาเตร่อยู่แถวนั้น และเมื่อเห็นพลอยก็เดินตามดู หรือถ้าพลอยหยุดชายผู้นั้นก็หยุดบ้าง การที่ดูก็ดูอยู่ห่างๆ ทิ้งระยะไว้พอดี ไม่ใกล้ไม่ไกลนัก

 

 

         ด้วยความอายระคนกับรำคาญ พลอยจึงมักจะชวนช้อยออกไปด้วยเสมอ และเอานางพิศตามหลังไปด้วย อีกคนหนึ่ง เมื่อมีเรื่องจะออกไปท้ายวังหรือไปทางข้างหน้า และในเวลาไม่ช้าไม่นานก็เห็นชายผู้นั้น มามองดูอีกจริงๆ อย่างที่คาดไว้ พลอยทำเป็นไม่เห็น แล้วก็พูดเบาๆกับช้อยว่า

 

 

         "ช้อย คนนั้นแหละ ที่ฉันเคยเล่าให้ฟังว่าเที่ยวตามดูฉัน จนรำคาญเต็มทีแล้ว"

 

 

         ช้อยเหลือบไปดูแล้วก็กระซิบบอกว่า

 

 

         "คนนั้นน่ะหรือ ท่าทางไม่เท่าไหร่หรอก เดี๋ยวเถอะ ฉันจะจัดการเอง" ช้อยทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปอีกครู่หนึ่ง พอสังเกตว่าชายผู้นั้นไม่วางตาจากพลอยแน่ ช้อยก็เริ่มแผลงอิทธิฤทธิ์โดยเรียกนางพิศตามมา แล้วก็เดินเข้าไปยืนใกล้กับชายคนนั้น ในระยะพูดกันได้ยินถนัด

 

 

         "นางพิศ" ช้อยขึ้นเสียง "เอ็งน่ะมันสันดานไพร่ เอ็งรู้ไหม"

 

 

         "รู้เจ้าค่า" นางพิศตอบทันทีเหมือนอย่างกับซ้อมกันไว้

 

 

         "สันดานไพร่อย่างเอ็งถ้าจะไม่เคยเห็นคนซีนะ เห็นใครเข้าถึงได้จ้องเอามองเอา อย่างกับคนไม่เคยพบ"

 

 

         "โอ้ย เจ้าประคู้ณ ! พ่อแม่ของบ่าวมันไม่เคยสอนมาเจ้าค่ะ" นางพิศประสมรอยทันที "บ่าวมันขี้ข้าสารเลว หรือผู้ลากมากดีก็ไม่เจียมตัว เที่ยวมองท่านให้เป็นเสนียดจัญไร คนอย่างนี้มันต้องโดนหวายโดนตรวนเสียบ้าง แหละดี"

 

 

         ผู้ชายคนนั้นได้ยินช้อยและนางพิศโต้ตอบกันถึงใจ หน้าก็สลดลงทันที รีบหลบเดินไปทางอื่นจนหายลับไป ช้อยเดินกลับอย่างภาคภูมิ มีเสียงหัวเราะอยู่ในลำคอ แล้วก็ชวนพลอยกลับเข้าวัง

 

 

         พอพ้นประตูเข้ามาช้อยก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "แม่พิศ แม่ทูนหัวของช้อย กลับไปถึงตำหนัก แม่อยากได้อะไรที่เป็นของฉัน ก็ไปเลือกเอาได้ทีเดียว"

 

 

         "ไม่เป็นไรหรอกคุณช้อย" นางพิศตอบอย่างภูมิฐาน "นิดหน่อยเท่านั้นแหละเจ้าค่ะ"

 

 

         "พิศรู้หรือเปล่าว่าฉันจะด่าใคร เมื่อกี้นี้น่ะ" ช้อยถาม

 

 

         "ไม่รู้หรอกเจ้าค่ะ" นางพิศตอบ "แต่ก็ช่างมันปะไร คุณด่าใครบ่าวเอาด้วยทั้งนั้น ให้มันเรียงหน้ากัน เข้ามาเถอะ"

 

 

         แต่ทั้งที่โดนช้อยรวนเอาครั้งหนึ่งอย่างนั้นแล้ว ผู้ชายคนนั้นก็มาปรากฏตัวให้พลอยเห็นบ่อยๆ หลายครั้งที่พลอยมีโอกาสได้ผ่านออกไปข้างหน้ามักจะได้พบ และเมื่อพบครั้งใด ชายผู้นั้นก็มองดูพลอย ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสนใจอยู่นั่นเอง

 

 

         วันหนึ่งช้อยมาบอกว่า

 

 

         "พลอย ฉันรู้แล้วละอีตาคนนั้นคือใคร"

 

 

         "ใครกัน" พลอยถาม

 

 

         "ก็อีตาคนที่แกชอบเที่ยวตามดูพลอยน่ะซี ฉันถามคนที่เขารู้จักเขาบอกว่าชื่อเปรม เป็นมหาดเล็กหลวง ลูกพระยาเหมือนกัน แต่พระยาอะไรฉันก็จำไม่ได้"

 

 

         "ช่างเขาเถิดช้อย" พลอยตอบ "เขาชื่ออะไร ลูกใครฉันก็ไม่สน ไม่อยากรู้ด้วยซ้ำ"

 

 

         "ฉันก็ถามเขาไปยังงั้นแหละ เขาบอกให้ฉันก็เลยเก็บมาบอกต่อให้รู้ไว้ ต่อไปข้างหน้าเผื่อแกมาเกะกะอีก ก็บอกฉัน"

 

 

         "ไม่บอกละ" พลอยพูดเสียงเหมือนผู้ใหญ่พูดกับเด็ก "ช้อยทำอะไรวู่วามเกินไปเสมอ ฉันไม่อยากให้ช้อย ทำอย่างนั้นเลย คนเขาจะว่าได้เปล่าๆ"

 

 

         ช้อยหัวเราะแล้วตอบว่า "ใครว่าก็ช่างมันเป็นไร ใครไม่มายุ่งกับฉันก่อน ฉันก็ไม่ยุ่งกับใครสักที"

 

 

         บางเวลาพลอยก็รู้สึกหนักใจ ในความเก่งกาจไม่กลัวคนของช้อยอยู่เสมอ เพราะความจริงช้อยมีลักษณะ ผิดกับคนอื่นๆในวังอยู่มาก และเนื่องจากความเก่งกาจนั้นเอง ช้อยจึงมีมิตรมาก และมีศัตรูก็มาก ใครที่รักช้อย ก็รักเอามากๆ แต่คนที่เกลียดช้อยก็มักจะเกลียดเอามากๆเช่นเดียวกัน จะหาคนที่เพียงแต่ชอบพอหรือรู้สึกเฉยๆ ไม่รักไม่เกลียดนั้นก็ไม่มี ถ้าพบคนที่รักช้อย พลอยก็สบายใจด้วย แต่บางเวลาไปได้ยินคนที่เขาเกลียดช้อยพูดกัน พลอยก็รู้สึกไม่สบายใจเอามากๆ ทั้งที่ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเตือนช้อยทีไรช้อยก็เห็นเป็นเรื่องขบขัน หัวเราะเสียทุกทีไป

 

 

         คุณเชยกลับออกไปบ้าน หลังจากเที่ยวงานในวังแล้วกลับมาอีกจริงๆ ตามที่ว่าไว้ คราวนี้คุณเชยมาวันเดียวกลับมิได้ค้าง และพอเข้ามาก็มาหาพลอยที่ตำหนักทันที

 

 

         "ฉันกลับไปถึงบ้าน เจ้าคุณพ่อท่านก็ถามถึงแม่พลอยทีเดียว" คุณเชยเล่า "ท่านอยากรู้เรื่องแม่พลอยมาก ว่าอยู่กินเป็นอย่างไร แล้วมีทุกข์มีสุขอย่างไร ฉันก็เล่าให้ท่านฟังอย่างที่ฉันได้รู้ได้เห็น"

 

 

         "แล้วท่านว่าอย่างไรบ้าง" พลอยถาม

 

 

         "ฉันรู้สึกว่าท่านคลายกังวลไปมาก เจ้าคุณพ่อของเราหมู่นี้แก่ไปมากนะพลอย" คุณเชยปรารภขึ้น อย่างหนักใจ "ท่านบ่นกับฉันเองว่าท่านแก่ตัวลง ก็อยากให้ลูกเต้าห้อมล้อมอยู่ใกล้ๆ เดี๋ยวนี้ท่านว่า ท่านเป็นห่วงลูกๆ ความจริงพี่น้องเราก็มีอยู่ด้วยกันไม่กี่คน แต่ท่านว่ายังไม่เป็นหลักเป็นฐานสักคน ฉันนึกๆไป ก็เห็นใจน่าสงสารท่าน"

 

 

         "คุณเชย" พลอยพูดเบาๆ "ฉันก็คิดถึงท่านมากเหมือนกัน แต่ฉันเห็นจะไม่มีวันกลับไปอยู่บ้านได้อีก เพราะคุณอุ่นเธอคงเล่นงานฉันแย่ คุณเชยก็รู้อยู่เต็มอก อีกอย่างหนึ่งเสด็จก็มีพระเดชพระคุณแก่ฉัน มากมายเหลือเกิน ได้ทรงชุบเลี้ยงฉันมาแต่เล็กจนป่านนี้ ทุกอย่างที่ฉันมีอยู่ทุกวันนี้ ก็เกือบจะว่าได้ว่า เพราะเสด็จประทานให้ ถ้าหากฉันทิ้งเสด็จทูลลากลับไปอยู่บ้าน ฉันจะมิเป็นคนอกตัญญูไปหรือ"

 

 

         "ฉันก็เห็นใจแม่พลอย" คุณเชยตอบ "แต่อีกใจหนึ่งฉันก็สงสารเจ้าคุณพ่อท่าน พูดถึงแม่พลอยคราวที่แล้ว ฉันเห็นท่านน้ำตาไหล คล้ายๆกับท่านจะนึกไปว่าแม่พลอยลืมท่าน แต่เจ้าคุณพ่อท่านเกรงพระทัยเสด็จอยู่มาก ท่านว่าจะมารับแม่พลอยกลับไปก็ไม่ได้ เพราะได้ถวายเสด็จไว้แล้ว ฉันเลยบอกท่านว่า ฉันเองจะเป็นคนมารับแม่พลอยไปบ้านเป็นครั้งเป็นคราว มาคราวนี้ก็อยากจะมานัดว่าแม่พลอยจะไปได้เมื่อไร ฉันจะได้มารับ"

 

 

         "แล้วคุณอุ่นเล่า" พลอยถามอย่างไม่ไว้ใจ "คุณเชยพูดกับเธอเรื่องฉันบ้างหรือเปล่า"

 

 

         "ฉันพูดแล้ว" คุณเชยตอบ "พูดกันถึงขั้นแตกหักทีเดียว ที่แรกฉันขอเธอดีๆ แต่เธอไม่ยอม เพราะเธอเกลียดแม่แช่มมาก ฉันก็ไม่รู้ว่าแม่แช่มไปทำอะไรเธอไว้ ตอนท้ายฉันโมโหขึ้นมา ฉันก็เลยพูดเอาแรงๆบ้าง เธอขู่ฉันเสียงแหว แต่ฉันก็แหวเอาบ้าง เพราะเราโตๆ ด้วยกันแล้ว ใครจะไปกลัวกัน ไม่รู้จักแล้วจักรอด เธอตกใจที่ฉันขึ้นเสียงเอาบ้างหรืออย่างไรไม่รู้ เห็นนิ่งไปนาน แต่แล้วก็ยอม"

 

 

         "ยอมให้ฉันรับแม่พลอยไปค้างบ้านได้ แต่เวลาไปค้างขอให้แม่พลอยอยู่กับฉันคนละห้อง อย่าไปเกี่ยวข้องกับเธอเป็นอันขาด ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะอยู่ทางหนึ่ง ไม่มาเกียวข้องเหมือนกัน"

 

 

         "สนุกตายละคุณเชย" พลอยตอบ "อยู่บ้านเดียวกัน แล้วก็แยกก๊กแยกเหล่า ฉันไม่ชอบเลย"

 

 

         คุณเชยถอนใจใหญ่แล้วก็ตอบว่า "ทำอย่างไรเล่า แม่พลอยเรื่องมันเกิดมาเสียจนป่านนี้แล้ว แม่พลอยไม่เห็นแก่ใคร ก็เห็นแก่เจ้าคุณพ่อบ้างเถิด ท่านก็เป็นพ่อของเรา อายุท่านก็มากแล้ว"

 

 

         "ก็ตามใจคุณเชย" พลอยพูด "ฉันเองนั้นใช่ว่าจะไม่อยากไปบ้าน แต่เมื่อมีเหตุขัดขวางอยู่ฉันก็จนใจ แต่เมื่อคุณเชยพูดมาอย่างนี้ฉันก็ไม่ขัดข้อง ฉันจะต้องปรึกษาคุณป้าสายดูก่อน แล้วก็ทูลลาเสด็จ ท่านคงไม่ขัดหรอก เพราะไปนานๆครั้ง แล้วได้ความว่าอย่างไร ฉันจะให้นางพิศไปบอกคุณเชยที่บ้าน"

 

 

         เมื่อคุณเชยกลับไปแล้ว พลอยก็ลองปรึกษากับคุณสายดู เรื่องที่จะทูลลาเสด็จเพื่อกลับไปค้างบ้าน เป็นครั้งเป็นคราว ตามที่คุณเชยได้ชักชวนไว้ คุณสายก็ไม่ขัดข้องกลับสนับสนุนเห็นดีด้วย และรับว่าจะไปทูลเสด็จไว้ก่อนถึงเรื่องนี้ ฉะนั้นในวันหนึ่งขณะที่พลอยกำลังเฝ้าอยู่เวลาเสวย เสด็จก็รับสั่งขึ้นว่า

 

 

         "พลอย สายเขามาบอกว่า เจ้าอยากจะลาออกไปเยี่ยมพ่อเป็นครั้งเป็นคราวไม่ใช่หรือ" แต่ก่อนที่พลอย จะทูลว่าอย่างไร เสด็จก็รับสั่งต่อไปว่า

 

 

         "ไปเถิดข้าไม่ห้าม แต่เวลาจะไปจะมาขอให้พี่น้องมารับมาส่ง เจ้าก็เป็นลูกผู้ดีมีสกุล ควรจะระลึกถึงชาติ ถึงสกุลไว้เสมอ บิดามารดาเป็นผู้ที่มีพระคุณยิ่งกว่าใครๆ ทุกคนจึงต้องรักและนับถืออยู่ในโอวาทพ่อแม่ เพราะพ่อแม่นั้นไม่มีใครสำคัญเท่า พลอยก็มาอยู่กับข้าแต่ยังเด็กๆ ถึงข้าจะรักเจ้าสักเท่าใด ก็คงจะไม่เท่าพ่อแม่เขารัก เดี๋ยวนี้พลอยก็กำพร้าแม่ยังเหลือแต่พ่อคนเดียว ข้าดีใจที่รู้ว่าพลอยยังมีใจรำลึกถึงพ่อ อยากจะสนองคุณผู้ให้กำเนิด ข้าเลี้ยงใครก็อยากให้ดี แต่คนเราจะดีจะชั่วมันอยู่ที่นิสัย คนบางคนถึงจะอบรม สั่งสอนเท่าไรก็เสียแรงเปล่า ที่เจ้าคิดออกไปเยี่ยมพ่อนั้น เป็นความคิดในทางที่ถูก ส่อให้เห็นว่าเป็นคนนิสัยดี ข้าจึงดีใจ ใครที่อยู่กับข้าทุกคน ถ้าทำถูกแล้วข้าไม่ห้ามกลับยินดีส่งเสริม ข้ารู้ว่าพลอยรักข้ามาก กตัญญูข้ามาก แต่เจ้าไม่ต้องห่วงข้า คุณบิดามารดาสำคัญกว่าของอื่นทั้งสิ้น พลอยจะไปเยี่ยมบ้านเมื่อไรก็ไปเถิด ถึงแม้ว่าพ่อเขาต้องการจะรับเจ้าไปอยู่บ้านเลย ข้าก็ไม่ว่า ส่วนในใจจริงก็ต้องเสียดายเป็นธรรมดา เพราะข้าใช้สอยเจ้าได้ถูกใจ แต่ถึงเจ้าจะไปแล้วคนอื่นก็ยังมี ข้าพอจะอยู่ไปได้..."

 

 

         เสด็จเสวยเครื่องหวานเสร็จลง จึงหยุดรับสั่งแล้วหันไปบ้วนพระโอษฐ์ พลอยเชิญน้ำชาเข้าไปตั้งถวาย เสด็จเสวยน้ำชาไปจิบหนึ่ง แล้วก็เปิดหีบบุหรี่ใบจาก ซึ่งทรงหลังเสวยทุกครั้ง

 

 

         "บุหรี่ของข้าหายไปไหนหมด" เสด็จรับสั่งขึ้นอย่างสงสัย "ก็เมื่อวานนี้ยังมีอยู่เต็มหีบ วันนี้เหลือสองสามตัว เท่านั้น"

 

 

         พลอยเหลียวมองดูหน้าคุณสาย ข้าหลวงคนอื่นที่หมอบเฝ้าอยู่ ก็เหลียวมองดูหน้ากัน ส่วนคุณสายก็เหลียว มองดูช้อยเป็นเชิงกล่าวหาทันที

 

 

         "ไม่มีใครหรอก นังพวกข้าหลวงนี้แหละ" เสด็จรับสั่งขึ้น "ดัดจริตขโมยบุหรี่ของข้าไปสูบอวดกัน เห็นเป็นของโก้เก๋ นี่คงเหน็บเอาไปทีละมวนสองมวน หลายคนเข้าก็หมดหีบ เวลากินข้าวกันแล้วก็คงทำใหญ่โต กรีดกรายนั่งไขว่ห้างแล้วก็หยิบบุหรี่ของข้าขึ้น ใครผ่านมาก็พ่นควันช้าๆ ให้เห็นว่าข้านี่หรูหราเสียเต็มประดา ข้ารู้หรอก" เสด็จรับสั่งพลางทรงทำท่าข้าหลวงที่ลักบุหรี่ไปสูบ แล้วจะสูบในท่าอย่างไร จะทรงทอดพระเนตรเห็น หรือจะทรงวาดภาพเอาเอง พลอยก็สุดที่จะเดาได้ แต่ทรงทำได้แนบเนียนเหมือนกับท่าทางที่ควรจะเป็นที่สุด พลอยก้มหน้าลงกัดฝีปากเพื่อมิให้หัวเราะ ส่วนช้อยผู้หมอบอยู่ห่างออกไปนั้น กลั้นไว้ไม่อยู่ หัวเราะออกมาทีเดียว

 

 

         เมื่อเห็นช้อยหัวเราะ เสด็จก็อดทรงพระสรวลไม่ได้ แต่รับสั่งว่า

 

 

         "ดูนังช้อยซี ว่าแล้วยังตีหน้าทะเล้น ! เอ็งขโมยบุหรี่ของข้าไปสูบจริงไหมล่ะ ข้าพูดถึงได้ถูกใจนัก รับมาเสียดีๆนะ"

 

 

         "เปล่ามังคะ" ช้อยทูลปฏิเสธ

 

 

         "โฮ้ย ! อย่ามาแก้ตัว ถ้าเอ็งไม่สูบ เอ็งก็ลักของข้าไปเที่ยวแจกฝูงหรือให้นางสายอาเอ็งสูบเท่านั้นแหละ"

 

 

         "อ้าวแล้วกัน" คุณสายพูดขึ้น "กริ้วไปกริ้วมากลับมาลงเอาหม่อมฉันเข้าแล้ว"

 

 

         "ไม่รู้ละ ข้าหลวงตำหนักนี้มันก็เหมือนกันทั้งนั้น เห็นข้าใจดีก็ถือวิสาสะไปเสียหมด" เสด็จรับสั่ง "พอข้ากำลังอวดกับนังพลอยเขาว่า ข้าจะอยู่ได้เวลาเขาไม่อยู่ก็เกิดเหตุทีเดียว นี่อีกหน่อยข้ามิหมดตัวหรือ"

 

 

         "แต่เอาเถิดพลอย" เสด็จหันมารับสั่งต่อไป "ถึงเจ้าจะต้องกลับไปอยู่บ้านอยู่ช่อง เมื่อถึงเวลาข้าก็ไม่ห้าม ข้าจะทนอยู่กับนังพวกลักเล็กขโมยน้อยพวกนี้มันปอกลอกไปตามใจมัน ถึงเจ้าจะไปอยู่ห่างไกลก็ไม่เป็นไรนักหนา คิดถึงข้าก็ไปมาหาสู่กันได้ แต่ระหว่างนี้ ถ้าเจ้าจะไปเยี่ยมบ้านครั้งใดก็ขอให้มาบอก จะไปกี่วันก็ให้ข้ารู้บ้าง แล้วถ้าพี่น้องเขายินดีจะมารับมาส่งถึงค่อยไป ที่ข้าพูดไว้วันนี้ไปบอกให้พ่อเขารู้ด้วย เดี๋ยวจะหาว่าข้ากีดกัน ไม่ให้ลูกเต้าเขาได้พบกัน"

 

 

         รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พลอยก็เรียกนางพิศมา สั่งให้ออกไปหาคุณเชยที่บ้าน แล้วก็บอกว่าพลอยพร้อมแล้ว ที่จะไปเยี่ยมบ้านตามที่คุณเชยขอร้อง ชั่วแต่ว่าขอให้คุณเชยมารับมาส่งเองทุกครั้ง และขอให้บอกล่วงหน้ามาด้วย ว่าแต่ละครั้งพลอยจะต้องออกไปอยู่บ้านนานเท่าใด

 

 

         นางพิศหายไปวันหนึ่งก็กลับมารายงานว่า ได้ปฏิบัติตามคำสั่งแล้ว คุณเชยดีใจมาก ที่รู้ว่าพลอยจะออกไปได้ ส่วนคุณอุ่นนั้นนางพิศว่าไม่ได้พบ ได้ยินแต่เสียงด่าบ่าวอยู่ในห้อง และคุณเชยให้มานัดด้วยว่าอีกห้าวันจะมารับ

 

 

 

 

 

บทที่ ๙ (หน้าที่ ๑)

 

 

       พลอยนั่งเรือกลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมด้วยคุณเชยและนางพิศ มีความรู้สึกในใจมากมายหลายอย่าง สุดที่จะประมาณได้ถูก ใจหนึ่งนั้นก็ดีใจและตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้านเดิม หลังจากที่ได้ไปอยู่ในวังเสียหลายปี ใจหนึ่งนั้นก็ดีใจที่จะได้อยู่ใกล้ชิดเจ้าคุณพ่อเป็นครั้งแรก ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่มิใช่เด็กอย่างแต่ก่อน ดีใจที่จะได้กลับไปอยู่ในหมู่ญาติพี่น้องอันสนิท ในบ้านที่เคยอยู่กันมาแต่บรรพบุรุษ แต่อีกใจหนึ่งก็สะทกสะท้าน วิตกกังวล เพราะพลอยรู้ว่ายังมีคนหนึ่งที่คอยตั้งข้อรังเกียจตนอยู่อย่างรุนแรง และถึงคนๆนั้นจะไม่ใช่เจ้าของบ้านโดยแท้ ก็ยังอยู่ในฐานะแม่บ้าน มีอำนาจสั่งกิจการงานบ้านทั่วไป อาจก่อเหตุ ให้เป็นเรื่องราวที่จะทำให้ไม่สบายใจขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ นอกจากนั้นก็ยังมีความเป็นห่วงเสด็จ คิดถึงคุณสายและช้อย ซึ่งกินนอนอยู่ห้องเดียวกันมา ตลอดเวลาห้าหกปี และมีความเป็นห่วงคิดถึงพี่เนื่อง เป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าหากพี่เนื่องส่งข่าวหรือส่งของมาให้ ระหว่างที่พลอยไม่อยู่ใครจะเป็นผู้รับ ความจริงพลอยได้ทูลเสด็จไว้ว่า จะไปอยู่บ้านราวๆ ๑๐ วัน แต่เวลา ๑๐ วันก็เป็นเวลานานโขอยู่ ถ้าหากว่ามีข่าว หรือมีของจากพี่เนื่องมารออยู่เปล่าๆ

 

 

         เรือเก๋งสี่แจวของที่บ้านที่คุณเชยนั่งมารับพลอยนั้น แจวเลียบตลิ่งเข้าคลองบางหลวง เช้าวันนั้นน้ำขึ้นเต็มคลอง เรือที่พายเร่ขายของต่างๆ เช่น ผลไม้จากสวน ผักสด พริก มะเขือนานาชนิด จนถึงเรือขนมจีน เรือข้าวเม่าทอดพายผ่านไปใกล้ๆ ส่งกลิ่นเข้าจมูกพลอย ทำให้หวนระลึกถึงบรรยากาศเดิม เมื่อครั้งยังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่ที่บ้านกับแม่ และเคยตามแม่มาซื้อของเรือที่ตีนท่า พลอยนึกถึงแม่ก็ใจหาย แม่ตายไปนานแล้วเต็มที จนบัดนี้จะนึกถึงหน้าแม่ก็พอจะเห็นรางๆ มิได้แจ่มชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน ยังคงเหลือที่เต็มบริบูรณ์เหมือนเก่า ก็แต่ความรักที่พลอยมีต่อแม่ และความรักของแม่ที่มีต่อพลอย ไม่ว่าแม่จะตายแล้วไปอยู่ที่ไหนก็ตาม พลอยก็ยังรู้สึกว่าความรักของแม่นั้นติดตามตนอยู่ใกล้ๆ คราวนี้เป็นคราวแรกที่พลอยจะได้กลับไปอยู่บ้านแต่คนเดียว ไม่มีแม่อยู่ด้วยเหมือนเมื่อก่อน

 

 

         เมื่อเรือเข้าจอดที่หน้าท่า พลอยก้าวขึ้นบันไดท่าน้ำด้วยใจเต้นผิดปกติ แต่ที่ท่าน้ำไม่มีใครมาคอยรับ พี่น้องซึ่งเมื่อก่อนเป็นเด็กเคยเล่นที่นี่ บัดนี้ก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ไปแล้วทุกคน ตัวศาลาน้ำนั้นเอง ก็ดูจะเก่าแก่ ทรุดโทรมไปด้วยอายุ พลอยหยุดยืนนิ่งมองเข้าไปในบริเวณบ้านครู่หนึ่ง ขณะที่นางพิศและบ่าวของคุณเชย กำลังช่วยกันขนของขึ้นจากเรือ

 

 

         เวลาห้าหกปีทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป ในทรรศนะของคนที่โตจากเด็กไปเป็นสาว ในระยะเวลานั้น รั้วเหล็กริมคลองที่เคยเห็นว่าทั้งสูงทั้งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่นั้น บัดนึ้แลดูซอมซ่อและบอบบาง บางตอนก็สนิมจับ ทางเดินจากท่าน้ำไปที่ตึก ซึ่งเมื่อก่อนเคยเห็นว่ากว้างและยาวเป็นหนักหนา วิ่งเสียจนหอบก็ยังไม่สุดทางนั้น บัดนี้แลดูแคบและสั้นลงมาก เดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึงตัวตึก ตึกเจ้าคุณพ่อซึ่งเคยเห็นว่าใหญ่โตกว้างขวาง เดี๋ยวนี้รู้สึกว่าจะลดตัวลงไปเหลือเล็กนิดเดียวเช่นกัน ถ้าจะเปรียบกับตำหนักเจ้านาย หรือตำหนักคุณจอมมารดาบางคนก็ผิดกันไกล พลอยรู้สึกใจหายอีกเมื่อแลเห็นขนาดและสภาพบ้านของตน แตกต่างกว่าที่เคยนึกเคยคิดไว้แต่เมื่อยังเด็กๆ และยืนดูรอบๆตัวอยู่อย่างไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร

 

 

         "ขึ้นไปบนตึกเถิดแม่พลอย" เสียงคุณเชยพูดใกล้ๆตัว ทำเอาพลอยต้องสะดุ้งตื่นจากภาพในอดีต ที่กำลังกลับเข้ามาในหัวใจ ทั้งสองคนสาวเท้าเดินตรงไปยังบันไดกลางของตึก

 

 

         คุณเชยสั่งให้นางพิศนำหีบของไปไว้ในห้องคุณเชยที่อยู่ทางด้านหน้าของตึก มีประตูเปิดออกทางเฉลียงหลัง ที่เจ้าคุณพ่อยังคงใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนอยู่เช่นเคย ระหว่างที่เดินผ่านห้องกลาง คุณเชยกระซิบบอกพลอยเบาๆว่า

 

 

         "หมู่นี้ท่านไม่ค่อยสบาย จะหลับหรือเปล่าก็ไม่รู้"

 

 

         พอถึงเฉลียงหลังพลอยก็แลเห็นเจ้าคุณพ่อนอนเหยียดขาตรงออกไปข้างหน้า หลังพิงหมอนขวาน มือหนึ่งถือบุหรี่ตัวโตพาดไว้ที่ปากกระโถน ที่วางอยู่ข้างๆ เมื่อพลอยและคุณเชยเข้าไปนั่งที่เฉลียง เจ้าคุณพ่อก็เหลียวดู พลอยก็ก้มลงกราบ

 

 

         "ใคร" เสียงเจ้าคุณพ่อพูด แต่พอพลอยเงยหน้าขึ้นมา เจ้าคุณพ่อก็เบิกตากว้างแล้วอุทานว่า

 

 

         "แม่แช่ม !...เอ๊ะ ! ใคร พลอยรึนี่"

 

 

         "พลอยเจ้าค่ะ" พลอยยิ้มตอบ ในใจนั้นรู้ทันทีว่าตัวเองนั้นคงจะเหมือนแม่เมื่อยังสาวๆอย่างมาก จนถึงกับเจ้าคุณพ่อเผลอตัวเรียกชื่อแม่ออกมาดังๆ เมื่อเห็นพลอยที่โตเป็นสาวแล้วเป็นครั้งแรก พลอยสังเกตดูเจ้าคุณพ่อแล้ว ก็เห็นว่าแก่ลงไปจริงๆ อย่างที่คุณเชยว่า ผมบนศีรษะแถวขมับนั้นหงอกเป็นสีเทา เห็นได้ชัด แต่ก่อนนี้เจ้าคุณพ่อก็ไม่เคยเป็นคนอ้วน แต่มาดูเดี๋ยวนี้เหมือนจะแบบบางลงไปกว่าเก่า ผิวพรรณนั้นก็ดูซูบซีดลง แสดงให้เห็นได้ว่าเจ้าคุณพ่อสุขภาพไม่สู้ดีนัก

 

 

         เจ้าคุณพ่อกระปรี้กระเปร่าลุกขึ้นนั่งทันที เมื่อรู้ว่าพลอยมานั่งอยู่ตรงนั้น

 

 

         "พลอยเขยิบเข้ามาอีกหน่อย มานั่งตรงนี้ใกล้แสงสว่าง ไม่ได้พบกันนานขอให้พ่อดูให้ถนัด"

 

 

         พลอยกระเถิบตัวเข้าไปนั่งใกล้ๆแสงสว่างริมเฉลียง ตามคำเจ้าคุณพ่อ

 

 

         "ลูกสาวของพ่อช่างสวยเสียจริงๆ" เจ้าคุณพ่อชมขึ้นอย่างใจจริง "พ่อนึกว่าจะมาถึงกันตอนบ่าย เพราะแม่เชยเขาไม่ได้บอกว่าจะรีบมากันแต่เช้า พลอยสบายดีหรือ เสด็จทรงสบายดีหรืออย่างไร"

 

 

         พลอยตอบรับคำปราศัยของเจ้าคุณพ่อไปตามธรรมเนียม เสียงเจ้าคุณพ่อพูดต่อไปว่า

 

 

         "เห็นลูกโตๆไปตามๆกัน ทำให้พ่อรู้สึกตัวว่าแก่ลงไปถนัดใจ เวลานี้พ่อก็ไม่เห็นใคร เห็นแต่ลูกๆก็อยากเก็บไว้ใกล้ๆตัว พลอยมาคราวนี้อย่าเพิ่งกลับให้เร็วนัก อยู่เป็นเพื่อนพ่อให้นานๆหน่อย แม่เชยคอยดูน้องด้วย อย่าให้ขาดเหลืออะไรได้ เห็นพูดว่าจะให้พลอยอยู่ห้องเดียวกับแม่เชยไม่ใช่หรือ ดีแล้วอยู่กันสองคนติดกับห้องของพ่อนั่นเอง พลอยมีบ่าวตามมาหรือเปล่า"

 

 

         "มีนางพิศมาด้วยเจ้าค่ะ" พลอยตอบ

 

 

         "นางพิศที่แม่เขาช่วยมานั่นน่ะหรือ" เจ้าคุณพ่อถามอย่างสนใจ "หลายปีเต็มทีแล้วมันยังไม่ตายอีกหรือนั่น ถ้าจะแก่ไปมากกระมัง ถ้านางพิศมันมาด้วยก็ดีแล้ว เพราะมันเป็นคนเก่าที่นี่ ถ้าไม่มีพ่อจะได้หาบ่าวให้ใช้"

 

 

         "เดี๋ยวนี้ผู้คนหาใช้ยากเสียแล้วพลอยเอ๋ย" เจ้าคุณพ่อปรารภต่อไป "ไม่เหมือนครั้งเจ้าคุณปู่ของเจ้า ท่านเลี้ยงคนเป็นร้อยๆ ตั้งเตาหุงข้าวกระทะเลี้ยงกันเป็นแถวไปทีเดียว ไหนจะพวกทนายของคุณปู่ ไหนจะฝีพาย ไหนจะเลขสม เมื่อพ่อยังเด็กๆคนในบ้านเจ้าคุณปู่เกือบจะไม่รู้จักกันทั่ว แล้วก็ยังละครผู้หญิงของท่านอีกโรง ก็ยังเลี้ยงกันได้มาตลอด พอท่านสิ้นบุญก็กระจัดกระจาย คุมกันไม่ติด ลำพังพ่อคนเดียวก็เลี้ยงไม่หมด เดี๋ยวนี้ก็เหลือแต่คนที่ไปไม่รอด อยู่กันไปวันหนึ่งๆ"

 

 

         "ขนาดนี้ก็เต็มบ้านไปแล้วละค่ะ" คุณเชยพูดขึ้น "ดิฉันลองนับดูคนที่อยู่ในบ้านเดี๋ยวนี้ ได้ตั้งห้าสิบกว่าคน แต่ไม่รู้เขาไปอยู่ที่ไหนกันหมด วันหนึ่งๆก็ไม่เห็นค่อยมีใคร มาอยู่อย่างนี้แม่พลอยจะเหงาก็ไม่รู้ เพราะอยู่ในวัง เคยเห็นแต่คนมากๆ"

 

 

          "ไม่เหงาหรอกคุณเชย" พลอยตอบ "ในวังบางทีก็เงียบเหมือนกัน"

 

 

         "เออ เขาว่าเมื่องานรับเสด็จพระเจ้าอยู่หัวในวังท่านสนุกันใหญ่ไม่ใช่หรือ พ่อไปแต่งงานข้างนอก กว่าจะเสร็จงานก็ฟกไปที่เดียว" เจ้าคุณพ่อถามขึ้น

 

 

         "สนุกมากค่ะ" พลอยตอบ "แต่มีงานมากเสียเหลือเกินจนจดจำไม่ถูก"

 

 

         "ถ้าฉันไม่ได้แม่พลอย ก็คงไม่รู้จะเที่ยวกับใครเหมือนกัน" คุณเชยคุยขึ้นมาบ้าง

 

 

         ทั้งสามคนพ่อลูกคุยกันอยู่ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ อีกเป็นเวลานาน เจ้าคุณพ่อจึงบอกให้คุณเชย พาพลอยกลับไปห้องเพื่อลูบเนื้อลูบตัว หลังจากที่ได้เดินทางมาจากในวัง

 

 

         ระหว่างที่เดินผ่านห้องกลางจะกลับไปยังห้องคุณเชย ทางด้านหน้าของตึกนั้นเอง พลอยก็หยุดเดิน เอามือจับข้อมือคุณเชยไว้แล้วพูดว่า

 

 

         "คุณเชย นี่ฉันจะเข้าไปไหว้คุณอุ่นเธอเสียก่อนจะไม่ดีหรือ"

 

 

         "ไม่ต้องกระมัง" คุณเชยตอบ "ก็เธอเป็นคนพูดเองว่า ถ้าแม่พลอยมาอยู่บ้านก็ให้แยกกันอยู่ ไม่ต้องพบปะ"

 

 

         "ไม่ดีหรอกคุณเชย" พลอยยังยืนยันความตั้งใจของตน "ถึงอย่างไรเธอก็เป็นพี่ ฉันจะไปต้องลามาก็ต้องไหว้ ไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยเถิด ฉันไม่กล้าไปคนเดียว"

 

 

         "ก็ตามใจแม่พลอย ทางฉันก็กลัวแต่จะมีเรื่อง แต่ไปเสียหน่อยก็ดีเหมือนกัน"

 

 

         แล้วทั้งสองคนก็พากันเดินไปยังห้องของคุณอุ่นอีกด้านหนึ่งของตึก เมื่อโผล่เข้าไปในห้อง พลอยก็รู้สึกแปลกใจว่าทุกอย่างในห้องนั้น มิได้เปลี่ยนแปลงไปจากที่พลอยจำได้เลย ผิดกับส่วนอื่นๆของบ้าน ที่เห็นว่าเปลี่ยนไปมาก และตัวคุณอุ่นเองก็ดูเหมือนจะยังนั่งอยู่ ณ ที่เก่าที่พลอยเคยเห็น แม้แต่รูปร่างหน้าตา ก็ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนไป คุณอุ่นกำลังนั่งสีปากด้วยขี้ผึ้ง พอเห็นพลอยเข้าไปก็หยุดชะงักมองดูพลอย นิ่งอยู่ประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วก็หันขวับไปทางคุณเชยตาเขียวขึ้นมาทันที

 

 

         "ฟังฉันก่อนคุณพี่" คุณเชยรีบพูดขึ้นก่อนที่คุณอุ่นจะเอ่ยปากว่ากระไร "แม่พลอยเขาจะมาเอง เขาว่ามาถึงบ้านแล้วก็ต้องมาไหว้คุณพี่ ไม่มาไม่ได้"

 

 

         คุณอุ่นเหลียวมามองพลอยอีกครั้งหนึ่ง พลอยก็ก้มตัวลงไหว้อย่างนอบน้อม แต่เงียบ ไม่มีเสียงทักทาย ว่ากระไรเลย

 

 

         "คุณสบายดีหรือคะ" พลอยถามเบาๆด้วยน้ำเสียงเคารพ ที่เรียกคุณเฉยๆก็เพราะรู้ว่า ถ้าขืนไปเรียกคุณอุ่น ว่าคุณพี่ เป็นต้องเกิดเรื่องทันที เพราะจะเป็นทางให้คุณอุ่นถากถางว่า ไม่ใช่พี่ใช่น้องของเธอ

 

 

         คุณอุ่นมิได้ตอบว่าอย่างไรทั้งสิ้น แต่เมินหน้าจากพลอยไปเสียอีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งลงมือสีปากต่อไป เมื่อสีปากเสร็จแล้วก็เริ่มหยิบหมากเข้าปาก หยิบยาฝอยมาสีฟันอย่างประณีตบรรจง พลอยเหลียวไปขยิบตา เรียกคุณเชย แล้วก็พากันคลานถอยออกจากห้อง พอถึงห้องกลางคุณเชยก็ถอนใจอย่างโล่งอก แล้วก็พูดว่า

 

 

         "เฮ้อ ! สิ้นเรื่องกันไปที ฉันใจหายใจคว่ำนึกว่าจะเกิดเรื่องเสียอีกแล้ว"

 

 

         "ถ้าเราไม่เกิดเรื่องกับเธอๆจะไปทำอะไรได้" พลอยพูดขึ้น

 

 

         "ฉันไม่เหมือนแม่พลอยนี่" คุณเชยตอบ "นิ่งได้นิ่งเอา แต่แม่พลอยไม่ต้องอยู่กับเธอทุกวัน นานๆพบที ก็ทนไหว ฉันเองก็อดให้เธอมานานแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ฉันเหลืออดเหมือนกันเป็นบางเวลา"

 

 

         "ฉันขออะไรคุณเชยอย่างหนึ่งได้ไหม" พลอยถาม

 

 

         "ได้ซีแม่พลอย แม่พลอยจำห่อจันอับที่ฉันลักคุณอุ่นไปให้ได้ไหม วันที่แม่พลอยลงเรือไปวันนั้น แต่วันนี้จะขออะไร"

 

 

         พลอยหัวเราะเมื่อคุณเชยเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆ เมื่อนมนานแล้วมาพูด แล้วตอบว่า

 

 

         "ขอให้คุณเชยอย่ามีเรื่องกับคุณอุ่นระหว่างฉันอยู่ที่นี่"

 

 

         "แม่พลอยพูดราวกับฉันชอบมีเรื่อง" คุณเชยตอบ "แต่เอาเถอะเมื่อแม่พลอยขอทั้งที ฉันก็จะระวังตัวให้"

 

 

         คุณเชยพาพลอยไปเก็บตัวไว้ในห้องเสียนาน ให้ลูบตัวน้ำอบประแป้งใหม่ และชวนนั่งพักผ่อน ให้หายเหนื่อย ทำให้พลอยรู้สึกสบายใจจนบอกไม่ถูก เพราะได้กลับมาบ้านและมีพี่น้องคอยเอาใจ ความรักที่มี สำหรับคุณเชยมาแต่เด็กนั้น รู้สึกว่าบังเกิดเพิ่มเติมขึ้นอีกในวันนี้อย่างมาก เมื่อพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว คุณเชยก็ชวนไปนั่งกับเจ้าคุณพ่อ เวลาท่านรับประทานอาหารกลางวัน 

 

 

         เจ้าคุณพ่อรับประทานอาหารเช้าทุกมื้อ ที่ระเบียงหลังตึกนั่นเอง เมื่อพลอยกับคุณเชยไปถึง เจ้าคุณพ่อกำลังจะเริ่มลงมือ มีเด็กผู้ชายตัวเล็กๆนั่งพัดอยู่คนหนึ่ง คุณเชยตรงไปนั่งข้างๆสำรับคอยปฎิบัติ ส่วนพลอยนั้นนั่งลงอีกทางหนึ่ง และกวักมือเรียกเด็กให้เอาพัดมาส่งให้ตน และลงมือพัดเจ้าคุณพ่อ อย่างที่เคยบอกว่าชอบ 

 

 

         เจ้าคุณพ่อมองดูคุณเชยแล้วก็เหลียวมามองดูพลอย แล้วอมยิ้มอย่างสบายใจพูดขึ้นว่า

 

 

         "วันนี้พ่อมีบุญเหลือเกิน พร้อมลูกพร้อมเต้า คนเราได้มีลูกไว้ปรนนิบัติเมื่อแก่นี่เป็นบุญไม่มีอะไรเท่า"

 

 

         เจ้าคุณพ่อรับประทานข้าวไปคุยไป ส่วนมากก็เกี่ยวกับความรู้สึกในเรื่องลูก

 

 

         "พ่อเป็นคนมีกรรม" ท่านเอ่ยขึ้น "มีลูกชายสองคนจะเอาดีกับเขาเห็นจะไม่ได้ เจ้าชิตไม่รู้จักโต นิสัยเกกมะเหรกเสเพล สอนก็แล้ว จนถึงเฆี่ยนตีก็แล้ว ก็ยังไม่เห็นดีขึ้น อย่างไรก็อย่างนั้น เจ้าเพิ่มก็อีกคน วานซืนนี้นายเขาก็มาฟ้องว่าไม่ได้ราชากร ไปบ้างไม่ไปบ้าง ไม่รู้ว่ามันไปทำอะไรเสีย วันหนึ่งๆก็ไม่ได้พบปะกัน มันถือว่ามันโตๆกันแล้ว ไม่ต้องพบพ่อแม่ก็ได้ ยังเห็นที่จะพึ่งได้ก็มีแม่เชยกับแม่พลอยสองคนเท่านี้ แต่อีกหน่อยก็คงจะมีเหย้ามีเรือนกันไปหมด พลอยอยู่ในวังมีผู้ชายมาติดบ้างหรือเปล่า"

 

 

         เจ้าคุณพ่อถามขึ้นอย่างกระทันหัน ทำเอาพลอยต้องสะดุ้งอายหน้าแดง จะตอบว่าอย่างไรก็ไม่ถูก เพราะไม่ได้เตรียมคำตอบเอาไว้

 

 

         "เปล่าค่ะ" พลอยรีบตอบไปทันที

 

 

         "ดีแล้ว" เจ้าคุณพ่อพูดต่อ "เป็นชาวรั้วชาววังใครๆ เขาก็ต้องมอง อย่าไปนึกว่าอยู่ในวังผู้ชายเข้าไปไม่ได้ เขาจะไม่รู้จัก พ่อเองก็ได้เมียมาจากในวังทั้งนั้น เมื่อหนุ่มๆยังเป็นมหาดเล็ก จะมีธุระเข้าไปข้างในก็นุ่งได้แต่ผ้าพื้น ผมจะหวีให้เรียบร้อยก็ไม่ได้ ต้องขยี้เสียก่อน อย่างนั้นก็ยังได้เมียเป็นชาววังอยู่นั่นเอง แม่ของพลอยละ ก็ยิ่งตัวดีละ ตอนนั้นยังสาวๆ สวยพริ้งคนลือชื่อทีเดียว พ่อไปดักดูเขาที่ประตูดินเห็นทีไรเขาเป็นค้อนเสียหลายวง แต่ตอนท้ายก็ไปไหนไม่พ้น ไม่นึกเลยว่าอายุจะสั้น"

 

 

         เจ้าคุณพ่อพูดถึงแม่อย่างคนที่เคยรู้จักใกล้ชิดคนหนึ่ง ไม่มีอริบาดหมางคงเหลืออยู่เลย เรื่องแม่ไปมีผัวใหม่ เจ้าคุณพ่อก็ไม่เอ่ยปาก ทำให้พลอยนึกถึงเรื่องเก่าๆ ที่แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ความจริงนั้นเจ้าคุณพ่อติดแม่อยู่ก่อน แต่ทางบ้านบังคับให้เจ้าคุณพ่อ ออกมาแต่งงานกับคุณหญิงเอื้อม ซึ่งเป็นผู้หญิงที่ทางผู้ใหญ่ของเจ้าคุณ พ่อขอไว้ให้ ท่านก็ยอมเพราะไม่อยากขัดใจผู้ใหญ่ ทั้งที่ปากท่านก็บอกกับแม่ว่า ไม่เคยรักคุณหญิงเอื้อมเลย แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นรู้สึกโทมนัสน้อยใจเป็นหนักหนา ตั้งใจว่าจะไม่มีลูกผัวไปจนตาย แล้วเจ้าคุณพ่อท่านแต่งงานไปได้สี่ห้าปี จนคุณอุ่นกับคุณชิตเกิดแล้ว ท่านก็กลับเข้าไปตามขอรับเอาแม่มาอยู่ด้วย ถึงจะไม่เลี้ยงเป็นเมียหลวง ก็จะเลี้ยงไม่ให้น้อยหน้าใคร แม่ก็เลยตามท่านมาเพราะเห็นใจ แต่คุณหญิงเอื้อมท่านขี้หึง หนักเข้าก็ออกจากบ้านไปอยู่อัมพวาที่เป็นบ้านเดิม ทิ้งลูกๆของท่านไว้ทางนี้ คุณอุ่นจึงพยาบาทชิงชังตั้งแต่แม่จนถึงพลอย เพราะเธอเห็นว่าแม่เป็นคนทำให้คุณแม่ของเธอ ต้องออกจากบ้าน และในที่สุดเธอก็ทำให้แม่ต้องออกจากบ้านไปอีกคน ด้วยวิธีต่างๆเป็นต้นว่าหาเมียน้อย ซึ่งเป็นคนของเธอ ให้เจ้าคุณพ่อ พลอยนั่งคิดถึงเรื่องเหล่านี้แล้วก็นึกถึงชีวิตของตน เรื่องระหว่างพี่เนื่องกับพลอยจะเป็นอย่างไร แต่พี่เนื่องก็เห็นจะไม่เหมือนเจ้าคุณพ่อ เพราะทางผู้ใหญ่ของพี่เนื่องก็รักพลอยอยู่ทุกคน ไม่เคยได้ยินว่า เที่ยวมั่นหมายคนอื่นไว้ที่ไหน ถ้ามีคนอื่นจริง พลอยก็คนรู้ตัวแล้ว เพราะช้อยคงจะต้องบอก ไม่ใช่วิสัยของช้อย ที่จะปิดบังเนื้อความ

 

 

         "พูดถึงเรื่องนี้พ่อก็อยากจะเตือนลูกไว้ทั้งสองคน" เจ้าคุณพ่อพูดต่อไป "เรื่องมีเหย้ามีเรือนเป็นเรื่องสำคัญ ของผู้หญิง พ่อดูคนหนุ่มๆเดี๋ยวนี้แล้ว ก็นึกเป็นห่วง คนเดี๋ยวนี้เขาดีแต่จะคิดกินคิดเล่น พ่อแม่เขาก็ตามใจกัน ใครได้ไปเป็นลูกผัวก็จะลำบาก แต่สำหรับแม่เชยและพลอย พ่อต้องขอเรื่องนี้ไว้ก่อน ถ้ายังรักพ่อ ก็ขอให้รักษาตัวให้ดี พ่อก็บอกแล้วว่าเห็นแต่สองคนเท่านี้ ในกระบวนลูกของพ่อ ถ้าเสียหายไปพ่อจะเสียใจมาก จะมีเหย้ามีเรือนต่อไปอย่าเอาแต่ใจตัว ขอให้ฟังผู้ใหญ่ก่อน พ่อเกิดมาก่อนได้รู้ได้เห็นมากกว่า อย่างไรเสียก็คงทำไม่ผิด เพราะใจนั้นรักลูกอยากให้ลูกดี เมื่อพลอยยังเด็กๆพ่อก็ไม่ห่วงหรอก แต่เดี๋ยวนี้โตเป็นสาวแล้ว และก็สวยเสียด้วย อยู่ในวังนั้นก็ดี แต่เสด็จท่านเป็นเจ้าใหญ่นายโต จะไปดูแลได้อย่างไรทั่วถึง ถ้าไม่ระวังตัวเพื่อนฝูงก็จะชักจูงไป กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว"

 

 

         พลอยได้แต่นิ่ง เพราะรู้สึกอายเมื่อเจ้าคุณพ่อพูดถึงเรื่องนี้ และถึงจะตอบก็ไม่มีอะไรจะตอบ นอกจากรับคำ จึงนิ่งไว้ก่อน

 

 

         "พลอยยังอยู่กับคุณสายหรือเปล่าที่ในวัง" เจ้าคุณพ่อถามขึ้น

 

 

         "ยังอยู่เจ้าค่ะ" พลอยตอบ

 

 

         "คุณสายเป็นคนดี เป็นผู้ใหญ่น่านับถือ" เจ้าคุณพ่อพูดต่อไป "พ่อเห็นกิริยามารยาทของพลอย ก็พอจะรู้ว่า มีผู้ใหญ่คอยดูแล ความจริงพ่อรู้จักกับพวกนี้เขามานาน พ่อนพพี่ชายคุณสายก็รู้จักกันมาแต่ยังหนุ่มๆ แต่ใจคอไม่หนักแน่นเท่าน้องสาว พ่อนพแกชอบสนุก และเป็นคนไม่มีมานะ พอใจเอาง่ายๆ ชอบอยู่สบายๆ ถ้าแกขะมักเขม้นเหมือนเพื่อนฝูงคนอื่น ป่านนี้ก็คงเป็นพระน้ำพระยาไปแล้ว แต่นี่ยังคงเป็นแค่หลวง แล้วก็เห็นจะเป็นหลวงไปจนตาย เออ ! ลูกสาวเขาคนที่โกนจุกพร้อมกับพลอย ยังอยู่ในวังหรือเปล่า"

 

 

         "ยังอยู่เจ้าค่ะ"

 

 

         "ป่านนี้ก็เห็นจะโตรุ่นพลอยแล้วสินะ" เจ้าคุณพ่อพูด "เด็กๆเดี๋ยวนี้โตเร็วเสียจริงๆ แล้วพ่อนพเขามีลูกกี่คน"

 

 

         "มีสองคนเจ้าค่ะ" พลอยตอบ

 

 

         "อ้อ มีผู้ชายอีกคนหนึ่งจำได้แล้ว ป่านนี้ก็เห็นจะเป็นหนุ่มใหญ่ เขาทำอะไรหรือเปล่า"

 

 

         "เห็นเขาว่าๆไปเป็นนายทหารอยู่หัวเมืองเจ้าค่ะ" พลอยตอบอย่างไม่เต็มปากเต็มที หัวใจชักจะสั่นชอบกล เมื่อได้ยินเจ้าคุณพ่อพูดเข้าหาเรื่องพี่เนื่อง หรือบางทีเจ้าคุณพ่อจะรู้ระแคะระคาย เรื่องพี่เนื่องเสียแล้วกระมัง แต่เจ้าคุณพ่อก็มิได้สนใจในครอบครัวของพี่เนื่อง เกินกว่าคนรู้จักธรรมดา เพราะท่านพูดต่อไปว่า

 

 

         "ดีเหมือนกัน ยังหนุ่มยังแน่นก็ออกหัวบ้านหัวเมืองเสียก่อน แต่ถ้านิสัยรักความสบายเหมือนพ่อ ก็เห็นจะเอาดีได้ยาก"

 

 

         พลอยรู้สึกไม่สบายใจเมื่อได้ยินคำพูดของเจ้าคุณพ่อ จะพูดจะจาแก้แทนคุณหลวงและพี่เนื่องก็ไม่กล้า ได้แต่นึกอยู่ในใจว่า นิสัยรักความสุขสบาย ไม่ทะเยอทะยานจนเกินไปของคุณหลวงนั้นเอง ทำให้พลอยนึกรักคุณหลวงอย่างมาก และนิสัยรื่นเริงสนุกสนานของพี่เนื่อง ทำให้พลอยนึกรักพี่เนื่อง เสียสุดสวาทขาดใจ ถึงพี่เนื่องจะไม่เคยทะเยอทะยานมาก่อน แต่เดี๋ยวนี้พี่เนื่องก็กำลังมุ่งหน้าสร้างหลักฐาน อย่างเต็มกำลัง เจ้าคุณพ่อท่านไม่ทราบว่า คนที่เป็นยอดแห่งปรารถนา และเป็นกำลังใจให้พี่เนื่องได้ดี ยิ่งกว่าคนอื่นๆนั้น ก็คือลูกสาวคนที่พัดท่านอยู่ในบัดนี้

 

 

         คำพูดของเจ้าคุณพ่อยังทำให้พลอยรู้สึกวิตกต่อไปอีก เจ้าคุณพ่อท่านได้แสดงให้เห็นด้วยคำพูดว่า ถึงท่านจะชอบพอกับคุณหลวงในฐานเพื่อนเก่า แต่ท่านก็มิได้นับถือเลื่อมใสนัก ขณะเดียวกัน ท่านก็คงจะต้องสงสัยว่า พี่เนื่องนั้นเหมือนกับคุณหลวง ด้วยเป็นลูกเป็นพ่อกัน ถ้าถึงเวลาเข้าจริง พี่เนื่องส่งคนมาสู่ขอ เจ้าคุณพ่อท่านคงจะไม่เต็มใจนัก มีทางเดียวเท่านั้นที่จะให้คุณพ่อท่านยินยอม ทางนั้นก็คือ พี่เนื่องจะต้องทำตัวให้ท่านเห็นได้ชัดว่า พี่เนื่องจะเป็นคนที่ได้ดี เป็นหลักเป็นฐานต่อไปคนหนึ่งในภายหน้า ขณะนี้พี่เนื่องก็ยังไม่รู้ ยังคงเชื่อว่าถ้าทางผู้ใหญ่มาสู่ขอ เจ้าคุณพ่อท่านคงจะไม่ขัด อาศัยที่ว่าคุณหลวง พ่อของพี่เนื่อง เคยเป็นเพื่อนชอบพอกับท่านมาแต่ก่อน ขณะนี้พี่เนื่องก็ยังนอนใจอยู่ในเรื่องนี้ ปัญหาจึงมีอยู่ว่า พลอยจะทำอย่างไรที่จะให้พี่เนื่องรู้ตัวได้ พลอยิ่งคิดไปก็ยิ่งกลุ้ม เพราะพี่เนื่องนั้นอยู่ไกลแสนไกล ถ้าหากว่าพี่เนื่องอยู่ในกรุง มีโอกาสที่จะเข้ามาฝากเนื้อฝากตัวกับเจ้าคุณพ่อ ให้ท่านได้รักได้เห็นใจ บางทีก็จะไม่สู้กระไรหนักหนา

 

 

         ด้วยความกลุ้มใจ และมัวแต่ครุ่นคิดเรื่องของตน พลอยจึงไม่ได้สนใจฟังว่า เจ้าคุณพ่อคุยว่าอย่างไร จนรับประทานเสร็จ มารู้สึกตัวเอาตอนที่ท่านบอกคุณเชย ให้พาพลอยไปหาข้าวกินกันเสีย แล้วก็ให้พักผ่อนเสียบ้าง ส่วนตัวท่านเองนั้นนั่งต่อไปอีกสักครู่หนึ่ง ก็ลุกเข้าไปเอนหลังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง

 

 

         ระหว่างที่นั่งกินข้าวกันอยู่ในห้องคุณเชย คุณเชยก็ปรารภขึ้นเป็นเชิงขบขันว่า

 

 

         "เจ้าคุณพ่อท่านพูดราวกับว่า ลูกสาวของท่านขายดีเสียเต็มประดา ฉันยังไม่เห็นท่านขายออกสักคน ตั้งแต่ลูกสาวใหญ่ท่านลงมาทีเดียว"

 

 

         "คุณเชย" พลอยปรารภขึ้นบ้าง "อย่างคุณอุ่นนี่ถ้ามีเรือนเสีย บางทีเธอจะดีขึ้นบ้างกระมัง"

 

 

         "โฮ้ย ! อย่าไปพูดถึงเธอเลย !" คุณเชยร้องขึ้น "เธอว่าเธอไม่มีหรอกลูกผัว เธอเป็นห่วงเจ้าคุณพ่อ จะอยู่ปรนนิบัติ ดูแลการบ้านให้ท่านไปจนตาย" 

 

 

         "ก็จริงๆ ของเธอนี่คุณเชย" พลอยพูดอย่างเห็นใจ "เจ้าคุณพ่อท่านก็ไม่มีใครที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้าน ที่จะดูแลแทนท่านได้ ถ้าคุณอุ่นเธอออกเรือนไปเสีย ก็จะลำบากเหมือนกัน"

 

 

         "แม่พลอย !" คุณเชยยิ้มมองหน้าน้องสาวอย่างนึกรัก "แม่ทูนหัวของพี่ แม่ช่างเป็นคนดีเสียจริงๆ เห็นอะไรก็ว่าถูกไปหมด แม่ไม่รู้ดอกหรือว่า คุณอุ่นเธอหวงสมบัติต่างหาก แม่พลอยไม่ได้ยินเจ้าคุณพ่อท่านบ่น เมื่อกี้ดอกหรือว่า วันหนึ่งๆท่านไม่ได้เห็นหน้าใคร นอกจากฉันคนเดียว คุณอุ่นเธอก็ดีแต่นั่งคุมกำปั่นอยู่ในห้อง ท่านจะอยู่จะกินอย่างไร ฉันก็ไม่เห็นเธอเหลียวแล แต่เจ้าคุณพ่อท่านเกรงใจเธอมาเสียนานแล้ว ท่านก็ไม่พูด คุณอุ่นเธอหาคนมาขอไม่ได้ เพราะเธอเที่ยวดูถูกคนเขาไว้เสียหมดแล้วว่า ไม่มีใครวิเศษคู่ควรกับเธอ เธอไม่มีหรอกลูกผัว แม่พลอยคอยดูไปก็แล้วกัน แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้นน่ะซี"

 

 

         คุณเชยพูดแล้วก้มหน้าเปิบข้าวเข้าปากต่อไป

 

 

         "คุณเชยหมายความว่าอย่างไรฉันก็ไม่รู้" พลอยถามอย่างสงสัย "ทำไมเรื่องถึงไม่จบแค่นั้น"

 

 

         "ฉันก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรถูก" คุณเชยตอบ "แต่ฉันรู้สึกว่า เมื่อคุณอุ่นเธอตั้งใจไว้ว่าจะไม่มีเรือน เธอก็เลยไม่ยอมให้คนอื่นมีเหมือนกัน อย่างฉันนี้ถ้าคิดจะมีเรือนเมื่อไร เธอเป็นอาละวาดแน่ นิสัยคุณอุ่น เธอไม่ชอบเห็นใครมีอะไรมากกว่าตัว ถ้าเธอไม่มีเรือนคนอื่นๆในบ้านนี้ก็มีไม่ได้ ใครขืนมี เธอเห็นเป็นบาป เป็นกรรมทีเดียว"

 

 

         "คุณเชยคิดมากไปเองกระมัง" พลอยท้วงขึ้น "คุณอุ่นเธอคงไม่ถึงเพียงนันหรอก ดูแต่คุณชิตซี มีลูกตั้งสองคนแล้วเธอยังรักออก คุณเชยบอกฉันเอง"

 

 

         "คุณชิตนั้นอีกอย่างหนึ่ง" คุณเชยอธิบาย "คุณชิตเป็นผู้ชาย จึงไม่มีของจะไปแข่งขันประชันดีกับเธอได้ แล้วคุณชิตเขาเป็นน้องรัก ทำอะไรๆก็ไม่ผิด เธอเขาข้างกันเสมอ แต่แม่พลอยอย่าฟังฉันข้างเดียวเลย คอยดูไปเองก็แล้วกัน ฉันพูดไว้ไม่ผิดหรอก"

 

 

         คุณเชยหยุดพูดกินข้าวต่อไปอีกครู่หนึ่ง แล้วก็ปรารภขึ้นว่า

 

 

         "ความจริงแม่พลอยนี่ก็แปลก ถ้าจะว่าไปก็เป็นลูกคนละแม่กับฉัน แต่ฉันกลับรักแม่พลอยมากกว่าพี่น้อง แม่เดียวกันเสียอีก เหมือนกับว่าเราเป็นลูกแม่เดียวกันแท้ๆ เพราะฉันรักแม่พลอยนี่แหละ เลยทำให้ฉันเป็นเจ้าของพ่อเพิ่มไปด้วย กลายเป็นเหตุให้ทะเลาะกับคุณอุ่นอยู่บ่อยๆ"

 

 

         พลอยรู้สึกตื้นตันใจในคำพูดของคุณเชย จะตอบว่าอย่างไรก็คงไม่ตรงกับความรู้สึกที่มีอยู่ในใจ จึงได้แต่มองหน้าคุณเชยแล้วยิ้ม แล้วก็ถามขึ้นว่า

 

 

         "นี่พ่อเพิ่มเขารู้หรือเปล่าว่าฉันจะมาค้างบ้าน"

 

 

         "ฉันบอกเขาตั้งหลายหนแล้ว" คุณเชยตอบ "เขารู้แล้วว่า แม่พลอยจะมาบ้านวันนี้ เขายังบอกฉันเลยว่า จะกลับแต่วัน"

 

 

         ครั้นแล้ววันนั้น พ่อเพิ่มก็กลับบ้านแต่วันจริงๆ อย่างที่บอกกับคุณเชยไว้ พอกลับถึงบ้าน พ่อเพิ่มก็รีบขึ้นมาหาพลอย ที่เฉลียงหน้าตึก ความจริงพ่อเพิ่มเป็นคนๆเดียวจากบ้าน ที่พลอยได้พบเป็นครั้ง เป็นคราว ตลอดเวลาห้าหกปีที่แล้วมา แต่ในตอนท้ายนี้พ่อเพิ่มชักจะหายไป เมื่อได้มาพบกันที่บ้าน ซึ่งจะมีเวลาพูดคุยกันนาน พลอยก็ดีใจที่ได้พบ แต่พ่อเพิ่มก็ดูเหมือนจะดีใจ ที่น้องสาวได้กลับมาบ้านเช่นเดียวกัน เมื่อพ่อเพิ่มขึ้นบันไดตึกมานั้น คุณเชยนั่งคุยกับพลอยอยู่ที่หน้าห้อง หวานลูกสาวคนเล็กของเจ้าคุณพ่อกับแม่แวว ซึ่งบัดนี้อายุ ๑๓ ปี ก็นั่งอยู่ด้วย เพราะคุณเชยให้คนไปตามขึ้นมาไหว้พลอย เพื่อจะได้รู้จักไว้ พอพ่อเพิ่มเดินขึ้นมาบนตึก คุณเชยก็สะกิดพลอยแล้วพูดว่า

 

 

         "แน่ะ มาแล้วละ วันนี้จะเมาเสียหรือเปล่าก็ไม่รู้"

 

 

         พ่อเพิ่มขณะนี้เป็นหนุ่มใหญ่ทีเดียว พลอยสังเกตว่าพ่อเพิ่มหน้าตาแก่กว่าอายุ และนึกในใจว่า หมู่นี้พ่อเพิ่มไม่ค่อยเอาใจใส่ต่อตัวเอง จะแต่งเนื้อแต่งตัวหวีเผ้าผมก็รุงรังอย่างไม่สนใจ พ่อเพิ่มนุ่งผ้าพื้น สีเขียวเก่าๆผืนหนึ่ง ผ้าผืนนั้นแสดงอาการว่านุ่งมาหลายวันแล้ว และพ่อเพิ่มอาจนุ่งต่อไปอีกหลายวัน

 

 

         "แม่พลอยมาถึงเมื่อไหร่" พ่อเพิ่มทักขึ้น "คุณเชยบอกฉันไว้หลายวันแล้วว่า แม่พลอยจะมาค้างบ้าน วันนี้ฉันเลยรีบกลับแต่วัน"

 

 

         "ฉันมาถึงแต่เช้า" พลอยตอบ "พ่อเพิ่มสบายดีหรือ"

 

 

         "ก็ยังงั้นๆแหละ" พ่อเพิ่มพูด "จะว่าสบายก็สบาย ไม่มีทุกข์มีร้อนอะไร"

 

 

         "นั่นซี" คุณเชยพูดขัดจังหวะขึ้น "ฉันยังนึกอิจฉาพ่อเพิ่มอยู่เสมอ เรื่องพ่อเพิ่มไม่มีทุกข์เสียเลยนี่แหละ"

 

 

         พ่อเพิ่มหัวเราะแล้วบอกพลอยว่า

 

 

         "คุณเชยเดี๋ยวนี้เลี้ยงดูฉันเป็นลูกบุญธรรม ฉันกลับมาบ้านได้มีข้าวมีปลากิน ก็เพราะคุณเชยเธอหาไว้ให้ เสียอยู่แต่เธอดุเสียจริงๆ ไม่ว่าฉันจะทำอะไรเป็นผิดไปหมด"

 

 

         "ดูซี พ่อเพิ่มมาหาความ" คุณเชยร้องขึ้น "ฉันเคยไปดุไปว่าอะไรที่ไหน มีแต่ฉันคอยเตือนว่า คนอื่นเขาว่าอะไรบ้าง กลับมาว่าฉันดุ พอน้องสาวมาถึงบ้านก็ฟ้องกันทีเดียว"

 

 

         หลังจากนั่งพูดกันอีกสักครู่ คุณเชยก็ชวนหวานน้องสาวไปทำธุระทางอื่น ปล่อยให้พลอยนั่งคุยกับพ่อเพิ่ม สองต่อสอง พลอยนั่งคุยกับพ่อเพิ่ม ฟังคารมดูก็รู้ว่าพ่อเพิ่มเป็นคนไม่มีทุกข์เอาเสียจริงๆ พ่อเพิ่มยอมรับว่า วันหนึ่งๆ พ่อเพิ่มก็ทำราชการบ้าง เที่ยวกับเพื่อนฝูงเสียบ้าง บางวันพ่อเพิ่มก็กลับบ้าน บางวันก็ค้างบ้านเพื่อน พ่อเพิ่มดูจะมีเพื่อนฝูงมากมายเอาการอยู่ เวลาพ่อเพิ่มพูดคุย ก็มักจะเอ่ยถึงเพื่อนฝูงคนโน้นคนนี้อยู่ไม่ขาดปาก เรื่องมีลูกมีเมีย พ่อเพิ่มบอกว่ายังไม่เคยคิดเลย ถึงจะมีก็รุงรังเปล่าๆ เวลานี้พ่อเพิ่มบอกว่าได้เงินเดือนๆละ สองตำลึง เจ้าคุณพ่อท่านให้อีกสองตำลึง ใช้หมดทุกเดือนไม่มีเหลือเก็บ แล้วจะไปมีลูกมีเมียได้อย่างไร ถ้าหากว่าจะมีเมียก็ต้องหาเมียเศรษฐี แต่ขณะนี้ยังไม่มีเวลาจะหา พ่อเพิ่มบอกพลอยว่าไม่ต้องห่วง และคุยให้ฟังต่อไปว่า เวลานี้เจ้านายท่านก็รัก เพื่อนฝูงทุกคนก็ไว้ใจได้ ถึงจะเป็นอย่างไรก็คงไม่มีใครทอดทิ้ง พลอยเล่าให้พ่อเพิ่มฟัง ถึงเรื่องที่เจ้าคุณพ่อท่านบ่นเมื่อเช้า พ่อเพิ่มก็แก้ว่าเจ้าคุณพ่อท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านก็ต้องว่าไปอย่างนั้น อย่าไปถือสาท่านเลย แล้วระหว่างที่คุยกันอยู่นั้นเอง พ่อเพิ่มก็ถามขึ้นว่า

 

 

         "แม่พลอยรู้จักคุณเปรมบ้างหรือเปล่า"

 

 

         พลอยต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินคำถามนี้ แล้วก็ถามขึ้นว่า

 

 

         "คุณเปรมไหน ฉันไม่รู้จัก"

 

 

         "คุณเปรมเพื่อนฉันเอง เขาเป็นมหาดเล็กหลวงอยู่ในวัง เขาบอกฉันว่าเขารู้จักแม่พลอย เคยพบบ่อยๆ"

 

 

         "ฉันไม่รู้จักหรอกพ่อเพิ่ม คนอยู่ในวังเป็นก่ายเป็นกอง ใครจะไปรู้จักหมด ว่าแต่พ่อเพิ่มเถิด ไปรู้จักเขาได้อย่างไร" พลอยซักต่อ

 

 

         "ฉันก็เพิ่งมารู้จักเขาเมื่อไม่นานมานี้เอง" พ่อเพิ่มตอบ แล้วพูดต่อไปว่า

 

 

         "เขาแก่กว่าฉันสามสี่ปี เพื่อนๆเขาพามาให้รู้จักอีกทีหนึ่ง แต่พอรู้จักกันไป ฉันก็เห็นเขาน่าคบมากทีเดียว คุณเปรมเขาเป็นคนมีอันจะกิน เจ้าคุณพ่อเขาเป็นกรมท่าซ้ายผูกภาษีอากร เขารวยกว่าบ้านเราเสียอีก แต่เขาก็เป็นคนดีไม่ถือตัว ยิ่งกับฉันละก็รักกันนักทีเดียว เขาว่ารักฉันเหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่รู้ว่าไปถูกชะตากัน เข้าได้อย่างไร แปลกแท้ๆ แต่ฉันดูๆ เขาตั้งใจจะเอาอกเอาใจฉันเสียจริงๆ อยากได้อะไรก็หามาให้ จะพูดจะจาอะไรเขาก็เอออวยไปหมด"

 

 

         พลอยไม่ตอบพ่อเพิ่มว่าอย่างไรทั้งสิ้น นึกถึงสายตาคู่ที่เคยมองพลอยในที่ต่างๆแล้ว ก็ไม่นึกสงสัย ในเรื่องที่พ่อเพิ่มเล่า คุณเปรมคงจะไปรู้มาว่า พ่อเพิ่มเป็นพี่ชายของพลอย จึงได้เข้าติดต่อถึงตัว และพยายามเอาอกเอาใจ พลอยเคยนึกรำคาญคุณเปรม ที่คอยเที่ยวมองดูตัวในที่ต่างๆ แต่พอมารู้เข้าว่า คุณเปรมสนใจถึงกับเข้าหาพ่อเพิ่ม พยายามเอาอกเอาใจทุกทาง พลอยก็มีความรู้สึกแปลกขึ้น จะว่ารำคาญใจนั้น ก็ไม่ได้ แต่เป็นความรู้สึกครึ่งภูมิใจครึ่งวิตก ที่วิตกนั้นก็เพราะว่าเกิดมีผู้ชายอีกคนหนึ่ง นอกจากพี่เนื่อง ที่เข้ามาสนในในตัว แต่ภูมิใจก็เพราะเหตุว่า ความสนใจของผู้ชายนั้นมีมากถึงกับแสดงออกมา ด้วยการเอาอกเอาใจพ่อเพิ่ม ถ้าจะว่าไปแล้ว พลอยก็เป็นผู้หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นเอง และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ย่อมจะปลื้มใจบ้าง ไม่มากก็น้อยที่มีคนมาสนใจในตัว ถึงแม้ว่าคนที่มาในใจนั้น จะมิได้รับความสนใจตอบ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีใครมาสนใจเลย และเมื่อนึกถึงคุณเปรม ที่วิ่งมาประจบประแจงพ่อเพิ่ม พลอยก็อดนึกน่าเอ็นดูไม่ได้

 

 

         "เอ ! นึกๆไปก็แปลก" พ่อเพิ่มพูดต่อไปอย่างสงสัย "เขาบอกฉันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่ารู้จักแม่พลอย ทำไมแม่พลอยกลับมาบอกว่า ไม่รู้จักเขาก็ไม่รู้"

 

 

         "ก็ไม่เห็นแปลกอะไรเลยพ่อเพิ่ม" พลอยตอบ "ก็ฉันบอกแล้วว่า คนในวังนั้นมาก บางทีจะเคยแลเห็นกัน แล้วฉันจำเขาไม่ได้กระมัง"

 

 

         "คุณเปรมมหาดเล็ก ใครๆก็รู้จัก" พ่อเพิ่มยังยืนยัน "เขากว้างขวางออก คนที่รูปร่างสูงๆขาวๆ นั่นอย่างไรล่ะ แม่พลอย"

 

 

         "ฉันยังนึกหน้าไม่ออกอยู่นั่นเอง" พลอยตอบบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมรับว่าตนก็รู้จักคุณเปรมเหมือนกัน แล้วก็ชวนพ่อเพิ่มคุยไปเสียในเรื่องอื่นๆ ไม่ยอมพูดถึงเรื่องคุณเปรมอีก 

 

 

 

 

 

บทที่ ๙ (หน้าที่ ๒)

 

 

         ระหว่างที่พลอยออกมาค้างบ้าน พลอยได้พยายามทุกทางที่จะปรนนิบัติเอาใจเจ้าคุณพ่อ ให้สมกับที่จากบ้านไปนาน และได้กลับมาบ้านนานๆครั้งหนึ่ง พลอยปรึกษาหารือกับคุณเชย ด้วยเรื่องเกี่ยวกับ ความสุขของเจ้าคุณพ่อ เรื่องอาหารการกิน พลอยก็ออกความเห็นแนะนำ และในระหว่างที่อยู่ก็ได้ลงมือทำกับข้าว แปลกๆใหม่ๆหลายอย่าง ที่เรียนรู้มาจากในวังให้เจ้าคุณพ่อรับประทาน เป็นต้นว่า กับข้าวฝรั่งหลายอย่าง ซึ่งในวังเริ่มทำกันแพร่หลาย และข้าวคลุกแบบชวา ตามตำรับที่ได้มา เมื่อครั้งเสด็จประพาสชวาครั้งก่อน เรื่องเล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับระเบียบการปรนนิบัติ ตลอดจนถึงเรื่องความสะอาด ที่คุณเชยมิได้สังเกตุ เพราะอยู่เป็นประจำ พลอยก็ค่อยๆชี้แนะให้เห็น และแนะนำให้คุณเชยสั่งคนในบ้าน ที่มีหน้าที่รับใช้เจ้าคุณพ่อ ให้คอยดูแล พลอยชวนคุณเชยให้สำรวจเครื่องแต่งกายเจ้าคุณพ่อ โดยทั่วถึง เพื่อดูให้ละเอียดว่า สิ่งใดควรจะเก็บไว้ได้ สิ่งใดควรจะซ่อมจะทำ หรือสิ่งใดควรจะรุทิ้งไปเลย

 

 

         และไม่ว่าพลอยจะแนะนำสิ่งใด คุณเชยก็เชื่อและทำตามโดยมิได้ถือสา บางทีก็ปรารภว่า "ฉันเห็นฝีมือแม่พลอยทำอะไรต่ออะไรแล้ว ช่างนับถือเสียจริงๆ หันกลับมาดูตัวเอง เห็นเหมือนคนบ้านนอก รู้ยังงี้ ฉันเข้าไปอยู่ในวังเสียบ้าง แต่เด็กๆ ก็จะดี"

 

 

         ในการกระทำทุกอย่างพลอยไม่ยอมออกหน้าเป็นอันขาด เพราะรู้ว่าถ้าทำไปอย่างนั้น จะต้องกระทบกระเทือนกับคุณอุ่น ฉะนั้นพลอยจึงทำทุกอย่างผ่านคุณเชย จะสั่งการใดๆในบ้าน ก็ขอให้คุณเชยสั่ง แม้แต่นางพิศ พลอยก็ต้องคอยดูแลห้ามปราม มิให้ไปก้าวก่ายกับคนในบ้าน กลัวจะเกิดเรื่อง เมื่อมาถึงวันแรก ตอนกลางคืน นางพิศก็มาหาพลอยและร้องไห้เสียเป็นวักเป็นเวร บอกว่าคิดถึง "คุณ" คือแม่ของพลอย สุดที่จะทนทานได้ เมื่อได้มาเห็นสถานที่บ้านช่องที่ "คุณ" เคยอยู่ ฝ่ายคุณเชยนั้นก็ดูเหมือนจะรู้ใจพลอยอยู่มาก พลอยจะตักเตือนสิ่งใด ก็ยอมรับฟังเป็นอย่างดี ด้วยเหตุเหล่านี้ พลอยจึงมาอยู่บ้านเหมือนกับว่ามาอยู่เฉยๆ ยังไม่มีเรื่องที่จะต้องร้อนใจ ส่วนคุณอุ่นนั้น ถึงจะไม่พอใจอย่างไร ก็ได้แต่เก็บตัวอยู่ในห้อง ไม่ยอมรับรู้ว่า มีพลอยอยู่ในโลก เพราะคุณอุ่นรู้ดีว่าพลอยกลับมาบ้าน ก็ด้วยเจ้าคุณพ่อให้ไปรับมา และคุณอุ่นนั้น ถึงจะแสดงอำนาจต่อคนได้ทั่วไป ก็ยังมีความเกรงใจเจ้าคุณพ่ออยู่บ้าน

 

 

         กับพี่น้องคนอื่นๆ พลอยก็พยายามปฏิบัติตน เป็นพี่น้องที่ดีที่สุด หวานน้องสาวคนละแม่นั้น เป็นเด็กที่กำลัง จะโตขึ้นมา เมื่อได้พบพลอยผู้เป็นพี่สาวเต็มตัว ออกมาจากวัง พร้อมด้วยบรรยากาศของในวัง ซึ่งเป็นที่ๆหรูหรา ที่สุดในสมัยนั้น หวานก็นับถือเลื่อมใสพี่สาวอย่างจริงใจ ไม่ว่าพลอยจะไปทางไหนหรือทำอะไร หวานก็ติดตาม ไปอยู่ใกล้ๆ คอยดูไปเสียทุกอย่าง พลอยก็ถือโอกาสแนะนำและสอน ให้ทำของต่างๆ และข้าวของเสื้อผ้า ที่เอาออกมาด้วย ก็แบ่งให้เท่าที่เห็นว่าเหมาะสำหรับเด็กในวัยนั้น พลอยรู้สึกปลื้มที่มีน้องสาว ถึงแม้ว่าจะเป็นคนละแม่ ความจริงเมื่อพลอยออกจากบ้านไป หวานก็ยังเด็กเต็มที และพลอยก็มิได้สนใจ หวนระลึกถึง แต่พอกลับมาอีกทีหนึ่ง หวานก็กลายเป็นเด็กโตๆ ที่พูดจากันรู้เรื่อง ทำเอาพลอยออกจะตื่นๆ ว่ามีน้องสาวที่เป็นคนโตๆ และยิ่งอยู่ไปก็ชักจะรักเอามากๆ

 

 

         กับคุณชิตนั้นพลอยไม่ค่อยจะได้พบปะ เพราะอยู่คนละเรือน แต่ถึงจะพบกันครั้งไร พลอยก็นอบน้อม ด้วยความเคารพ เรียกว่า "คุณพี่" ทุกคำ ทำให้คุณชิตเอ็นดู และพูดจาด้วยเป็นอย่างดี

 

 

         เจ้าคุณพ่อให้คุณชิตและพวง ผู้เป็นภรรยาไปอยู่ที่เรือนที่พลอยเคยอยู่กับแม่ พอพลอยมาค้างบ้านได้คืนหนึ่ง พลอยก็ชวนคุณเชยไปเยี่ยมคุณชิตและหลานๆที่เรือน

 

 

         พอพลอยได้เห็นหน้าคุณชิตเป็นครั้งแรกก็ใจหาย เพราะเคยจำได้ว่า คุณชิตเมื่อรุ่นหนุ่มนั้น เป็นคนที่ค่อนข้างจะสวย และเคยได้ยินผู้ใหญ่หลายคนออกปากว่า คุณชิตหน้าตาดีเป็นหนักหนา แต่คุณชิตเดี๋ยวนี้ ไม่เหมือนคุณชิตคนก่อน โรคภัยไข้เจ็บและยาเสพติด ทำให้คุณชิตทรุดโทรมลงไป จนดูเหมือนคนแก่ ร่างกายผอมแห้ง ผิวเหลืองซูบซีด และริมฝีปากเขียว คุณชิตนั่งเล่นอยู่ที่เฉลียงหน้าเรือน มีผ้าขาวม้า ห้อยไหล่อยู่ผืนหนึ่ง พอเห็นพลอยเดินมา คุณชินก็ร้องทักเรียกให้ขึ้นเรือน พลางลดผ้าขาวม้าลงมาคาดไว้ที่พุง

 

 

         พลอยขึ้นเรือนที่ตนเคยอยู่ด้วยความรู้สึกที่วังเวง และรู้ตัวว่า ถ้าได้ขึ้นมาคนเดียว โดยไม่มีคนอื่นอยู่ด้วย ก็เห็นจะถึงกับต้องหลั่งน้ำตาด้วยความคิดถึงแม่ เรือนนั้นเก่าแก่ทรุดโทรมไปด้วยวัย แต่ก็ยังพออยู่ได้ และดูเหมือนคุณชิตผู้อยู่ก็มิได้สนใจนัก คุณชินคุยอยู่ด้วยครู่หนึ่ง แล้วก็บอกพวงให้พาลูกออกมาให้พลอยดู

 

 

         พลอยรู้สึกสงสารพวงจับใจ แต่ก่อนเคยรู้จักพวงในฐานเป็นบ่าวในบ้าน คนทั้งบ้านเรียกว่า "นางพวง" บ้าง "อีพวง" บ้าง สุดแล้วแต่อารมณ์ขณะที่เรียก แต่พวงโตเป็นสาวขึ้น หน้าตาก็พอดูได้ ถึงแม้ว่าจะไม่สวยงาม อะไรนัก พวงในฐานะใหม่ที่เป็นพี่สะใภ้ของพลอย มิได้แสดงกิริยาอาการผิดไปกว่าแต่ก่อน คงนอบน้อม แสดงความเคารพเช่นเคย หรือจะมากกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำไป พลอยเห็นกิริยาอาการของพวง ก็เข้าใจดีว่า เพราะเหตุใดคุณอุ่นจึงได้นิ่งให้ เพราะถ้าคุณชิตได้เมียเป็นคนมีฐานะเท่าเทียมกัน เมียคุณชิตก็จะต้องตีเสมอ ในฐานะพี่น้องซึ่งคุณอุ่นอาจทนไม่ได้ แต่เพราะพวงเป็นบ่าวชนิด "ลูกครอก" มาในบ้านนี้ ถึงว่าจะได้เป็นเมียคุณชิต พวงก็ยังถือว่าคุณชิตเป็นนาย และการเป็นเมียนั้น ก็เท่ากับหน้าที่การงาน ไม่ถือว่าเป็นการยกฐานะของตนให้สูงกว่าแต่ก่อน แม้แต่ลูกของตนแท้ๆ พวงก็ยังเรียกว่าคุณทั้งสอง เพราะเด็กทั้งสองคนนั้น มีคุณชิตเป็นพ่อ

 

 

         "แม่พวงสบายดีหรือ" พลอยเป็นคนทักขึ้นก่อน พวงสะดุ้งจนเห็นได้ชัด เพราะครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรก ที่คนขนาดลูกเจ้าคุณ ซี่งเป็นเจ้าขุนมูลนายเรียกตนว่า "แม่พวง"

 

 

         "สบายเจ้าค่ะ" พวงตอบ "แหมคุณพลอยไปเสียนาน สวยผิดตาทีเดียว ถ้าบ่าวเห็นที่อื่นเป็นจำไม่ได้แน่ !" 

 

 

         พลอยยิ่งใจแห้งลงไปอีก เมื่อได้ยินพวงใช้คำแทนชื่อของตนเองว่า "บ่าว" อยู่นั่นเอง และนอกจากความสงสารที่มีอยู่ในใจแล้ว ยังบังเกิดความนับถือในความเสมอต้นเสมอปลาย ของพวงอีกมาก แล้วพวงก็อุ้มลูกของตนออกมาให้ดู คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชายเล็กๆ อายุราวๆสองขวบหน้าตาน่ารัก อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิงแรกเกิด อายุได้เดือนกว่าๆ

 

 

         พลอยเป็นคนรักเด็กมานานแล้ว แต่เมื่ออยู่ในวังไม่มีเด็กเล็กๆ ขนาดนี้จะเล่น พอเห็นลูกคุณชิต ซึ่งเป็นหลานของตน ก็ตื้นตันใจ และดีใจระคนกันไป สัญชาตญานของแม่ทีมีอยู่ในตัวเท่าไร ก็ดูเหมือน จะแสดงอิทธิพลออกมา และพุ่งเข้าหาเด็กทั้งสองคนนั้น อย่างเต็มที่

 

 

         พลอยอุ้มหลานคนผู้ชายขึ้นใส่ตัก กอดจูบเหมือนกับมิรู้จักวางลงได้ วางหลานผู้ชายลงแล้ว ก็หันไปมองหลานผู้หญิงในเบาะ อย่างอัศจรรย์ ชีวิตที่แรกเกิด ชีวิตที่บริสุทธิ์ปราศจากบาปกรรมใดๆ ยังอ่อนแอ และยังเล็กนัก ต้องคอยเลี้ยงดูอยู่เสมอ มิฉะนั้นจะดำรงชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ พลอยยื่นนิ้วมือเข้าไปที่เด็ก ซึ่งกำลังดิ้นอยู่ในเบาะ เด็กนั้นก็คว้ามือไปกำไว้แน่น พลอยใจเต้นแรงผิดปกติ เหมือนกับจะมีกำลังอะไรอย่างหนึ่ง ที่แล่นจากตัวเด็กมาหาตน ใจคอนั้นวาบหวำด้วยความรักและความปรานี ความตื้นตันในใจทำให้พลอย ต้องน้ำตาคลอ พลอยเหลียวไปดูหน้าพวงเห็นพวงยิ้มด้วย และได้ยินเสียงพวงพูดกับลูกของตนว่า

 

 

         "คุณรู้จักคุณอาพลอยด้วยหรือคะ แน่ดูซี ! กำนิ้วคุณพลอยแน่นทีเดียว"

 

 

         พลอยค่อยๆคลายนิ้วมือจากมือเด็ก เมื่อรู้ว่าคุณชิตมีลูก พลอยก็เตรียมสายสร้อยทองเส้นเล็กๆ ไว้สองเส้น เอาออกมาจากในวัง เพื่อจะมาผูกข้อมือหลานตามธรรมเนียม สายสร้อยสองเส้นนั้นก็เอาติดตัว มาที่เรือนคุณชิตด้วย อยู่ในพก พอเห็นเด็กทั้งสองคน พลอยก็ให้นึกอยากแต่จะให้ ในใจนั้นถ้าจะทำอะไร ให้เด็กทั้งสองคนนี้ได้ พลอยก็จะทำ รีบหยิบสายสร้อยออกจากพก และนึกในใจว่า ถ้าได้เห็นเด็กก่อน ก็จะหามาให้เส้นโตกว่านี้ แล้วก็เอาสายสร้อยผูกข้อมือหลานทีละคน อย่างบรรจง

 

 

         คุณชิตลุกจากที่นั่งอยู่ที่ระเบียงมานั่งใกล้ๆ อย่างรีบร้อน พอพลอยเอาสายสร้อยใส่ข้อมือลูกคนโตเสร็จ คุณชิตก็คว้ามือเด็กไปพลิกดู อย่างไม่ปรานีปราศรัย และชะโงกหน้ามาดูพลอยผูกข้อมือลูกคนเล็ก อย่างสนใจ

 

 

         "ทองหนักเท่าไร" คุณชิตถามขึ้น

 

 

         พลอยไม่เชื่อหูตนเอง ที่ได้ยินคำถามของคุณชิต เหลือบดูคุณเชยก็เห็นนั่งเคี้ยวหมากเฉย เหลียวไปมองพวง ก็เห็นก้มหน้านิ่ง

 

 

         "ทองหนักเท่าไร" คุณชิตถามขึ้นอีก

 

 

         "ฉันก็ไม่ทราบ" พลอบตอบไม่เต็มคำ "เมื่อซื้อเขามาก็ไม่ได้ถาม เห็นเส้นเล็กน่ารักดี ก็เลยเอามาผูกข้อมือหลาน"

 

 

         "ซื้อทองต้องถามน้ำหนัก" คุณชิตพูดลอยๆ "ผู้หญิงซื้อของละก็อย่างนี้เสมอ ใจตัวเห็นอะไรสวย ก็ซื้อกันได้ ซื้อกันดี ถูกแพงไม่ว่า"

 

 

         "กลับขึ้นบนตึกหรือยังแม่พลอย" คุณเชยเตือนขึ้น แล้วก็ขยิบตา เหมือนกับจะรีบชวนให้พลอยกลับ

 

 

         "อยู่หลายๆวันซีแม่พลอย" คุณชิตพูดขึ้น ก่อนที่พลอยจะลงจากเรือน "แล้วก็มาเล่นกับหลานบ่อยๆ เด็กมันจะได้รัก ถ้าฉันไม่อยู่ อีพวงมันก็อยู่ อย่าเกรงใจเลย"

 

 

         "ระหว่างที่เดินกลับจากเรือนคุณชิต ไปที่ตึกคุณเชยก็พูดเบาๆว่า

 

 

         "ฉันลืมเตือนแม่พลอยไป ถ้าจะให้อะไรหลานเป็นทองเป็นหยอง อย่าให้คุณชิตเห็นดีกว่า"

 

 

         "ทำไมเล่าคุณเชย ก็ลูกของเธอแท้ๆ" พลอยถามอย่างไม่เข้าใจ

 

 

         "ฉันกลัวมันจะผูกข้อมือเด็กอยู่ไม่กี่วัน" คุณเชยตอบหน้าตาเฉย

 

 

         "ไฮ้ ! คุณเชยเอาอะไรมาพูด ! กะอีสายสร้อยเส้นเท่านั้น !"

 

 

         "อ้าว ! แม่พลอยไม่เชื่อฉันก็คอยดูไปซี อีกสองสามวัน พอพ่อเขาหิวขึ้นมา ก็กลายเป็นควันฝิ่นไปหมด"

 

 

         พลอยใจหายวาบ เพราะไม่รู้ว่าคุณชิตได้ลดตัวไปถึงเพียงนั้น

 

 

         "โธ่ ! คุณเชยก็ ฉันไม่เชื่อหรอก คนอะไรจะใจไม้ไส้ระกำ ถึงเพียงนั้น"

 

 

         "เฮ้อ !" คุณเชยถอนใจใหญ่ แล้วก็พูดต่อไปว่า "แม่พลอยเอ๋ยแม่พลอย แม่ไปอยู่เสียในวัง ได้เรียนรู้อะไร มาก็จริง แต่แม่พลอยอย่าลืมว่านอกวังนี้ ก็มีอะไรที่จะต้องเรียนรู้ต่อไปอีกมากเหมือนกัน คอยดูไปก็จะเห็นไปเอง ฉันน่ะรู้เสียจนขี้เกียจจะรู้แล้ว นี่ถ้าไม่ใช่แม่พลอย ฉันก็ไม่พูดหรอกอายเขา"

 

 

         พลอยเดินกลับขึ้นไปบนตึก โดยไม่ปริปากพูดว่าอะไรอีก และเมื่อขึ้นมาบนตึกเข้าไปในห้องคุณเชยแล้ว เรื่องคุณชิตที่คุณเชยเล่าให้ฟัง ก็เป็นเรื่องที่ทำให้พลอยต้องคิดต้องกังวล เพราะสงสารเด็กที่เพิ่งได้พบสองคนนั้น เป็นกำลัง จนคุณเชยต้องเข้าปลอยว่า

 

 

         "แม่พลอยอย่าเก็บเอาเรื่องอะไร มาวิตกให้มากนักเลย เวรกรรมของใครสร้างไว้อย่างไร เขาก็ไปอย่างนั้น ฉันเองนั้นร้อนใจวิตกมาเสียจนหายไปแล้ว คุยกันเรื่องอื่นๆดีกว่า"

 

 

         ความวิตกของพลอยมิได้ไปสิ้นสุดลงที่คุณชิตเท่านั้น เพราะอีกสามสี่วัน พลอยก็ได้เห็นเหตุการณ์บางอย่าง ที่ทำให้พลอยต้องกลุ้มใจหนักขึ้นไปอีก

 

 

         วันหนึ่งตอนบ่าย ขณะที่พลอยนั่งเล่นอยู่กับคุณเชย ที่ใต้ต้นพิกุลหน้าตึก หวานและเด็กอื่นๆ ช่วยกันเก็บดอกพิกุลที่ร่วงกลาดเกลื่อน อยู่ตามพื้น พลอยแว่วได้ยินเสียงเหมือนใครจะร้องเพลงดังๆ อยู่แตไกล และเสียงนั้นก็ค่อยดังใกล้ๆ เข้ามาทุกที จนจับคำที่ร้องอยู่สุดเสียงนั้นได้ว่า เป็นเพลงกราวนอก และเสียงนั้น เป็นเสียงของคนที่นั่งอยู่ในเรือ ซึ่งกำลังแจวเข้ามาสู่บ้าน อย่างช้าๆ

 

 

         "พระวัยได้ฤกษ์ ให้เลิกทัพ ผู้คนโจนจับอาวุธมั่น..." เสียงนั้นร้องต่อไป อย่างเบิกบานสำราญใจ

 

 

         "ฉันว่าแล้วไหมล่ะ" คุณเชยพูดขึ้นอย่างหัวเสีย "ขอกันก็แล้ว ห้ามกันก็แล้ว ยังอดแผลงฤทธิ์ไม่ได้"

 

 

         "ใครกัน คุณเชย" พลอยถามอย่างแปลกใจ

 

 

         "ก็จะใครที่ไหนเสียอีกล่ะ พ่อเพิ่มตัวดีของแม่พลอยน่ะซี" ว่าแล้วคุณเชยก็ลุกกระวีกระวาด เดินดุ่มไปยังศาลาท่าน้ำ

 

 

         พลอยเหงื่อแตกด้วยความตกใจ และเศร้าใจระคนกัน มือเย็นเท้าเย็นขึ้นมาทันที พลอยก็รู้อยู่แล้วว่า พ่อเพิ่มชอบดื่มสุรา แต่ก็ไม่นึกว่าฤทธิ์สุรา จะทำให้พ่อเพิ่มเมามาย อาละวาดแต่กลางวันแสกๆ ถึงเพียงนี้ มีอย่างหรือนั่งเรือ ร้องเพลงดังลั่นมาได้ตลอดคลอง ชาวบ้านเขาจะว่าอย่างไร และถ้าใครเขารู้ว่าพลอย เป็นน้องแท้ๆ ของพ่อเพิ่ม พลอยจะไปดูหน้าเขาอย่างไรได้ พลอยเหลียวไปดูบนตึกเห็นยังเงียบอยู่ เจ้าคุณพ่ออาจจะยังไม่ตื่นจากนอนกลางวัน ท่านคงไม่ได้ยินเสียงเอะอะในคลอง นับว่าเคราะห์ยังดีอยู่ นางพิศกำลังเดินลัดลานบ้าน เข้ามาหาที่ใต้ต้นพิกุล ที่พลอยนั่งอยู่

 

 

         "เสียงใครมาเอะอะแต่วันเทียวคุณพลอย" นางพิศถามขึ้น

 

 

         "จุ๊ จุ๊ ! เบาๆหน่อยพิศ พ่อเพิ่มน่ะไม่ใช่ใครหรอก" พลอยไม่รู้จะห้ามใคร ก็ได้แต่ห้ามนางพิศ มิให้ส่งเสียงดัง

 

 

         "ปู้โธ่ ! มาห้ามบ่าวทำมั้ย !" นางพิศออกอุทาน "มันต้องไปห้ามพ่อต้นเสียงโน่น ถึงจะถูก คุณเพิ่มนี่เสียงดี ไม่ใช่เล่นทีเดียว"

 

 

         "โธ่ พิศก็" พลอยพูดอย่างหัวเสีย "เห็นเป็นเรื่องสนุกไปได้ พ่อเพิ่มเมาเหล้าเอะอะมา เดี๋ยวเจ้าคุณพ่อตื่นได้ยิน ก็เกิดเรื่องบ้านแตก เท่านั้นเอง"

 

 

         "ฮ้า !" นางพิศร้อง "เมาเหล้าด้วยหรือนี่ ! อย่าวิตกไปเลยทูนหัว เดี๋ยวพิศจะจัดการเอง คอยดูสีมือนางพิศ บ้างซี ! อย่างนี้แหละชำนาญนัก เคยปราบมาหลายคนแล้ว"

 

 

         ว่าแล้วนางพิศก็รีบเดินไปยังท่าน้ำอีกคนหนึ่ง พลอยเห็นนางพิศไปนั่งลงพูดกับคุณเชย แล้วเห็นคุณเชย เดินกลับมาใต้ต้นพิกุลอีก ขณะนั้นเรือที่พ่อเพิ่มนั่งมา เข้ามาจอดที่ท่าน้ำแล้ว เสียงพ่อเพิ่มเจรจากับคนเรือเอะอะ ตามประสาคนเมา

 

 

         "นางพิศมันบอกว่ามันจะดูเอง" คุณเชยบอกเมื่อลดตัวลงนั่งใกล้ๆพลอย "มันบอกให้ฉันกลับเข้ามาเสีย"

 

 

         อีกสักครู่หนึ่ง พ่อเพิ่มก็เดินโซซัดโซเซ ผ่านหน้าพลอยและคุณเชยไปใกล้ๆ มีนางพิศเดินขนาบข้าง พ่อเพิ่มสีหน้าแดงก่ำ ด้วยฤทธิ์สุรา และส่งกลิ่นเหล้าฟุ้งมาถึงที่ๆพลอยนั่ง อาการกิริยาของพ่อเพิ่ม ดูน่าขยะแขยง จนพลอยเกือบจะทนดูไม่ไหว

 

 

         "สนุก...สนุก... วันนี้สนุกมาก" เสียงพ่อเพิ่มพูดอ้อแอ้กับนางพิศ "แม่พิศ...ยอดขมองอิ่ม..." พ่อเพิ่มพูดต่อไป

 

 

         "อย่าเอะอะไปคุณเพิ่ม" นางพิศพูดขู่เหมือนกับว่าพ่อเพิ่มยังเป็นเด็กๆ "มากินข้าวเสียเดี๋ยวนี้เชียว ม่ายงั้นฉันตีเอาจริงๆนะ"

 

 

         "อีพิศ..." พ่อเพิ่มพูดต่อไป "มึงจะตีกูเรอะ..." แต่แล้วพ่อเพิ่มก็ตามนางพิศไปทางครัว แล้วเงียบหายไปเลย

 

 

         นางพิศมารายงานต่อพลอย ตอนกลางคืนว่า พ่อเพิ่มไม่เมาเท่าไรนัก เอะอะไปอย่างนั้นเอง ไปหาข้าวให้กิน กับแกงต้มโคล้งเผ็ดจัดร้อนจัด สักครู่ก็สร่าง เวลานี้นอนหลับอย่างสบายอยู่ที่ม้านั่งยาว ใต้ต้นมะม่วงใกล้ๆครัวนั้นเอง ตื่นขึ้นมาก็เห็นจะหมดเรื่อง

 

 

         พลอยอยู่ที่บ้านมาได้เจ็ดแปดวัน โดยที่มิได้พบปะกับคุณอุ่นอีกเลย หลังจากวันแรก แม้แต่สุ้มเสียง ก็ไม่ได้ยิน เพราะคุณอุ่นเธอเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ถ้าจะออกมาจากห้อง ก็คงเป็นเวลาที่พลอยไม่เห็น แต่แรกพลอยก็รู้สึกเฉยๆ เพราะมีเรื่องอื่นๆ หลายเรื่องทางบ้านที่ทำให้ตื่นเต้นใสใจ แต่เมื่ออยู่ต่อมาก็เริ่มอึดอัด เพราะความรู้สึกที่ว่า มีอีกคนหนึ่งในบ้านที่ยังปฏิเสธ ไม่ยอมรับตนให้เข้าในครอบครัวนั้น ทำให้พลอยต้องหวาด สะดุ้งอยู่เสมอ ยิ่งหลายวันเข้าก็ยิ่งรู้สึก เหมือนกับมีอะไรมาคอยกดดันไว้ มิให้รู้สึกสบายใจได้ ยังเป็นเรื่องที่ข้องใจอยู่ตลอด คุณอุ่น กลายเป็นอิทธิพลมืดที่น่าสพึงกลัวสำหรับพลอย ขณะที่อยู่บ้านที่มืด และน่าากลัว ก็เพราะพลอยมิได้เห็นตัวคุณอุ่น และคาดไม่ถึงว่า คุณอุ่นกำลังจะทำอะไรกับตน หรือจะรู้สึกอย่างไร ต่อตน คนในบ้านตั้งแต่เจ้าคุณพ่อลงมา ไม่มีใครยอมพูดถึงคุณอุ่นกับพลอยเลย ถ้าพูดกันอยู่ในเรื่องใด ที่พอจะวกเข้าหาคุณอุ่น ทุกคนมักจะเปลี่ยนเรื่องเสียเสมอ

 

 

         แต่ในที่สุด สิ่งที่พลอยกลัวเกรงจากคุณอุ่น ก็เริ่มสำแดงตัวให้ปรากฏ จนพลอยเห็นได้ชัด หวานน้องสาวคนเล็กนั้น เมื่อพลอยมาค้างบ้านใหม่ๆ ก็รู้สึกนิยมเลื่อมใส ในตัวพลอย เพราะมักจะมาหาถึงในห้อง และติดตามอยู่เสมอ แต่ตอนท้ายหวานก็เริ่มห่างไป ไม่มาหาหรือติดตามอย่างแต่ก่อน ถึงแม้จะพบกันจังหน้า ก็พูดด้วยคำสองคำอย่างเสียไม่ได้ แล้วก็รีบหลบไปทางอื่น ส่วนข้าวของเสื้อผ้าที่พลอยให้นั้น เห็นหวานใส่อยู่ แต่ในวันแรกๆ ในต้อนท้ายก็มิได้ใส่อีกเลย คงใช้แต่เสื้อผ้าเก่าๆ อย่างแต่ก่อน พลอยสังเกตอาการกิริยาของหวาน ก็รู้ได้ว่าเด็กมิได้เกลียดชังตน แต่ดูเหมือนจะกลัวอะไรอยู่สักอย่างหนึ่ง วันหนึ่งพลอยนั่งอยู่กับคุณเชยสองต่อสอง ก็ปรารภขึ้นว่า

 

 

         "หมู่นี้หวานหายไป ไม่เห็นหน้ามาหลายวันแล้ว"

 

 

         คุณเชยถอนใจใหญ่แล้วก็ตอบว่า 

 

 

         "แม่พลอยอย่าไปถือสาเด็กเลย ธรรมดาของเด็กก็ต้องกลัวผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เขาห้ามอย่างไร ก็ต้องทำอย่างนั้น เมื่อฉันยังเป็นเด็ก ฉันก็กลัวเหมือนกัน แม่พลอยจำได้ไหม เมื่อตอนเรายังเด็กๆ แม่พลอยออกมาเจ้าคุณพ่อ เรื่องโกนจุก แล้วฉันกับพ่อเพิ่มเข้าไปคุยด้วย คราวนั้นแหละ ฉันถูกตีเกือบตาย"

 

 

         พลอยได้ยินคุณเชยพูดแล้วก็เข้าในทันทีว่า หวานคงถูกคุณอุ่นห้ามมิให้มาติดต่อกับตน ทำให้พลอยนึกสงสารเด็กยิ่งขึ้นไปอีก แต่อิทธิพลของคุณอุ่นไม่หยุดยั้งแต่เพียงแค่นั้น อีกวันหนึ่งพลอยเดินไป ที่เรือนคุณชิตว่าจะไปเล่นกับหลานๆ เห็นคุณชิตนอนเล่นอยู่ที่ระเบียงเรือน และพวงกำลังนั่งทำอะไรจุกจิก อยู่ที่ข้างๆบันได พอพลอยก้าวขึ้นบันไดเรือน คุณชิตก็ทักขึ้นว่า

 

 

         "อ้อ ! แม่พลอย" แล้วก็ลุกขึ้นเดินเข้าเรือนไปเฉยๆ ทิ้งให้พวงนั่งรับพลอยอยู่ที่ระเบียงคนเดียว แต่พลอยก็ยังไม่รู้ตัว หันไปถามพวงว่า

 

 

         "แม่พวง หลานๆ อยู่ไหน"

 

 

         พวงนั่งนิ่งไม่พูด เงยหน้ามองดูพลอย ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักความขอบใจ แล้วก็ทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้ รีบคลานหายเข้าเรือนไปอีกคนหนึ่ง ทิ้งพลอยให้นั่งอยู่ที่ระเบียงคนเดียว คราวนี้พลอยเข้าใจได้ดี โดยไม่ต้องมีใครอธิบายว่า ทั้งคุณชิตและพวงก็คงถูกคุณอุ่น ห้ามเป็นเด็ดขาด มิให้ติดต่อกับตนอีกแบบเดียวกัน เมื่อพลอยนำเรื่องไปเล่าให้คุณเชยฟัง คุณเชยก็ได้แต่ถอนใจใหญ่ แล้วพูดว่า

 

 

         "แม่พลอยต้องอดทนเอาหน่อย นึกว่าเห็นแกเจ้าคุณพ่อท่านเถิด อย่างเพิ่งรีบกลับ อยู่ต่อไปอีกหน่อย ใครเขาไม่คบเราก็ช่าง นึกว่าเราทำให้พ่อของเราสบายใจ ก็แล้วกัน"

 

 

         ความจริงพลอยต้องใช้ความอดทนอย่างมากที่สุดอยู่แล้ว แต่พลอยก็รู้ดีว่า การที่ตนมาค้างบ้าน ทำให้เจ้าคุณพ่อใจคอเบิกบานขึ้นมาก เวลาพูดกับพลอยก็มักจะส่งเสียงหัวเราะอยู่ไม่ขาด เหมือนกับเจ้าคุณพ่อ ที่พลอยเคยรู้จักมาแต่ก่อน คุณเชยบอกว่าเจ้าคุณพ่อกินข้าวได้มากขึ้น และดูเหมือนจะนอนหลับดีขึ้น ตอนเช้าและตอนบ่าย เจ้าคุณพ่อก็กลับลงมาเดินเล่นตามปกติ เมื่อเห็นผลอย่างนี้ พลอยก็พร้อมที่จะอดทนต่อไป แต่ความอดทนของคนเราทุกคนนั้น ย่อมจะมีที่สิ้นสุดลงวันหนึ่ง เมื่อถึงขีด

 

 

         วันหนึ่งนางพิศมาหาพลอย แล้วถามขึ้นว่า

 

 

         "คุณพลอยจะเข้าวังเมื่อไร มาอยู่นี่ได้ร่วมสิบวันแล้ว"

 

 

         "ฉันก็ว่าจะกลับเร็วๆนี้แหละพิศ" พลอยตอบ "แต่คุณเชยเธอขอให้อยู่ต่อไปอีกหน่อย พิศจะทำไมหรือ"

 

 

         "บ่าวไม่ทำไมหรอกคุณพลอย" นางพิศตอบ "แต่รีบกลับเสียในวันสองวันนี้แหละดี อยู่ไปเดี๋ยวจะเกิดเรื่อง"

 

 

         "เกิดเรื่องอะไรกันพิศ !" พลอยถามอย่างไม่สบายใจ "ฉันไม่เคยมีเรื่องอะไรกับใครสักหน่อย"

 

 

         "คุณไม่มี แต่บ่าวมีมากขึ้นทุกวัน" นางพิศตอบ "เวลานี้ บ่าวต้องซื้อของเรือกินแล้ว คุณพลอยรู้ไหม เพราะไม่อยากเข้าไปในครัว อีพวกคนบ้านนี้มันด่าให้ได้ยินทุกวัน"

 

 

         "ด่าใครพิศ" พลอยถาม

 

 

         "ก็ไม่ได้ออกชื่อใคร แต่บ่าวก็พอเดาออก ถ้าขืนอยู่ต่อไป เป็นเกิดเรื่องวันหนึ่ง นางพิศมันเกิดอดไม่ไหว ตบมันทั้งบ้านละก็ได้สนุกกันใหญ่"

 

 

         พลอยยอมจำนนต่อเหตุผลของนางพิศทันที เพราะพอจะเดาออกว่า เหตุการณ์ระหว่างบ่าวไพร่ของคุณอุ่น และนางพิศจะเป็นอย่างไร พลอยไม่คิดจะขอร้องให้นางพิศอดทนต่อไป อย่างที่คุณเชยขอกับตน เพราะรู้ว่าจะไม่ได้ผล การที่นางพิศอดทนได้ถึงเพียงนี้ ก็นับว่าดีหนักหนาอยู่แล้ว คืนวันนนั้นเอง พลอยก็บอกกับคุณเชยว่าจะกลับเข้าวัง ในวันมะรืนนี้ และขอให้คุณเชยสั่งเรือและไปส่งให้ด้วย

 

 

         เมื่อพลอยคลานเข้าไปลาเจ้าคุณพ่อ เพื่อกลับเข้าในวังต่อไป เจ้าคุณพ่อก็ดูเหมือนจะรู้เรื่องอยู่ เป็นอย่างดีแล้ว เพราะท่านมิได้ทักท้วงแต่อย่างใด แต่กลับให้ศีลให้พร และสั่งว่า เมื่อมีโอกาสให้กลับมา เยี่ยมบ้านอีก 

 

 

         "พลอยทูลเสด็จด้วย" เจ้าคุณพ่อพูด "ว่าพ่อกราบพระบาทขอบพระทัย ที่ทรงให้พลอยมาเยี่ยมบ้าน ทำให้พ่อสบายใจขึ้นมาก เพราะได้เห็นแล้วว่าลูกของพ่อเติบโตขึ้น เป็นคนดีอย่างไร ขอให้พลอยจงรักษาตัวให้ดี และจงอย่าลืมว่าเจ้าเป็นลูกพ่อ มีชื่อเสียงของวงศ์ตระกูลที่จะต้องรักษา"

 

 

         เจ้าคุณพ่อหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เหลือบไปดูทางห้องคุณอุ่น แล้วก็พูดขึ้นเบาๆว่า

 

 

         "พลอยกระเถิบเข้ามาใกล้ๆ" ว่าแล้วเจ้าคุณพ่อก็เปิดหีบใบหนึ่ง ที่วางอยู่ใกล้ๆตัว หยิบสายสร้อยข้อมือ เส้นหนึ่ง ยื่นให้พลอย 

 

 

         "สายสร้อยทองสามสี" เจ้าคุณพ่อลดเสียงอีก เหมือนกับจะกลัวใครได้ยิน "พ่อเห็นชาววังสมัยนี้ เขาชอบใส่กัน เลยซื้อไว้ให้พลอย แต่อย่าเพิ่งใส่เดี๋ยวนี้ เก็บไว้เข้าวังแล้วจึงใส่"

 

 

         พลอยก้มลงกราบเจ้าคุณพ่อ ด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ และเศร้าใจระคนกัน เจ้าคุณพ่อแสดงให้เห็นได้ชัดว่า ถึงแม้ท่านจะรักพลอยและเมตตาปรานี สักเพียงใดก็ตาม แต่ความเกรงใจคุณอุ่น ก็ยังมีอยู่ในเจ้าคุณพ่อ ไม่น้อยไปกว่าคนอื่นๆในบ้านนี้ ทำให้การแสดงความรักความเห็นอกเห็นใจ แม้แต่จะให้ข้าวของกัน ก็ต้องเป็นการซ่อนเร้นปิดบัง

 

 

         ก่อนจะลงเรือกลับในตอนเช้า พลอยก็ชวนคุณเชยเข้าไปลาคุณอุ่นอีก ตามระเบียบ คราวนี้คุณเชยไม่ทัดทาน แต่พูดทีเล่นทีจริงว่า

 

 

         "ไปก็ไป แต่ถ้าเธอแหวขึ้นมา เราคอยวิ่งหนีลงเรือกันให้ทันก็แล้วกัน"

 

 

         แต่การก็มิได้เป็นไปอย่างที่คุณเชยพูดไว้ เพราะคุณอุ่นนั่งเมินหน้านิ่ง ระหว่างที่พลอยเข้าไปลา เหมือนกับว่านั่งอยู่คนเดียว ไม่มีใครเข้าไปหาถึงในห้องเลย

 

 

         พลอยก้าวเท้าลงเรือด้วยความโล่งใจ ท้ายเรือมีนางพิศลงไปนั่งคอยคุมข้าวของอยู่แล้ว และมีพ่อเพิ่ม ซึ่งจะอาศัยเรือข้ามฟากไป นั่งรออยู่อีกคนหนึ่ง พอพลอยกับคุณเชยลงไปนั่งเรียบร้อย คนท้ายเรือก็เบนหัวเรือ ออกจากท่า และพอเรือลอยลำเริ่มเคลื่อนที่ บ่ายหน้าออกจากบ้าน นางพิศซึ่งนั่งอยู่ข้างท้าย ก็บ้วนน้ำหมาก และขากถ่มลงไปในน้ำหน้าบ้านอย่างแรง พร้อมกับบ่นเบาๆ อยู่ในคอว่า

 

 

         "สิ้นเวรสิ้นกรรมกันไปครั้งหนึ่ง แล้ววันหลังเถอะแม่จะกลับมาใหม่ คราวหน้าละก็เป็นได้เห็นดีกันละ"

 

 

         คุณเชยได้ยินนางพิศพูด ก็หันหน้ามาสบตากับพลอย แล้วอมยิ้ม ส่วนพ่อเพิ่มถามขึ้นว่า

 

 

         "บ่นอะไร พิศ"

 

 

         "เปล่า คุณเพิ่ม" นางพิศตอบ "ฉันให้พรคนในบ้านบางคน ให้เขาเจริญๆ ยิ่งๆ ขึ้นไปเท่านั้นเอง"

 

 

         "ใครได้พรนางพิศเห็นจะเจริญแน่" พ่อเพิ่มปรารภขึ้น

 

 

         "เจ้าค่า" นางพิศตอบ "พรของบ่าวไม่เคยพลาดเลย ปากกินเกลือปลาร้าอย่างนี้ละ ให้พรจำเริญดีนัก"

 

 

         "พลอยยังออกมาท้ายวังบ่อยไหม" พ่อเพิ่มถามพลอย ขณะที่นั่งอยู่ในเรือ

 

 

         "ก็ไม่บ่อยนัก พ่อเพิ่มถามทำไม" พลอยชักสงสัย

 

 

         "นึกว่าออกมาบ่อยๆ ฉันจะได้ไปคอยพบ" พ่อเพิ่มพูดเนือยๆ

 

 

         "ก็แต่ก่อนจะไปพบเมื่อไรก็ได้ ทำไมจึงต้องมาถาม" คุณเชยหันไปถามพ่อเพิ่ม อย่างสงสัยเหมือนกัน

 

 

         "เปล่า ไม่มีอะไรหรอก" พ่อเพิ่มตอบคุณเชย "เพื่อนรักฉันคนหนึ่ง เขาอยากรู้จักแม่พลอย เผื่อบางทีพบกัน ฉันจะได้พาเขามาพบ ให้รู้จักกันไว้"

 

 

         "ฮ้า !" นางพิศร้องขึ้น "มาละซี !"

 

 

         "พ่อเพิ่ม" คุณเชยพูดด้วยน้ำเสียงที่เอาจริง "ใครจะเป็นเพื่อนฝูงของพ่อเพิ่ม ฉันไม่รู้ด้วยละ แต่พ่อเพิ่ม จะมาทำอย่างนั้นไม่ได้ แม่พลอยไม่ใช่น้องสาวของพ่อเพิ่มคนเดียว แต่ก็เป็นน้องสาวของฉันเหมือนกัน ถ้าพ่อเพิ่มจะทำอย่างนั้น ก็จะต้องเกิดเรื่องกับฉันก่อน ระวังตัวให้ดี ฉันไม่ยอมคนง่ายๆหรอก มีอย่างรึ น้องเป็นสาวเป็นนาง จะพาผู้ชายมาพบ เหมือนดูเป็ดดูไก่ !"

 

 

         พ่อเพิ่มนิ่งเงียบ นั่งหันหน้ามองออกไปนอกเรือ มิได้ปริปากพูดว่าอะไรอีก และทุกคนก็นั่งนิ่งเงียบๆ ไปจนเรือเข้าจอดเทียบที่ท่าพระ

 

 

         สิ่งแรกที่พลอยทำเมื่อถึงตำหนัก หลังจากที่ได้ขึ้นไปเฝ้าเสด็จแล้ว คือฉุดข้อมือช้อยไปมุมห้อง แล้วกระซิบถามว่า

 

 

         "มีข่าวอะไรบ้างหรือเปล่าช้อย"

 

 

         "ข่าวอะไรกัน" ช้อยถามทำไม่รู้เรื่อง

 

 

         "โธ่ ! ช้อยก็รู้ดีอยู่แล้ว ถามได้" พลอยพ้อขึ้นอย่างรำคาญ ที่ช้อยชอบล้อเลียนไม่รู้จักหยุดหย่อน ระหว่างที่อยู่ที่บ้านสิบกว่าวัน พลอยก็ได้แต่นั่งคิดนอนคิดถึงพี่เนื่อง ไม่มีเวลาที่จะลืมได้ และที่ตัดสินใจกลับเข้าวัง ก็เพราะในวังเป็นที่เดียว ที่ตนจะได้รับการติดต่อจากพี่เนื่อง พลอยจึงมิได้รีรออยู่ที่บ้านจนนานเกินควร เพราะใจนั้น เร่งเร้าที่จะได้รับข่าวพี่เนื่องอยู่เสมอ ข่าวคราวที่คอยฟังอยู่นั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นหนังสือจดหมาย ที่พี่เนื่องมีมาโดยตรง บางทีก็เป็นข่าวที่สั่งมาถึงกันดัวยปาก หรือของฝากเล็กๆน้อยๆ ที่พี่เนื่องฝากมาให้ หรือแม้แต่เรื่องราวเกี่ยวกับพี่เนื่อง ที่ช้อยได้ยินมาจากบ้าน แล้วเก็บเอามาเล่าให้ฟัง ก็ทำให้พลอยพอใจไปได้นาน ครั้งสุดท้ายที่ได้ยินข่าวจากพี่เนื่อง ก็ร่วมสองเดือนมาแล้ว พลอยจึงได้แต่ภาวนาระหว่างออกไปค้างบ้านว่า กลับมาถึงในวังคราวนี้ ขอให้ได้ยินข่าวจากพี่เนื่องเป็นสิ่งแรก

 

 

         "อ๋อ ! ข่าวคราวจากนครสวรรค์น่ะหรือ" ช้อยทำเป็นเพิ่งรู้เรื่อง

 

 

         "ฉันก็เห็นเขาเงียบหายไปนาน ระหว่างที่แม่พลอยไม่อยู่ ก็ไม่เห็นมีอะไร"

 

 

         "จริงๆ หรือช้อย" พลอยถามเพราะยังไม่เชื่อสนิท

 

 

         "จริงซีน่า ฉันจะไปหลอกทำมั้ย" ช้อยตอบแล้วพูดต่อไปว่า "แต่บางทีอีกสองสามวันจะได้ข่าวบ้างกระมัง เห็นแม่ให้คนเข้ามาบอกคุณอาว่า วันมะรืนจะมาหา แล้วสั่งให้ฉันรออยู่ที่ตำหนัก อย่าไปไหนเสีย ราวกะคนอย่างฉันจะไปไหนรอด"

 

 

         "แปลกจริง" พลอยปรารภขึ้น "ฉันไม่เคยเห็นพี่เนื่องเงียบไปนาน อย่างนี้เลย บางทีจะเจ็บไข้หรือมีเรื่องอะไร กระมัง"

 

 

         "ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรนี่พลอย" ช้อยตอบอย่างพยายามเอาใจ "หัวเมืองที่พี่เนื่องไปอยู่ ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ใกล้ๆ มีคนไปมาเมื่อไรจึงจะส่งข่าวคราวถึงกันได้ คราวนี้ถ้าจะไม่มีใครเขาจะมากรุงเทพฯ กระมัง แต่อย่าวิตกไปเลยพลอย ถ้าพี่เนื่องเป็นอะไรไปจริง ป่านนี้ก็คงรู้แล้ว อดใจอีกสองวันก็คงได้ข่าว มะรืนนี้แม่เข้ามาในวัง ฉันจะลองถามดู"

 

 

         ถึงแม้ว่าช้อยจะพยายามพูดปลอบเอาใจ พลอยก็ยังไม่วายห่วง พี่เนื่องอาจเจ็บไข้อย่างไรก็ไม่รู้ได้ วันนั้นทั้งวันและต่อมาอีกวันหนึ่ง พลอยก็ยังนึกวิตกและให้รู้สึกว้าเหว่ในใจชอบกล ทั้งที่ในระยะเวลาสองสามวันแรก ที่กลับเข้าวัง พลอยมีเรื่องจะต้องทำมาก เวลาที่ขึ้นเฝ้าเสด็จก็ดูจะนานกว่าปกติ เพราะพลอยหายหน้าไปหลายวัน เสด็จก็รับสั่งทุกข์สุข และรับสั่งให้พลอยเล่าเรื่องทางบ้าน และเรื่องต่างๆ ที่ได้พบเห็นนอกวังถวายอย่างละเอียด นอกจากนั้นพลอยยังต้องใช้เวลาพบปะพูดจา กับคนรู้จักชอบพอที่มาเยี่ยม ถามข่าวคราว และต้องใช้เวลาไปเยี่ยมผู้ใหญ่หลายคนที่รู้จัก ตามตำหนักและเรือนต่างๆ

 

 

         พลอยอยู่ในวังมาแต่เด็กจนโต มีความรู้สึกเคยชินเหมือนกับว่า โลกมนุษย์นั้นอยู่ในวังทั้งสิ้น ไม่เคยรู้สึกคับแค้นอึดอัด หรือรู้สึกว่าอยู่ในวงล้อม แต่หลังจากที่ได้ไปอยู่บ้านของตนมาสิบกว่าวัน กลับเข้าวัง ก็เริ่มรู้สึกมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่กีดกั้นอยู่ เป็นต้นว่ากำแพงวังทั้งชั้นนอกชั้นใน โขลนจ่าที่เฝ้าเวรยามระแวดระวัง ตลอดจนระเบียบจิกจิกต่างๆ และเมื่อถึงเวลาย่ำค่ำ เสียงเขาลากโซ่ล่ามปิดประตูวังชั้นใน มิให้คนเข้าออก ทำให้พลอยใจแห้งลงไปอย่างอธิบายไม่ถูก

 

 

         ครั้นถึงวันนัดแม่ชั้นก็เข้ามาในวังจริงๆ ประจวบกับเวลาที่พลอยนั่งกินข้าว อยู่กับช้อยและคุณสาย อยู่ในห้อง แม่ชั้นหอบข้าวของใส่ตะกร้าบ้าง ชะลอมเล็กชะลอมน้อยบ้าง มากับตัวเหมือนอย่างเคย ทำให้พลอยใจชื้นขึ้นทันที เพราะสิ่งต่างๆเหล่านั้น เป็นสัญญานให้พลอยรู้ว่า มีของมาจากหัวเมือง และของจากหัวเมืองนั้น ก็หมายถึงพี่เนื่องและข่าวคราวจากพี่เนื่อง เป็นอันว่าสิ่งที่พลอยเฝ้าคอยอยู่นั้น คงจะได้รับในวันนี้ไม่ผิดหวัง และบางทีก็อาจมีหนังสือจากพี่เนื่องถึงพลอยโดยตรง ฝากมาทางช้อยบ้างก็ได้ พลอยเหลียวไปมองในสำรับ แลเห็นกับข้าวน่ากินไปเสียทุกอย่าง เมล็ดข้าวในชามก็ดูเหมือนจะขาวสะอาด เป็นตัว น่ากินขึ้นมาทันที

 

 

         คุณสายพอเห็นแม่ชั้น ก็รักทักขึ้นว่า

 

 

         "แม่ชั้นมาพอดี กินข้าวเสียด้วยกันเถิด ฉันก็เริ่มจะลงมือเดี๋ยวนี้เอง"

 

 

         "ไม่ต้องหรอกแม่สาย" แม่ชั้นตอบ "ฉันแวะกินขนมจีนน้ำพริกเสียที่หน้าประตูวัง เมื่อก่อนจะเข้ามานี่เอง เห็นของเขาน่ากิน นานๆฉันจะได้กินของหาบเสียที เลยกินเสียใหญ่ แหมเดินเสียเหนื่อย ! วันนี้ร้อนจริง !"

 

 

         "งั้นลูบตัวทาน้ำอบเสียก่อนซี" คุณสายบอก "แล้วจะได้คุยกันให้สบาย น้ำท่าก็มี"

 

 

         แม่ชั้นฉวยขันล้างหน้าออกไปลูบตัว ที่หลังตำหนัก ระหว่างนั้นพลอยก็นั่งกินข้าวต่อไป นานๆก็ชำเลือง มองดูชะลอมต่างๆ ที่แม่ชั้นวางไว้ เพราะแน่ใจว่าของเหล่านั้นต้องมาจากพี่เนื่อง ถูกมือพี่เนื่องจับต้องมาแล้ว จึงเป็นของมีค่ามากสำหรับพลอย ผู้ซึ่งกำลังคิดถึงพี่เนื่องอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน 

 

 

 

 

 

บทที่ ๑๐ (หน้าที่ ๑)

 

 

        ตามธรรมดาทุกวันเมื่อพลอยกินข้าวเสร็จแล้ว ก็มักจะกลับขี้นไปเฝ้าเสด็จบนตำหนัก หรือมิฉะนั้นก็ออกไป ทำกิจกธุระหรือไปเที่ยวหาคนรู้จัก แต่วันนี้พลอยกินข้าวเสร็จแล้ว ก็ยังไม่ออกจากห้อง ยังคงอ้อยอิ่งนั่งทำโน่น ทำนี่อย่างไม่มีความหมายอยู่ในห้อง ใจของพลอบนั้น ก็ผูกอยู่ที่แม่ชั้น อยากจะฟังว่ามีข่าวคราวอย่างใดบ้างจาก พี่เนื่อง

 

 

         แม่ชั้นลูบตัวเสร็จแล้ว ก็กลับมาทาน้ำอบประแป้งที่ในห้อง ปากก็พร่ำบ่น ถึงความร้อนของอากาศในเวลา กลางวันวันนั้น

 

 

         "น้ำอบขวดนี้หอมดีจริง ใครอบนะ" แม่ชั้นถามขึ้นอย่างสนใจ เมื่อเทน้ำอบออกจากขวดแล้วเอาขึ้นดม

 

 

         "พลอยเขาอบไว้แต่เมื่อก่อนเขาไปบ้าน" คุณสายตอบ "ฉันเห็นของเขาหอมดี ก็เลยขอแบ่งเอาไว้ใช้ น้ำปรุง ก็มีที่ข้างๆ พานหวีนั่นแหละ ของเขาหอมดีอีกเหมือนกัน"

 

 

         "เฮ้อ !" แม่ชั้นถอนใจใหญ่ ซึ่งทำให้พลอยแปลกใจต้องเหลียวมามอง แต่แม่ชั้นก็พูดต่อไป เป็นเชิงปรารภว่า

 

 

         "แม่พลอยจะทำอะไรก็เก่งไปทุกอย่าง อย่างนี้ถ้าเป็นลูกเป็นเต้า ก็เห็นจะตายตาหลับไม่ต้องห่วง คนมี ความรู้มีฝีมืออย่างนี้ ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้หรอก คอยดูไปเถอะ"

 

 

         ถึงคำปรารภของแม่ชั้น ออกจะแปร่งหูอยู่บ้าง พลอยก็มิได้เฉลียวใจ หยิบเอากระด้งจีบพลูของคุณสาย มาวางไว้ตรงหน้า ตั้งใจว่าจะจีบพลูเสวยไปพลาง และฟังแม่ชั้นเล่าเรื่องของพี่เนื่องไปพลาง แต่พลอยก็มิได้ฟัง เรื่องราวสมความตั้งใจ เพราะเมื่อแม่ชั้นทาน้ำอบประแป้งเสร็จแล้ว ก็พูดว่า

 

 

         "ฉันมาวันนี้ ตั้งใจจะมาปรึกษาแม่สายเรื่องธุระสักหน่อย"

 

 

         "มีธุระอะไรก็ว่ากันไปซีแม่ชั้น" คุณสายพูด แต่แม่ชั้นเหลียวดูช้อย ซึ่งนั่งอยู่ในห้อง แล้วก็เหลียวมามอง พลอย ซึ่งก้มหน้าจีบพลูอยู่เงียบๆ อีกนาน แล้วจึงพูดขึ้นว่า

 

 

         "ธุระไม่รีบด่วยอะไรนักดอกแม่สาย ว่างๆ ค่อยพูดกันก็ได้" ว่าแล้วแม่ชั้นก็หยิบหมอนมาใบหนึ่ง ลงนอน พังพาบ เอาช้อศอกเท้าบนหมอน กระดิกเท้าเล่นเป็นจังหวะ ไม่พูดจาว่ากระไร เหมือนกับจะรอเวลาว่างให้มาถึง จะได้พูดธุระกับคุณสายต่อไป

 

 

         คุณสายถ้าจะรู้ได้จากอาการกิริยาของแม่ชั้นว่า กิจธุระที่จะพูดกันนั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพูดกันสองต่อสอง คุณสายจึงพูดขึ้นลอยๆ ว่า

 

 

         "วันนี้จะมีใครอยู่บนตำหนักหรือเปล่าก็ไม่รู้ ช้อยกับพลอย ขึ้นไปเฝ้าเสด็จข้างบนไป๊ เย็นๆ ค่อยกลับลงมา ถ้ารับสั่งถามถึงป้าก็ทูลด้วยว่า วันนี้ป้ามีธุระทางบ้าน ค่ำแล้วจึงจะขึ้นไปเฝ้า"

 

 

         พลอยวางมือจากพลูทันที จัดแจงเตรียมตัวจะขึ้นบนตำหนัก ทั้งที่ใจนั้นไม่อยากออกจากห้องเลย ส่วนช้อย นั้นนั่งเฉยทำเป็นทองไม่รู้ร้อน อยู่ในห้อง จนพลอยต้องหันไปพยักหน้าเรียก และคุณสายหันไปทำตาเขียว อีกทีหนึ่ง ช้อยจึงได้กระวีกระวาด ลุกตามพลอยออกมานอกห้อง ก่อนจะออกมาพลอยเหลียวไปดูทางแม่ชั้น อีกครั้งหนึ่งโดยบังเอิญ แลเห็นแม่ชั้นมองดูตน ด้วยสายตาที่ละห้อย จนลับตัวออกมานอกหน้อง

 

 

         "ฮึ ! ลึกลับจริง !" ช้อยพูดขึ้น ขณะที่เดินขึ้นบนตำหนักด้วยกัน

 

 

         "ถ้าจะมีอะไรที่ไม่อยากให้เรารู้กระมังช้อย" พลอยพูดแก้ให้ "เรื่องของผู้ใหญ่ เป็นอย่างนั้นเสมอ"

 

 

         "พลอยเคยสังเกตบ้างหรือเปล่า" ช้อยถามขึ้น "เวลาผู้ใหญ่ไม่อยากให้เรารู้เรื่องอะไร เรื่องนั้นมักจะเกี่ยวกับ ตัวเราทุกทีไป ฉันเห็นมาหลายหนแล้ว"

 

 

         "คงไม่จริงหรอก" พลอยตอบ "ฉันยังมองไม่เห็นว่า คราวนี้จะมีเรื่องเกี่ยวกับเราได้อย่างไร เมื่อเราไม่ได้ทำ อะไรที่ไหน "

 

 

         "ใครจะไปรู้" ช้อยพูดอย่างแน่ใจ "คอยดูเถอะ ถ้าไม่ใช่เรื่องของแม่พลอย ก็ต้องเป็นเรื่องของฉัน ไอ้ฉันนี่ ก็เป็นคนแปลก ยิ่งใครไม่อยากให้รู้เรื่องอะไร ฉันยิ่งอยากรู้เสียจริงๆ คอยดูนะเรื่องธุระของแม่วันนี้ ฉันจะรู้เรื่อง ให้ได้ ปิดฉันไม่มิดหรอก"

 

 

         ช้อยหยุดกึกลงเฉยๆ กลางคัน จับแขนพลอยไว้แล้วพูดเบาๆ แต่ด้วยสำเนียงที่ฟังเหมือนกับคำสั่งว่า

 

 

         "พลอยขึ้นไปเฝ้ารับใช้เสด็จคนเดียวนะ ฉันไม่ไปละ ฉันจะไปเที่ยวที่แถวเต๊ง คอยพบแม่ก่อนจะออกประตู ฉันจะซักเอาความให้ได้ แม่แกไม่กล้าปิดฉันหรอก !" แล้วช้อยก็ปล่อยมือ หันหลังกลับเดินออกจากตำหนักไป ไม่คอยให้พลอยได้ห้ามปราม ทักท้วงแต่อย่างใด

 

 

         เสด็จประทับอยู่ ณ ที่ๆ เคยประทับเป็นประจำบนระเบียงตำหนัก วันนั้นมีข้าหลวงเฝ้าอยู่เพียงเดียว มีคนขึ้นเฝ้าน้อยจริงอย่างที่คุณสายคาดไว้ พอทอดพระเนตรเห็นพลอย ก็รับสั่งขึ้นทันทีว่า

 

 

         "ข้านึกแล้วว่าจะต้องเป็นนางพลอย ที่ยังเป็นห่วงข้าอยู่ ดูซิ คนอื่นๆ เขาหายกันไปไหนหมด ก็ไม่รู้"

 

 

         "คุณป้าให้ทูลว่า วันนี้ติดธุระทางบ้าน ค่ำวันนี้จึงจะขึ้นมาเฝ้ามังคะ"

 

 

         "ชะ !" เสด็จรับสั่ง "ธุระปะปังของนางสายมันมากขึ้นทุกวัน เจ้ารู้ไหมมันมีธุระอะไรของมัน"

 

 

         "ไม่ทราบมังคะ" พลอยทูล "เห็นแม่ชั้นเขามาจากบ้าน บอกว่ามีธุระจะปรึกษา"

 

 

         "ก็ยังงั้นซี" เสด็จรับสั่ง "ญาติโยมของเขามันมาก เดี๋ยวคนโน้นจะเอานี่ คนนี้จะเอานั่น นางสายทำท่าเป็นคุณ ในวัง เที่ยวเป็นหัวเรือใหญ่ไปทั่ว ตามเรื่องของมัน ข้าไม่อยากเอาใจใส่ !"

 

 

         เสด็จกำลังทรงเลือกภาพถ่ายต่างๆ ที่วางเป็นกองโตอยู่ข้างๆ ที่ประทับ

 

 

         "พลอยตาดีๆ มาช่วยข้าเลือกรูปหน่อย" เสด็จรับสั่งเรียกให้พลอยเข้าไปใกล้ๆ "เลือกเอารูปดีๆ ให้ได้ขนาด เหมาะๆ ข้าจะให้เขาติดใส่ในฉาก"

 

 

         พลอยเข้าไปหมอบช่วยเลือกภาพถ้ายต่างๆ อยู่เป็นเวลานาน ภาพเหล่านั้นเป็นภาพเก่าบ้างใหม่บ้าง ส่วนมากก็เป็นภาพเจ้านายในวัง เป็นภาพตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์อยู่ก็มี หรือเจริญพระชันษาแล้วก็มี เจ้านายบาง พระองค์สิ้นพระชนม์ไปแล้ว พลอยไม่รู้จัก เสด็จก็ทรงเล่าเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับเจ้านายพระองค์นั้นๆ ให้พลอยฟัง ตลอดจนเรื่องอื่นๆ ที่พลอยเกิดไม่ทันได้รู้เห็นอีกเป็นอันมาก พลอยเฝ้าเสด็จอยู่จนตกบ่าย ข้าหลวงคนอื่นๆ ที่มิได้ เฝ้าอยู่ตอนกลางวัน ต่างพากันขึ้นมาบนตำหนักทีละคนสองคน จนพลอยเห็นว่ามีคนอยู่พอสมควร แล้วจึงค่อยๆ เลี่ยงกลับลงมาข้างล่าง นึกในใจว่าขอให้แม่ชั้น อย่าเพิ่งกลับเพราะเมื่อแม่ชั้นพูดธุระส่วนตัวกับคุณสายเสร็จแล้ว บางทีจะเล่าเรื่องพี่เนื่องให้พลอยได้ยินบ้าง พลอยรีบลงบันไดตำหนักแล้วก็กลับเข้าห้องทันที แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะในห้องนั้นมีแต่คุณสาย นั่งจีบพลูอยู่คนเดียว

 

 

         พอพลอยเข้าไปในห้อง ไม่เห็นแม่ชั้นก็ถามคุณสายขึ้นว่า "แม่ชั้นไปไหนเสียล่ะค่ะ คุณป้า"

 

 

         "เขากลับบ้านแล้ว เห็นเขาว่ามีธุระจะต้องรีบไปทำ" คุณสายตอบเรื่อยๆ

 

 

         ธุระ ! ธุระ ! พลอยนึกอยู่แต่ในใจ ทำไมจึงได้มีธุระกันมากเสียจริงๆ ส่วนตัวของพลอยเอง ทำไมจึงไม่มีธุระ กังวลที่ทำให้ลืมเรื่องอะไรต่ออะไรได้บ้าง พลอยเดินไปนั่งที่ตู้เสื้อผ้าหยิบผ้านุ่งผ้าห่ม ออกมาดูอย่างไม่มีความ หมาย ตั้งใจว่าอีกประเดี๋ยวจะไปอาบน้ำ เพราะไม่มีอะไรจะทำ ความคิดถึงพี่เนื่องที่เริ่มมีมากขึ้นทุกวันนั้น ยิ่งเพิ่ม อัตราทวีขึ้นอย่างรุนแรง

 

 

         "พลอยรักแม่ชั้นมากไม่ใช่หรือ" คุณสายถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาพลอยสงสัยต้องเหลียวไปดู เห็นคุณสายนั่งก้มหน้าจีบพลูอยู่เรื่อยๆ ไม่เงยหน้าขึ้นมาสบสายตา

 

 

         "ก็รักมากค่ะ" พลอยตอบ "เหมือนกับเป็นพี่ป้าน้าอาจริงๆ เพราะฉันรู้จักแม่ชั้นมาแต่ฉันยังเด็กๆ คุณป้าถาม ทำไมคะ"

 

 

         "เปล่า" คุณสายตอบ "ป้าถามดูยังงั้นเอง เพราะแม่ชั้นเขาพูดว่า เขารักพลอยเหมือนลูก เขากลัวว่าต่อไป พลอยจะห่างเหินไป เขาจะต้องเสียใจมาก"

 

 

         "เอ๊ะ !" พลอยออกอุทานอย่างฉงน "ก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องห่างเหินนี่คะ รู้จักกันมาตั้งนานหลายปี ไม่เห็นมี เรื่องผิดพ้องหมองใจกัน แล้วฉันก็อยู่กับคุณป้าทำไมจะต้องกลัวไปอย่างนั้น"

 

 

         "เขาก็พูดไปอย่างนั้นแหละพลอย อย่าไปถือสาแกเลย" คุณสายพูดเบาๆ แล้วก็แหงนหน้าขึ้นดูพลอย เหมือนกับจะบอกอะไรสักอย่าง แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ กลับก้มหน้าลงจีบพลูต่อไป พลางพูดว่า

 

 

         "แม่ชั้นแกเป็นคนรักใครก็รักเสียจริงๆ สุดสวาทขาดใจ รักมากแกก็คิดมาก คิดมากแล้วปากก็พูดไป ป้าก็บอกเขาแล้วว่า พลอยเป็นคนใจคอมั่นคง เห็นจะไม่มีอะไรอย่างนั้น"

 

 

         คำพูดของคุณสายแทนที่จะเป็นคำอธิบาย กลับยิ่งทำให้พลอยฉงนสนเท่ห์หนักขึ้นไปอีก พออ้าปากจะถาม ต่อไปก็พอดีช้อยโผล่เข้ามาในห้อง พอพลอยเห็นหน้าช้อย ก็รู้ได้ทันทีว่า มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นแล้ว เพราะช้อยหัวยุ่ง หน้าเป็นมันเกินกว่าธรรมดา และมีขอบตาบวมแดง เหมือนกับว่าไปแอบร้องไห้มาใหม่ๆ พอสบ สายตากับพลอย ช้อยก็ต้องหลบสายตา รีบเดินไปนั่งที่เชี่ยนหมาก แล้วหยิบหมากเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ เหมือนกับว่าหมากคำนั้นเป็นศัตรูตัวร้าย ที่จะต้องรีบทำลายเสียให้เหลวแหลกไปโดยเร็ว

 

 

         "ไปไหนมา ยายช้อย" คุณสายถามขึ้นอย่างไม่ไว้ใจ

 

 

         "ไปแถวเต๊ง" ช้อยตอบตวัดหางเสียงเหมือนกับโกรธ

 

 

         "เอ๊ะ !" คุณสายร้องขึ้น "นี่พูดกันดีๆ ไม่ได้แล้วหรือนี่ หนักมือขึ้นทุกวัน ก็ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า ให้ขึ้นไป อยู่ข้างบน เพราะวันนี้ไม่มีใคร"

 

 

         "ฉันนัดเขาไว้ว่าจะไปดูผ้าตัดเสื้อที่แถวเต๊ง" ช้อยตอบแก้ตัว "ฉันเห็นพลอยเขาขึ้นไปแล้ว ฉันก็เลยไม่ขึ้นไป"

 

 

         "ดีจริงแม่คู้ณ !" คุณสายดุต่อ "เดี๋ยวนี้แม่ช่างใหญ่โตเสียเหลือเกิน นึกจะทำอะไรก็ทำตามใจตัว ผู้หลักผู้ใหญ่ กลายเป็นหัวหลักหัวตอ พูดจาอะไรก็ไม่ต้องฟังกันอีกต่อไป หล่อยหายหน้ากันไปหมด เสด็จท่านก็มากริ้วเอาฉัน ทุกที มีธุระปะปังจะไหว้วานก้นก็ไม่ได้เสียแล้ว มีอย่างรึ บอกให้ขึ้นไปอยู่กับเสด็จ กลับไปดูผ้าตัดเสื้อเสียที่ แถวเต๊ง !"

 

 

         "โธ่ ! คุณอาก็" ช้อยพูดอย่างแค้นใจ แล้วก็ก้มหน้าลงร้องไห้ น้ำตาร่วงเป็นเม็ดโตๆ เหมือนกับว่าเมื่อยังเด็ก

 

 

         คุณสายเห็นช้อยร้องไห้จริงๆ ขึ้นมาก็หยุดนิ่งไม่ดุต่อไป เพ่งมองดูช้อยที่นั่งก้มหน้าร้องไห้ อยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ถามขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเป็นปกติว่า

 

 

         "ช้อยได้พบแม่หรือเปล่า ก่อนแม่กลับบ้าน"

 

 

         "ได้พบประเดี๋ยวหนึ่งก่อนแม่ออกประตู" ช้อยตอบพลางสะอื้น

 

 

         "มิน่าเล่า" คุณสายพูดอย่างเข้าใจ "ไปล้างหน้าเสียไป๊" คุณสายพูดตัดบทเอาเฉยๆ

 

 

         ช้อยฉวยขันล้างหน้าเดินออกไปนอกห้อง โดยไม่เหลียวมามองพลอยเลย แม้แต่น้อย พลอยยังนึกไม่ถึงว่า มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น ถึงกับทำให้ช้อยร้องไห้ร้องห่มถึงเพียงนั้น จะว่าช้อยร้องไห้เพราะถูกคุณสายดุว่า ก็ดูจะผิด วิสัย เพราะระหว่างคุณสายกับช้อยนั้น ต้องมีเรื่องดุว่ากันอยู่ทุกวันเป็นประจำ และเท่าที่พลอยสังเกตดูเหมือนว่า ช้อยจะได้ร้องไห้มาแล้วก่อนที่จะเข้ามาในห้อง พลอยจึงสันนิษฐานเอาเองว่า ธุระที่แม่ชั้นต้องการจะพูดกับคุณสาย สองต่อสองนั้น ช้อยคงไปเคี่ยวเข็ญเอาความจริงมาจนได้ และความจริงที่ทราบนั้น คงไม่เป็นที่สบอารมณ์ของ ช้อยอย่างมาก จึงได้แสดงกิริยาอาการออกมาให้เห็น เพราะช้อยเป็นคนซ่อนความรู้สึกไม่เป็น ถ้ามีสิ่งใดกระทบ อารมณ์แม้แต่น้อย ก็พลุโพล่งออกมาจนมากเกินกว่าเหตุ ด้วยรู้จักนิสัยของช้อยดี พลอยจึงมิได้คาดหมายว่าเรื่องที่ เกิดขึ้นนั้น จะเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรหนักหนา นึกว่าคงเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆภายในครอบครัว และตั้งใจว่า เมื่อมี โอกาสก็จะได้ถามช้อยดู เพื่อพูดจาปลอบโยน ให้ช้อยคลายความรู้สึกที่รุนแรงลง ซึ่งเป็นหน้าที่ที่พลอยต้องคอย ทำอยู่เสมอ

 

 

         โอกาสนั้นมาถึงเมื่อตอนค่ำวันนั้นเอง คุณสายขึ้นไปเฝ้าเสด็จ หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จแล้ว ปล่อยให้พลอย และช้อยอยู่ในห้องกันตามลำพังสองต่อสอง พลอยเห็นช้อยยังมีอารมณ์ไม่ดี ทำเฉยเมยไม่พูดจาเล่นหัวตามปกติ จึงถามขึ้นว่า

 

 

         "ช้อยเป็นอะไรไป มีเรื่องอะไรหรือ"

 

 

         "กลุ้มใจ" ช้อยตอบห้วนๆ

 

 

         "กลุ้มใจเรื่องอะไรช้อย" พลอยพยายามถามเพื่อจะเอาใจ

 

 

         "เฮ้อ !" ช้อยถอนหายใจใหญ่แล้วพูดต่อไปว่า "ฉันพูดไม่ถูกหรอกพลอย"

 

 

         พลอยกระเถิบเข้าไปนั่งใกล้แล้วพูดขึ้นว่า

 

 

         "ช้อย เราก็รู้จักกันมาแต่เด็ก มีเรื่องราวอะไรก็ไม่เคยปิดบังกัน ฉันรักช้อยเหมือนญาติ เห็นช้อยมีทุกข์อะไร มา ฉันก็ไม่สบายใจ ยิ่งไม่รู้เรื่องก็ยิ่งไม่สบายใจหนักขึ้น ช้อยจะไปเก็บความกลุ้มใจไว้ทำไม สารทุกข์สุขดิบต่างๆ เราก็เคยพบเคยเห็นกันมาด้วยกัน ไม่รู้ว่าเท่าไร ทำไมช้อยจะต้องมาปิดบังฉัน เฉพาะแต่เรื่องนี้ ช้อยบอกฉันหน่อย ไม่ได้หรือ เผื่อว่าฉันจะมีทางช่วยเหลือ ให้ช้อยหายกลุ้มได้ ถึงจะไม่มีก็ยังดีกว่า ที่ช้อยจะเก็บความทุกข์เอาไว้ คนเดียว" 

 

 

         ระหว่างที่พลอยพูดอยู่นั้น ช้อยนั่งจ้องหน้าพลอยอย่างไม่วางตา และนัยน์ตาทั้งคู่ของช้อยนั้น มีน้ำตามา คลออยู่เต็ม เมื่อพลอยพูดจบ ช้อยก็พูดขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ ว่า

 

 

         "แม่พลอย ที่แม่พลอยพูดมานั้น มันก็จริงทุกอย่าง ฉันมีเรื่องอะไรก็ไม่เคยปิดบังแม่พลอยเลย เป็นความสัตย์ จริง แต่เรื่องที่แล้วๆ มามันเป็นเรื่องที่เราพูดกันได้ แต่เรื่องนี้..." ช้อยพูดได้เท่านั้น แล้วก็ก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น แล้วพูดตะกุกตะกักกต่อไปว่า "เรื่องนี้ฉันพูดไม่ได้ ถึงอยากจะพูด ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรถูก"

 

 

         แต่ถึงช้อยจะพูดอย่างนั้น พลอยก็ยังไม่สิ้นความพยายาม ยิ่งเห็นช้อยร้องไห้หนักขึ้น ก็ยิ่งสงสารและวิตก เพราะที่พลอยคิดไว้ว่า จะเป็นเรื่องเล็กน้อยนั้น ดูท่าทางจะไม่เป็นเรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว คำพูดของช้อยทำให้ พลอยเข้าใจว่า เรื่องนี้คงจะเป็นเรื่องใหญ่เอาการอยู่ทีเดียว พลอยนั่งนิ่งๆ ปล่อยให้ช้อยร้องไห้อยุ่คนเดียวสักครู่ หนึ่ง แล้วก็พูดเบาๆ ว่า

 

 

         "บอกกับฉันเสียเถอช้อย เรื่องมันจะยากจะง่ายอย่างไร เราก็พูดกันได้ อย่าปิดบังฉันเลย ฉันพลอยเป็นทุกข์ ด้วยเต็มทีแล้ว"

 

 

         ช้อยไม่พูดจาว่ากระไร นั่งร้องไห้ต่อไปอีกสักครู่หนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "พลอยเห็นอกฉันบ้างเถิด ฉันเป็นทุกข์เสียใจจะขาดตายอยู่แล้ว ทุกข์บางเรื่องมันแบ่งได้ แต่ทุกข์เรื่องนี้ ฉันก็อยากจะเก็บไว้เสียคนเดียว ไม่อยากให้ถึงพลอยเลย แต่พลอยก็ต้องรู้เองวันหนึ่ง ฉันรู้จักชอบพอกับพลอย มาก็นานแล้ว แต่คราวนี้ฉันอยากจะขออะไรพลอยสักอย่างหนึ่ง ขอให้พลอยพยายามทำใจให้แข็งไว้ อย่าโกรธ อย่าเสียใจ อย่าน้อยใจ ขอให้พลอยพยายามอดทน ทุกอย่างที่ฉันบอกให้ จะได้ไหม ถ้าพลอยรับปากกับฉันๆ จึงจะบอกให้"

 

 

         "บอกมาเถิดช้อย" พลอยตอบอย่างมั่นใจตัวเอง "ฉันสัญญาได้ว่าฉันไม่โกรธ ไม่น้อยใจ ไม่เสียใจ ชั่วชีวิตฉัน นี้ก็ได้ผ่านความทุกข์มาหลายเรื่องแล้ว เพราะฉันมันคนอาภัพ แม่ก็ตายเสียแต่เด็ก มีพ่อก็เหมือนกับไม่มี เวลานี้อยู่ ได้ด้วยความอดทน บอกมาเถิดช้อยไม่ว่า จะเป็นความทุกข์หนักสักเท่าใด ฉันก็เชื่อว่าฉันทนได้"

 

 

         พลอยพูดไปอย่างแน่ใจตัวเอง เพราะขณะนั้นมิได้นึกฝันเลยว่า เรื่องราวที่ช้อยอิดเอื้อนไม่ยอมบอกนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพลอยโดยตรง มิใช่เรื่องของช้อยเลยสักน้อย และเป็นเรื่องนั้นเป็นเรื่องสำคัญ พอที่จะเปลี่ยน ชีวิตของพลอยให้เป็นไปอีกอย่างหนึ่ง

 

 

         เมื่อพลอยพูดจบลง ช้อยก็นั่งกระอึกกระอักอยู่อีกครู่หนึ่ง เหมือนกับว่ายังลังเลใจ แต่ในที่สุดช้อยก็ตัดสินใจ เด็ดขาด หยิบกระดาษแผ่นหนึ่ง ออกจากพกยื่นให้พลอยแล้วบอกว่า

 

 

         "พลอยอ่านหนังสือนี้เอาเองก็แล้วกัน ฉันก็ยังไม่รู้จะพูดอย่างไรถูก" 

 

 

         พลอยรับกระดาษมาดูแล้วก็ใจหายวูบ ตัวเย็นชาขึ้นมาทันที เพราะมองปราดเดียวก็จำได้ว่า ตัวหนังสือที่ เขียนอยู่บนกระดาษนั้น เป็นลายมือพี่เนื่อง เป็นลายมือที่พลอยใฝ่ฝันคอยอยู่ทุกวันนั้นเอง ถ้าอย่างนั้น เรื่องความ ทุกข์ร้อนทั้งปวงของช้อยคราวนี้ ก็ต้องเกี่ยวกับพี่เนื่อง พี่เนื่องเป็นอะไรไป พลอยยังไม่กล้ามองดูกระดาษ และถึง จะมองดูก็คงอ่านไม่ได้ความ เพราะความรู้สึกที่พลุ่งขึ้นมาในหัวใจนั้น ทำให้มองตัวหนังสือดูพร่าไปหมด มือที่จับ กระดาษอยู่นั้น ก็เริ่มสั่นไปตามอารมณ์

 

 

         "เรื่องอะไรกันช้อย" พลอยถามเกือบจะไม่เป็นคำ "พี่เนื่องเป็นอะไรไป"

 

 

         แต่ช้อยก็นั่งก้มหน้าแล้วพูดเบาๆ ว่า

 

 

         "อ่านหนังสือของเขาก่อนเถิดพลอย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง"

 

 

         พลอยต้องกลั้นใจหันหน้ามองหนังสือ และใช้ตาเพ่งดูอีกครู่หนึ่ง เพื่อให้หนังสือนั้นเป็นตัวขึ้นมา หนังสือนั้น มีข้อความว่า

 

 

 

 

 

"ช้อยน้องรัก

 

 

         เวลานี้พี่ลาราชการเข้ามาอยู่ที่บ้านกะว่าจะมาอยู่กรุงเทพฯ สักสี่ห้าวัน พี่คิดถึงช้อยมาก แต่พี่เข้ามาหาไม่ได้ เพราะพี่ไม่มีกำลังใจที่จะมาหาช้อยเหมือนเมื่อก่อน

 

 

         พี่จะบอกอะไรให้ช้อยทราบสักอย่างหนึ่ง แต่ขออย่าให้ช้อยตกใจ เอะอะไป พี่จะต้องแต่งงานเดือนหน้านี้ ที่พี่มากรุงเทพฯ ก็เพื่อรับแม่ขึ้นไปจัดการเรื่องนี้ กับทางผู้ใหญ่ของเขา

 

 

         คนที่เป็นพี่สะใภ้ของช้อยนั้นเขาชื่อสมบุญ อายุ ๒๐ อ่อนกว่าพี่เองสามปี หน้าตาก็อย่างนั้น จะว่าสวย ก็สวย แต่ก็สวยเพียงแค่ปากน้ำโพ ซึ่งเป็นบ้านของเขา ตั้งแต่พี่ขึ้นมานครสวรรค์ได้ร่วมสองปีนี้ ก็ได้พึ่งพาพวก พ้องของเขาตลอดมา แต่แรกแม่เขาเป็นคนรับส่งปิ่นโตให้ แล้วก็คุ้นกันเข้าทีละน้อย เขาเอื้อเฟื้ออุปการะแก่พี่มาก สำหรับเจ้าตัวเขานั้น ดูหมือนจะรักและนับถือพี่เป็นเทวดาก็ว่าได้ และเป็นคนที่พยายามเอาใจพี่ทุกทาง ไม่ว่าจะ ต้องการสิ่งใด เขาก็หาให้และไม่เคยมาเรียกร้องสิ่งใดตอบแทน และไม่มีปากเสียง พ่อเขาเป็นเจ็กแต่ตายเสีย เมื่อสมบุญยังเด็ก แม่เขาชื่อแม่คล้าย ได้ทำมาหากินเลี้ยงลูกมาจนโต เดี๋ยวนี้ก็ยังขายข้าวแกงอยู่ในตลาด

 

 

         บอกมาเพียงแค่นี้ช้อยก็คงจะเกลียดขี้หน้าพี่เต็มที แต่พี่ก็เห็นใจช้อยมาก ถ้าช้อยจะถามพี่ว่า รักผู้หญิงคนนี้ หรือไม่พี่ก็ตอบไม่ถูก เพราะใจหนึ่งนั้นก็ต้องตอบว่ารัก เพราะเขาเป็นเมียพี่ แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องบอกว่าไม่รัก เพราะ เป็นคนชนิดที่พี่ไม่เคยนึกฝันว่า จะได้เป็นเมีย แต่ช้อยก็ต้องเห็นใจพี่บ้าง พี่ต้องมาอยู่ไกลแสนไกล เมื่ออยู่บ้าน ก็เคยมีพ่อแม่คอยเอาใจ มาอยู่ห่างพ่อห่างแม่มีคนอื่นเขาเอาใจพี่ก็เคลิบเคลิ้มไป กว่าจะรู้ตัวก็ช้าเกินไปที่จะแก้ไข พี่สงสารสมบุญเขามาก ในใจจริงพี่ไม่นึกว่าเรื่องราวจะไปถึงเพียงนี้เลย แต่สมบุญเขาเป็นคนดีจริงๆ พี่เองต่างหาก ที่เป็นคนเห็นแก่ความสนุกสบาย เอาแต่ใจตัวจนขาดสติ เมื่อพลาดพลั้งไปแล้วพี่ก็ขอก้มหน้ายอมรับกรรมไป ทั้งชาติ ถ้าจะพูดกันไปจริงๆ พี่ก็เป็นคนไม่มีวาสนา ได้เสียขนาดนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะเขาเป็นคนที่คอยเอาใจและ อยู่ในโอวาททุกอย่าง ถ้าไปได้เมียที่เสมอกัน พี่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยงเขาให้มีความสุขได้ เพราะช้อยก็คงรู้ว่าพี่ดีแต่ เอาใจของตัวเอาใจคนอื่นไม่เป็น ถึงจะรักใคร่สักเท่าไรก็ไม่รับรองว่า จะทำให้เขามีความสบายใจได้แน่นัก แต่ถ้าพี่ ได้เมียอย่างสมบุญ ซึ่งเป็นลูกชาวบ้านธรรมดา แล้วก็เป็นคนบ้านนอก เขาก็คงจะไม่หวังอะไรจากพี่มากนัก นอก จากให้เลี้ยงดูเขาตามธรรมเนียม พี่คิดดูแล้วก็ดีไปอย่างหนึ่ง เพราะมีเมียอย่างนี้ไม่เป็นภาระ เรื่องราวทั้งหลายก็สุด แล้วแต่พี่จะเป็นคนว่า เขาก็จะตามทุกอย่าง ขอให้ช่วยเห็นใจพี่และอย่าคิดอะไรให้มากนัก

 

 

         สมบุญเป็นคนบ้านนอกก็จริง แต่ก็เป็นคนที่พ่อแม่เขาเลี้ยงมาดี งานการและการบ้านเรือนเขาแข็ง ทำได้ทุก อย่าง ส่วนกิริยามารยาทนั้น พอจะหัดกันได้ ต่อไปพี่เชื่อว่าช้อยคงจะไม่ขายหน้า เมื่อตอนแรกคุณพ่อเอ็ดตะโรเอา กับพี่ลั่นบ้านทีเดียว แม่ก็ร้องไห้ใหญ่ พี่กลุ้มใจพิลึก แต่พอค่อยพูดจากันไป ท่านรู้ความจริง ท่านก็รับจะจัดการให้ คุณพ่อยังไม่ยอมขึ้นไปอยู่นั่นเอง แต่อนุญาตให้แม่ขึ้นไปจัดการ กะกันว่าจะให้ขึ้นไปสู่ขอเงียบๆ เขาเรียกทอง ๑๐ บาท กับเงินอีก ๑๐ ชั่งเท่านั้นเอง ไม่มากมายอะไรนัก พอเหมาะกับเราซึ่งเป็นคนจน

 

 

         ช้อยช่วยบอกแม่พลอยเขาด้วยว่า พี่คิดถึงอยู่เสมอ แต่ขอให้เขาลืมพี่เสียเถิด ชาติก่อนพี่ทำบุญมาเพียง เท่านี้

 

 

 

 

 

คิดถึงช้อยมากๆ

 

 

เนื่อง" 

 

 

         มือของพลอยที่ถือจดหมายร่วงลงกับตัก เพราะหมดกำลังเหมือนกับมีอะไรมาทุบศีรษะอย่างแรง พลอยเงย หน้าขึ้นทอดสายตามองออกไปนอกห้อง โดยไม่มีความหมาย ความรู้สึกต่างๆ หมดสิ้นไปจากตัวชั่วครู่หนึ่ง

 

 

 

 

 

บทที่ ๑๐ (หน้าที่ ๒)

 

 

         เสียงช้อยพูดอะไรดังมาเข้าหูพลอยแว่วๆ เหมือนกับว่ามีคนมาตะโกนอยู่ไกลแสนไกล พลอยค่อยๆ ได้สำนึกตัว รู้สึกเหมือนมีใครมาร้องเรียกในยามหลับ พยายามจะมองหาตัวเจ้าของเสียงที่เรียก ก็หาไม่พบ เพราะ ตาที่มองออกไปนั้นพร่าไปหมด มีแสงสว่างพุ่งเข้ามากระทบสายตาอย่างแรง เหมือนกับมีใครมาจุดตะเกียง ดวงใหญ่ ส่องเข้ามาที่หน้า ประสาทตามร่างกายเย็นชาไปทั่ว ขณะที่นั่งอยู่กับพื้นนั้น ก็เหมือนกับตัวลอยอยู่สูง แล้วกำลังร่วงลงมาอย่างช้าๆ

 

 

         "พี่เนื่องมีเมียแล้ว" พลอยได้ยินเสียงเหมือนใครมากระซิบที่ข้างหู "พี่เนื่องมีเมีย... พี่เนื่องของพลอย พลอยเคยคิดว่าวันหนึ่ง จะได้ไปปรนนิบัติเอาใจพี่เนื่อง คิดแล้วคิดอีกไม่เคยลืม จนเหมือนกับว่าพลอยเกิดมาเพื่อ ว่าวันหนึ่งจะได้อยู่ปรนนิบัติพี่เนื่อง ไปตลอดชีวิต แต่เดี๋ยวนี้หน้าที่นั้น กลายเป็นของคนอื่นเขาไป เขาจะดูแล พี่เนื่องอย่างไร ใจเขาจะตรงกับใจพลอยหรือไม่ เขาจะไปรู้หรือว่าพี่เนื่องชอบสิ่งใด และไม่ชอบสิ่งใด พี่เนื่องบอก ว่าไม่รักเขา แต่เขาก็เป็นเมียพี่เนื่อง พลอยไม่เคยนึกว่าคนที่จะอยู่ด้วยกันตลอดไปนั้น จะต้องอาศัยเหตุว่าเป็นเมีย แต่อย่างเดียว พลอยนึกว่ารักกันอย่างเดียวก็พอ พี่เนื่องขอให้พลอยลืมพี่เนื่องเสีย ชาติก่อนพี่เนื่องทำบุญมาเพียง เท่านี้ พลอยจะลืมได้อย่างไร ดับฟืนดับไฟได้ทันที แต่จะลืมพี่เนื่องนั้น เหมือนกับดับพระอาทิตย์พระจันทร์ ใครจะ ไปทำได้ ถึงอยากจะลืม พลอยก็ลืมไม่ได้ พลอยตั้งใจไว้ว่าจะส่งข่าวถึงพี่เนื่อง ให้รีบทำตัวเป็นหลักฐาน ผู้ใหญ่ ท่านจะได้ไว้วางใจ ไม่นึกรังเกียจเมื่อพี่เนื่องมาขอพลอย แต่พลอยเตือนไม่ได้เสียแล้ว เพราะไม่มีประโยชน์อะไร ทำอย่างไรจึงจะให้พี่เนื่องรู้ได้ว่า พลอยไม่ได้โกรธ ไม่หึงหวง เพราะเห็นความดีของพี่เนื่อง ที่รับเลี้ยงผู้หญิงที่ผิด พลาดไป ทูนหัวของพลอยจะต้องรับใช้กรรมไปทั้งชาติ พลอยก็ได้แต่เป็นห่วง... เสียงใครมาเรียก เสียงดังแสบ แก้วหูเต็มที"

 

 

         พลอยสะดุ้งสุดตัวตื่นจากภวังค์ เพราะช้อยจับขาพลอยเขย่าแรงๆ และเรียกชื่อพลอยดังๆ หลายครั้ง

 

 

         "ช้อย" พลอยมองดูหน้าช้อยแล้วก็เรียกชื่อ อย่างไม่มีความหมาย

 

 

         "แม่พลอยเป็นอะไรไป !" ช้อยพูดเสียงสั่น ด้วยความตกใจ "นี่ยาดม ! ลองสูดแรงๆ ทำใจดีๆ ไว้ !" พูดแล้ว ช้อยก็เอายาดมจ่อที่จมูก และดันเข้ามาชิดจนพลอยรู้สึกเจ็บ

 

 

         "ฉันไม่เป็นอะไรหรอกช้อย" พลอยพูดพลางเอามือปัดกล่องยาดม ให้ห่างออกไป "ทำใจดีๆ ไว้" พลอยนึก ทวนคำที่ช้อยบอก "ถูกแล้ว ต้องทำใจดีๆ ไว้... สัญญาไว้แล้วว่าจะไม่โกรธไม่น้อยใจ ไม่เสียใจ... รับคำช้อยไว้แล้ว ผิดไม่ได้ ต้องทำใจดีๆ ไว้" แล้วพลอยก็พูดออกมาดังๆ ด้วยสำเนียงเกือบเป็นปกติว่า

 

 

         "ฉันไม่เป็นอะไรหรอกช้อย ตกใจไปได้"

 

 

         "ตกใจสิ" ช้อยพูดตอบ "หน้าซีดยังกะจะเป็นลม ฉันเห็นพลอยนั่งโงนเงน เหมือนจะล้มก็ตกใจ แทบสิ้นสติ"

 

 

         "เปล่า ไม่เป็นไรหรอก" พลอยยืนยันอีกครั้งหนึ่ง "ฉันอ่านหนังสือกลับไปกลับมา เพราะยังไม่เข้าใจเรื่องดี เท่านั้นเอง แต่จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่เข้าใจ เรื่องอะไรกันน่ะช้อย"

 

 

         "อ้าว ! ก็พี่เนื่องเขาบอกมาว่า จะแต่งงานกับลูกสาวแม่ค้าขายข้าวแกง พ่อเป็นเจ๊กไงล่ะ" ช้อยตอบ

 

 

         "ก็นั่นน่ะสิ แต่ทำไมเร็วนักรอไปหน่อยไม่ได้หรือ" พลอยพูดเหมือนกับว่ากำลังต่อสู้กับตนเอง ด้วยความ หวังชิ้นสุดท้าย อยากจะให้ช้อยตอบยืนยันว่าไม่เป็นไร เรื่องนี้ยังพอแก้ใขได้ พี่เนื่องจะต้องกลับมาหาพลอย ในที่สุด แต่ช้อยก็ตอบเบาๆ ว่า

 

 

         "มันถึงคราวแล้วละพลอย ฉันไปเคี่ยวเข็ญให้แม่แกเล่าก่อนออกจากวัง แกบอกว่าผู้หญิงท้องขึ้นมา ตั้งสอง เดือนแล้ว พี่เนื่องแกก็รับเลี้ยงดูเพราะสงสาร แต่ถึงจะไม่รับ ทางแม่ของเขาก็คงไปร้องเรียนเจ้าขุนมูลนาย งามหน้า ละถ้าอย่างนั้น !"

 

 

         พลอยใจหายวาบเมื่อได้ยินคำพูดของช้อย พี่เนื่องจะมีลูกและมีกับคนอื่น เด็กๆที่พลอยเคยนึกไว้ว่า จะเลี้ยง จะรักเป็นของตัว อันตรธานหมดสิ้นไปทันที

 

 

         "ช้อยอย่าไปโกรธพี่เนื่องเลย" พลอยพูดตะกุกตะกัก เหมือนกับมีอะไรมาขวางอยู่ในคอ "น้ำใจผู้ชายอย่างนี้ หายาก ฉันนับถือจริงๆ"

 

 

         ช้อยนั่งมองดูหน้าพลอยอยู่เป็นนาน แล้วพูดว่า

 

 

         "พลอยพูดเล่นหรือพูดจริงนี่"

 

 

         "ฉันพูดจริงๆ ช้อย" พลอยตอบ "พี่เนื่องเป็นคนดี ฉันนับถือมาก ถ้าเป็นผู้ชายอื่นคงไม่ทำอย่างนี้ แต่ถ้าเป็น ใจฉันเป็นผู้ชาย ฉันก็ทำอย่างพี่เนื่องเหมือนกัน จริงๆ นะช้อยฉันเห็นใจเข้าใจทุกอย่าง"

 

 

         ช้อยนั่งทำตาพองโตดูพลอยอย่างอัศจรรย์ใจเสียเป็นที่สุดแล้ว และพูดขึ้นว่า

 

 

         "ฉันไม่เห็นใจ ! ฉันไม่ยอมเข้าใจ ! มีอย่างรึ ! อยู่ๆ ก็ลุกขึ้นมีเมียไม่รู้เนื้อรู้ตัว ฉันเคยพูดกี่ครั้งแล้วว่าพี่เนื่อง เป็นคนเหลวแหลก ไม่มีสติ คราวนี้เห็นหรือยังล่ะ พลอยคิดถึงใจฉันบ้างซี ได้พี่สะใภ้เป็นลูกคนขายข้าวแกง ที่นี้ฉัน จะไปดูหน้าใครเขาได้ ถ้ามีใครเขาถามขึ้นมา ฉันจะทำอย่างไร" แล้วช้อยก็สะบัดหน้า ด้วยอารมณ์โกรธ

 

 

         "ฉันก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไร" พลอยพูดด้วยสำเนียงเยือกเย็น "ถึงเขาจะค้าขายอะไร เขาก็ทำโดยสุจริต เรื่องมันก็แล้วไปแล้ว เราจะไปแก้ไขอะไรก็ไม่ได้ ช้อยอย่าคิดมากไปดีกว่า"

 

 

         ความรูสึกของพลอยยังชาอยู่ เรื่องพี่เนื่องไปได้คนอื่นเป็นเมียโดยกะทันหัน เป็นเรื่องใหญ่เกินไปที่หัวใจ ของพลอยจะยอมรับไว้ได้ทั้งหมด ในเวลาอันสั้น ขณะนี้ความรู้สึกของพลอยยังมึนเกินไป ที่จะนึกถึงตัว ความคิด ขณะนี้ยังเห็นเป็นเรื่องของพี่เนื่อง เหมือนกับเรื่องของคนอื่นห่างไกลจากตัว รู้อย่างเดียวว่า เรื่องนี้เป็นต้นเหตุที่ทำ ให้ช้อยขัดเคือง และใจของพลอยก็มุ่งแต่จะแก้ไข ความขัดเคืองของคนที่ตนรักให้หายไป เรื่องความทุกข์ของตน การสลายแห่งความหวังทั้งปวงในชีวิตของตนนั้น พลอยพยายามผลักดันออกไป ให้ห่างไกลตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้ คำสัญญาที่ให้ไว้กับช้อยว่าจะไม่โกรธ ไม่เสียใจ ไม่น้อยใจ กลายเป็นคำมั่นสัญญาที่ใหญ่โต มีความหมาย กว้างขวาง เพราะคำสัญญานั้น พลอยเห็นว่าถูกต้องทุกประการ ด้วยนิสัย ด้วยความรู้สึกอันจริงใจ เสียงแห่งความ รู้สึกผิดชอบคอยเตือนอยู่ทุกขณะว่า "อย่าโกรธ ! อย่าน้อยใจ ! อย่าเสียใจ ! พลอยต้องไม่โกรธ ! พลอยต้องไม่โกรธ !"

 

 

         ช้อยได้ยินคำพูดของพลอย ก็ยิ่งมองดูพลอยอย่างฉงนหนักขึ้น ความสงสัยทำให้ช้อยลืมความโกรธ ความ เสียใจของตนเสียสิ้น สายตาที่มองดูพลอยอย่างอัศจรรย์ใจนั้น เริ่มจะแสดงความรู้สึกอันเต็มไปด้วย ความนับถือ เลื่อมใสยิ่งขึ้นทุกที

 

 

         "พลอย !" ช้อยเรียกขึ้นด้วยเสียงเบาๆ เกือบเป็นกระซิบ "ฉันถามอะไรจริงๆ สักอย่างได้ไหม"

 

 

         "ถามเถิดช้อย" พลอยตอบ "ฉันไม่มีอะไรจะปิดบังหรอก"

 

 

         "พลอยรักพี่เนื่องหรือเปล่า" ช้อยกระซิบถาม

 

 

         "รักมาก" พลอยตอบด้วยเสียงเป็นปกติ

 

 

         "แล้วพลอยไม่โกรธ ไม่เสียใจเลยหรือนี่"

 

 

         "ช้อย" พลอยพูดขึ้น "ธรรมดาคนเรา ถ้ารักใครก็ไม่โกรธคนนั้น ถ้าโกรธก็แปลว่าไม่รักจริง ฉันไม่นึกโกรธเลย มีแต่เห็นใจและนับถือว่าพี่เนื่องทำถูก ถ้าจะว่าถึงคนที่เขาจะมาเป็นเมียพี่เนื่อง ฉันก็เห็นอกลูกผู้หญิงด้วยกันไม่ได้ นึกหึงหวง ถ้าพี่เนื่องไม่รับเลี้ยงดู ก็จะต้องเสียคนไปตลอดชาติ เป็นเวรเป็นกรรมติดตัวไปเปล่าๆ แต่ถ้าหันกลับมา คิดดูตัวฉัน ฉันก็เสียใจบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็นั่นแหละ ฉันก็บอกกับช้อยแล้วว่าในชีวิตฉันๆเคยพบความทุกข์ มามาก ถึงในเรื่องพี่เนื่องฉันก็ไม่เคยประมาท เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า วันหนึ่งจะต้องลงเอยอย่างนี้ ช้อยอย่าวิตก เลย เรื่องราวอะไรจะไม่ทำให้ฉันห่างเหินช้อยไปได้ ถึงคุณพ่อและแม่ของช้อยก็เหมือนกัน ฉันเคยรักและนับถือ ท่านอย่างไร ก็คงจะนับถือต่อไปอย่างนั้น ฉันบอกให้ช้อยรู้ไว้ เพราะเห็นคุณป้าบอกว่า แม่ชั้นบ่นกลัวฉันจะ ห่างเหินตั้งแต่เมื่อเช้านี้เอง และถึงแม้ว่าตัวพี่เนื่องเอง ฉันก็พร้อมที่จะนับถือต่อไป เหมือนกับพี่ในไส้ ตลอดจนลูก เมียของพี่เนื่อง ฉันก็จะรักเหมือนญาติสนิท ฉันเป็นห่วงกลัวแต่ช้อยจะตีโพยตีพายไปเอง ทำให้ร้าวฉานกันเปล่าๆ ช้อยเชื่อฉันเถิด ความทุกข์ในโลกนี้มีอยู่มากพอแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปต่อเติมให้มากขึ้นอีก ช้อยก็มีพี่น้องกัน อยู่สองคนเท่านั้น ถ้าเป็นใจฉันๆจะรักษาเอาไว้ให้ดี ไม่ยอมให้เรื่องราวอะไรต่างๆ มาทำให้เป็นอริกันได้"

 

 

         ช้อยนั่งฟังพลอยพูดอย่างมีสมาธิ ตาจ้องอยู่ที่หน้าพลอย เหมือนกับว่าจะพยายามจดจำทุกคำพูด เมื่อ พลอยพูดจบลง ช้อยก็กล่าวขึ้นด้วยสำเนียงแกมสะอื้น เพราะความตื้นตันในใจว่า

 

 

         "แม่พลอย ฉันรู้จักรักชอบกับแม่พลอยมาตั้งแต่ยังเด็ก ฉันรู้ตลอดมาว่าแม่พลอยเป็นคนดี และที่รักแม่พลอย ยิ่งกว่าพี่น้องของตัว ก็เพราะความดีของแม่พลอยนั่นเอง แต่ทั้งที่ฉันรู้จักความดีของแม่พลอย ฉันก็ไม่เคยนึกเลย ว่าแม่พลอยจะเป็นคนดีถึงเพียงนี้ ที่แม่พลอยพูดมาทำให้ฉันเปลี่ยนใจไปหมด ที่โกรธก็หายที่แค้นใจก็ไม่มีเหลือ ความดีของแม่พลอยมีมากเกินไป จนฉันพูดไม่ถูก ฉันทั้งรักทั้งนับถือแม่พลอยมากกว่าใครๆ ทั้งสิ้น เฮ้อ !" ช้อย ร้องขึ้นด้วยความหนักใจ "ฉันไม่มีปัญญาจะพูดอะไรถูกหรอก พลอยเอายังงี้ก็แล้วกัน !"

 

 

         ว่าแล้วช้อยก็ก้มลงกราบบนตักของพลอย ด้วยความเคารพนับถืออย่างบริสุทธิ์ใจ

 

 

         ความรู้สึกต่างๆ ที่สุมอยู่ในหัวใจของพลอยนั้น เปรียเหมือนดินระเบิดอย่างแรง ตราบใดที่ยังไม่มีชนวน มาจุด พลอยเองก็ไม่รู้ตัวว่าความรู้สึกโทมนัส ความผิดหวังทั้งหมดที่มีอยู่ในตัวนั้นมีมากเพียงใด พอช้อยก้มลงมา กราบก็เหมือนกับใครเอาไฟมาจ่อเข้าทีดินระเบิด ความรู้สึกทั้งปวงที่อั้นเอาไว้นั้น พลุ่งขึ้นสุดขีด พลอยตัวสั่นระริก เหมือนกับถูกทุบ หูตาปากจมูก ในลำคอและปลายนิ้วมือนิ้วเท้า ร้อนเหมือนกับถูกไฟ น้ำตาร้อนๆ ทะลักออกจาก เบ้าตาทั้งสองข้าง พลอยประคองตัวช้อยเอาไว้ แล้วก็ซบหน้าลงร้องไห้กับบ่าข้างหนึ่งของช้อย เหมือนกับหัวใจจะ ขาด ร้องไห้อย่างที่ไม่เคยร้องมาก่อน

 

 

         พอพลอยกลายเป็นคนทุกข์ เป็นคนร้องไห้ด้วยความโทมนัส อันสุดที่จะอดกลั้นได้ต่อไป ช้อยก็เปลี่ยน สภาพจากผู้ที่โกรธแค้น มาเป็นผู้ปลอบประโลมเอาใจ ช้อยโอบตัวพลอยเข้ามาชิด มือหนึ่งลูบหลังพลอยเบาๆ เหมือนกับว่าพลอยเป็นเด็กเล็กๆ ที่กำลังได้รับความเจ็บปวดอย่างสาหัส ปากของช้อยก็พร่ำกระซิบถ้อยคำ ที่ปลอบประโลมใจอยู่ข้างๆ หู ช้อยไม่พยายามที่จะห้ามปรามพลอยมิให้ร้องไห้ เพราะช้อยรู้ดีว่า พิษแห่งโรค ในหัวใจนั้น พอจะระบายออกได้บ้างด้วยน้ำตา และเมื่อพิษนั้นได้ถ่ายเทออกมาเสียได้บ้างแล้ว จึงจะถึงเวลาที่จะ สมานแผล ทั้งสองคนนั่งร้องไห้อยู่ด้วยกัน มิรู้ว่านานเท่าไร เวลาก็ล่วงเลยไป พอดึกหน่อยคุณสายก็เข้ามาในห้อง เห็นพลอยกับช้อยยังนั่งอยู่ใกล้ๆ กัน แสดงอาการว่าร้องไห้มาหยกๆ และทั้งที่สองคน พยายามจะซ่อนเร้น ความจริงโดยรีบซับน้ำตา และกระถอตัวออกห่างจากกัน คุณสายก็รู้เท่าแต่ก็มิได้ปริปากว่ากระไร เดินตรงไปที่ เชี่ยนหมากหยิบหมากใส่ปากเคี้ยว แล้วก็ถามเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นว่า

 

 

         "พลอยอาบน้ำหรือยัง"

 

 

         "ยังค่ะ" ช้อยตอบแทนพลอย ซึ่งยังพูดอะไรไม่ออก

 

 

         "ไปอาบน้ำอาบท่าเสียไป๊" คุณสายพูดอย่างธรรมดาที่สุด "เมื่อกี้ป้าขึ้นไปเฝ้าเสด็จ เห็นรับสั่งถามถึงพลอย อยู่ เดี๋ยวอาบน้ำแล้ว ขึ้นไปเฝ้าเสียหน่อยซีพลอย"

 

 

         พลอยไม่โต้ตอบว่ากระไร เคลื่อนตัวเข้าไปนั่งที่ตู้ หยิบผ้านุ่งผ้าห่มที่จะเอาไปผลัด แล้วก็ฉวยขันอาบน้ำ ออกไปนอกห้อง แต่พอคล้อยประตูออกมา ก็ได้ยินเสียงคุณสายถามช้อยขึ้นว่า

 

 

         "บอกพลอยเขาแล้วรึ !" 

 

 

         พลอยรีบเดินตรงไปอาบน้ำหลังตำหนัก ระหว่างที่นั่งอาบน้ำอยู่ พลอยก็ปล่อยใจให้ล่องลอยไป ยอด ปราสาทและหลังคาตำหนักต่างๆ ยังคงโผล่ขึ้นมาจากความมืดไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แสงไฟที่บนยังคงสว่างอยู่ อย่างที่พลอยเคยเห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ลมยามกลางคืนโชยมาวูบหนึ่ง พากลิ่นดอกราตรีจากข้างๆ ตำหนักมาเข้าจมูก พลอยนั่งอยู่คนเดียว เหยียดแขนซ้ายแล้วก็แขนขวาออกไปข้างหน้า มองดูแขนตัวเองอย่างสนใจ ไม่มีอะไรเปลี่ยน แปลงเลย สิ่งแวดล้อมต่างๆ ยังคงเดิม ร่างกายเนื้อตัวของพลอยก็ยังเหมือนเก่า แต่อะไรเล่าที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุก อย่างที่เคยมีความหมายนั้น หมดความหมายไปสิ้น

 

 

         พลอยเหลือบไปดูบนตำหนักเห็นไฟยังสว่างอยู่ ขณะนี้เวลาราวๆ สักที่ทุ่มเห็นจะได้ เสด็จยังไม่เข้าบรรทม จะประทับอยู่เช่นเคย จนถึงเวลาราวๆ ตีสอง เดี๋ยวพลอยก็จะต้องขึ้นไปเฝ้า พอนึกถึงเสด็จขึ้นมา ทุกอย่างที่ พังทลายลงเมื่อกี้ ดูเหมือนจะกลับมีระเบียบ และเข้าสู่ดุลย์ขึ้นบ้าง ถึงอย่างไรก็ยังมีเสด็จอีกองค์หนึ่ง ที่ยังเป็นหลัก ในชีวิตของพลอย เป็นที่นับถือบูชา และเป็นจุดหมายปลายทาง แห่งหน้าที่ทั้งปวง ใครจะมีหน้าที่เป็นอะไรที่ไหน ก็ตามที เสด็จก็ยังคงอยู่ และเป็นของพลอย ที่จะต้องแสดงความกตัญญูต่อพระคุณ ที่เสด็จมีต่อตน หัวใจพลอย เวลานั้นเหมือนกับนก ที่ถูกพายุฝนกระพือ ให้พลัดจากรังรวงที่เคยอาศัย พยายามบินไปทางโน้นทางนี้บ้าง เพื่อหา ร่มไม้กิ่งไม้ที่จะเกาะอาศัยได้ต่อไป เสด็จเป็นเหมือนต้นไม้ใหญ่ และเป็นสิ่งที่ถาวรอันเดียวในโลก อันปราศจาก ความถาวรนี้ 

 

 

         พลอยอาบน้ำอย่างช้าๆ และพยายามถ่วงเวลาให้ช้าที่สุด เท่าที่จะทำได้ เพราะอยากอยู่คนเดียวมากกว่าที่ จะเห็นหน้าคนอื่น อาบน้ำเสร็จแล้วก็เข้าไปในห้อง เห็นคุณสายนั่งอยู่คนเดียว ช้อยนั้นหายหน้าไปเสียแล้ว ระหว่างที่พลอยทาน้ำอบประแป้งอยู่ คุณสายก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "เมื่อกี้ยายช้อยชมพลอยเสียราวกะเป็นเทวดา ป้ารู้มานานแล้วว่าพลอยของป้าดีเพียงใด เพราะป้าเลี้ยงของ ป้ามาแต่เล็ก แต่ถึงอย่างนั้นป้าก็อดดีใจไม่ได้ เมื่อได้ยินคนเขาชม แม้แต่เพียงปากหอยปากปู ขนาดยายช้อยก็ยัง ดีใจอยู่นั่นเอง"

 

 

         พลอยหันไปยิ้มกับคุณสายหน่อยหนึ่ง แล้วก็หวีหัวทาน้ำอบต่อไป เอาแป้งลงใกล้ๆ ขอบตาให้หนาหน่อย กลัวเสด็จจะทอดพระเนตรเห็นว่าตาบวม

 

 

         "เดี๋ยวขึ้นไปเฝ้าเสด็ตจหน่อยนะพลอย" คุณสายสั่งย้ำ "รับสั่งถามถึงตั้งหลายหนแล้วคืนนี้"

 

 

         เมื่อพลอยคลานเข้าไปเฝ้า เสด็จประทับก้มพระพักตร์เลือกอะไรอยู่ แต่พอทอดพระเนตรเห็นพลอย ก็รับสั่ง ขี้นว่า

 

 

         "เออ ! พลอยมาพอดีทีเดียว มาช่วยข้าเลือกทับทิมเม็ดเล็กๆ นี่หน่อย ข้าจะให้เขาทำเข็มกลัด"

 

 

         พลอยเข้าไปหมอบใกล้ๆ เสด็จทรงยื่นห่อกระดาษให้สองห่อ ในนั้นมีทับทิมเม็ดเล็กๆ อยู่มาก เสด็จยื่น ปากคีบให้พลอยอีกคู่หนึ่ง พร้อมกับรับสั่งให้คัดทับทิม ให้ได้ขนาดกับที่ทรงเลือกไว้แล้ว

 

 

         "ข้าเบื่อจริงๆ ไอ้พวกเครื่องเพชรเครื่องพลอยนี่" เสด็จรับสั่งต่อไป "ใส่ทีไรไม่เคยสบายใจสักที แต่ครั้นจะ ไม่ใส่เสียเลย คนก็จะพูดกันไปต่างๆ ค่อนให้บ้าง นินทาให้บ้าง ไม่รู้เขาเห็นมันดีอย่างไร หิวขึ้นมาก็กินเข้าไปไม่ได้ เอาแขวนตามตัวก็รุงรัง หายไปก็ยุ่ง"

 

 

         "พลอยเคยสังเกตบ้าหรือเปล่า" เสด็จรับสั่งต่อไป โดยไม่เงยพระพักตร์ขึ้นมองหน้าพลอย "ของต่างๆ ที่คนเขาว่ามีราคานั้น ที่มันมีราคาจริงๆ ก็เพราะปากคนว่า ถ้ามีใครที่คนเชื่อถือบอกว่า อย่างนั้นดีอย่างนี้ดี อีกหน่อยคนก็ตามไปหมด พลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วยหัน เมื่อข้ายังเด็กๆ ยังได้เคยเห็นชาววังตัดผมสั้นๆ ถอนไร มีผมทัดยาวเกือบถึงบ่า แต่งตัวก็รุงรังเต็มที ใส่ปะวะหล่ำกำไล ราวกับละครรำ แต่สมัยนั้นก็มองเห็นกันว่าสวยงาม ไปหมด เดี๋ยวนี้ทรงผมก็เปลี่ยนเป็นยาวขึ้นผมทัดก็ไม่ปล่อย เครื่องเพชรพลอยก็แบบนอก มีงานมีการก็ใส่เสื้อ แบบฝรั่ง คนก็เห็นสวยอีก อย่างเจ้านายในวัง ถ้าจะนัดกันเอาตรวนมาแขวนคอ ก็คงจะมีคนเห็นสวยงาม ตามไปบ้างกระมัง แต่ก็นั่นแหละจะเป็นกรวดหรือเป็นเพชร ถ้าเราไปนึกรักมันเข้าแล้ว หายไปเมื่อไรก็เสียดาย ยิ่งรักมากก็ยิ่งเสียดายมาก บางคนถึงเสียคนไปก็มี ถ้าเราไม่อยากทุกข์มากไม่อยากเสียคน ก็อย่าไปรักอะไรให้ มากนัก ถึงจะรักก็ต้องรู้กำพืดว่ามันเป็นเพชรหรือเป็นกรวด ถ้ารู้ราคาจริงๆ ของมันเสียแล้ว ถึงมันจะหายไป เราก็ ไม่เสียดายมันนัก" เสด็จเงยพระพักตร์ขึ้นมองพลอย ซึ่งหมอบก้มหน้าเลือกทับทิมอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็รับสั่งต่อไปว่า

 

 

         "ข้าพูดอะไรละก็หมั่นจดจำไว้ อย่างไรๆ ข้าก็เกิดก่อนเจ้า ได้เห็นอะไรต่ออะไรมามาก ถึงจะว่าข้าเป็นคน โบราณก็ช่างเถอะ แต่ก็ควรรับฟังไว้บ้าง เพราะข้าเลี้ยงใครก็อยากให้คนนั้นดี"

 

 

         เสด็จทรงหยุดนิ่งอยู่อีกครู่หนึ่ง เหมือนกับจะทรงคิดอะไรอยู่ในพระทัย แล้วก็ทรงพระสรวลเบาๆ และรับสั่ง ต่อไปว่า

 

 

         "พูดถึงเรื่องเลี้ยงคนให้เป็นคนดี มันก็แปลกอีก เพระข้าก็ยังไม่เหมือนคนอื่นเขาอยู่นั่นเอง อย่างพลอยนี่มีคน เขาพูดกับข้าหลายคนแล้วว่า หน้าตาดีๆ ทำไมข้าไม่ถวายเป็นพนักงานเสีย ข้าก็ทำหัวเราะเฉยๆ เสียอย่างนั้น เรื่องหาบุญวาสนาใส่ตัวนั้น มันทำไม่ยากดอกพลอยเอ๋ย ใครมีลูกหลานพวกพ้องก็หนุนๆ กันขึ้นไป พอเป็นใหญ่ เป็นโตขึ้นมาแล้ว ใครเป็นเจ้าเข้าเจ้าของก็พลอยเบิกบาน มีบุญวาสนาตาม ถ้าข้าจะทำอย่างคนอื่นเขาบ้าง ก็คงจะ ทำได้ อย่างพลอยใครๆ ก็ทักว่าสวย นิสัยใจคอสกุลรุนชาติของเจ้า ก็ไม่ด้วยกว่าใคร ถ้าข้าจะยกขึ้นไป ป่านนี้ก็จะ มีบุญไปแล้วก็ไม่รู้ แต่ข้าไม่ทำหรอก เพราะข้าเห็นเสียแล้ว ข้าเลี้ยงเจ้ามาก็อยากให้เจ้ามีความสุขทั้งเวลานี้ และเวลาต่อไป ข้าไม่เชื่อว่าบุญวาสนาจะทำให้คนมีความสุขได้ และความสุขที่คนอื่นหาให้ ก็ไม่เหมือนความสุขที่ เจ้าหาเอาเอง ข้าได้แต่คอยดูให้เจ้าหาความสุขได้ในทางที่ถูก บุญวาสนาต่างๆ ข้าไม่มีจะให้ ถ้าเจ้าอยากได้กับเขา บ้าง ก็ต้องไปหาเจ้าขุนมูลนายที่ตำหนักอื่น ให้ท่านช่วยสนับสนุน ข้าทำไม่เป็น"

 

 

         พลอยลงกราบเสด็จแล้วทูลเบาๆ ว่า

 

 

         "ชาตินี้ทั้งชาติ หม่อมฉันขอสนองพระเดชพระคุณเสด็จ อย่างที่ทำอยู่นี้ก็พอแล้ว"

 

 

         "ไม่พอหรอกพลอย" เสด็จรับสั่งตอบ "ข้าไม่ใช่จะไปอยู่ค้ำฟ้าได้เมื่อไร คงจะต้องตายลงวันหนึ่ง เจ้าต้อง เตรียมตัวไว้สำหรับเวลาข้างหน้าอีกนาน เพราะเจ้าจะยังต้องอยู่ต่อไป เจ้าควรจำไว้ว่า สิ่งใดๆ ที่เกิดแก่เราทุกวัน นี้ต้องมีผลในวันหนึ่งข้างหน้า ถ้าเราทำตัวให้ถูกกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผลที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ก็ต้องเป็นผลดี แต่ถ้าเราทำตัวไม่ถูกผลที่จะเกิดต่อไป ก็เป็นผลที่ไม่ดี ชีวิตคนเราว่าไปก็เหมือนกับละคร ตัวละครก็ มีหน้าที่รำไป แต่ปี่พาทย์ เขาก็เล่นอยู่อีกทางหนึ่ง เราเป็นละครก็ต้องรำให้ถูกจังหวะ ถ้าใครรำได้จังหวะจะโคนดี คนนั้นก็มีคนชม"

 

 

         เสด็จหยุดบ้วนพระโอษฐ์แล้วก็รับสั่งขึ้นว่า

 

 

         "เฮ้อ ! ข้าก็พูดพล่ามไปคนเดียวตั้งนาน พลอยคุยไปบ้าง วันนี้ไปทำอะไรมา"

 

 

         "เปล่ามังคะ" พลอยตอบ

 

 

         "เจ้าก็เหมือนกับคนอื่นๆ นั่นแหละ" เสด็จรับสั่ง "ถามอะไรก็เปล่าทุกที ไปไหนต่อไหนกันมาเจ็ดร้อยย่านน้ำ พอข้าออกปากถามเข้าก็ 'เปล่า' เป็นเสียงเดียวกันหมด"

 

 

         "วันนี้อยู่ที่ตำหนักทั้งวันจริงๆ มังคะ" พลอยทูลยืนยัน

 

 

         "ก็แล้วไป" เสด็จรับสั่งอย่างอ่อนพระทัย "คุยกับนางพลอยเหมือนกับคุยกับอิฐกับปูน ข้าต้องเพ้อไป คนเดียวทุกที เรื่องนี้สู้นางช้อยเขาไม่ได้ บางทีถามนิดเดียวมันตอบไปตั้งวา"

 

 

         พอเสด็จรับสั่งถึง ช้อยก็โผล่หน้าขึ้นมาจากบันไดพอดี

 

 

         "ดูนังช้อยซี" เสด็จทรงพระสรวล "อยู่ๆ ลุกขึ้นเล่นไก่พระลอ พอ 'ปู่รำลึกถึงไก่ๆ ก็มา' ทีเดียว เข้ามาใกล้ๆ นี่คุยไป ! วันนี้ใครไปเย็บปากนังพลอยเสียก็ไม่รู้"

 

 

         ช้อยหัวเราะหน้าบาน แล้วก็คลานเข้ามาหมอบใกล้ๆ ที่ประทับ และเริ่มคุยถวายทันที

 

 

         "วันนี้แม่มาหามังคะ" ช้อยทูลเริ่มเรื่อง

 

 

         ฝ่ายพลอยพอได้ยินช้อยพูด ก็ขนลุกเกรียว เพราะไม่อยากให้ช้อยเอาเรื่องพี่เนื่องมาทูลเสด็จ ทั้งที่พลอยก็ สงสัยอยู่ว่าเสด็จจะทราบเรื่องอยู่แล้วจากคุณสาย

 

 

         "ชะ ! ช่างเรื่องใหญ่โตเสียจริง ! กะอีแม่เข้ามาหา ก็ต้องมาคุยอวดมาทำไม ใครตาย"

 

 

         ความจริงคุณสายทูลเสด็จในเรื่องธุระ ที่แม่ชั้นมาหาเมื่อตอนกลางวันไว้ตลอดแล้ว แต่เสด็จก็ยังอยากทราบ ความเห็นของช้อย เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าจะอย่างไรบ้าง

 

 

         "ไม่มีใครตายมังคะ" ช้อยทูลตอบ "พี่เนื่องจะมีเรือน" พลอยตัวเย็นวาบขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินช้อยเอ่ยถึง เรื่องนี้ขึ้น

 

 

         "อะไร้ !" เสด็จรับสั่ง "เด็กเมื่อวานซืน จะมีเมียแล้ว ! แม่มันพาเข้ามาวิ่งอยู่ในวังเมื่อเร็วๆ นี้เอง มีเมียได้แล้ว รึนี่ ! ได้กับใคร"

 

 

         "ได้กับคนที่นครสวรรค์ ชื่อสมบุญมังคะ ลูกแม่ค้าขายข้าวแกง" ช้อยทูลตอบหน้าตาเฉย

 

 

         เสด็จทรงพระสรวลกี๊ก แล้วรับสั่งว่า

 

 

         "ก็ดีแล้วนี่ ต่อไปจะได้ไม่ต้องอด มีข้าวแกงกินไปจนตาย แล้วแม่เจ้าเขาว่าอย่างไร"

 

 

         "แม่บอกว่าจะออกไปจัดการสู่ขอให้มังคะ" ช้อยทูลตอบ "จะทำอะไรก็ไม่ได้เสียแล้ว"

 

 

         "ก็สมกันละ" เสด็จรับสั่ง "คนอย่างเจ้าเนื่องพี่ของเจ้าได้เมียแค่นั้น ก็ดีถมไปแล้ว คนอย่างนั้นถ้าจะมาสู่ขอ คนของข้าๆ ไม่ให้หรอก"

 

 

         เสด็จรับสั่ง แล้วก็ทอดพระเนตรตรงมายังพลอย พลอยก็รู้ดีว่า เสด็จทรงทราบเรื่องตลอด และที่ทรงรับสั่ง เรื่องนี้มาทั้งหมด ก็เป็นวิธีที่จะช่วยมิให้พลอยเสียใจจนเกินไปนัก แต่เมื่อเห็นเสด็จทอดพระเนตรมายังตน พลอยก็ หมอบก้มหน้านิ่ง ทำไม่รู้เรื่องเสีย และพยายามไม่ได้ยินเรื่องที่ช้อยจะทูลเสด็จต่อไป

 

 

         คืนนั้นเสด็จเข้าบรรทมดึกกว่าปกติ กว่าพลอยจะกลับลงมาถึงห้องเพื่อหลับนอน ก็ใกล้รุ่งเข้าไปแล้ว และจะ เป็นเพราะความอ่อนเพลีย ทั้งทางกายทางใจอย่างไรก็ตาม เมื่อพลอยเข้านอน พลอยก็หลับสนิทไปจนสาย ผิดกับ ช้อยซึ่งนอนไม่หลับ เฝ้าสังเกตดูว่า พลอยจเแสดงอาการอย่างไรต่อไป

 

 

         รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พอว่างคนพลอยก็เปิดตู้ รวบรวมข้าวของที่พี่เนื่องส่งมาให้ และหนังสือและเพลงยาว ที่พี่เนื่องมีมาถึงเข้าไว้ในห่อเดียวกัน ปิดผนึกแน่นผูกเชือก แล้วก็ซุกเข้าไว้ก้นตู้ ตั้งใจว่าจะไม่แตะต้องอีกต่อไป และในใจของพลอยนั้นก็ตั้งใจว่า จะเก็บพี่เนื่องปิดผนึกไว้เช่นเดียวกัน ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็จะไม่ยอมนึกถึง พลอย รู้ดีว่า เรื่องของตัวนั้น รู้กันแพร่หลายไปโดยรวดเร็ว เพราะในวันรุ่งขี้น พลอยรู้สึกว่าตัวเป็นเป้าสายตาของคนหลาย คนในตำหนัก พี่พากันมองดูพลอยอย่างสนใจ และเห็นใจ ทุกคนพยายามเอาอกเอาใจพลอยเป็นพิเศษ ต่างคนต่าง เข้ามาชวนพูดชวนคุย เพื่อให้เพลิดเพลิน จนพลอยไม่มีเวลาจะนึกถึงเรื่องของตัวได้มากนัก คุณสายเองก็เอาใจเป็น พิเศษเหมือนกับคนอื่นๆ สั่งให้ผาดหาของกินที่รู้ว่าพลอยชอบมาไว้ และพอถึงตอนกลางวันก็เปิดหีบ หยิบแพรดอกแพรสีออกมา ให้พลอยเลือกตัดเสื้อ พร้อมกับบอกให้รู้ด้วยว่า เสด็จจะตามเสด็จพระเจ้าอยู่หัวไป บางประอินในเดือนหน้า พลอยเป็นคนหนึ่งที่จะต้องตามเสด็จ ฉะนั้นจึงต้องตระเตรียมเสื้อผ้า ที่จะใส่ตามเสด็จเสีย แต่เนิ่นๆ

 

 

         ข่าวเสด็จบางปะอินนับว่ามาถูกับเวลาเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนที่จะได้ตามเสด็จไปบางปะอินนั้น ก็พากัน ตื่นเต้นที่จะได้ไป ตระเตรียมข้าวของกันเป็นการโกลาหล และในระหว่างนั้นก็มีธุระต่างๆ ที่จะต้องทำให้เสร็จสิ้นไป และมีเรื่องที่จะต้องปรึกษาหารือกัน ในเรื่องที่จะได้ไปบ้านนอก คนที่เคยไปมาแล้วก็คุยว่าสนุกสนาน โอ้อวดไป ต่างๆ ในฐานที่เป็นคนเคยไปมาแล้ว ฝ่ายคนที่ไม่เคยไปก็ได้แต่ใจเต้นฟัง และคอยจดจำคำบอกเล่าเหล่านั้นไว้ เพื่อถึงเวลาที่ตนไปถึงจะได้หาความสนุก เช่นที่ได้ยินเขาเล่านั้นบ้าง ถ้าหากว่าพลอยไม่มีช้อยอยู่ใกล้ๆ บางที พลอยก็จะไม่รู้สึกกระตือรือร้นเท่าไรนัก เพราะใจคอของพลอย ยังเหี่ยวแห้งเย็นชาต่อความรู้สึกต่างๆ ไม่ยินดียิน ร้ายต่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ช้อยนั้นตื่นเต้นมาก ในการที่จะได้ไปบางปะอิน และอาศัยความตื่นเต้นของตนนั้น เองเป็นเครื่องมือชวนพลอยมิให้อยู่นิ่งได้ ซึ่งพลอยก็ยอมทำตามคำชักชวของช้อย วันหนึ่งๆ ก็ได้แต่ตระเตรียม เครื่องแต่งตัวและของกิน ซึ่งทั้งหมดนี้พลอยก็รู้สึกดีใจอยู่ครันๆ ว่ามีอะไรที่จะทำ ถ้าหากว่าอยู่เฉยๆ ตามปกติ พลอยก็คาดไม่ถูกเหมือนกันว่า ความว้าเหว่ในจิตใจของตน จะมีมากมายสักเพียงใด

 

 

         พลอยได้พบกับแม่ชั้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแม่ชั้นเข้ามาลาคุณสายไปนครสวรรค์ คราวนี้แม่ชั้นรู้แล้วว่าพลอย ทราบเรื่อง จึงพูดจาถึงเรื่องพี่เนื่องโดยเปิดเผย ไม่มีปิดบัง และพลอยก็รู้สึกอัศจรรย์ใจตัวเอง ที่นั่งฟังอยู่ได้เป็น ปกติ มิได้แสดงกิริยาให้เป็นที่ผิดสังเกต แต่อย่างใดเลย

 

 

 

 

 

บทที่ ๑๑ (หน้าที่ ๑)

 

 

        'บางปะอิน' เป็นคำกายสิทธิ์สำหรับชาววังเกือบทุกคน เพราะบางปะอินหมายถึงชนบทนอกกรุง หมายถึง ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ที่มีน้ำเจิ่งและดอกบัวบานสล้าง ที่บางปะอินเป็นที่มีอากาศโปร่งสบาย ร่มรื่นไปด้วยพรรณ พฤกษชาติ มีสระและคลองเต็มไปด้วยน้ำใสสะอาด และมีลมที่บริสุทธิ์พัดมาอยู่มิขาด การได้ตามเสด็จไป บางปะอิน มิได้ก่อให้เกิดความสนุกตื่นเต้น ต่อเมื่อได้ไปถึงที่นั่นเท่านั้น แต่ความสนุกตื่นเต้นนั้น เริ่มจากขั้นเตรียม ตัวจัดหาผ้านุ่งผ้าห่ม ที่เหมาะสำหรับใช้บ้านนอก และตระเตรียมหาเสื้อผ้าชุดดีๆ และเครื่องประดับไปด้วย เผื่อว่า จะมีงานออกหน้าออกตา นอกจากนั้นก็ยังมีของกินที่ต้องหาติดตัวไปตามประสาชาววัง ที่มีหน้ามีตาหน่อย ก็หา ของกินชั้นวิเศษ เช่นขนมปัง หมูหยอง ชั้นรองลงมาก็มีพวกข้าวเม่าหมี่ ลูกบัวผัด บางคนที่เข้าใจว่าตัวเองกระเสาะ กระแสะเลือดลมไม่ปกติ ก็หาหยูกยาติดตัวไป คุณสายนั้นออกจะอาการหนัก เพราะต้องเตรียมทั้งของสำหรับ เสด็จและของสำหรับตัวเอง ซึ่งมีทั้งเสื้อผ้าเครื่องสำอาง ของกินของใช้จิปาถะ และสิ่งที่คุณสายเห็นว่าสำคัญหนัก หนาต้องเอาติดตัวไปด้วยจงได้ ก็คือดินหนึ่งก้อน ขุดจากบริเวณรอบตำหนักนั่นเอง เผือว่าเมื่อถึงบางปะอินแล้ว จะได้ใส่ไว้ก้นกาน้ำกิน เป็นสิ่งซึ่งคุณสายเชื่อว่าขาดไม่ได้ มิฉะนั้นจะเป็นโรคผิดน้ำถึงป่วยไข้ เป็นอันตรายทีเดียว เรื่องขุดดินติดเอาไปด้วยนั้น คุณสายมอบภาระให้แก่ช้อย เพราะตนเองไม่มีเวลาและสั่งเสียกำชับกำชาเป็นหลาย หน ซึ่งช้อยถือว่าเป็นเรื่องขบขัน เอาไปเที่ยวเล่าโฆษณา ให้เป็นที่รื่นเริงต่อไปได้อีกหลายวัน แม้แต่เสด็จก็ดู เหมือนจะดีพระทัย ที่จะได้เปลี่ยนที่ประทับเสียชั่วคราว เพราะรับสั่งถึงเรื่องจะเสด็จบางปะอินบ่อยๆ ความจริง โอกาสที่จะเสด็จบางปะอินนั้นมีอยู่เสมอ แต่เสด็จไม่ค่อยจะได้ถือโอกาสนั้น ในคราวที่แล้วๆ มา จะเป็นเพราะเหตุ ผลกลใดก็ไม่ปรากฏ แต่คราวนี้เสด็จรับสั่งกับพลอยว่า

 

 

         "คราวนี้เจ้านายตามเสด็จกันน้อยองค์ ข้าก็เลยจะไปเที่ยวบ้าง ถ้าไปกันมากนักก็ต้องไปเบียดกันอยู่ที่ วรนาฏ ห้องเดียวอยู่กันตั้งสองคน ข้าเป็นคนขี้เกรงใจคนอื่น อยู่กับใครก็ไม่สบายใจ ไปคราวนี้คนน้อยหน่อยได้ อยู่กันห้องละคน พอค่อยยังชั่ว แล้วก็ดีอีกอย่างหนึ่ง ที่คราวนี้เสด็จเพียงสิบกว่าวันเท่านั้น ไม่นานก็พอทนได้ ข้านี่ มันคนแปลกเกิดในวัง แล้วก็อยู่ในวังมาตลอดชีวิต อยู่ๆ ไปมันก็อดนึกอึดอัดไม่ได้ นานๆ ได้เปลี่ยนที่อยู่เสียทีก็ สบายขึ้น แต่ถ้าไปอยู่ที่อื่นเกินกว่าสิบวันก็เริ่มไม่สบายใจอีก คิดถึงในวังที่เคยอยู่ แล้วข้าก็คงจะตายอยู่ในวังนี้เอง"

 

 

         เสด็จรับสั่งถึงพระตำหนักวรนาฏเกษมศานต์ อันได้จัดให้เป็นที่ประทับเจ้านายฝ่ายใน ที่โดยเสด็จพระราช ดำเนิน และมีรับสั่งแก่ข้าหลวงที่จะตามเสด็จหลายคน ให้ระมัดระวังตัวในระหว่างที่อยู่ที่นั้น เพราะจะต้องอยู่ชั้นล่าง ของตำหนัก ปะปนกับข้าหลวงเจ้านายพระองค์อื่นๆ ถ้าขาดความระมัดระวัง อาจมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งให้ต้อง รำคาญพระทัย

 

 

         "นางพลอยไปกับข้าทางรถไฟในกระบวนหลวง" เสด็จรับสั่ง เมื่อก่อนถึงวันกำหนดสักเจ็ดวัน "คนอื่นๆ ไปเรือกับสาย"

 

 

         ที่เสด็จรับสั่งดังนี้ ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า พลอยเป็นคนที่ทรงพระเมตตามาก เพราะการเสด็จไปบางปะอิน ในระยะนั้นต้องแยกเป็นสองกระบวน การะบวนหนึ่งไปเรือเครื่อง มีคุณสายเป็นผู้ใหญ่ควบคุมไป และออกล่วงหน้า วันหนึ่ง จากตำหนักแพไปทางน้ำ บรรทุกข้าของเครื่องใช้และเครื่องครัวต่างๆ ที่เป็นสัมภาระหนักพร้อมด้วย ข้าหลวงที่จะตามเสด็จอีกหลายคน ส่วนเจ้านายฝ่ายในที่จะโดยเสด็จพระราชดำเนินนั้น เสด็จโดยรถม้าพระประ เทียบ จากวังไป "สะเตชั่น" หรือสถานีรถไฟหัวลำโพง มีข้าหลวงตามเสด็จเพียงคนหนึ่งหรือสองคนเป็น อย่างมาก จากนั้นก็เสด็จทางรถไฟในกระบวนหลวงไปจนถึงบางปะอิน

 

 

         เมื่อรู้ว่าพลอยต้องตามเสด็จโดยทางรถไฟ ช้อยก็เริ่มบ่นว่า

 

 

         "ฉันเสียดายแท้ๆ เชียวพลอย ได้ไปเรือด้วยกันก็จะดี สนุกกว่าเป็นไหนๆ ไปพวกเรากันเองทั้งลำ ไม่มีเจ้า นายเสด็จ สบายจะตายไป จะมีคนคุมก็เพียงคุณอาเท่านั้นเอง"

 

 

         "นี่หมายความว่า ฉันไม่มีอำนาจควบคุมอะไรหล่อนได้ยังงั้น หรือแม่ช้อย" คุณสายซึ่งนั่งฟังอยู่อีกมุมห้อง หนึ่ง ร้องถามขึ้น

 

 

         "เปล่าค่ะ" ช้อยตอบอย่างอารมณ์ดี "ฉันหมายความว่าคุณอาใจดีเท่านั้นเอง"

 

 

         "ฮะ !" คุณสายหัวร่อประชด "พอทักขึ้นมาก็เปลี่ยนเสียงทีเดียว พลอยอย่าไปฟังยายช้อยหน่อยเลย ! ไปรถ ไฟกับเจ้านายของเรานั่นแหละดี ได้เป็นสิริมงคลแก่ตัว เพราะในหลวงก็เสด็จรถไฟกระบวนนั้นเหมือนกัน ป้าเองถ้า ไม่จำเป็นจริงๆ ละก็ไม่ไปหรอกทางเรือ กลัวเรือล่มจะตายไป"

 

 

         "คุณอาก้อ" ช้อยท้วงอย่างขบขัน "เรือออกลำโตจะไปล่มได้ยังไง"

 

 

         "แกอย่าทำเป็นพูดดีไปนะยายช้อย" คุณสายหันมาตาเขียวใส่ "อย่าว่าแต่เรือเครื่องเลย เรือพระประเทียบ ยังเคยล่ม เจ้านายสิ้นพระชนม์ตั้งหลายองค์ แกมันเกิดไม่ทันหรอก ตอนนั้นฉันยังไว้จุกอยู่เลย เขาเล่ากันว่าน่ากลั๊ว น่ากลัว เขาว่าสมเด็จท่านประทับอยู่หน้าเก๋งเรือ พอเรือล่มท่านทรงเป็นห่วงทูลกระหม่อมฟ้าที่อยู่ในเก๋ง เสด็จเข้า ไปในเก๋งก็พอดีเรือคว่ำลง ใครจะเข้าไปช่วยเขาก็ไม่กล้า กลัวอาญา เขาว่าพวกมอญที่เขาดำทรายอยู่แถวนั้น ไม่กล้าเข้าไปช่วย ทั้งที่เขาลอยเรือกันอยู่ออกเต็มไป ฉันตามเสด็จไปในเรือพระประเทียบลำหลัง ตกใจแทบสิ้นสติ กันไปทั้งลำ ข้าหลวงสมเด็จลอยตามน้ำมาก็หลายคน ฉันยังเห็นเขาช่วยกันฉุดขึ้นเรือ ต้องแก้ไขกันอยู่นานกว่า จะฟื้น ตั้งแต่นั้นมา เสด็จไม่เสด็จบางปะอินเลย มาตอนท้ายที่พอมีรถไฟเดิน ถึงได้เสด็จบ้าง แต่อย่างนั้นบางทียัง ทรงกันแสงคิดถึง เพราะเสด็จท่านรักสมเด็จพระองค์นั้นมาก"

 

 

         "ตายจริง !" ช้อยพูดขู่คุณสายเล่น "นี่ถ้าเรือล่มเข้าจริง ฉันมิพลอยต้องตายไปด้วยหรือนี่ ลำพังตัวฉันเองน่ะ ไม่เป็นไรหรอก ฉันว่ายน้ำเป็น แต่จะต้องมาคอยช่วยคุณอานี่สิลำบาก จะต้องพากันตายในน้ำอลักเอลื่อพิลึกละ เวลาจะไปเรือด้วยกันละก็ คุณอาอย่างเข้าไปนั่งในเก๋งนะคะ ฉันขี้เกียจไปควักเอาออกมา ลำบาก !"

 

 

         "ดูซีคนอะไรก็ไม่รู้ มาพูดเป็นลาง !" คุณสายร้อง "อย่ามาทำพูดดีไปนะ เดี๋ยวฉันไม่เอาไปด้วย ทิ้งไว้ทางนี้ละ ก็จะลำบากจริงๆ ละ นี่เคราะห์ดีแต่เสด็จรับสั่งให้เอาไปหรอก แม่ตัวดี ! ถ้าไม่รับสั่ง ฉันไม่มีวันเอาไปเสียละ ทิ้งให้ ผีหลอกอยู่คนเดียวทางนี้แหละ คนอาไร้ ! ไปตามเสด็จมีแต่เขาจะคิดเรื่องการเรื่องงาน นี่กลับมานั่งคิดหาความ สนุกสบายใส่ตัว ไปในเรือมีแต่พวกเราทั้งนั้น !" คุณสายทวนคำพูดของช้อย "เจ้านายก็ไม่มี แม่จะได้เบิกบานกัน ให้เต็มที่ ไม่ต้องกลัวใคร เพราะมีแต่นังสายแก่นี่คุมไปคนเดียว มันจะมีฤทธิ์เดชอะไรกับมันนักหนา ดีละ ! แม่ช้อย แม่คอยดูฝีมือฉันไปเถอะ ว่าใครมันจะเก่งกว่าใคร !" พูดแล้วคุณสายก็เดินบ่นตุบตับไปจากห้อง

 

 

         พอคุณสายพ้นประตูออกไป ช้อยก็หัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า "คุณอานี่แก่ตัวลงยิ่งโมโหมากขึ้นทุกที พูดอะไรนิด ก็ถือเป็นเรื่องดูกันไปหมด ฉันจะต้องแกล้งให้เข็ดสักวัน"

 

 

         "โธ่ ! ช้อยก็จะไปถือสาอะไรกับคนแก่" พลอยพูด "คุณป้าเธอรักเราเธอก็หวังให้เราดี มีอะไรพูดไปอย่างนั้น แหละตามประสาคนมีอายุ ว่าแต่เรื่องของที่จะเอาไปเถอะ ช้อยหาได้ครบหรือยัง"

 

 

         "เกือบครบแล้วละ" ช้อยตอบ "เมื่อวานนี้แม่จันทร์ที่ตำหนักโน้น เขามาบอกว่าให้เอาหมวกติดไปด้วย เพราะ เวลาตามเสด็จทางเรือ ไปกลางทุ่งท่านเคยให้ใส่ ฉันไปได้มาจากแถวเต๊งสองใบ ฝากพลอยใบหนึ่ง ยังขาดอยู่แต่ แพรเพลาะห่มนอน เขาว่าที่บางปะอินหนาวกว่าที่นี่ ผืนเก่าของฉันมันกะรุ่งกะริ่งเต็มที ฉันสั่งเขาไว้ผืนหนึ่ง เขาว่า พรุ่งนี้สายๆ ก็คงจะได้ แต่ต้องมาร่ำเอาเอง"

 

 

         เหมือนกับมีมีดที่คมปลาบมาสะกิดหัวใจของพลอย ช้อยพูดเรื่องแพรห่มไปโดยซื่อ มิได้นึกถึงความหลัง ซึ่งความจริงช้อยลืมเสียแล้ว พลอยเมินหน้าไปเสียอีกทางหนึ่ง เพื่อซ่อนน้ำตาที่บังคับไม่ได้ หัวใจนั้นเต้นระริกระรัว เหมือนกับผีเสื้อที่หมดแรง กระพือปีกอยู่กับพื้นดิน ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว แพรเพลาะที่พลอยอบร่ำด้วยมือตนเอง สอยตะเข็บด้วยมือตนเอง เคยมีค่าสูงสำหรับใครอีกคนหนึ่ง พลอยยังจำได้ว่าคนๆ นั้นเคยนั่งประคองผ้าแพร ผืนนั้นไปจนถึงบางปะอิน จริงสิ ! พลอยก็เพิ่งนึกออก บางปะอินนี่เองที่พี่เนื่องไปเปลี่ยนเรือ ไปนครสวรรค์ บางปะอินจะใกล้ไกลนครสวรรค์เพียงไร พลอยก็ไม่รู้ จะถามใครก็ไม่กล้า กลัวเขาจะจับความในใจได้ ถ้าอยู่ใกล้ บางทีจะได้เห็นหน้าพี่เนื่องบ้างกระมัง หรือจะมีโอกาสได้เห็นแต่ไกลๆ ก็ยังดี แพรเพลาะผืนนั้น พี่เนื่องเคยบอกว่า ห่มอยู่ทุกคืน แม้แต่เวลากลางวัน พี่เนื่องก็เร่งให้ถึงกลางคืนเร็วๆ เพื่อจะได้ห่มแพรผืนนั้น ป่านนี้พี่เนื่องยังจะห่มอยู่ หรือไม่ แต่พอคิดอย่างนี้พลอยก็สะดุ้งใจ พี่เนื่องจะไปห่มแพรเพลาะผืนนั้นได้อย่างไร เดี๋ยวนี้แพรผืนนั้นก็คงหมด ราคาหรือว่าพี่เนื่องจะให้คนอื่นเขาห่ม คิดอย่างนี้พลอยก็ตัวร้อนวาบไป ด้วยความไม่สบายใจ

 

 

         แต่ความจริงพลอยก็ไม่ควรจะต้องวิตก เพราะก่อนหน้าที่จะตามเสด็จบางปะอินสอง พลอยได้รับห่อของห่อ หนึ่งจากบ้านช้อย ในนั้นมีแพรเพลาะผืนหนึ่งพับไว้อย่างเรียบร้อย กลิ่นอายอบร่ำนั้นจางไปนานแล้ว และในพับแพร เพลาะนั้น มีกระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่งมีข้อความเขียนไว้ว่า

 

 

 

 

 

"คิดถึงแพรเลี่ยนแล้วเสียดายเหลือ

 

 

เป็นฝีมือของหม่อมย้อมมะเกลือ

 

 

ได้ห่มสนิทแนบเนื้อมานมนาน

 

 

เคยคิดไว้ว่าจะอยู่เป็นคู่ชื่น

 

 

ไม่เป็นอื่นร่วมรักสมัครสมาน

 

 

แต่เวรกรรมที่ได้ทำมาบันดาล

 

 

ต้องแหลกลาญแคล้วคลาดทั้งชาติไป

 

 

อันชาตินี้พี่คิดผิดไปแล้ว

 

 

ขอพบแก้วกลอยสวาทในชาติใหม่

 

 

ถึงความทุกข์ท่วมท้นล้นหัวใจ

 

 

แต่พูดไปก็จะเห็นว่าเล่นลิ้น

 

 

ขอก้มหน้ารับกรรมประจำตัว

 

 

เมื่อทำชั่วก็จะใช้ไปจนสิ้น

 

 

แพรผืนนี้คืนไว้ให้ยุพิน

 

 

ถึงจางกลิ่นความในใจไม่จืดเอย"

 

 

 

 

 

         แพรผืนเก่าได้คืนมา พร้อมกับกลอนระบายความในใจอีกบทหนึ่ง พลอยรีบเก็บเข้าซุกซ่อนไว้เสียในตู้ หา ของอื่นๆ ทับไว้กันมิให้ใครเห็น และในคืนวันนั้นเอง ซึ่งเป็นคืนก่อนที่ช้อยจะออกเดินทางล่วงหน้า ไปบางปะอิน ก่อนโดยทางเรือเครื่อง ถึงแม้ว่าพลอยจะพยายาม สะกดอกสะกดใจให้หลับสักเพียงใด ก็หาได้หลับลงไม่ พอหลับ ตาลงทีไรก็เห็นแต่หน้าพี่เนื่อง และหน้านั้นหัวเราะอย่างเศร้าทุกครั้ง เพลงยาวที่พลอยได้รับจากพี่เนื่องเป็นอันสุด ท้าย ดังกึก้องอยู่ในหูเป็นจังหวะไม่ขาดระยะ พยายามเอาหมอนอุดหูก็แล้ว นอนคว่ำก็แล้ว นอนตะแคงก็แล้ว ก็ยัง นอนไม่หลับเหมือนกัน

 

 

         เวลาประมาณตีวามกว่าๆ เสียงช้อยพูดลอดมุ้งมาว่า

 

 

         "ฉันก็ไม่หลับเหมือนกันแหละพลอย ใจมันเต้นตึกตักจะได้ไปเที่ยวพรุ่งนี้ ลุกขึ้นนั่งคุยกันดีกว่า"

 

 

         ว่าแล้วก็ผลุดออกจากมุ้งจุดตะเกียงดวงเล็กหรี่ไว้ แล้วค่อยเดินไปที่ข้างฝาค้นหาอะไรกุกกักอยู่คนเดียว แล้วก็มานั่งข้างๆ มุ้งพลอย 

 

 

         "พลอย" ช้อยเรียกเบาๆ "ออกมากินส้มกันดีกว่า ไหนๆ ก็นอนไม่หลับด้วยกันทั้งสองคนแล้ว"

 

 

         พลอยลุกออกจากมุ้งเข้าไปนั่งอยู่กับช้อย นึกดีใจเหมือนกัน ที่มีช้อยมาอยู่เป็นเพื่อน

 

 

         "วันนี้ห่ออะไรที่ส่งมาจากบ้าน" ช้อยถามขึ้น

 

 

         "ห่อแพรเพลาะ" พลอยตอบห้วนๆ พยายามซ่อนน้ำเสียง มิให้ช้อยจับได้ว่า มีความรู้สึก

 

 

         "เอ๊ ! พี่เนื่องนี่ชักจะหนักมือไปละ เรื่องแล้วไม่รู้แล้ว พลอยอย่าไปสนใจกับเขาเลย เราไม่ได้ทำผิดคิดร้ายกับ ใคร เมื่ออะไรมันแล้วก็แล้วไปมั่ง กินส้มกันดีกว่า"

 

 

         "ฉันไม่ได้ว่าอะไรนี่ช้อย" พลอยตอบ

 

 

         "ก็ดีแล้ว เอ ! กินส้มมืดๆ นี่มันเปรี้ยวชอบกล ไหนลองไขไฟขึ้นให้มันสว่างอีกหน่อยซิ เผื่อมันจะหวานขึ้น บ้าง" 

 

 

         ว่าแล้วช้อยก็บิดตะเกียงให้สว่างขึ้นอีก แล้วก็ส่งส้มให้พลอยผลหนึ่ง พลอยรับส้มมาปอกกิน แล้วก็นั่งใจ ลอยฟังช้อยคุยเรื่องอะไรต่อไป จนฟ้าสาง ถึงเวลาที่ช้อยจะต้องรีบไปลงเรือ แต่เช้าตรู่

 

 

         รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง พลอยขึ้นรถพระประเทียบตามเสด็จ ไปถึงสถานีรถไฟเวลาราวๆ สามโมงเช้า เพราะข้างใน ต้องรีบไปขึ้นรถไฟ คอยเวลาเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อถึงสถานี พลอยแลเห็นผู้คนพลุกพล่านคอยรับเสด็จ มีทั้งข้า ราชการทหาร พลเรือนและมหาดเล็กกรมวัง มองดูเต็มไปด้วยข้าราชการ เจ้าคุณพ่อมาส่งเสด็จที่สถานีด้วย พลอย แลเห็นท่านยืนอยู่ในหมู่ข้าราชการหลายคน เมื่อเสด็จทรงพระดำเนินผ่านไป ทุกคนก้มศีรษะถวายคำนับ พลอย เห็นเจ้าคุณพ่อมองดูตัว แล้วยิ้มอย่างภูมิใจ และสะกิดเพื่อนข้าราชการที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ให้ดูลูกสาวของท่าน พอได้ เห็นเจ้าคุณพ่อความวิตกต่างๆ ที่มีอยู่ ดูเหมือนจะเบาบางลงไปมาก พลอยรู้สึกว่าความว้าเหว่ที่มีมาหลายวันนั้น หายไป ชีวิตกลับมีความหมายขึ้นมาอีก ข้างหน้าของพลอย คือเสด็จเป็นบุคคลที่พลอยมีหน้าที่ปฏิบัติ และการ ปฏิบัติหน้าที่ต่อเสด็จ ทำให้เจ้าคุณพ่อพอใจ ไม่รู้สึกอับอาย เพราะท่านสะกิดให้คนอื่นๆ ดูลูกสาวของท่าน และข้า ราชการกลุ่มนั้น พากันพยักพเยิดอย่างพอใจทุกคน เสด็จทรงขึ้นรถตู้ที่จัดไว้สำหรับเจ้านายฝ่ายใน พร้อมกับ เจ้านายฝ่ายในพระองค์อื่น ตู้ข้างหน้านั้นเป็นตู้จัดไว้เป็นราชพาหนะ พร้อมด้วยเจ้านายข้างหน้า และข้าราชการ ผู้ใหญ่บางท่านที่จะตามสเด็จ พลอยส่งหีบหมากเสวยที่เชิญมา ถวายเสด็จที่รถตู้ ต่อจากนั้นคุณเฒ่าแก่ ที่คุมกระ บวนข้างใน ก็บอกให้ข้าหลวงที่ตามเสด็จเจ้านาย ขึ้นรถอีกตู้หนึ่งที่จัดไว้เฉพาะ ต่อจากนั้นไปก็เป็นรถตู้มหาดเล็ก และกรมวัง ที่จะตามเสด็จ

 

 

         พอพวกข้าหลวงเจ้านายขึ้นรถได้ ต่างก็พากันหาที่นั่งให้ถูกใจ ต่างก็ชวนคนที่รู้จักให้นั่งด้วยกัน เสียงเซ็งแซ่ ไปหมด บ้างก็ทักทายต่อว่าต่อขานกัน ฟังไม่ได้ศัพท์ เสียงคุณเฒ่าแก่ตะโกนจากหัวรถว่า

 

 

         "เบาๆ หน่อยซียะแม่พวกเหล่านี้ อะไร ! เสียงยังกะนกกระจอกเข้ารัง ! กำลังจะเสด็จเร็ดทุ่ง ขุนน้ำขุนนาง ออกเต็มไป ระยังกันหน่อยซิ"

 

 

         เสียงพูดจากันเงียบลงไปพักหนึ่ง แต่แล้วก็เริ่มมีเสียงซุบซิบ ซึ่งค่อยๆ กลายเป็นเสียงดังกลับมาอีก พลอย ได้นั่งใกล้หน้าต่าง มีแม่ชม้อยข้าหลวงตำหนักอื่น ที่เป็นคนรู้จักกันมานั่งอยู่ข้างๆ แม่ชม้อยเป็นคนที่ค่อนข้างจะ กว้างขวาง รู้จักใครต่อใครมาก พอเข้ามานั่งติดกับพลอย ก็เริ่มชี้ให้ดูข้าราชการบนชานชาลา เสียงเจ้าคุณอาที่โน่น คุณพี่พระที่นี่ คุณพระนายอะไรต่ออะไร และอุ๊ย ! พี่หลวงก็มาจนสุดที่พลอยจะจดจำ แม่ชม้อยชี้ให้พลอยดูข้าราช การ ที่รู้จักแต่ละคน แล้วก็เริ่มอธิบายสรรพคุณของข้าราชการเหล่านั้น ใครดีไม่ดี มีเมียเท่าไร ลูกกี่คน เป็นญาติกับ ใครบ้าง ดูเหมือนแม่ชม้อยจะรู้ทั่วถึงไปหมด แม่ชม้อยพูดไปหัวเราะไป นัตถุ์ยาไปพลาง พลอดเวลานั้นพลอยก็นั่ง เหม่อมองไปข้างหน้าอย่างไม่สนใจ ฟังแต่ก็นิ่งเฉยพอเป็นกิริยา นานๆ ก็พยักหน้าเสียทีหนึ่ง เหมือนกับว่ากำลัง ฟังอยู่

 

 

         พลอยนั่งบนรถรอเวลาเสด็จพระราชดำเนินอยู่นาน และมาบังเกิดความรู้สึกว่า มีคนกำลังจ้องมองอย่างที่ เคยรู้สึกมาแล้ว และพอพลอยเหลียวไปดูก็สบตาคู่เก่า คุณเปรมยืนมองดูพลอยอยู่ ณ มุมหนึ่งของชานชาลาสถานี รถไฟ

 

 

         พลอยรีบหลบหน้าเข้ามาเสียข้างในรถ รู้สึกหนาวไปทั้งตัว คุณเปรมแต่งตัวทำท่าทาง เหมือนอย่างกับจะ ตามเสด็จ ขณะที่พลอยนั่งพิงตัวกับพนักที่นั่งนิ่งอยู่ คุณเปรมก็เดินผ่านมาใกล้ๆ ผ่านหน้าต่างรถไฟไป เสียงแม่ ชม้อยพูดขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า

 

 

         "แม่พลอย ! ดูซี ! นั่นไงคุณเปรมมหาดเล็ก เขาว่ากันว่า เป็นเศรษฐีใหญ่ไม่มีตัวจับ ฉันรู้จักกับพี่น้องเขา หลายคน คุณเปรมเขาเป็นลูกหลานเจ้าคุณโชฎึก พวกนี้เขาร่ำรวยทั้งนั้นแหละ แม่พลอยรู้จักไหม"

 

 

         พลอยนิ่งไม่ตอบ พยายามซ่อนตัวและภาวนา ขออย่าให้คุณเปรมเหลียวมามองตนอีก แต่คุณเปรมก็เดิน หายไปทางท้ายรถ เสียงแม่ชม้อยพูดต่อไปว่า

 

 

         "ถึงบางปะอินแล้ว แม่พลอยอยู่กับใครหรือเปล่า ถ้าไม่มีใครอยู่กับฉันก็ได้"

 

 

         "ฉันก็ต้องอยู่กับแม่ช้อย และข้าหลวงตำหนักเดียวกันอีกหลายคน ยังไม่รู้เลยว่าจะอยู่ที่ไหน"

 

 

         "ถ้าอย่างนั้นเราก็อยู่ใกล้กันก็แล้วกัน ฉันไม่มีเพื่อนคุย คุยกับแม่พลอยฉันชอบ ไม่ค่อยมีเรื่อง แน่ะ ! เสด็จ แล้วละ !"

 

 

         ขณะนั้นเสียงทหารกองเกียรติยศ บอกแถววันทยาวุธ เสียงแตรวงบรรเลง ข้าราชการที่มาส่งเสด็จพระเจ้า อยู่หัว ยืนระวังตรงทุกคน พลอยนั่งตัวตรง ไม่กล้าชะเง้อออกไปดู และเสียงคุยกันจอแจในรถนั้น ก็เงียบลงทันที

 

 

         พระเจ้าอยู่หัวเข้าสู่ชานชาลาสถานี มีเจ้านายลูกเธอเล็กๆ ตามเสด็จหลายองค์ ระหว่างที่เสด็จพระราชดำ เนินผ่านคนที่มาส่งเสด็จ ก็มีพระราชดำรัสปฏิสันถารกับคนที่มาเฝ้า เกือบจะทุกคน พลอยนั่งก้มหน้านิ่งมิกล้าชำ เลืองมอง แต่ยังได้ยินพระสุรเสียง ซึ่งก้องกังวานกว่าเสียงอื่นๆ ในที่นั้น ทรงทักทายปราศรัยกับข้าราชการที่มาส่ง เสด็จด้วยข้อราชการบ้าง ด้วยเรื่องส่วนตัวบ้าง พลอยได้ยินพระราชดำรัสแว่วๆ ถึงเรื่องถนนหนทางบ้าง เรื่องการ ปกครองหัวเมืองบ้าง ตลอดจนเรื่องลูกใครเรียนหนังสือ เมียใครเจ็บไข้ไม่สบาย ก็ทรงไต่ถามตั้งแต่เรื่องใหญ่จน เรื่องเล็ก ดูเหมือนจะทรงทราบโดยละเอียดไปสิ้น ไม่มีเรื่องใดที่จะใหญ่ไปหรือเล็กไป สำหรับพระองค์ ทุกคนในที่ นั้นรู้สึกว่าชีวิตทุกทางทุกด้าน ทั้งในเรื่องส่วนตัวและเรื่องการงาน กำลังถูกนำออกพิจารณา โดยผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ ทราบเรื่องราวทั้งปวงดีกว่าคนอื่น และการซักถามหรือแนะนำนั้น ก็กระทำโดยเจตนาดียิ่งกว่าที่จะหาได้ในที่ใด เพราะผู้ใหญ่คนนั้นคือเจ้าชีวิต เป็นทั้งผู้ดำรงรักษา และเป็นทั้งผู้ที่อาจทำลายชีวิตทั้งปวง ที่รวมกันอยู่ในเมืองไทย 

 

 

         พลอยเองก็เป็นชาววัง อยู่ใกล้เจ้าใกล้นาย สักแต่จะโผล่หน้าต่างห้องออกไป ก็มองเห็นที่บน อันเป็นที่ประ ทับพระเจ้าอยู่หัว เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับพระองค์ เป็นต้นว่าวันในไม่ทรงสบาย ของสิ่งใดโปรดหรือไม่ ตลอดจนผู้ ใดที่อยู่ในข่ายพระมหากรุณาเป็นพิเศษ พลอยก็รู้ดีอย่างใกล้ชิด แต่ถึงกระนั้นทุกครั้งทีมีโอกาสเฝ้าใกล้ชิด และเห็น พระองค์ พลอยก็รู้สึกเต็มตื้น น้ำตาคลออยากจะร้องไห้ด้วยความปิติ และคอหอยนั้นก็ตื้นตันทุกครั้ง

 

 

         อีกสักครู่หนึ่งรถไฟกระบวนพระที่นั่ง ก็เคลื่อนออกจากสถานี พลอยลืมสิ่งอื่นๆทั้งหมด เพราะภูมิประเทศที่ มองเห็นจากรถไฟนั้น เป็นสิ่งที่พลอยไม่เคยเห็นมาแต่ก่อน รถไฟแล่นช้าๆออกจากสถานี แล้วก็เพิ่มฝีจักรเร็วขึ้น จนตาลาย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พลอยเคยขึ้นรถไฟ จึงรู้สึกตื่นเต้นมาก เสียงแม่ชม้อยคุยอะไรต่ออะไรเรื่อยไป ไม่รู้ จบ พลอยก็มิได้สนใจฟัง รถไฟแล่นผ่านบ้านเล็กเมืองน้อยแถวชานพระนคร บางบ้านรู้ว่าจะเสด็จพระราชดำเนิน ผ่านตามทางรถไฟ ก็ตั้งที่บูชาตามมีตามเกิด บางบ้านเจ้าของบ้านออกมารับเสด็จ พอรถไฟผ่านต่างก็หมอบกราบ ถวายบังคมแล้วแหงนหน้าขึ้นมองรถไฟกระบวนเสด็จ ด้วยความปลื้มใจเป็นล้นพ้น

 

 

         ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พลอยได้โดยเสด็จในกระบวนหลวง เพิ่งเคยเห็นว่าอาณาประชาราษฎรแสดงอาการ กิริยาความรู้สึกอย่างใด เมื่อได้ชมพระบารมีขณะเสด็จพระราชดำเนินผ่าน รัศมีแห่งความจงรักภักดีจากคน นับพัน นับหมื่น ที่เรียงรายตามบ้านช่องและไร่นา พุ่งเข้ามาจับหัวใจ เวลาไปไหนมาไหนตามลำพัง พลอยไม่เคยรู้สึกว่า ชาวบ้านร้านตลาด แลบ้านช่องเรือกสวน ที่ได้เห็นตามทางนั้น มีความสัมพันธ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่คราวนี้ พลอยแลเห็นความสัมพันธ์นั้นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นบ้านไหนช่องไหน ไม่ว่าจะเป็นคนหมู่ใดกลุ่มใด ล้วนแต่เป็นบ้าน เรือน คนในครอบครัวเดียวกันทั้งสิ้น รถไฟยิ่งแล่นไกลออกไป บ้านช่องที่เรียงรายอยู่นั้น ก็ค่อยห่างกันออกไป มีทุ่งนาอันกว้าง และป่าละเมาะที่เห็นอยู่ไกลๆ เข้ามาแทนที่ จะมองไปทางไหนก็เห็นแต่น้ำใสสะอาด สลับด้วยต้นข้าวเขียวขจี และดอกบัวหลากสี พลอยแลดูอยู่ไม่วางตา หัวใจนั้นพองโตด้วยความเบิกบาน ลืมความทุกข์ความเศร้าหมอง และทุกอย่างแม้แต่พี่เนื่อง เพราะถ้าจะว่าไปพลอยก็ยังเป็นสาว ความสุขชั่วครู่ ก็สามารถบันดาลให้ลืมความทุกข์ได้ทันที ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งพายเรือจะไปกิจธุระ พอเห็นรถไฟกระบวนเสด็จพ พระราชดำเนินแล่นผ่านไป ก็วางพายพาดไว้กับตัก และหันมาถวายบังคมทั่วทุกคนพร้อมๆกัน คนแก่คนเฒ่า ที่หาปลาอยู่ริมคู ลงนั่งคุกเข่าพนมมือไว้หว่างหน้าผาก หลับตาทำปากหมุบหมิบ อาราธนาคุณพระคุณเจ้า ให้คุ้มครองในหลวง เด็กอีกลุ่มหนึ่งเล่นน้ำอยู่ที่หน้าศาลาวัด เห็นรถไฟผ่านไปก็ตะโกนโห่ร้องโลดเต้น อย่างลำพองใจ ตามธรรมดาของเด็กที่ไร้เดียงสา ควายฝูงหนึ่งเดินหากินอยู่ใกล้ทางรถไฟ บางตัวก็นอนเคี้ยวเอื้อง อยู่อย่างสบายอารมณ์ พลอยมองดูจนเกือบจะเหลียวหลัง ด้วยความสนใจเป็นที่สุด เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เคยเห็นควาย เสียงใครคนหนึ่งทางท้ายรถ ร้องขึ้นด้วยเสียงแหลม ล้อเลียนสำนวนชาววัง ที่ไม่เคยเห็นควายว่า

 

 

         "อุ๊ยตาย ! ควายมีเขา"

 

 

         แล้วก็มีเสียงหัวเราะเกรียวกราว ด้วยความขบขันขึ้นทั้งรถ

 

 

         รถไฟแล่นต่อไปอีกนาน พลอยนั่งฟังเสียงล้อรถ กระทบรอยต่อของราง ดังเป็นจังหวะ ทอดอารมณ์ ออกไปตามทิวทัศน์แปลกและใหม่ ที่เห็นอยู่สองข้างทาง หัวใจที่เหี่ยวแห้งมาหลายวันนั้น ก็เริ่มจะสดชื่นรื่นรมย์ขึ้น เพราะได้เปลี่ยนอากาศ บางทีเสด็จจะเสด็จบางปะอินคราวนี้ เพราะทรงพระเมตตาพลอย อยากให้ได้ลืมเรื่องหลังๆ เสียบ้างกระมัง พลอยนึกอย่างนั้นแล้วก็รีบเปลี่ยนใจ เพราะถ้านึกเช่นนั้นก็ดูจะอาจเอื้อมไป และเสด็จอาจจะไม่ทรง ทราบเรื่องราวความทุกข์โทมนัส ของพลอยเลยก็ได้ เสียงคุยกันในรถดูเบาลง เพราะความตื่นเต้นเมื่อแรกออก เดินทางนั้น เริ่มลดน้อยลงไป แม่ชม้อยนั่งหลับตาพิงพนักนิ่ง บ่นว่าเมารถแล้วก็เริ่มทำปฐมพยาบาลตนเอง ด้วยยาดมและยาหอม ที่เอาติดตัวมาบ้าง พลอยถามว่าจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง แม่ชม้อยก็ตอบว่าไม่ต้อง พอรถจอดก็จะหาย ทำให้พลอยเบาใจลงไปเป็นกอง เพราะแม่ชม้อยคงไม่ถึงตายลงบนตัก และความเมารถ ทำให้แม่ชม้อยระงับการพูดคุยไปได้ชั่วขณะ

 

 

         ในที่สุดกระบวนรถไฟนั้น ก็มาถึงสถานีบางปะอิน ทุกคนต่างเตรียมตัวลง และเมื่อเสด็จพระราชดำเนิน ลงจากรถแล้ว หมู่ข้าหลวงเจ้านายก็ต่างลงจากรถ เพื่อไปรับเสด็จเจ้านายของตนจากรถที่ประทับ ที่สถานีบางปะอิน ข้าราชการแขวงกรุงเก่าและภรรยาข้าราชการ มารับเสด็จเป็นจำนวนมากไม่น้อย แม่ชม้อย ซึ่งบัดนี้กระทำตัวเป็นคนสนิทของพลอย คอยเดินชิดตัวอยู่ตลอด ชี้ให้ดูเจ้าคุณเทศา และคนอื่นๆ ซึ่งดูเหมือน แม่ชม้อยจะรู้จักไปหมด พลอยสังเกตเห็นข้าราชการทุกคนและภรรยา พูดจาเพ็ดทูลพระเจ้าอยู่หัวและเจ้านาย ที่ตามเสด็จอย่างคล่องแคล่วไม่มีติดขัด และดูคุ้นเคยเป็นกันเองกับทุกพระองค์ เสียงสมเด็จทรงทักสตรีสูงอายุ ผู้หนึ่งที่มาเฝ้ารับเสด็จว่า

 

 

         "ยายแจ่ม ! แก่จนหกสิบแล้ว เพิ่งจะมีผัวคราวนี้เอง"

 

 

         สตรีสูงอายุผู้นั้นแทนที่จะอาย กลับหัวเราะอย่างขบขันตัวเอง เสียเต็มประดา ถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า

 

 

         "ก๊ำ กรรม ! นะกะนะกะหม่อม"

 

 

         บรรยากาศที่บางปะอินสดชื่นรื่นเริง ผิดกว่าที่กรุงเทพฯ มากมายหนักหนา เจ้านายทุกพระองค์ มีพระอาการ รื่นเริงอย่างเสด็จมาพักผ่อนพระอิริยาบถ ขนบธรรมเนียมประเพณีอันเคร่งครัดต่างๆ ดูเหมือนจะถูกทิ้งไว้ที่ กรุงเทพฯเป็นบางส่วน

 

 

         เมื่อถึงพระราชวังบางปะอินแล้วนั้น ทั้งวันพลอยมิได้มีเวลาดูอะไรได้ เพราะว่าวุ่นอยู่กับกิจธุระ ตระเตรียม ห้องที่ประทับถวายเสด็จ ที่ตำหนักวรนาฏ และเสด็จก็ได้ประทับแต่พระองค์เดียว ในห้องหนึ่งจริงอย่างที่ได้ รับสั่งไว้ เพราะเจ้านายมาน้อยพระองค์ ช้อยมาถึงก่อนหน้าวันหนึ่ง พลอยต้องคอยรับข้าวของต่างๆ ที่คุณสาย อำนวยการให้ขนขึ้นจากเรือเครื่อง ที่จอดอยู่ริมคลองท้ายวัง ช้อยนั้นดีใจเหมือนกับไม่ได้พบพลอยมาหลายปี และเพิ่งได้มาพบปะกัน บรรยายความสนุกที่ได้รับ จากการเดินทางๆน้ำอยู่ตลอดเวลา กว่าจะจัดข้าวของเสร็จ ก็พลบค่ำ ช้อยชวนพลอยไปอาบน้ำ ในสระทั้งมืดๆ และออกว่านน้ำท่าต่างๆ ให้พลอยพร้อมด้วยข้าหลวงตำหนัก อื่นๆดูอย่างโลดโผน

 

 

         ระหว่างที่อยู่บางปะอิน คุณสายตกลงว่า จะคุมเครื่องอยู่ในเรือ ให้พลอยกับช้อยและข้าหลวงรุ่นเดียวกัน อีกสองคนเข้ามาอยู่กับเสด็จ ที่วรนาฏ ช้อยเห็นด้วยกับการตกลงใจของคุณสายเป็นอย่างยิ่ง บอกกับพลอยว่า

 

 

         "ฉันดีใจ๊ดีใจ คุณอานอนที่เรือ ถ้าขึ้นมาอยู่ด้วยกันละก็ฉันแย่ทีเดียว"

 

 

         "กลัวจะมีคนคอยดุหรือช้อย" พลอยถาม

 

 

         "นั่นอย่างหนึ่งละ" ช้อยตอบ "อีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าคุณอาเข้ามาอยู่เสียในนี้ เราก็จอดอยู่ในนี้เท่านั้นเอง นี่คุณอาอยู่ที่เรือ เราก็มีเรื่องเดินเข้าเดินออกทุกวัน เล่นไปมาหาสู่กับคุณอาสายน่ะแหละ"

 

 

         "ช้อยนี่เมื่อไรจะโตเสียทีนะ" พลอยพูดอย่างเอ็นดู

 

 

         "ไม่มีวันเสียละพลอย" ช้อยหัวเราะ "เป็นเด็กมันเรื่อยๆไปอย่างนี้ดีกว่า สนุกตลอดชาติ ใครอยากโต อยากแก่ก็ตามใจ ฉันไม่เอาด้วยละ พวกฉันมันเหมือนกันทุกคน ดูแต่แม่ฉันซี จนแก่แล้ว แกยังหาเรื่องสนุก ได้เรื่อยๆ พี่เนื่อง... เอ๊ย" แล้วช้อยก็หยุดพูดลงกลางคัน เพราะรู้ว่าตัวพูดผิดไปถนัด ช้อยกัดริมฝีปากตัวเอง แล้วก็มองดูหน้าพลอย เหมือนกับจะขอโทษ

 

 

         "พี่เนื่องทำไม !" พลอยถามแล้วก็หัวเราะ ในใจนั้นก็นึกอัศจรรย์ตัวเอง ที่สามารถตีหน้าซื่อไม่มีพิรุธ

 

 

         "ไม่ทำไมหรอก" ช้อยตอบ "ฉันกำลังจะว่าพี่เนื่องแกก็รักสนุกอย่างฉันเหมือนกัน เท่านั้นเอง"

 

 

         พลอยยิ้มแล้วตอบว่า

 

 

         "แล้วทำไมไม่พูดต่อให้ตลอดล่ะช้อย ทีนี้ช้อยจะพูดอะไรก็พูดเถิด ไม่ต้องเกรงใจฉันหรอก ฉันไม่เป็นไรแล้ว"

 

 

         พลอยได้ยินเสียงตัวเองเหมือนคนอื่นพูด และนึกสงสัยตัวเองอยู่ครันๆ ว่าใจนั้นจะเหมือนกับปากที่พูด หรือไม่ พลอยมาอยู่ที่บางปะอินที่ๆ พี่เนื่องเคยผ่านขึ้นล่องไปนครสวรรค์ แม่ชั้นเคยเล่าว่า พี่เนื่องนั่งกอดผ้าห่ม ที่พลอยให้มาถึงบางปะอิน แต่บัดนี้ผ้าห่มผืนนั้นกลับมาหมกอยู่ก้นตู้ กลิ่นอายก็จืดจางไป บางปะอินก็เป็นที่ใหม่ ที่พลอยไม่เคยมา กลิ่นอายก็ผิดกับที่กรุงเทพฯเป็นหนักหนา มีที่ต่างๆที่จะต้องดูอีกมาก มีเรื่องราวที่จะต้องรู้ อีกมาก มีงานการใหม่ๆที่จะต้องทำอีกมาก ถ้าจะว่าไปชีวิตก็เป็นเช่นนั้น... ของเก่าก็ต้องเก็บไว้ก้นตู้... แล้วมองไป ข้างหน้า ดูว่าจะมีอะไรทำต่อไป

 

 

         รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งตอนเช้า เสด็จรับสั่งถามขึ้นว่า

 

 

         "พลอยพายเรือเป็นหรือเปล่า"

 

 

         เมื่อพลอยทูลรับสั่งว่าไม่เป็นก็รับสั่งว่า

 

 

         "ถ้าอย่างนั้นก็ไปหัดพายเสียให้เป็นที่ในสระ วันหลังจะได้พายเรือไปเที่ยวไหนๆด้วยกัน นางช้อยก็ไปหัด เสียให้เป็นด้วย"

 

 

         ช้อยเดินหน้าบานลงมาจากตำหนักชั้นบนพร้อมๆกับพลอย "พลอยจำไว้ให้ดีนะ เสด็จรับสั่งให้ฉันไปหัด พายเรือ" ช้อยพูด

 

 

         "ทำไม" พลอยถาม ไม่เข้าใจว่าช้อยหมายความว่ากระไร

 

 

         "อ้าว !" ช้อยร้องขึ้น "ฉันกับพลอยก็จะต้องไปลงพายเรือกันใหญ่ซีน่ะ ถ้าใครมาว่าเราจะได้อ้างรับสั่งกลับไป ให้เงียบไปเลย"

 

 

         "มันจะไปยากอะไรนักหนากะอีพายเรือ" พลอยพูดขึ้น "หัดวันสองวันก็คงเป็น"

 

 

         "โฮ๊ย ! ยากจะตายไป เราไม่ใช่จะไปหัดเรือธรรมดานี่พลอย เผื่อท่านรับสั่งใช้จะได้พายเรือที่นั่ง เดี๋ยวพายไม่ดีพาเจ้านายไปเรือล่ม จะพากันหลังลายไปตามๆกัน หัดวันเดียวสองวันจะไปเป็นที่ไหน อย่างนี้ต้อง หัดทุกๆวันๆละสามเวลา พายเป็นแล้วก็ต้องฝึกซ้อมให้ชำนาญ เรื่องมันอยู่ที่ว่าฉันจะลงเล่นเรือทุกวัน แล้วคุณอา จะว่าฉันไม่ได้เท่านั้น เพราะเสด็จรับสั่งให้ฉันหัดพายเรือ"

 

 

         ว่าแล้วช้อยก็ร้องรำทำเพลงอย่างสบายใจ จนพลอยห้ามกลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า และตั้งแต่นั้นมาช้อยก็ชวน พลอยลงพายเรือเล็กๆ ที่มีมาจอดไว้ริมสระในพระราชวังบางปะอินทุกวัน ผลัดกันคัดท้ายบ้างพายหัวบ้าง พายคนละลำแข่งกันบ้าง ช้อยแกล้งทำให้เรือล่มเล่นสนุกๆบ้าง พลอยก็สนุกไปตาม เช้าเย็น หรือเวลากลางวัน แดดร้อนเล่นเรือไม่สนุก ช้อยก็ชวนพลอยเดินออกไปหาคุณสายที่เรือเครื่อง คุณสายอยู่ที่นั่นเป็นประจำ เพราะคอยควบคุมข้าวของและดูแลเครื่องเสวย นานๆจะเข้ามาเฝ้าเสด็จที่ข้างในสักหนหนึ่ง พลอยกับช้อยไปถึง ทีแรกเห็นคุณสายนอนพังพาบ ปอกหอมปอกกระเทียมอยู่หัวเรือ มีผาดนั่งพับเพียบช่วยปอกอยู่ด้วย

 

 

         "ใหญ่โตดีไหมล่ะ คุณอาของฉัน !" ช้อยกระซิบบอกพลอย ก่อนที่จะเข้าไปถึงตัว แล้วก็เริ่มหัวเราะ อย่างขบขัน ทำเอาพลอยต้องหัวเราะไปด้วย ทั้งที่ไม่มีเรื่องจะหัวเราะ

 

 

         พอคุณสายหันมามองเห็น ก็ทักขี้นทันทีว่า

 

 

         "ออกมาทำไมกัน ทำไมไม่อยู่กับเสด็จ"

 

 

         "ฉันคิดถึงคุณอา" ช้อยตอบ "พลอยเขาก็คิดถึง ขืนอยู่ต่อไปไม่ได้เห็นหน้าคุณอา หัวใจเขาจะแตกตาย ฉันเลยพาเขาออกมาหา"

 

 

         "ฮึ ! มันจะมากไปละ !" คุณสายไม่ยอมเชื่ออารัมภกถาของช้อย "อยากออกมาเที่ยวก็บอกมาเสียดีๆ แต่อย่าอยู่ชักช้า พอเขาเชิญเครื่องเข้าไปก็รีบกลับก็แล้วกัน ขืนไถลละก็เป็นเจ็บตัวทั้งโตๆกันอย่างนึ้แหละ"

 

 

         "โถ ! คุณอาเจ้าขา" ช้อยตอบอย่างอ่อนหวาน "คุณอาไม่รักหลานเสียแล้วหรือคะ หลานอุตส่าห์เดินกรำแดด มาหาทั้งสองคน ดูซีเนื้อตัวดำไปหมด นี่กลับถึงกรุงเทพฯ จะต้องไปบ่มผิวอยู่อีกนานเท่าไรก็ไม่รู้ กรรมเวรจริงๆ คุณอาไม่มีอะไรให้หลานรับประทานบ้างหรือคะ คุณอาใจดี๊ใจดี !"

 

 

         คุณสายเหลียวมาหัวเราะกับพลอยแล้วถามว่า

 

 

         "พลอยไม่คลื่นไส้ยายช้อยบ้างหรือ ฉันจะทนไม่ไหวอยู่แล้วนะ" แต่แล้วคุณสายก็บอกให้ผาด ไปยกของกิน มาให้หลายอย่าง ส่วนมากก็มีไส้กรอกปลาแนม ของกินเล่นอื่นๆ ตลอดจนข้าวเม่าทอด ขณะเดียวกันก็กำชับช้อย ให้หมั่นเฝ้าเสด็จ อย่าไปเที่ยวไถลเสียที่อื่น เพราะบางปะอินมีที่เที่ยวเล่นมาก

 

 

         "เสด็จของเราท่านพระทัยดี" คุณสายปรารภขึ้น "มาอย่างนี้ ท่านไม่เคยหวงห้าม ใครอยากจะเที่ยวจะเล่น ก็ตามแต่ใจ จึงเป็นเรื่องของเราจะดูตัวเราเอง ไม่ให้เหลิงไป"

 

 

         พลอยมองดูคุณสายก็รู้ว่าสนุกอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน เพราะของที่กองอยู่รอบๆตัว ก็บอกให้รู้ว่าคุณสาย สนุกในการซื้อของจากชนบท พวกฟักแฟงแตงร้าน ผักตับเต่าสันตะวาและสายบัว ตลอดจนกุ้งปลาต่างๆ ที่มีคนนำ มาขายตามเรือ

 

 

         กลิ่นกับข้าวหอมฉุยมาจากท้ายเรือ ช้อยแหงนจมูกขึ้นดม แล้วถามขึ้นว่า

 

 

         "แหม ! ใครทำอะไรหอม เตะจมูกฉุยทีเดียว"

 

 

         "ฉันหลนปลาร้า จะตั้งเครื่องเสด็จ" คุณสายตอบอย่างภาคภูมิ "เมื่อเช้านี้เขาเอาผักกินกับปลาร้ามาขาย เต็มลำเรือน่ากินเต็มที หลนแล้วจะใส่กะโหลกมะพร้าว ฉันให้เขาทำไว้ น่าเอ็นดู"

 

 

         คุณสายชี้ให้เห็นดูกะโหลกมะพร้าวใบเล็ก ขัดจนเป็นมัน ส่วนบนเลื่อยออกเป็นฝาปิดเรียบร้อย แล้วใส่สาแหรกเล็กๆ แขวนไว้

 

 

         "เอ๊ะ ! ทำไมต้องใส่กะโหลก" ช้อยถามขึ้น

 

 

         "ฉันเห็นมันน่าเอ็นดูดี อยู่ในวังท่านเสวยชามเงินชามทองมานานแล้ว มาบ้านนอกบ้านนา ลองใส่กะโหลก กะลาดูบ้าง เวลาเสวย พลอยช่วยทูลเสด็จด้วยนะว่า ทั้งผักทั้งปลาร้า ป้าตั้งใจเป็นพิเศษจริงๆ"

 

 

 

 

 

บทที่ ๑๑ (หน้าที่ ๒)

 

 

         จะเป็นเพราะดินฟ้า อากาศที่บางปะอินนั้นบริสุทธิ์กว่าที่กรุงเทพฯ หรือจะเป็นเพราะการเปลี่ยนสถานที่ เปลี่ยนอากาศ การได้ออกกำลังกลางแจ้ง ทำให้กินได้นอนหลับ หรือจะเป็นเพราะเวลาอันเป็นเครื่องสมานแผล ที่ดีที่สุดก็ตาม ตั้งแต่พลอยมาบางปะอิน ความอ้างว้างในใจและความโทมนัสต่างๆ ดูเริ่มจะเลือนรางไปจากหัวใจ อาจเป็นเพราะบางปะอินเป็นสถานที่ใหม่ ไม่มีอะไรจะเตือนใจให้รำลึกถึงความหลัง หรือบางปะอินจะเป็นสถานที่ กายสิทธิ์ สร้างขึ้นเพื่อความสุขง่ายๆ ผู้ใดที่ได้ไปถึงก็บังเกิดความสุขอย่างง่ายดาย โดยมิต้องแสวงหา

 

 

         ภายในเวลาสี่ห้าวันหลังจากที่ได้ตามเสด็จมาอยู่บางปะอิน ทั้งช้อยและพลอยก็พายเรือได้เก่งคล่องแคล่ว และพายเรือไปเล่นไกลๆนอกพระราชวัง ออกไปที่ทุ่งข้างหลังวัง ถอนสายบัวหรือเก็บกระจับเล่นบ้าง พายเรือไปเที่ยวหัวเกาะท้ายเกาะ และแวะเสี่ยงเซียมซีที่ศาลพระเจ้าปราสาททอง ทั้งที่เนื้อความในใบเซียมซีนั้น จะอ่านอย่างไรก็ไม่มีวันเข้าใจ แต่ช้อยกลับเห็นเป็นเรื่องขบขัน เสี่ยงใบเดียวไม่พอ ต้องทอดครั้งละหลายๆใบ แล้วเอามาอ่านอวดคนโน้นคนนี้ เป็นที่รื่นเริงไปทั่ว

 

 

         วันหนึ่งเสด็จพระราชดำเนินทอดพระกฐินที่วัดวิเวกวายุพัด โดยกระบวนเรือแจวเรือพาย วัดวิเวกนั้น อยู่กลางทุ่งหลังพระราชวัง ออกไปไกลพอดู ทางที่จะไปนั้นก็ต้องผ่านไปกลางทุ่ง ที่เต็มไปด้วยดอกบัวสีต่างๆ บานสลอนสุดลูกตา เจ้านายฝ่ายในและฝ่ายหน้าตามเสด็จด้วยเรือต่างๆ พร้อมด้วยมหาดเล็กข้าหลวง อีกเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นงานที่สนุกเอิกเกริกงานหนึ่ง เสด็จรับสั่งให้ข้าหลวงลงเรือพายตามเสด็จไปด้วย เพราะจะได้เล่นเรือทางไกลๆให้สนุก มีข้าหลวงคนอื่นตามเสด็จไปในเรือลำทรง ช้อยจะไปออดอ้อนคุณสาย ด้วยวิธีใดก็ไม่มีใครทราบได้ แต่เมื่อถึงเวลาออกเรือคุณสายก็ลงเรือพาย ที่มีช้อยกับพลอยพายทางหัว คุณสายนั่งกลางลำ มีผาดกับนางพิศซึ่งติดตามมาในเรือเครื่อง และเป็นผู้ที่คุณสายไว้ใจว่าพายเรือเป็นแน่ เป็นผู้พายอยู่ข้างท้าย วันนั้นทั้งช้อยและพลอยแต่งตัวทะมัดทะแมง นุ่งผ้าพื้นใส่เสื้อสะพายแพรให้รัดกุม เพราะออกบ้านนอก พอลงเรือเรียบร้อยช้อยก็บอกให้พลอยใส่หมวก ครั้นเห็นพลอยอิดเอื้อนเพราะยังกระดาก ช้อยก็พูดบังคับแกมอ้อนวอนว่า

 

 

         "พลอยใส่หมวกเป็นเพื่อนฉันหน่อยเถิดน่า ! ถ้าไม่ใส่ฉันก็ต้องนั่งใส่หมวกเป็นอีบ้าไปคนเดียว"

 

 

         "ใส่เสียเถิดพลอย แดดนายออกอย่างนี้ ไม่ระวังตัวเดี๋ยวจะเจ็บไข้ไป เวลาออกเล่นทุ่งเขาใส่กันทั้งนั้น"

 

 

         พอพลอยตกลงยอมใส่หมวก ช้อยก็หัวเราะอย่างดีใจ แล้วพูดว่า

 

 

         "ที่นี้เลยนั่งตีหน้าบ้ากันไปสองคนค่อยยังชั่วหน่อย ฉันเสียดาย ไม่ได้เอาหมวกมาฝากคุณอาด้วยจะได้ เข้าชุดกันทั้งสามคน เก๋ตายไปเลยทีเดียว"

 

 

         "โอ๊ย ! ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอก" คุณสายร้องขึ้น "ใครเป็นสาวเป็นแส้จะแต่งตัว กันอย่างไรก็ได้ อย่างฉัน ไปทำเข้าบ้างกลัวหมามันจะเห่า"

 

 

         "พลอยฟังคุณอาว่าซี" ช้อยตอบสวนขึ้นมาทันที "กรุงเก่าที่ฉันเคยได้ยินว่ามีแต่แมวน้ำ เดี๋ยวนี้หมาน้ำก็มี เหมือนกัน"

 

 

         เรือลำที่พลอยไปนั้นออกจากท่าแต่เช้า เพราะช้อยบอกว่าจะได้ไปตามสบาย และเที่ยวเก็บผักถอนสายบัว หรือเก็บดอกบัวฝักบัวกลางทุ่ง ที่จะต้องผ่านไปก็ยังได้ การที่ไปนั้นก็ไปตัวเปล่าไม่ต้องเตรียมอาหารไปด้วย คงมีแต่กาน้ำกินซึ่งคุณสายไม่ยอมให้ห่างตัว ทั้งนี้เพราะเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ที่วัดวิเวกซึ่งจะรับพระกฐิน ในวันนั้น บรรดาภรรยาข้าราชการแขวงกรุงเก่า และบรรดาข้าหลวงเดิมในกรุงเก่า รับเป็นภาระเลี้ยงขนมจีนน้ำพริก น้ำยา แก่ผู้ที่ไปในงานทั่วถึงกัน ระหว่างที่พายเรือไปช้อยก็พูดคุยอยู่ไม่หยุดปาก ตามประสาคนที่กำลังเที่ยวสนุก รื่นเริง ทำให้พลอยเบิกบานใจเป็นหนักหนา เรือข้าหลวงตำหนักอื่น กำลังพายไปทางเดียวกันหลายลำ ลำไหนที่มี คนรู้จักช้อยก็ตะโกนทักทาย จนบางครั้งคุณสายต้องออกปากห้ามว่าน่าเกลียด เป็นสาวเป็นนางแล้ว ไม่รู้จักสำรวม เสียบ้าง ซึ่งทำให้ช้อยสงบเสงี่ยมไปได้เพียงชั่วครู่เดียว แล้วก็เริ่มพูดคุยชี้ให้พลอยดูโน่นดูนี่ต่อไปอีก

 

 

         ระหว่างที่ผ่านกลางทุ่ง ช้อยก็บอกให้นางพิศคัดท้าย หันหัวเรือเข้าไปกลางทุ่งหลายครั้งหลายหน เพื่อเก็บ ดอกบัวที่ช้อยเห็นว่าสวยทีละดอกสองดอก ส่วนคุณสายก็บงการให้ผาด ถอนสายบัวขึ้นไว้ในเรือเรื่อยๆไป จนช้อยขู่ว่าเดี๋ยวเรือจะล่มจึงเลิก พอตกสายเข้า ท้องทุ่งนั้นก็เต็มไปด้วยเรือขนาดต่างๆ ทุกคนแต่งกายด้วยเสื้อผ้า หลากสี ทุกลำมีแต่เสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮา และทุกลำมุ่งโฉมหน้าไปยังวัดวิเวกวายุพัด อันเป็นจุดหมาย ปลายทาง สำหรับวันนี้

 

 

         เรือลำของพลอยไปถึงวัดเอาตอนสายเต็มที่ แดดแข็งแล้ว ที่นั่นมีเรือไปคอยรับเสด็จอยู่แล้วมาก ที่เป็นเรือ ชาวบ้านก็มี เรือข้าราชการและชาววังก็มี ทุกคนมีแต่ความรื่นเริงเสมอภาคกัน เหมือนกับว่าการกุศลวันนี้ เป็นของทุกคน นางพิศคัดท้ายเรือแทรกแซงเรือลำอื่นๆ เข้าไปจอดอยู่ใต้ต้นไม้ ใกล้ๆกับทางเสด็จขึ้น เมื่อจอดเรือ เรียบร้อยแล้วสักครู่ กระบวนเสด็จก็มาถึงวัด เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยเจ้านายขึ้นบนวัด เพื่อถวายพระกฐิน ต่อไป

 

 

         ช้อยพลอยและคุณสายยังคงนั่งอยู่ในเรือ ดูผู้คนที่ผ่านไปมาอย่างเพลิดเพลิน เวลาก็ล่วงไปจนถึงกลางวัน พลอยเริ่มรู้สึกหิว แต่ก็นิ่งเสียไม่ปริปากพูดว่ากระไร ระหว่างนั้นเจ้านายเสวยบนวัด ส่วยเรือขนมจีนก็เริ่มพายออก แจกอาหารแก่เรือข้างใน และเรือตามเสด็จต่างๆ เสียงช้อยบ่นขึ้นว่า

 

 

         "ฉันหิวจวนจะเป็นลมแล้วละ เรือขนมจีนไม่เห็นผ่านมาทางนี้สักลำ อีกประเดี๋ยวถ้ามีผ่านมา ใครช่วยกันเรียกด้วย ฉันจะกินให้อิ่มทีเดียว เกิดมาไม่เคยหิวอย่างนี้เลย"

 

 

         "ก็คุณไม่เคยจับแจวจับพายนี่เจ้าค่า" นางพิศตอบมาจากท้ายเรือ "วันนี้มาลองพายดูถึงได้รู้ว่ามันหิวยังไง บ่าวละก็เคยมาเสียหนักแล้ว เดี๋ยวคอยดูนางพิศเถอะ ขนมจีนสักสองลำเรือก็จะไม่พอ"

 

 

         "จริงๆนะช้อย" คุณสายเห็นด้วยกับหลานสาว นานๆครั้งหนึ่ง "วันนี้อาก็หิวเหมือนกัน ได้เปลี่ยนที่เข้า ความจริงถ้าเราขึ้นไปข้างบน ก็คงได้กินเร็วเข้าหน่อย แต่อาอยากกินในเรือนี่แหละสนุกกว่า หรือพลอยจะว่ายังไง"

 

 

         "ฉันก็อยากรับประทานในเรือนี่แหละ" พลอยตอบ "นานๆจะได้มาอย่างนี้สักที ทนเอาหน่อยเดี๋ยวก็คง จะได้รับ"

 

 

         "แม่พลอยเขาเป็นคนช่างอดทน" ช้อยพูดขึ้น "อะไรๆเขาก็ทนได้ หิวข้าวหิวน้ำก็ทนได้ทั้งนั้น ฉันเองแหละ เป็นคนทนอะไรไม่ไหว ถ้าขืนเรือขนมจีนไม่ผ่านมาทางนี้ เดี๋ยวฉันเห็นจะต้องกินสายบัวของคุณอารองท้องไปก่อน เสียแรงช่วยถอนมาเหนื่อยออก แต่ก่อนฉันไม่เคยออกเล่นทุ่ง นึกว่าสายบัวมันลอยๆอยู่ เก็บเอาง่ายๆ พอลองมา ถึงเข้าจริงๆสิ ถึงได้รู้ว่ามันหนักแรงเหมือนกัน กว่าจะได้แต่ละต้นก็แสนจะยากเย็น ดึงกันแทบหัวไหล่หลุดทีเดียว"

 

 

         คุณสายหัวเราะแล้วก็พูดว่า "สายบัวถอนง่าย อาก็เคยเห็นแต่สายบัวที่นายายกรุด เท่านั้นเอง"

 

 

         "เอ๊ะเป็นยังไงคะ สายบัวนายายกรุด" พลอยถามขึ้นอย่างสนใจ

 

 

         "เรื่องมันก่อนพลอยเกิด" คุณสายตอบ "ตอนนี้ป้ายังรุ่นๆสาวอยู่เลย ยายกรุดแกเป็นเจ้าของนา เป็นเศรษฐีใหญ่อยู่แถวนี้แหละ แกเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง แล้วก็ชอบคุยโวโอ้อวด ใครมีอะไรดีไม่ได้ แกต้องว่า ของแกดีกว่า ทีนี้เจ้านายเสด็จบางปะอินมาก ยายกรุดแกก็วิ่งเต้นเข้าถวายเนื้อถวายตัว พอได้เฝ้าแหนแกก็คุยโว ของแกเรื่อยๆไปว่า นาของแกมีอะไรต่ออะไรดีต่างๆ ร้อยแปดไม่มีของใครสู้ แกรู้ว่าเจ้านายโปรดออกเล่นทุ่ง เก็บดอกบัวฝักบัวทางเรือ แกก็คุยโตว่า ทุ่งไหนก็สู้ทุ่งบ้านแกไม่ได้ มีทุกอย่างทั้งบัวหลวงบัวสายฝักบัวก็เท่านั้น ถ้าเจ้านายเสด็จแกจะรับเสด็จให้ถึงขนาด แกจะหาขนมจีนน้ำพริกไว้เลี้ยงในเรือ ให้ทรงเก็บดอกบัวฝักบัว และใบบัวอ่อนๆ เสวยกับขนมจีนตามสบายพระทัย ฟังแกเล่าก็ดูน่าสนุกเต็มที แกคุยหนักเข้าก็เลยทรงเชื่อ นัดกันว่าจะไปเที่ยวนายายกรุดให้สนุกสักวัน ฝ่ายยายกรุดแกก็ดีใจได้หน้าตา รีบเที่ยวเชิญเสด็จเจ้านาย และชักชวนผู้คนไว้มาก ครั้นถึงวันนัดเข้า ยายกรุดก็เตรียมของเลี้ยงเป็นการใหญ่ ทำขนมจีนน้ำพริกทอดข้าวเม่า ใส่เรือไว้คอยแจก แต่มันไปเสียที่ดอกบัวฝักบัวและสายบัว ที่นายายกรุดมันไม่มีมากอย่างที่แกไปเที่ยวคุยไว้ ยายกรุดแกก็ไม่ท้อถอย นึกเสียว่าข้างน้ำข้างใน ไม่เคยเห็นทุ่งเห็นนา จะไปรู้ประสีประสาอะไร แกก็ให้คนของแก ไปเที่ยวเก็บออกบัวตูมฝักบัว และใบบัวอ่อน จากที่อื่นมาผูกไว้กับก้านใบบัวในนาของแกตั้งแต่เช้ามืด ปนไปกับของจริงที่มีอยู่บ้าง ใช้เชือกกล้วยผูกเอาไว้ดื้อๆที่ใต้น้ำงั้นแหละ พอตกสายแดดแข็งเข้า พวกดอกบัว ฝักบัวที่เอามาผูกไว้ก็ชักจะเหี่ยวคอพับ ทั้งที่อยู่ในน้ำ ฝ่ายพวกที่ไปเที่ยวตามที่ยายกรุดชวน พอราวๆเพล ก็พายเรือไปถึงนายายกรุด ยายกรุดแกก็ดีใจพายเรือมาต้อนรับ เสียงแกคุยโวอวดโน่นอวดนี่อยู่ไม่หยุดปาก เชื้อเชิญให้ผู้ที่ไปเล่นทุ่งเก็บบัวตามสบาย ฝ่ายคนที่ไปชักเอะใจว่า ทำไมดอกบัวที่นายายกรุดหน้าตาไม่เหมือน ที่อื่น ลองดึงขึ้นมาดู ไอ้เชือกกล้วยที่ผูกไว้มันก็ลอยป๋อขึ้นมา เป็นโจทย์ฟ้องอยู่บนผิวน้ำ บางคนไม่ทันดู เห็นดอกบัวสายบัว ก็เอื้อมแขนไปดึงเสียเต็มแรงทีเดียว พอมันหลุดขึ้นมาง่ายๆ บางคนเสียหลักเกือบหงายหลัง ตกน้ำลงไปก็มี ต่างคนต่างพากันเรี่ยไปตามกัน เพราะรู้กันทั่วไปว่าถูกต้ม บางคนใจดีหน่อย ก็หัวร่อเห็นเป็นเรื่อง ขบขัน แต่ส่วนมากพายเรือมากำลังเหนื่อย ดีใจนึกว่าจะเล่นให้สนุก พอถูกยายกรุดหลอกเข้าก็ชักพื้นเสีย บ่นกันตุบๆตับๆ ตัวยายกรุดเองก็ชักจะเรี่ยราดเต็มทีทีเดียว แต่ก็แข็งใจพายเรือเที่ยวชวนคนโน้นคนนี้ให้กิน ขนมจีน เห็นเขาไม่กินแกก็เริ่มลงมือเปิบเอง เอาใบบัวอ่อนๆ มากินกับขนมจีน แล้วก็เอะอะว่าอร่อยเสียเต็มประดา เที่ยวเรียกคนโน้นคนนี้ให้กินต่อไปอีกจนคนกลับ ข้างในบ่นกันออดไปหมดว่า ถูกยายกรุดต้มเสียสุก ตั้งหลายวัน ถึงได้เห็นขัน เดี๋ยวนี้ใครถูกหลอกก็ยังมีคนเรียกกันว่า ไปเที่ยวนายายกรุดอยู่เลย แต่เด็กรุ่นหลังไม่ค่อยรู้ เพราะเกิดไม่ทัน เรื่องมันนานมาแล้ว"

 

 

         พลอยมัวแต่สนใจฟังคุณสายเล่าเรื่องเก่าเสียเพลิน ไม่ทันสังเกตว่าก่อนที่คุณสายจะเล่าเรื่องจบลงนั้น มีเรืออีกลำหนึ่งพายมาอย่างเงียบๆ แล้วมาจอดอยู่ข้างๆแคมเรือติดกันพอดี พอคุณสายเล่าเรื่องจบลง และระหว่างที่พลอยและช้อยกำลังหัวเราะกัน เพราะความขบขัน เสียงหนึ่งซี่งเป็นเสียงผู้ชายก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "คุณอาขอรับ กระผมเห็นคุณอาจอดอยู่นานแล้ว ยังไม่ได้รับประทาน กระผมเลยไปเรียนคุณหญิง เจ้าคุณกรุง ขอประทานเรือขนมจีนมาให้ทั้งลำ คนเรือเขาไม่รู้จักกระผมเลยต้องลงเรือพาเขามาที่นี่"

 

 

         พลอยขนลุกเกรียวเมื่อได้ยินเสียงนั้น จะเป็นเพราะสังหรณ์ในใจ หรืออย่างไรก็ไม่รู้ได้ ทั้งพลอยทั้งช้อย เหลียวไปดูพร้อมกัน เรือที่มาจอดเทียบอยู่กับเรือพลอยนั้น บรรทุกขนมจีนและเครื่องขนมจีนมา จนเกือบเพียบ มีผู้หญิงหน้าตาเป็นคนบ้านนอกนั่งพายอยู่ท้ายเรือ และที่ตรงหัวเรือนั้นคุณเปรมนั่งยิ้มกริ่ม มองไปทางคุณสาย มิได้ชำเลืองมามองทางพลอยเลย

 

 

         พลอยรีบหันหน้ากลับมาทันที เสียงนางพิศสำลักน้ำหมาก กระแอมกระไออยู่ท้ายเรือ และเสียงคุณสายพูด ขึ้นว่า "พ่อเปรม พ่อทูนหัวของอา ถ้าไม่ได้พ่อวันนี้ อาเห็นจะหิวข้าวเป็นลมตายอยู่ที่นี่เอง พ่อช่วยชีวิตอา และน้องๆไว้แท้ๆ ทีเดียว !"

 

 

         "คุณอาคะ ฉันยังไม่หิวเท่าไหร่หรอกค่ะ" ช้อยพูดขึ้นโดยไม่หันหน้าไปทางคุณเปรม "รอเรือขนมจีนลำหลัง ดีกว่า ลำนี้ให้เขาไปเลี้ยงเรืออื่นเสียก่อน"

 

 

         "ฮ้าย ! ยายช้อยนี่พูดกลับไปกลับมา" คุณสายร้องลั่น "ก็ไหนเมื่อกี้บ่นว่าหิวข้าวจะเป็นลม พอมีขนมจีนมา ถึงเกิดบอกว่าไม่หิวเสียแล้ว ฉันไม่รู้ละ ! ใครไม่หิวฉันหิว มัวแต่เล่นตัวอยู่ก็พอดีไม่ได้กินกัน ดูซีของเขาทำ น่ากินออก พ่อเปรมจอดเรืออยู่ตรงนี้แหละ อย่าเพิ่งไปไหน" ว่าแล้วคุณสายก็เริ่มสั่งให้คนเรือขนมจีนตักขนมจีน แจกคนในเรือของตน แล้วก็ร้องสั่งมาทางหัวเรือว่า 

 

 

         "แม่พลอยกินเสียเถิด อย่าไปฟังยายช้อยหน่อยเลย ผิดเวล่ำเวลา เดี๋ยวจะเจ็บไข้ไป" คุณสายรับชาม ขนมจีนจากเรือคุณเปรมมา ส่งแจกไปทั้งลำ

 

 

         "คุณอาท่าจะออกแต่เช้านะขอรับ" คุณเปรมเริ่มชวนคุณสายคุย ต่อไปอีก

 

 

         "ค้า มาแต่เช้า" คุณสายตอบ "ก็แม่สาวๆ เหล่านี้แหละ เขาตื่นเต้นกัน ฉุดเอาฉันลงเรือมาด้วย แล้วพ่อเปรม มาตั้งแต่เมื่อไร"

 

 

         "ผมมาเรือมหาดเล็กอีกลำหนึ่ง ออกเรือมาแต่เช้าเหมือนกัน แต่วันนี้ไม่ใช่เวรผม ค่อยยังชัวหน่อย ทีแรก ผมอยู่บนวัดมองไปเห็นเรือคุณอาเข้ารู้ว่าจะหิว ก็เลยไปพาเรือขนมจีนเขามาให้"

 

 

         "พ่อคู้ณ ! ขอให้พ่อจำเริญๆขึ้นไปเถอะ" คุณสายขอบใจคุณเปรมอย่างจริงใจ "ถ้าไม่ได้พ่อก็เห็นจะต้อง ท้องแห้งกลับแน่ๆ ผู้คนออกมากมาย ใครเขาจะไปดูได้ทั่วถึง ขนมจีนอร่อยจริงๆเสียด้วย ฉันชอบกิน ขนมจีนหัวเมืองอย่างนี้แหละ เส้นเขาเหนียวดี อย่างนี้ในกรุงหากินไม่ค่อยจะได้"

 

 

         พลอยนั่งก้มหน้าดูจานขนมจีนอยู่พักใหญ่ ไม่แน่ใจว่าจะกินดีหรือไม่ ความจริงนั้นท้องร้องอุทธรณ์อยู่เรื่อยๆ ว่าให้กินเข้าไปเถิด จนมจีนก็เป็นของที่เขาจัดไว้เลี้ยง ไม่ใช่ของคุณเปรมจะเป็นอะไรไป แต่สมองก็ร้องว่าอย่ากิน ! ถึงจะเป็นขนมจีนของเลี้ยง ก็คุณเปรมพามาให้ ถ้ายอมกินขนมจีนก็เท่ากับว่า ทอดสะพานออกไปรับเขาครึ่งหนึ่ง ถึงท้องจะหิวอย่างไรก็ต้องทนเอา อดข้ามื้อสองมื้อจะเป็นอะไรหนักหนา ดีกว่าที่จะต้องมีกังวลที่หลัง เรื่องที่แล้ว มายังไม่เข็ดอีกหรือ พลอยมองดูจานขนมจีนน้ำพริกที่คุณสายส่งมาให้ แล้วก็ต้องกลืนน้ำลาย ช่างน่ากินอะไร เช่นนั้น ขนมจีนราดน้ำพริกแต่พอดิบพอดี ผักทอดวางไว้ข้างหนึ่ง พริกทอดเม็ดหนึ่ง ใบบัวอ่อน ใบกะถิน ไข่ต้ม... มองแล้วตาลาย เสียงนางพิศพูดมาจากท้ายเรือว่า "คุณพลอยรับข้าวเสียเถิด อย่ารีรอไปเลย เดี๋ยวจะไม่สบาย" ทำให้พลอยต้องทำตาม เพราะนางพิศใช้เสียงเป็นเชิงขอร้องแกมบังคับ อย่างที่เคยใช้เมื่อพลอยยังเป็นเด็กเล็กๆ ที่นางพิศเคยเล็กมา พลอยหยิบชามขนมจีนมาวางตรงหน้าใกล้ตัว แล้วก็เอื้อมมือไปสะกิดช้อยชวนให้กินด้วยกัน ช้อยเหลียวมาเลิกคิ้วมอง เห็นพลอยเริ่มจะลงมือกินขนมจีน ก็พูดในคอว่า "กินก็กิน" แล้วก็หยิบชามขนมจีน ของตนมาวางกระแทกลงตรงหน้า ลงมือเปิดเข้าปาก เพราะช้อยเองก็หิวเต็มทีอยู่เหมือนกัน

 

 

         เสียงคุณเปรมพูดจาปรนนิบัติคุณสายอยู่กลางลำเรือ คอยถามว่าจะต้องการอะไรอีกบ้างหรือไม่ และคอย ตักของกินส่งเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ คุณสายก็ขอบอกขอบใจ ให้ศีลให้พรคุณเปรมอยู่ไม่ขาดปาก เสียงคุณสายพูดว่า

 

 

         "ฉันดีใจจริงๆ ที่เห็นพ่อเปรมเติบโตเป็นหลักเป็นฐาน เมื่อเด็กๆเห็นเคยเข้ามาวิ่งอยู่ในวัง หน้าตาขี้โรคออก เดี๋ยวนี้ดูแข็งแรงดี ไม่เจ็บไม่ไข้ ฉันก็พลอยดีใจด้วย นึกถึงเรื่องเก่าๆ ฉันยังคิดถึงคุณแม่พ่อเปรมอยู่เสมอ ฉันรักท่านมากทีเดียว น้ำใสใจคอไม่มีใครเปรียบ โอบอ้อมอารีเผื่อแผ่ก็เท่านั้น ฉันยังจำได้ทุกวันนี้ ตรุษจีน สารทจีนละก้อ เป็นมีของข้าวมาแจกพวกฉันเสมอ ไม่น่าจะอายุสั้นเลย อาพ่อเปรมอีกสองคนก็ชอบกันมาก เมื่อครั้งอยู่ที่ตำหนักท่านองค์ใหญ่ ฉันเคยไปมาหาสู่เสมอ แต่ออกจากวังไปแล้ว ก็กระจัดพลัดพรายกันไป ไม่ค่อยได้พบปะกน เดี๋ยวนี้สบายดีหรือ"

 

 

         "คุณอานุ้ยสบายดีขอรับ" เสียงคุณเปรมตอบ "คุณอาเนียนก็เจ็บกระเสาะกระแสะตามเรื่อง ยังพูดถึงคุณอา อยู่ทั้งสองคน"

 

 

         "นั่นซีฉันก็คิดถึงอยู่เสมอ" คุณสายพูดอย่างพอใจ "ฉันรักพ่อเปรมแต่เด็ก ก็ตอนที่มาวิ่งเล่นอยู่ที่แม่นุ้ย กับแม่เนียนนี่แหละ คิดไปแล้วพ่อเปรมกับฉันก็เหมือนกับพี่น้องกัน ไม่ใช่คนอื่น มีธุระปะปังก็ไหว้วานกันได้ พ่อเปรมอย่าเกรงใจฉันเลย"

 

 

         "เป็นพระคุณขอรับ" คุณเปรมตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ซึ่งพลอยรู้ดีว่าต้องสบอารมณ์คุณสาย "ผมไม่มีธุระอะไรหรอกระหว่างนี้ ว่าแต่คุณอาเถิดขอรับ อยู่ข้างในไปไหนมาไหนลำบาก มีธุระทางข้างนอก ก็ขอให้คนออกมาบอก ผมยินดีรับใช้สนองพระเดชพระคุณทุกอย่าง"

 

 

         "ขอบใจพ่อคุณ" คุณสายตอบ "พ่อพูดอย่างนี้อาก็ปลื้มใจพอแล้ว ธุระปะปังอะไรก็ไม่ค่อยมีหรอกพ่อเปรม คนแก่อย่างอาจะไปมีเรื่องอะไรมาก อยู่รอความตายไปวันหนึ่งๆเท่านั้น"

 

 

         เสียงคุณเปรมหัวเราะแล้วพูดว่า

 

 

         "คุณอายังไม่แก่หรอกครับ เมื่อกี้ผมเห็นนั่งมาในเรือยังนึกว่าสาวๆ ที่ไหนมา ต้องดูอีกทีหนึ่งจึงจำได้ ทีแรกนึกว่าสาวๆทั้งลำ"

 

 

         คุณสายหัวเราะชอบใจเสียนี่กระไร เสียงนางพิศหัวเราะลงลูกคอ แล้วพูดอยู่ท้ายเรือกับผาดว่า

 

 

         "ผาดเอ๊ย ! เราสองคนนี่เห็นจะยังไม่อับจนหรอกนะ !"

 

 

         พลอยนั่งกินขนมจีนไปพลางคิดไปพลางว่า คุณเปรมจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อคนในเรือลำตนนั่งมา กินขนมจีนเสรจแล้ว ขณะที่นั่งกินขนมจีนอยู่ ก็สงสัยว่าคุณเปรมที่นั่งอยู่เบื้องหลัง จะมองมาทางตนบ้างหรือไม่ พลอยมองไปทางช้อย ซึ่งนั่งอยู่หัวเรือสุดว่า จะแสดงกิริยาอาการอย่างไร ก็เห็นช้อยนั่งกินขนมจีนทำสีหน้า บอกบุญไม่รับอยู่ จะเหลียวไปทางหลังก็ไม่กล้า เกรงจะไปสบตาเข้ากับคุณเปรม พลอยนั่งตัวแข็ง อย่างไม่สบายใจอยู่นาน จนคุณสายเรียกให้รับข้าวเม่าทอด ซึ่งส่งมาจากเรือขนมจีน พลอยจึงได้เหลียวหน้าไป แต่ก็เปล่า คุณเปรมมิได้แสดงกิริยาอาการว่าสนใจกับตนอย่างใดเลย ยังคงพูดกับคุณสายเป็นปกติ มิหนำซ้ำนั่งเยื้องตัวหันหน้าไปทางท้ายเรือ อีกมือหนึ่งเกาะแคมเรือที่พลอยนั่งอยู่นั้นไว้ เหมือนกับว่าทางหัวเรือ นั้นไม่มีใครที่น่าสนใจอยู่เลย นางพิศกับผาด ซึ่งกำลังกินขนมจีนอยู่อย่างเอร็ดอร่อยนั้น ดูเหมือนจะเป็นคนสำคัญ กว่าพลอยเสียอีก พลอยสะบัดหน้ากลับมาทันที แล้วส่งข้าวเม่าต่อให้ช้อย ไม่นึกอยากกินอะไรต่อไปอีกด้วย ความงอน มีอย่างหรืออุตส่าห์เอาเรือขนมจีนพายมาส่งทั้งลำ มาถึงเข้าจริงกลับมานั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อน เหมือนกับว่าคนในโลกนี้มีแต่คุณอาสาย

 

 

         พอเสร็จการกินขนมจีน และหลังจากที่คุณสายให้พรอีกกัณฑ์ใหญ่แล้ว คุณเปรมก็ลากลับ มิได้อ้อยอิ่ง อยู่ต่อไปอีก อย่างที่พลอยคาดไว้ พอคุณเปรมกลับไปสักครู่ ช้อยก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "คุณอาคะ กลับเถิด ไม่เห็นมีอะไรเลย ฉันเบื่อแล้วละ"

 

 

         "กลับเสียทีก็ดีเหมือนกัน" คุณสายตอบ "บ่อยนักเดี๋ยวแดดจะร้อน"

 

 

         ช้อยเอาพายค้ำตลิ่งอย่างแรง เพื่อถอยหลังเรือออก ทำให้เรือโคลงน่ากลัว คุณสายตกใจพลั้งปากทำอะไร ต่ออะไรตกลงน้ำไปเป็นกอง แล้วก็ต่อว่าช้อยอีกขนานใหญ่ แทบจะตัดอาตัดหลานกัน แต่ช้อยก็ทำเฉยเสีย เบนหัวเรือออก และพอพายหลีกเรืออื่นๆ กลับมาได้ก็ตั้งลำเรือ มุ่งหน้ากลับพระราชวังข้ามทุ่งที่ผ่านไปเมื่อเช้า ระหว่างที่กำลังพายเรือกลับนั้นเอง ช้อยก็ถามขึ้นลอยๆ ว่า

 

 

         "คุณอาคะ คนเมื่อกี้น่ะใครกัน"

 

 

         "คนไหนคนเมื่อกี้" คุณสายถาม

 

 

         "ก็คนที่เขาพาเรือขนมจีนมาให้นั่นไงคะ"

 

 

         "อ๋อ !" คุณสายร้องอย่างซึมซาบ "คนนั้นน่ะหรือ ก็คุณเปรม ลูกเจ้าคุณจรรยาฯ หลานเจ้าคุณโชฎึกฯ ไงล่ะ เขาเป็นมหาดเล็กอยู่ ถวายตัวมาได้หลายปีแล้ว คอยดูไปเถอะ เด็กคนนี้จะได้ดี"

 

 

         "แล้วคุณอาไปรู้จักกับเขามาตั้งแต่เมื่อไร" ช้อยซักต่อ

 

 

         "โอ๊ย ! ตั้งแต่เขายังเด็กๆ เข้ามาวิ่งอยู่ในวัง" คุณสายตอบอย่างแน่ใจ "คุณหญิงเสริมแม่เขาฉันก็รู้จัก แล้วก็อาเขาอีกสองคน แม่เนียนกับแม่นุ้ยเขาเคยอยู่ตำหนักท่านองค์ใหญ่ เป็นเพื่อนของฉันทั้งสองคน"

 

 

         "แน้ ! ดูคุณอาพูดซี !" ช้อยร้องลั่น

 

 

         "โอ๊ย !" คุณสายร้องขึ้นตาม "ไม่ใช่เพื่อนยังงั้นหรอก ยายบ้า ! เพื่อนชอบพอคุ้นเคยกันต่างหาก เอาอะไรมาพูดไม่รู้"

 

 

         "ก็คุณอาพูดออกมาเองนี่ ฉันจะไปรู้เรอะ แล้วก็เห็นปลื้มพ่อเปรมพ่อปริ่มนี่ออกจะตายไป ฉันก็นึกว่ามีอะไร กันอยู่น่ะซี"

 

 

         "แกอย่ามาหาความฉันดีนะยายช้อย" คุณสายพูดเสียงแข็ง "ชาววังรุ่นฉันไม่เหมือนสมัยนี้หรอก รำคาญตา รำคาญใจจะตายเสียแล้ว ก็ฉันชอบกับอาเขามาก แล้วพ่อเปรมเขาก็เรียกฉันว่าอา มาแต่เด็ก นานๆพบกันที เขาก็จำได้ไม่ทอดทิ้ง อุตส่าห์ไปตามเรือขนมจีนมาให้กิน ฉันก็ต้องปลื้มใจตามประสาของฉัน ฉันไม่เหมือนหล่อนๆ นี่ จะได้นั่งทำตัวแข็งราวกับคุณข้างใน ใหญ่โตกันเสียจริงแม่เอ๊ย ! จะออกปากเป็นไมตรีให้เขามีน้ำใจสักคำก็ไม่มี" คำพูดของคุณสายตอนท้ายนั้น กระทบมาถึงพลอยด้วย แต่พลอยก็พายเรือเฉยเสีย ในใจนั้นนึกขอให้คุณสาย เล่าเรื่องเกี่ยวกับคุณเปรมให้มากกว่านี้อีก อย่าให้ช้อยชวนทะเลาะออกนอกเรื่องไปเสียได้ แต่ก็เป็นเคราะห์ดี ที่ช้อยยังสงสัย ซักคุณสายถึงเรื่องคุณเปรมต่อไป ช้อยถามขึ้นอีกว่า

 

 

         "คุณอาขา คุณเปรมนี่เขามีพี่น้องอีกไหมคะ"

 

 

         "ก็เท่าที่ฉันรู้ เขาก็เป็นลูกคนเดียว เขาว่าคุณหญิงเสริมท่านหึงนัก เจ้าคุณกลัวลนลาน แต่คุณหญิงตายมา สักสองสามปีนี่แล้ว ป่านนี้เขาจะมีน้องเล็กๆ อีกหรืออย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง เพราะฉันเองก็เพิ่งมาพบเขาวันนี้ ไม่ได้พบกันหลายปีเต็มที"

 

 

         "แล้วเจ้าคุณพ่อเขาเป็นใครกันคะ" ช้อยซักต่อ

 

 

         "ท่านอยู่กรมท่าซ้าย เป็นเศรษฐีใหญ่ทีเดียว บ้านตึกเขาอยู่ริมคลองพ่อยม ฉันเคยไปเที่ยวกับแม่นุ้ยเขา หนหนึ่ง โอ๊ย ! เขาร่ำรวยกันเหลือเกินละ ในห้องคุณหญิงฉันยังได้เห็นทองเป็นหีบๆ วางจากพื้นไปจนเกือบ จดฟาก ข้าทาสผู้คนเขาก็มากทั้งจีนทั้งไทย คุณเปรมเขาเป็นลูกคนเดียว แล้วยังไม่มีเหย้ามีเรือน นิสัยใจคอกิริยา มารยาท รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติเขาดีพร้อม คนอย่างนี้ใครได้ไป ก็นับว่ามีบุญ"

 

 

         "จริงซี !" ช้อยปรารภขึ้น "คุณอารักกับเขานัก ขอให้หลานเสียไม่ได้หรือคะ" ช้อยพูดอย่างหน้าเฉยที่สุด

 

 

         "ฮ้า !" นางพิศฮาลั่นมาจากท้ายเรือ

 

 

         "ต๊าย" คุณสายร้อง "นั่นพูดอะไรอย่างนั้นล่ะ เคราะห์ดีแต่พวกเรากันเองทั้งนั้น ไม่มีใครได้ยิน !"

 

 

         "อ้าว !" ช้อยตอบ "ก็ฉันอยากจะมีบุญบ้างนี่ คุณอาจะได้หมดห่วง"

 

 

         "เฮ้อ ! ยายช้อย เอ๊ย ยายช้อย !" คุณสายถอนหายใจใหญ่ "คนอย่างแกใครเขาได้ไป ฉันก็ขายหน้าเขา เลิดพูดบ้าๆ บอๆ เสียทีเถิด โตเป็นสาวแล้ว แกไม่อายเขาบ้าง ฉันก็อาย"

 

 

         ช้อยหัวเราะเมื่อได้ยินคุณสายพูดแล้วปรารภขึ้นว่า

 

 

         "ฉันนี่เห็นจะแก่ตายอยู่ในวังนี่เอง ชาตินี้ทั้งชาติ ช่างไม่มีใครมองเสียบ้างเลย ผู้ใหญ่ของเราก็ไม่เป็นใจ เสียด้วย" ช้อยแกล้งทำเป็นถอนใจใหญ่ พายเรือต่อไปอีกครู่ใหญ่ แล้วจึงถามคุณสายขึ้ยเฉยๆว่า

 

 

         "คุณอาคะ เมื่อคุณอาสาวๆ เคยมีใครเขามองบ้างหรือเปล่า คุณอาเคยคิดจะมีเหย้ามีเรือนบ้างหรือเปล่าคะ"

 

 

         "ฮ้าย ! เอาอะไรมาถาม" คุณสายร้อยเอ็ดตะโร "ไม่ใช่เรื่องของเด็ก จะรู้ไปทำไม"

 

 

         "โธ่ ! ก็อยากรู้บ้างซีคะ คุณอาไม่เห็นเล่าอะไรให้ช้อยฟังบ้างเลย ฉันไม่เข้าใจจริงๆนะ อย่างคุณอานี่อะไรๆ ก็ดีหมด แล้วก็ไม่เห็นขี้ริ้วขี้เหร่ตรงไหน ทำไมถึงอยู่ตัวคนเดียว มาจนถึงป่านนี้ก็ไม่รู้"

 

 

         "เอ ! อาก็ไม่รู้ซี ของอย่างนี้มันแล้วแต่บุญแต่กรรม" คุณสายพูดอย่างใจลอย เหมือนกับว่าคำพูดของช้อย มาสะกิดความหลังที่ฝังอยู่ในหัวใจ มานมนานนักหนา

 

 

         "มาคิดดูเดี๋ยวนี้ก็ดีเหมือนกัน" คุณสายพูดต่อ "ถ้ามีเรือนไปเสียแต่เมื่อยังสาวๆ ป่านนี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ก็คงมีเรื่องที่จะต้องทุกข์ร้อนมากกว่านี้เป็นแน่ แก่ลงแล้วเราอยู่ตัวคนเดียว มันก็สบายไปอย่างหนึ่ง จะว่า เป็นเคราะห์มันก็เป็น จะว่าเป็นบุญก็เป็นบุญ"

 

 

         เสียงคุณสายพูดเหมือนกับนึกออกมาดังๆ ไม่ได้พูดกับใครโดยเฉพาะ พลอยกับช้อยนิ่งฟังเงียบทั้งสองคน เสียงพายกระทบน้ำเป็นครั้งคราว นานๆหนมีเสียงท้องเรือ ครูดไปกับกองหญ้าในท้องทุ่ง 

 

 

         "สามสิบปีได้แล้วกระมัง" เสียงคุณสายเหมือนกับว่าพูดมาจากไกล "คิดดูเหมือนเมื่อวานซืน มีคนเขามา ชอบฉันคนหนึ่ง อย่าไปเอาชื่อเขาเลย เดี๋ยวนี้พบกันก็ไม่รู้จักกันแล้ว ตอนนั้นฉันยังสาวสติปัญญาอะไร ก็ไม่ค่อยจะมี... ที่แรกไม่รู้ว่าเขาชอบ ผ่านกันทีไรเขาก็มอง เรายังเป็นเด็กๆ ไม่ได้สนใจ แต่เขาก็พยายามเข้าหา ทั้งทางผู้ใหญ่และทางพวกพ้อง รุ่นเดียวกันที่เขารู้จัก แล้วก็มีคนตำหนักเดียวกันอีกคนหนึ่ง อย่างไปเอาชื่อเขาเลย อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก อย่างช้อยกับพลอยนี่แหละ เขาเป็นคนคุ้นเคยกัน ทางบ้านเขาชอบพอกับคนๆนั้น เขาช่วยชัก ช่วยนำให้รู้จัก รับของเข้ามาให้บ้าง รับหนังสือเข้ามาให้บ้าง เขาเป็นคนวิ่งเต้นติดต่อให้ทุกอย่าง ทำตัวเป็นแม่สื่อทีเดียว ฉันมันยังเด็ก ก็พลอยลุ่มหลงเขาไป แต่จะเป็นบุญหรือเป็นกรรมก็ไม่รู้ คุณปู่ของช้อย ท่านไม่เห็นด้วย ท่านว่าฉันยังเด็กนัก ให้รอไปก่อน ใจฉันก็อยากรอไปก่อน ต่างคนรีๆรอๆ แม่คนที่เขาทำตัวเป็น แม่สื่อ เขาก็ยังติดต่ออยู่เรื่อยๆ สักปีหนึ่งหรือสองปีได้กระมัง วันหนึ่งเขาสั่งให้เข้ามาบอกฉันว่า เขารอไม่ไหวแล้ว ให้ฉันออกไปพบเขาที่ประตูวัง เขาจะพาหนีแล้วมาขมาทีหลัง ผู้ใหญ่ท่านคงไม่ว่า ฉันไม่ยอมกลัวจะขายพระพักตร์ เสด็จ เพราะท่านทรงพระเมตตาฉันมาก ฉันก็สั่งแม่คนนั้นแหละ ให้กลับไปบอกว่าให้รอไปก่อน ที่จะให้ตามกันไป ฉันทำไม่ได้"

 

 

         คุณสายนิ่งเมื่อพูดจบลง เหมือนกับว่าเรื่องที่เล่านั้นจบลงแล้ว แต่ช้อยยังไม่พอใจ ถามขึ้นว่า

 

 

         "แล้วยังไงคะคุณอา เดี๋ยวนี้ยังรอกันอยู่หรือคะ เมื่อไรคุณอาจะปลงใจเสียที"

 

 

         แต่แทนที่คุณสายจะเอ็ดช้อยว่าล้อเลียน คุณสายกลับหัวเราะเบาๆ อย่างขบขัน แล้วพูดด้วยสำเนียง เป็นปกติว่า

 

 

         "เปล่าเขาไม่ได้รอฉันหรอก พอเขารู้ว่าฉันไม่ยอมตามเขาไป เขาก็ไปตามเรื่องของเขา"

 

 

         "ไปยังไงคะตามเรื่องของเขา" ช้อยซักอย่างสนใจ

 

 

         "เขาเลยชวนแม่สื่อนั่นเอง หนีตามเขาไปแต่วันนั้น" คุณสายตอบแล้วหัวเราะ

 

 

         "แล้วกัน" ช้อยร้องขึ้นแล้วก็หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง

 

 

         "นั่นซี" คุณสายพูดขึ้น "คิดดูเดี๋ยวนี้มันก็น่าหัวเราะจริงๆ คนอะไรก็ไม่รู้ ! แปลกพิลึกละ ! แต่ตอนนั้น ฉันหัวเราะไม่ออกหรอก ทั้งโกรธทั้งเสียดายทั้งขมขื่นในใจ ความจริงจะว่าเสียดายก็ไม่ได้เสียดายเท่าไรนัก เพราะจะว่าฉันชอบเขาจริงจังก็ไม่ได้ ถ้าจะเรียกว่าลุ่มหลงไปพักหนึ่งละก็ว่าไม่ถูก ที่โกรธที่เสียใจก็เพราะ พวกเดียวกันเองมาทำกันได้ แม่นั่นสนิทสนมกับฉันมากเสียด้วย แต่นั่นแหละไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งนั้น นานเข้า มันก็จางไปเอง มานึกดูเรื่องเก่าๆ เดี๋ยวนี้เหมือนกับเรื่องของคนอื่นทั้งเพ ไม่เกี่ยวกับตัวเลย" 

 

 

         "แล้วต่อมามีใครอีกไหม" ช้อยซักเอาอย่างไม่เกรงใจ 

 

 

         "ก็ไม่เห็นมี" คุณสายตอบเรื่อยๆ "ตั้งแต่เกิดเรื่องนั้นมา เสด็จท่านก็หางานให้ทำ เสียจนเกือบไม่มีเวลา หายใจ พอรู้ตัวว่าว่างลงก็แก่เสียแล้ว เป็นบุญไปอย่างหนึ่ง ฉันเคราะห์ดีที่มีเสด็จท่านเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร ไม่มีท่าน ฉันก็คงลำบาก เพราะตัวคนเดียวจริงๆ จะหวังพึ่งพี่น้องก็คงไม่ได้ เขามีกังวลของเขามากพออยู่แล้ว"

 

 

         พลอยฟังเรื่องที่คุณสายเล่าอย่างสนใจโดยตลอด พลอยไม่เคยนึกว่า คุณสายจะได้ผ่านความผิดหวัง และควมโทมนัส อย่างที่พลอยเคยผ่านมาแล้วหยกๆ คุณสายบอกว่าเวลาเป็นยาสมาน ทำให้แผลในหัวใจนั้น หายได้ แต่แผลในหัวใจพลอยทำไมยังเจ็บอยู่ หรือว่าเวลาจะยังสั้นไป หรือหัวใจของพลอยนั้นจะไม่แข็งแรงเท่า หัวใจของคุณสาย แต่อย่างไรก็ตาม ความหลังของคุณสายที่เพิ่งมาเปิดเผยขึ้นนั้น ถึงแม้ว่าทั้งคุณสายและช้อย จะเห็นว่าเป็นเรื่องขบขันก็ตาม ความรู้ที่ได้รับนั้น ทำให้พลอยอุ่นใจมากขึ้น เพราะในโลกนี้มีคนอื่นที่เคยได้รับ ความทุกข์โทมนัส เพราะพลาดหวังมาแล้วเหมือนกัน มิใช่ว่าพลอยเพิ่งมาได้รับทุกข์นั้นแต่คนเดียว

 

 

 

 

 

บทที่ ๑๒ (หน้าที่ ๑)

 

 

         พลอยกลับจากบางปะอินมากรุงเทพฯ ด้วยทางเรือ เพราะเสด็จรับสั่งว่า จะได้เห็นแม่น้ำลำคลองเสียบ้าง พลอยจำได้ว่าปีนั้นเป็น ร.ศ. ๑๑๘ และพอกลับมาถึงในวังได้ไม่เท่าไร ก็บังเกิดความตื่นเต้นนิยมขี่จักรยาน หรือเรียกกันในขณะนั้นว่ารถ 'ไบซิเกิ้ล' อยางขนานใหญ่

 

 

         เจ้านายข้างในเกือบทุกพระองค์หัดทรงจักรยาน แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงหัดอยู่พักหนึ่งที่สวนเต่า แต่แล้ว ก็เลิกไป คงเหลือแต่ข้างในที่ถีบจักรยานกันอยู่แทบทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นในระยะใกล้หรือไกล ความนิยมถีบจักรยาน เริ่มจากเจ้านายและคุณจอม แล้วก็เริ่มแพร่หลายไปถึงคนตามตำหนักต่างๆ และความนิยมนั้นก็กลายเป็น การประกวดประขันกันในเรื่อง รถของใครจะดีกว่าของใคร ราคาคันหนึ่งๆในขณะนั้นก็มิใช่ถูก ใครที่มีฐานะดีร่ำรวย ก็ซื้อได้ก่อนและขี่แสดงแก่คนอื่นๆที่ยังไม่มี เรื่องใครถีบจักรยานเป็นหรือยัง และใครซื้อรถใหม่จากไหน ยี่ห้ออะไร เป็นเรื่องที่คุยกันได้ทุกวันไปไม่มีจืด

 

 

         ช้อยถีบจักรยานเป็นก่อนคนอื่นๆในตำหนัก เพราะเรื่องการโลดโผนต่างๆ เป็นสิ่งที่ถูกกับนิสัยของช้อย อยู่แล้ว และโดยเหตุที่ช้อยเป็นคนมีพวกพ้องมาก จึงเริ่มหัดด้วยจักรยานยืมจากคนอื่น ช้อยจะหายหน้าไปจาก ตำหนักทุกวัน เย็นๆก็เดินโขยกเขยกกลับมา พร้อมด้วยบาดแผลฟกช้ำดำเขียวในที่ต่างๆ ช้อยหัดอยู่ไม่กี่วัน ก็เป็น และภายในเวลาราวๆสองอาทิตย์ ก็ถีบจักรยานแบบโลดโผนให้พลอยดูได้ เป็นต้นว่าปล่อยมือบ้าง พับขาขึ้นเสียข้างหนึ่งแล้วถีบต่อไปบ้าง ก่อให้เกิดความเลื่อมใส ในความเก่งกาจของช้อยแก่พลอยและบุคคลอื่นๆ ที่ได้เห็นเป็นอันมาก นอกจากคุณสายซึ่งนั่งพยากรณ์ว่า วันหนึ่งช้อยจะต้องช้ำในตายหรือคอหักตาย หรือตายลักษณะไม่เป็นมงคลต่างๆ

 

 

         วันหนึ่งเสด็จตัดสินพระทัยจะทรงหัดจักรยาน และวันนั้นเป็นวันที่ช้อยพิสูจน์ให้คุณสายเห็นว่า ความเก่งกาจ โลดโผนต่างๆนั้น บางครั้งก็มีประโยชน์มากเหมือนกัน เพราะเสด็จรับสั่งถามหาตัวคนถีบจักรยานเป็น ปรากฏว่า ช้อยถีบเป็นอยู่คนเดียวทั้งตำหนัก ช้อยจึงได้รับหน้าที่เป็นผู้หัดถีบจักรยานถวายเสด็จ มีหน้ามีตาขึ้นมากมาย และเมื่อเสด็จทรงถีบเป็นแล้ว ช้อยก็ได้ประทานจักรยานใหม่เอี่ยมคันหนึ่งเป็นรางวัล ทำให้ช้อยดีใจมากกว่า ครั้งใดๆที่พลอยได้เคยเห็น 

 

 

         เมื่อเสด็จเริ่มทรงจักรยาน พลอยก็รู้ตัวว่าเป็นหน้าที่ของตนที่จะต้องถีบจักรยานบ้าง ขณะนั้นเจ้านายก็เริ่ม ทรงจักรยานออกจากวังไปสวนดุสิต ข้าหลวงตามเสด็จก็ควรจะต้องถีบจักรยานเป็น เมื่อรู้ว่าเป็นหน้าที่พลอยก็เลิก กลัวเลิกอาย ตั้งหน้าบากบั่นหัดถีบจักรยานกับเขาบ้าง ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายวันและได้บาดแผลหลายแห่ง จนนางพิศผู้มีหน้าที่ฝนไพลไว้ให้ทาทุกคืนนั้น ต้องบ่นปลงอนิจจังอยู่ซ้ำซาก แต่พลอยก็หัดจักรยานไปจนเป็น ถึงจะแสดงท่าทางโลดโผนพลิกแพลงอย่างช้อยไม่ได้ ก็นับว่าถีบใช้การได้ทีเดียว

 

 

         พอถีบจักรยานเป็น ความตื่นเต้นเรื่องรถก็เข้ามาจับหัวใจ พลอยเฝ้าแต่ใฝ่ฝันอยากได้รถจักรยาน เป็นของตัวเอง ได้เชิดหน้าชูตากับเขาสักคันหนึ่ง ใครจะพูดกันถึงเรื่องรถยี่ห้อไหนดีไม่ดี พลอยก็เที่ยวสนใจฟัง แล้วจดจำไว้ได้ทั้งสิ้น ผู้ที่พวกพ้องทางบ้านเขามีฐานะดี เขาก็สั่งออกไปทางบ้าน ส่งจักรยานเข้ามาอวดกันได้ ทีละคันสองคัน ทำให้พลอยต้องมองดูเขาอย่างตาละห้อย เพราะถึงแม้ว่าตนจะถีบจักรยานเป็น ก็ยังต้องอาศัยรถ คนอื่นเขาถีบอยู่นั่นเอง ส่วนมากก็เป็นรถของช้อยที่เสด็จประทาน แต่ถึงแม้ช้อยจะมิได้หวงห้าม พลอยก็ยังไม่พอใจ เพราะเมื่อพลอยต้องใช้รถของช้อย เวลาถีบไปไหนมาไหน ก็ไปได้แต่คนเดียว ถ้าพลอยมีรถ ของตัวอีกสักคัน ก็จะถีบไปด้วยกันได้สะดวก

 

 

         วันหนึ่งพลอยพบพ่อเพิ่มที่ประตูวัง อย่างที่ได้พบกันเป็นครั้งคราวตามปกติ ขณะที่พ่อเพิ่มพูดถึงเจ้าคุณพ่อ พ่อเพิ่มก็พูดออกมาว่า

 

 

         "เมื่อวานซืนนี้ ท่านยังบ่นถึงแม่พลอยกับฉันเลย ท่านว่าท่านคิดถึงแม่พลอยอีกแล้ว ครั้นจะมารับไปบ้าน บ่อยๆก็กลัวเสด็จท่านจะกริ้ว แต่ท่านสั่งฉันให้มาบอกแม่พลอยว่า ถ้าขาดเหลืออยากได้อะไร ให้แม่พลอยสั่งฉันไป ถึงท่านๆจะได้หาส่งเข้ามาให้"

 

 

         "จริงๆหรือพ่อเพิ่ม" พลอยดีใจวูบขึ้นมาทันที

 

 

         "จริงซีน่า ฉันจะมาหลอกแม่พลอยทำไม"

 

 

         พลอยได้ยินพ่อเพิ่มพูดก็นิ่งอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ใจนั้นอยากจะสั่งพ่อเพิ่มออกไปถึงเจ้าคุณพ่อ ว่าพลอยอยาก ได้จักรยานสักคันหนึ่ง แต่มาคิดดูอีกทีก็เห็นว่ามากไป ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัว พลอยก็ยังไม่เคยขออะไรจาก เจ้าคุณพ่อเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่จะขอจักรยานซึ่งเป็นของโอ่อ่า พลอยก็เกรงเป็นที่สุด คิดอยู่นานไม่ตกจน พ่อเพิ่มเดาใจออกถามว่า

 

 

         "แม่พลอยอยากได้อะไรรึ"

 

 

         "ฉันอยากได้..." พลอยพูดแล้วก็หยุด จะออกปากก็เกรงใจ แต่ในที่สุดก็หลุดปากออกมาว่า

 

 

         "ฉันอยากได้รถถีบสักคันหนึ่ง พอให้มีหน้ามีตากับเขาบ้าง ที่ในนี้ใครๆเขาก็สั่งมาจากบ้านกันทั้งนั้น แต่พ่อเพิ่มไม่ต้องบอกท่านก็ได้ ฉันนึกขึ้นมาแล้วก็ไม่กล้ากลัวท่านว่าเอา"

 

 

         พ่อเพิ่มหัวเราะหึๆ แล้วก็พูดว่า "แม่พลอยรอดูไปก่อนก็แล้วกัน"

 

 

         เมื่อได้พบกับพ่อเพิ่ม และได้รับคำสั่งว่าให้รอดูไปก่อนแล้ว พลอยก็กลับเข้ามาใจเต้น คอยฟังผลอยู่ อีกหลายวัน ใจจริงนั้นไม่เคยนึกฝัน ว่าจะได้รถตามที่ได้สั่งออกไป เพราะพลอยก็รู้ตัวว่าการที่ขอไปเช่นนั้น เป็นการขอของที่มากเกินการ เกินความจำเป็น เจ้าคุณพ่อจะว่าอย่างไรบ้างก็เดาไม่ถูก และในที่สุดพ่อเพิ่มอาจพูด เฉยๆ โดยไม่มีความหมาย และคงจะไม่ไปบอกเจ้าคุณพ่อตามที่พลอยสั่งไป เพราะเท่าที่พลอยทราบ พ่อเพิ่มก็มิได้อยู่ในฐานะที่จะพูดจากกับเจ้าคุณพ่อได้ใกล้ชิด แต่ก็เป็นธรรมดาของคนเรา เมื่อปรารถนาสิ่งใดมากๆ ถึงแม้จะรู้ว่าไม่มีหนทางจะได้ ก็ยังคงมีหวังว่าจะได้เหลืออยู่นิดหนึ่งเสมอ ความปรารถนาอันแรงกล้านั้น ก่อให้เกิด ความหวัง และความหวังนั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงความปรารถนานั้นเอง ให้คงมีอยู่ต่อไป

 

 

         ด้วยเหตุดังกล่าวพลอยจึงไม่แปลกใจ เมื่อนางพิศกลับมาจากซื้อของที่หน้าประตูวังวันหนึ่ง แล้วก็รีบกระหืด กระหอบมาบอกพลอยว่า พ่อเพิ่มสั่งเข้ามาว่าให้ออกไปพบให้ได้

 

 

         "ไปพบเมื่อไรพิศ" พลอยถามด้วยความตื่นเต้นระคนกับความแปลกใจ

 

 

         "ไปเดี๋ยวนี้แหละคุณพลอย คุณเพิ่มเธอบอกว่าจะรีบไปกระทรวง" นางพิศตอบ

 

 

         พลอยกำลังจะออกเดินจากตำหนักก็พบช้อยเข้าพอดี จึงชวนช้อยไปเป็นเพื่อน ซึ่งช้อยก็ตกลงอย่างดีใจ เพราะใจนั้นก็อยากจะได้ไปไหนมาไหนอยู่แล้ว พอทั้งสองคนก้าวพ้นธรณีประตูวังออกไปข้างนอก พลอยก็ใจเต้น แรง ความดีใจพลุ่งขึ้นมาวูบใหญ่ แทบจะตบมือเต้นแร้งเต้นกา อย่างเมื่อครั้งเป็นเด็กๆ เพราะพ่อเพิ่มยืนยิ้มคอยอยู่ ใกล้ๆประตู และข้างๆตัวมีรถถีบใหม่เอี่ยมคันหนึ่ง

 

 

         พลอยเบิกตาโตรีบเดินเข้าไปหาพ่อเพิ่ม และพอถึงตัวเข้าก็เข้าลูบคลำรถถีบทันที รถคันนั้นเป็นรถอย่างดี มีราคาแพงขนาดเจ้านายทรง ตรงกับที่พลอยอยากได้ ใฝ่ฝันอยู่ทุกวันนั้นทีเดียว พลอยดีใจจนพูดไม่ออก มือลูบคลำจักรยานอยู่ไปมา เจ้าคุณพ่อช่างใจดีอะไรเช่นนี้ พลอยนึกอยู่ในใจ จะสั่งพ่อเพิ่มให้ไปกราบเท้าท่าน สักเท่าไรก็ไม่สาสมกับที่พลอยรู้สึกดีใจขอบใจและรักท่าน ครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่พลอยอยากได้อะไรแล้ว ได้เต็มตามความปรารถนาทุกอย่าง โดยไม่ต้องเสียเวลาคอยกี่วัน และรถคันนี้เป็นรถชั้นดี ไม่มีที่ติเลย

 

 

         "แหม ! รถใครนี่ดีจริง !" ช้อยอุทานขึ้น "พ่อเพิ่มไปได้จากไหนมา จะเอาไปไหน"

 

 

         "รถของแม่พลอยเขา" พ่อเพิ่มตอบอย่างภูมิใจ "ฉันเอามาส่งให้เขาอีกทีหนึ่ง" ว่าแล้วพ่อเพิ่มก็มองหน้า น้องสาวแล้วยิ้มละไม เหมือนกับว่าได้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จ ไปอย่างน่าชมเชย

 

 

         "โอ๊ย ! ดีจริง" ช้อยร้องขึ้นดังๆ "ไหนขอฉันดูทีหรือพลอย" แล้วช้อยก็โดดเข้าลูบคลำรถอย่างดีใจ ปากก็สรรเสริญความดีของรถอยู่ไม่หยุดปาก

 

 

         "ดีกว่าคันที่เสด็จประทานฉันเป็นกอง" ช้อยพูดละล่ำละลักต่อไป "นี่แหละที่เขาเรียกว่ารถเยอรมัน ดีนักทีเดียว ไม่มีใครมีกี่คันหรอกพลอย เราได้ขี่ละก็เป็นถึงลือทีเดียวคราวนี้ แล้วพลอยให้ฉันขี่บ้างนะ อย่าลืมนะ"

 

 

         "ได้ซีช้อย" พลอยตอบแล้วก็หัวเราะ "เมื่อไรก็ได้ ของฉันก็เหมือนของช้อยเหมือนกัน"

 

 

         "ตายจริง ฉันอยากลองเต็มทีแล้ว จะลองตรงนี้ก็คนมากนัก ใครเห็นเข้าเขาจะว่าได้ รีบกลับเข้าข้างในกันเถิด เดี๋ยวฉันจะถีบให้เต็มรักทีเดียว" ช้อยพูดตัดบทเหมือนอย่างกับว่า จะไล่พ่อเพิ่มให้รีบกลับไปเสียเร็วๆ

 

 

         "พ่อเพิ่ม" พลอยพูดอย่างเต็มตื้นหัวใจ "พ่อเพิ่มช่วยกราบเจ้าคุณพ่อให้ฉันด้วย กราบที่ฝ่าเท้าท่านให้เต็มรัก เทียวนะพ่อเพิ่ม แล้วเรียนท่านด้วยว่าฉันดีใจเหลือเกิน ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวฉันยังไม่เคยดีใจอะไรเท่าคราวนี้เลย !" 

 

 

         พ่อเพิ่มมองหน้าพลอยแล้วก็หัวเราะหึๆ พูดว่า

 

 

         "แม่พลอย เจ้าคุณพ่อท่านไม่รู้เรื่องหรอก ฉันไม่ได้บอกท่านเลย แต่แม่พลอยเอารถคันนี้ไปไว้ขี่เล่น ก็แล้วกัน"

 

 

         "ตายจริงพ่อเพิ่ม !" พลอยร้องอย่างไม่เข้าใจ "แล้วรถคันนี้ พ่อเพิ่มไปเอามาจากไหนล่ะ"

 

 

         "จากไหนก็ช่างเถอะน่า" พ่อเพิ่มตอบอย่างใจเย็น "ได้มาแล้วแม่พลอยเอาไปก็แล้วกัน"

 

 

         "ไม่ได้หรอกพ่อเพิ่ม" พลอยพูดเสียงแข็ง "ฉันต้องรู้เสียก่อนว่ารถนี่มาจากไหน ไม่ยังงั้นฉันไม่เอา"

 

 

         "ก็นึกเสียว่าฉันให้ก็แล้วกันแม่พลอย" พ่อเพิ่มพูดแล้วหลบสายตา

 

 

         "โอ้โฮ" ช้อยร้องลั่น "พ่อเพิ่มนี่เศรษฐีจริงแฮะ ซื้อรถแจกน้องสาวคันขนาดนี้เทียวรึนี่ ทำไมไม่เอามาเผื่อฉัน อีกสักคันหนึ่งละ"

 

 

         "อ้าว ! ฉันไม่รู้นี่ว่าแม่ช้อยอยากได้ ถ้ารู้ก็จะได้เอาติดมือมาด้วย" พ่อเพิ่มหาทางออกโดยพูดเล่นเสียกับช้อย เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาพลอย

 

 

         "เดี๋ยวก่อนพ่อเพิ่ม" พลอยไม่ยอมพูดเล่นด้วย "รถขนาดนี้ไม่ใช่ถูก พ่อเพิ่มจะไปเอาที่ไหนมาให้ฉันได้ พ่อเพิ่มอย่าพูดเล่นไป บอกฉันเสียตรงๆดีกว่า"

 

 

         พ่อเพิ่มอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดว่า

 

 

         "เฮ้อ ! ผู้หญิงนี่ช่างยุ่งเสียจริงๆ เรื่องเล็กนิดเดียวก็เห็นเป็นเรื่องใหญ่ไปได้ เอ้า ! อยากรู้ฉันก็จะบอกให้ วันที่แม่พลอยบอกฉันว่าอยากได้รถถีบ นั่นแหละ บังเอิญฉันไปพบเพื่อนฉันคนหนึ่ง ทางบ้านเขาสั่งรถถีบมาขาย ฉันคุยกับเขาว่าน้องสาวฉันอยากได้ เขาก็เลยบอกให้ฉันคันหนึ่ง ก็รถคันนี้แหละ เอาไปเถิดแม่พลอย ฉันให้เอง ไม่ใช่คนอื่น"

 

 

         "แล้วเพื่อนคนนั้นชื่อพ่อเปรมใช่ไหมล่ะพ่อเพิ่ม" ช้อยถามขึ้นมาทันควัน

 

 

         พ่อเพิ่มเมินหน้าไปทางอื่น แล้วก็ถอนใจใหญ่ไม่ยอมตอบ พลอยสะดุ้งใจขึ้นมาทันที ถามพ่อเพิ่มด้วยเสียง ที่เกือบจะเป็นตวาดว่า

 

 

         "ใช่ไหมพ่อเพิ่ม"

 

 

         "จะรู้ไปทำไมก็ไม่รู้" พ่อเพิ่มบ่น "เอ้า ! อยากรู้ก็จะบอกให้ ก็พ่อเปรมน่ะแหละ ที่เขาสั่งให้ฉันเอารถมาให้ แม่พลอย แต่เขาว่าถ้าแม่พลอยถามก็อยากบอกว่าใครให้ แล้วก็มารุมกันซักจนฉันต้องบอกออกมาจนได้"

 

 

         พลอยคว้าข้อมือช้อยหันหลังเดินเข้าวังทันที ทิ้งให้พ่อเพิ่มยืนถือจักรยานอยู่ที่หน้าประตู แต่คนเดียว

 

 

         พลอยเดินกลับตำหนักโดยไม่พูดจาว่ากระไร ในใจนั้นนึกเคืองพ่อเพิ่มเสียเป็นที่สุดแล้ว แทบจะตัดพี่ตัดน้อง กันแต่ครั้งนี้เป็นต้นไป พ่อเพิ่มอาศัยพลอยเป็นสะพาน ที่จะผูกมิตรกับคุณเปรม และคุณเปรมก็อาศัยพ่อเพิ่ม เป็นเครื่องมือที่จะเข้าถึงตัวพลอย ป่านนี้จะมินึกไปแล้วหรือว่า พลอยก็คงเหมือนกับพ่อเพิ่ม ยินดีจะรับข้าวของที่ เงินซื้อได้ และในที่สุดถ้าจะเอาเงินมาซื้อตัวคน ก็คงจะได้เช่นเดียวกัน พลอยไม่เคยรับของจากคนที่ไม่รู้จัก และยิ่งเป็นของที่มีราคาก็ยิ่งไม่ยอมรับ แม้แต่จากคนที่รู้จักคุ้นเคย นอกจากคนนั้นจะเป็นเจ้าคุณพ่อ ผู้เป็นบิดาบังเกิดเกล้า หรือเป็นเสด็จผู้มีพระคุณยิ่งกว่าบิดามารดาบังเกิดเกล้า ความตื่นเต้นดีใจที่จะได้รถถีบเมื่อกี้ กลายเป็นความโมโห ที่พี่ชายของตนเป็นคนมักง่าย ความอยากได้รถถีบที่มีมานานเหือดหายไปทันที ถ้าความอยากได้จะเป็นเหตุให้พลอย ต้องโกรธต้องอับอายอย่างวันนี้ พลอยก็จะต้องระงับมิให้อยากได้อะไร อีกต่อไป 

 

 

         ช้อยวิ่งบ้างเดินบ้าง เพื่อให้ทันพลอยซึ่งสาวเท้าเดินอย่างเร็ว ไม่มองอะไรทั้งสิ้น ระหว่างที่เดินมาด้วยกัน ช้อยก็พูดว่า

 

 

         "โกรธมากหรือพลอย"

 

 

         "โกรธซี" พลอยพูดห้วนๆ "ใครบ้างจะไม่โกรธ"

 

 

         "ฉันก็เห็นใจหรอก แต่อย่าไปถือสาพ่อเพิ่มแกเลย แกเจตนาดี แกก็ทำไปอย่างนั้นเอง"

 

 

         "ไม่ถือไม่ได้หรอกช้อย พ่อเพิ่มจะทำอะไรไป เรื่องตัวของพ่อเพิ่มเองฉันก็ไม่ว่า แต่อย่ามาเอาฉันไปเกี่ยว ข้องด้วย มีอย่างรึไปเอารถถีบของใครเขามาให้ฉันทั้งคัน ฉันรับไว้เขาคงดูถูกฉันว่ามักได้"

 

 

         "ก็พ่อเพิ่มแกว่าเขาให้แกต่างหาก แล้วแกก็เอามาให้แม่พลอยอีกทีหนึ่ง ฉันไม่เห็นจะแปลกอะไร ถ้าเป็นฉันๆ เอาไว้เสียเลย แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้ ใครอยากทำเป็นเศรษฐีแจกรถถีบเปล่าๆ ก็ช่างใครปะไร" ช้อยพูดอย่างขบขัน

 

 

         "ช้อยละก็ดีแต่พูด" พลอยหันไปต่อว่า "ถ้าเป็นตัวโดนเขาอย่างนี้ ก็จะโมโหโทโส เอะอะยิ่งกว่าฉันไปอีก"

 

 

         "ก็เห็นจะจริง" ช้อยยอมรับ "ใครมาอวดดีกับฉันอย่างนั้น ฉันด่าตายไปเลยทีเดียว แต่อย่าไปคิดมากไปเลย พลอย ไปเก็บเอามาโกรธก็ไม่มบายใจไปเปล่าๆ พลอยโกรธฉันก็เลยไม่สบายใจไปด้วย" พลอยนิ่งไม่ตอบ เดินเฉย กลับมาจนถึงตำหนัก และตั้งแต่นั้นมาก็หายเห่อจักรยาน ถึงช้อยจะชวนให้ใช้รถของตนบ่อยๆ พลอยก็ทำเฉยๆ เนือยๆเสีย และจะเป็นเพราะช้อยรำคาญ หรืออยากให้พลอยได้รถถีบตามความปรารถนา หรืออะไรก็ตาม วันหนึ่ง ขณะที่พลอยและช้อยเฝ้าเสด็จอยู่บนตำหนัก ช้อยก็ถือโอกาสทูลเอาตรงๆว่า

 

 

         "เสด็จมังคะ หมู่นี้แม่พลอยเขาไม่ค่อยสบายมังคะ กินไม่ได้นอนไม่หลับ"

 

 

         "หา ! ใครไม่สบาย นางพลอยหรือ เป็นอะไรไป" เสด็จเหลียวพระพักตร์มาทางพลอย

 

 

         "เปล่ามังคะ" พลอยทูลอย่างตกตะลึง ไม่รู้ว่าช้อยไปเอาอะไรมาพูด

 

 

         "จริงๆ นะมังคะ" ช้อยทูลขึ้นอีก โดยไม่หันมามองดูพลอย "ถ้าเสด็จไม่โปรด ก็เห็นจะแย่เสียคราวนี้เอง"

 

 

         "แล้วจะให้ข้าโปรดยังไง" เสด็จถามพลางทรงพระสรวล เดี๋ยวนี้เป็นที่รู้กันทั่วไปแล้วว่า ช้อยอยู่ในฐานะ ทูลอะไรก็ทูลได้ ไม่ทรงถืออะไรอีกต่อไป ท้งนี้เพราะความกล้าของช้อย ที่ไม่มีใครข่มลง

 

 

         "ถ้าจะโปรดก็ต้องประทานรถถีบให้สักคันซีมังคะ" ช้อยทูลหน้าตาเฉย ส่วนพลอยนั้นแทบจะแทรกพื้น ตำหนักไปด้วยความเกรง

 

 

         "อยากได้รถหรือพลอย" เสด็จรับสั่งถาม ฝ่ายพลอยก็หมดปัญญาที่จะทูลว่าอย่างไร ได้แต่ลงกราบ

 

 

         "อ้าว ! ดูซียังไม่ทันบอกให้เลย ลงกราบรับเอาไปเสียแล้ว นางพวกเหล่านี้ มันจะปอกลอกข้าให้หมดตัว ให้ได้"

 

 

         เสียงที่เสด็จรับสั่งบอกให้พลอยรู้ว่าเสด็จไม่กริ้ว และทำให้พลอยนึกดีใจว่า กำลังจะได้ประทานรถจักรยาน จริงๆ

 

 

         "นางพลอยก็อวดดีเสียเหลือเกิน" เสด็จรับสั่งต่อไป "อยากได้อะไรจะออกปากเองก็ไม่มี ต้องมีนางช้อย เป็นนายหน้า นางช้อยก็กำเริบ พอข้าให้รถเข้าคันหนึ่ง ก็จะเอาให้นางพลอยอีกคัน อีกหน่อยข้ามิต้องซื้อแจก ทุกคนหรือ"

 

 

         เสด็จนิ่ง ทอดพระเนตรมายังพลอยอย่างทรงพระเมตตาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็รับสั่งว่า

 

 

         "เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนางพลอย เอารถของข้าไปถีบได้ ข้าเองถีบไปถีบมา เห่อตามเขาไปหน่อยหนึ่ง เดี๋ยวนี้ชักเบื่อแล้ว พลอยรับช่วงเอาไปก็แล้วกัน ข้ายกให้"

 

 

         พลอยลงกราบเสด็จอีกทีหนึ่ง ใจเต้นแทบจะกระโดดออกมาข้างนอก ด้วยความดีใจ เพราะเสด็จทรง พระเมตตาอย่างไม่ได้นึกฝัน อีกใจหนึ่งก็ขอบใจช้อยสุดที่จะประมาณ เมื่อลงมาจากชั้นบนตำหนักตอนกลางวัน ช้อยก็คุยโตขึ้นว่า

 

 

         "ฉันว่าแล้วไหมล่ะ เรื่องอย่างนี้มันต้องนางช้อยถึงจะทำได้ ที่นี้เราจะได้ถีบรถกันสองคน ให้เปรมปรีดิ์ไปเลย ทีเดียว"

 

 

         "ฉันไม่รู้จะขอบใจช้อยอย่างไรถูก" พลอยตอบด้วยความจริงใจ "ที่แรกฉันตกใจไม่รู้ว่าช้อยเอาอะไรมาพูด ฉันกลัวท่านจะกริ้วตายเสียแล้ว"

 

 

         "นั่นซี" ช้อยพูดขึ้น "ฉันก็ใจคอไม่ค่อยดีเหมือนกัน จู่ๆก็ไปขอประทานรถให้แม่พลอยขึ้นเฉยๆ ฉันนึกว่าท่านจะถีบฉันตกตำหนักตายเสียแล้ว แล้วเรื่องนี้อย่าไปบอกคุณอานะ ถ้ารู้เรื่องเป็นดุฉันตายทีเดียว"

 

 

         ต่อจากเวลาที่เกิดเรื่องกับพ่อเพิ่มเรื่องรถถีบ พลอยก็ไม่สนใจที่จะออกไปพบกับพ่อเพิ่มต่อไป บางครั้ง พ่อเพิ่มมาคอยพบนางพิศที่หน้าประตูวัง แล้วสั่งเข้ามาให้พลอยออกไปพบ พลอยก็ทำเฉยเสียไม่ออกไปพบ ตามที่พ่อเพิ่มสั่ง เพราะตั้งใจไว้ว่าคราวนี้จะต้องโกรธกับพ่อเพิ่ม ให้นานจนกว่าพ่อเพิ่มจะเข็ด ไม่ลุแก่ความมักง่าย อย่างที่เคยทำมา แต่ในขณะเดียวกันคุณเปรมก็เริ่มจะเข้ามาเกี่ยวข้อง ใกล้ๆกับชีวิตความเป็นอยู่ของพลอยยิ่งขึ้น ทุกวัน โดยผ่านเข้ามาทางคุณสาย ซึ่งคุณเปรมถือโอกาสที่ได้พบปะที่บางปะอิน ติดต่อเรื่อยมาเมื่อกลับมาถึง กรุงเทพฯแล้ว โดยส่งข้างของเข้ามาเป็นของกำนัล โดยมากมักจะเป็นของจากนอกหรือจากเมืองจีน ของที่คุณเปรมส่งมากำนัลคุณสาย ตามปกติก็มิใช่ของมีราคาค่างวดอะไรนัก บางทีก็เป็นผ้าห่มสก๊อตจากยุโรป บางทีก็เป็นผลไม้หรือของแปลกๆจากเมืองจีน เช่นส้มจีน ลูกพลับ ลิ้นจี่ดอง และหัวดอกไม้ที่เรียกว่าจุ๊ยเซียน ซึ่งคุณสายจะต้องเอิกเกริกเมื่อได้รับ เอามีดทองกรีดตามหัวดอกไม้สองสามแห่ง แล้วเอาลงปลูกในอ่างเล็กๆ มีกรวดวางไว้และใส่น้ำ ต่อจากนั้นไปก็จะนั่งสรรเสริญคุณเปรมไปจนกว่าต้นไม้นั้นจะออกดอก คุณสายได้รับของ ทีไรก็จะต้องพูดถึงคุณเปรมอย่างเอ็นดู และสรรเสริญความสนิทสนมที่เคยมี ต่อมารดาและอาของคุณเปรม ทุกครั้งไป จนช้อยต้องนินทาอยู่บ่อยๆว่า

 

 

         "ฉันขวางคุณอาจะตายอยู่แล้ว ตื่นของกำนัลจนลุ่มหลงไปเลยทีเดียว แต่ก่อนก็ไม่เคยเห็นเขาเอาใจใส่ เพิ่งจะมาเอาใจใส่เดี๋ยวนี้ ก็ยังตื่นเขาอยู่ได้"

 

 

         พลอยได้ยินแล้วก็ได้แต่ทำนิ่งเสีย ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เพราะในใจจริงนั้นคุณเปรมดูจะเพิ่ม ความสำคัญสำหรับตนขึ้นมาทุกวัน ถึงแม้ว่าจะไม่เคยรู้จักพูดจากันเลย พลอยก็มีความรู้สึกด้วยสัญชาตญาณ ของผู้หญิงว่า คุณเปรมนั้นอยู่ใกล้ตนจนน่ากลัวอันตราย และด้วยสัญชาตญาณอันเดียวกัน พลอยก็พยายาม ที่จะผลักคุณเปรมออกไปให้ห่างไม่ยอมให้เข้ามาใกล้ตัว

 

 

         แต่ยิ่งนานวันออกไป สัญญาณอันตรายเกี่ยวกับคุณเปรม ซึ่งพลอยพยายามผลักให้พ้นตัวอยู่เป็นหนัก เป็นหนานั้นเอง ก็ยิ่งมีมากขึ้นและเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น

 

 

         วันหนึ่งพลอยเข้าไปในห้อง เห็นคุณสายนั่งคุยกับผู้หญิงกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งพลอยไม่รู้จักมาแต่ก่อน ผู้หญิงคนนั้นรูปร่างเล็กตาคม กิริยาว่องไวเหมือนกับนกเล็กๆ ที่พลอยเคยเห็นเต้นอยู่ตามกิ่งไม้ และมีวิธีพูดที่ แปลกๆ คือพูดสั้นๆ ขาดเป็นห้วงๆ และทุกประโยคที่พูดออกมานั้น ตั้งเป็นรูปคำถามเกือบทั้งสิ้น

 

 

         เมื่อพลอยเห็นคุณสายมีแขกก็ทำท่าจะออกจากห้อง แต่คุณสายก็กวักมือเรียกให้เข้าไปนั่งใกล้ๆ แล้วพูดว่า

 

 

         "พลอยไหว้คุณนุ้ยเสียสิ"

 

 

         พลอยยกมือไหว้ตามที่คุณสายสั่ง หญิงคนที่คุณสายเรียกว่าคุณนุ้ย หันมาเลิกคิ้วมองพลอยอย่างสนใจ ยกกล้องยานัตถุ์ขึ้นเป่าอย่างแรงเข้าจมูกทั้งสองข้าง แต่สายตามิได้แสดงเลยว่าแปลกใจที่พบพลอย

 

 

         "นี่ไงแม่นุ้ย" คุณสายพูดต่อ "พลอยที่ฉันพูดถึงอยู่เมื่อกี้"

 

 

         "สวยนะแม่สาย สวยไหม" คุณนุ้ยพูดขึ้นอย่างไม่เกรงใจ

 

 

         "เขาสวยเหมือนๆแม่เขาน่ะแหละ" คุณสายตอบ

 

 

         "ฉันว่าสวยกว่าเสียด้วยนะ จริงไหมแม่สาย" คุณนุ้ยถามต่อไปอีก

 

 

         "ฉันก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน แต่แม่แช่มเขาเป็นคนสนุกพูดจาเก่ง พลอยเขาเป็นคนนิ่งๆ ผิดกันไปคนละแบบ"

 

 

         "นิ่งหรือ ไม่พูดหรือ ดีกว่าคนพูดมากนะแม่สาย"

 

 

         "ก็จริง คนพูดน้อยก็มีเรื่องน้อย"

 

 

         แม่นุ้ยหันขวับมาทางพลอย แล้วถามอย่างเร็วว่า

 

 

         "แม่พลอยเกิดปีอะไร"

 

 

         พลอยบอกปีเกิดให้ตามที่ถาม

 

 

         "อ่อนกว่าพ่อเปรมห้าปี มากไปไหม ฉันว่าไม่มากถูกไหม" แม่นุ้ยถามขึ้นลอยๆ แต่นิ่งเงียบไม่มีใครตอบ พลอยนั่งก้มหน้าดูกระดานเฉยอยู่ และคุณสายมองมาทางพลอยแวบหนึ่ง แล้วก็เมินไปทางอื่น

 

 

         คนนี้เองอาของคุณเปรม ที่คุณสายเคยคุยไว้ว่าชอบพอกันเป็นหนักหนา พลอยนึกอยู่แต่ในใจ ดูกิริยา ท่าทางก็เห็นจะเป็นเศรษฐีจริงอย่างที่คนเขาลือ เพราะถึงจะไม่ไว้ยศ ก็แสดงอาการว่าแน่ในใจตนเอง ไม่ยอมลงใคร ง่ายๆ เครื่องนุ่งห่มก็เป็นของมีราคา หีบหมากที่กินก็สมกับฐานะ แม้แต่กล้องยานัตถุ์ทำด้วยเขี้ยวเสือเลี่ยมนาก ก็ดูเหมือนจะบอกให้รู้ว่าคุณนุ้ยมิใช่คนธรรมดาสามัญ

 

 

         "เขาว่าเสด็จโปรดนักไม่ใช่หรือ" แม่นุ้ยถามต่อไปอีก

 

 

         "ก็โปรดพอดูอยู่แม่นุ้ย" คุณสายตอบ "ท่านทรงชุบเลี้ยงมาแต่เล็ก ก็ต้องโปรดเป็นธรรมดา แล้วก็เป็นลูกแม่แช่ม ที่ท่านทรงโปรดมาก พลอยเขาก็ดีเสียด้วยน่าโปรดหรอก"

 

 

         "ดียังไง ทำอะไรเก่งหรือ หรือว่าช่างประจบเฉยๆ" คำถามของแม่นุ้ยบอกให้รู้ว่า ผู้พูดนั้นเกรงใจใครไม่เป็น

 

 

         "จะว่าเขาช่างประจบก็ไม่ถูกหรอกแม่นุ้ย" คุณสายแก้แทน "แต่แม่พลอยเขาเป็นคนมีสัมมาคารวะ แล้วก็เป็นคนมีน้ำใจ มีกตัญญูท่านจึงโปรด"

 

 

         "มีกตัญญูมากหรือ ...ดีนะแม่สาย คนเดี๋ยวนี้หาคนกตัญญูยาก จริงไหม"

 

 

         "จริงทีเดียว" คุณสายตอบเห็นด้วย "ฉันละก็เบื่อจนขี้เกียจจะเลี้ยงคนเสียแล้ว คนเดี๋ยวนี้เขาลืมง่าย เราเลี้ยงเกือบตายพอโตขึ้น ปีกกล้าขาแข็งขาก็ไปตามใจตัวของเขา เราเป็นผู้ใหญ่กลายเป็นหัวหลักหัวตอ จะว่ากล่าวใครเขาก็ไม่ฟัง กลับเห็นเราเป็นคนโบราณคร่ำครึ แต่พลอยเขาดีหรอกเรื่องนี้ ถึงจะเติบโตขึ้นมาอย่างไร ก็เชื่อฟังผู้ใหญ่ไม่ออกนอกลู่นอกทาง"

 

 

         "ยังงั้นหรือ... เชื่อฟังผู้ใหญ่... อยู่ในโอวาทผู้ใหญ่หรือ" แม่นุ้ยถามเร็วเป็นข้าวตอกแตก แต่คุณสายก็นิ่ง เพราะได้ตอบไปเสียก่อนคำถามของแม่นุ้ยแล้ว

 

 

         "แม่สายกับฉันรู้ใจกันมานาน" แม่นุ้ยพูดต่อ "เด็กไม่อยู่ในโอวาทผู้ใหญ่ ฉันเกลียดนักเชียว จริงไหม จริงไหม"

 

 

         "โอ๊ย ! ผู้ใหญ่ที่ไหนก็คงไม่ชอบทุกคนแหละแม่นุ้ย" คุณสายพูด "แต่คนสาวๆ เขาก็ต้องหาว่าเรากดขี่บังคับ เขาไม่นึกบ้างว่า เราทำอะไรไปเพราะอยากให้เขาดี ช่างไม่คิดกันเลยว่าไอ้เรามันอาบน้ำร้อนมาก่อน ชั่วดีอะไรก็เคยเห็นมาก่อนทั้งนั้น"

 

 

         ช้อยโผล่หน้าเข้ามาในห้อง แต่พอทำท่าจะหลบกลับ คุณสายก็ร้องเรียกว่า

 

 

         "ช้อยมานี่ก่อน จำอานุ้ยได้ไหม"

 

 

         ช้อยคลานเข้ามานั่งใกล้ๆพลอย แล้วก็ยกมือไหว้แม่นุ้ย

 

 

         "ช้อยหรือ ช้อยหรือนี่" แม่นุ้ยทักตามแบบของตน

 

 

         "นี่แหละช้อยละ แม่นุ้ยจำได้ไหม ที่ฉันเอาเข้ามาเลี้ยงแต่ยังเล็กๆ นั่นปะไร"

 

 

         แม่นุ้ยดูช้อยอย่างพินิจพิจารณา เป่ายานัตถุ์เสียหลายครั้งจนละอองยานัตถุ์ ปลิวมาเข้าจมูกพลอย ทำให้เกือบต้องจาม

 

 

         "ไม่สวย !" แม่นุ้ยตัดสินความงามของช้อยอย่างเด็ดขาดลงไปทีเดียว

 

 

         "ไม่สวยเลย ! สู้แม่พลอยไม่ได้จริงไหม"

 

 

         ช้อยหัวเราะอย่างเบิกบาน แล้วตอบได้ทันทีว่า

 

 

         "จริงซีคะ ใครจะไปสวยสู้แม่พลอยเขาได้"

 

 

         "ไม่ถือหรือนี่ ว่าไม่สวยไม่ถือหรือ" แม่นุ้ยถามต่อไปอีก

 

 

         "อุ๊ย ! ฉันไม่ถือหรอก ก็มันไม่สวยจริงๆนี่ ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย จริงไหมคะคุณอานุ้ย" ช้อยชักสนุก เสียแล้ว และเริ่มจะคุยกับแม่นุ้ย ด้วยวิธีตั้งปัญหาถามอย่างเดียวกัน

 

 

         "จริงซี ถูกแล้ว เรากันเองพูดอะไรกันก็ได้ ได้ไหม หรือว่าไม่ได้"

 

 

         "ได้ซีคะคุณอาก็ จะเป็นอะไรไป พูดอะไรก็พูดได้ ฉันพูดอะไรบ้างคุณอาจะถือไหมคะ" ช้อยตั้งปัญหา กลับไปอีก

 

 

         "ได้" แม่นุ้ยตอบ สายตานั้นบอกชัดทีเดียวว่าเอ็นดูช้อย "ถามมาตอบไป คุยกันรู้เรื่อง ไม่ถามก็ไม่รู้จริงไหม"

 

 

         "จริ๊งจริงเทียวคุณอา เอ ! ฉันไม่รู้จะถามอะไรดี............. เอ๊า ! อะไรเอ่ย...."

 

 

         "ฮะแอ้ม !" คุณสายกระแอมขึ้นดังๆ "เริ่มเลอะละยายช้อย"

 

 

         "อ้าวก็ฉันนึกว่าคุณอานุ้ยชอบเล่นทายปริศนานี่ พอฉันจะขึ้นอะไรเอ่ย คุณอาก็มาขัดจังหวะเสียพอดี เลยนึกไม่ออกแล้ว"

 

 

         "เดี๋ยวเถอะยายช้อย !" คุณสายขู่สำทับ "พูดอะไรละก็เป็นเล่นไปหมดทีเดียว ช่างไม่รู้จักเด็กจักผู้ใหญ่กัน เสียบ้างเลย"

 

 

         "แม่สายอย่า..." แม่นุ้ยห้าม "ปล่อยแกเถิดสนุกดี รักกันก็เล่นหัวกันได้ จริงไหมช้อย ฉันชอบเล่นกะเด็ก... เล่นมานานแล้ว... ที่บ้านมีเด็กแยะ... ไม่ถือ... ปล่อยให้เล่น... เล่นกะเด็กทุกวันสนุก... อายุยืน... ตายช้า... จริงไหมแม่สาย"

 

 

         "อะแฮ้ม !" ช้อยกระแอมขึ้นบ้าง แล้วตอบแทนคุณสายว่า

 

 

         "จริงซีคะ คุณอานุ้ยพูดถูกทีเดียว คนเราถ้าเล่นหัวเสียบ้าง ใจคอก็เบิกบาน เมื่อใจคอเบิกบานแล้ว ก็ไม่ค่อยแก่ หรือถึงจะแก่ก็แก่ช้าๆ แม่แก่ช้าก็ตายช้า แต่ผู้ใหญ่บางคนไม่ทำอย่างนั้น ได้แต่หมกมุ่น วันหนึ่งๆ ก็ไม่มีจะเล่นหัวกับใคร เด็กจะเล่นก็ไม่ได้ คอยแต่ห้ามปราม ผู้ใหญ่อย่างนี้เผลอประเดี๋ยวเดียวแก่ไปตั้งเป็นกอง พอตายลงจริงๆ ก็จะมาซัดว่าเด็กแช่ง"

 

 

         คุณสายหันมาตาเขียวใส่ช้อยแล้วถามว่า

 

 

         "ช้อยเมื่อกี้กำลังจะไปไหนอยู่หรือเปล่า"

 

 

         "ฉันนัดกะเขาว่าจะไปดูผ้านุ่งที่แถวเต๊ง เขาเอามาให้ดูหลายกุลี ว่าจะไปซื้อมาไว้นุ่ง เกิดมากะเขาชาติหนึ่ง หน้าตามันปุปะ ก็เลยต้องแต่งตัวให้สวยๆไว้หน่อย"

 

 

         "ถ้ายังงั้นก็เชิญแม่รีบไปได้ อย่ามามัวเล่นลิ้นอยู่เลย"

 

 

         "ฉันว่าจะมาชวนแม่พลอยเขาไปด้วย เพราะเขานัดไว้เหมือนกัน"

 

 

         "ไปเถิด อย่ามานั่งอุดอู้อยู่เลย" แม่นุ้ยให้อนุญาตแทนคุณสายเสร็จ "ไปด้วยกันสองคน ช่วยกันเลือกดู... ยังเป็นสาวอยู่... แก่แล้วอย่างฉันอย่างแม่สายไม่เป็นไร... แต่งไปก็ไม่มีใครมอง เอ้า !" แม่นุ้ยพูดพลางหยิบ กระเป๋าหมากมาเปิดอย่างรวดเร็ว หยิบเงินในกระเป๋าออกนับ

 

 

         "ฉันให้" แม่นุ้ยพูดพลางยื่นเงินให้ช้อยและพลอย "คนละห้าตำลึง... ซื้อผ้านุ่ง... เลือกให้สวยๆ ผ้าเปลือกกระเทียม... ดอกให้เด่นๆ... พอไหม พอไหม"

 

 

         พลอยเหลือบดูตาคุณสายเห็นยิ้มพยักหน้า พลอยก็ยกมือไหว้แม่นุ้ยแล้วรับเงินไว้

 

 

         "โอ้โฮ !" ช้อยร้องอย่างดีใจ "อย่างนี้ก็ซื้อได้หมดทีเดียว ไม่ต้องเลือกกันละ"

 

 

 

 

 

บทที่ ๑๒ (หน้าที่ ๒)

 

 

         พอออกมาพ้นตำหนักพลอยก็ถามช้อยขึ้นว่า

 

 

         "ช้อย ใครไปนัดจะดูผ้าผ่อนแถวที่เต๊งไว้ตั้งแต่เมื่อไรกัน ฉันไม่รู้เรื่องเลย"

 

 

         "ฉันนัดขึ้นเดี๋ยวนี้เอง" ช้อยตอบหน้าตาเฉย "ถ้าไม่มีนัดก็ไม่มีวันได้ออกมา... นั่งคุยกะคนแก่ไม่สนุก เที่ยวดีกว่า...จริงไหม จริงไหม แล้วเลยได้อัฐอีกคนละห้าตำลึง... ซื้อของได้แยะพอไหม พอไหม"

 

 

         พลอยต้องหัวเราะเสียท้องแข็ง เพราะช้อยล้อเลียนท่าทางน้ำเสียง และคำพูดของแม่นุ้ยได้เหมือนสนิท

 

 

         "แล้วนี่เรามิต้องไปซื้อผ้านุ่งกันจริงๆหรือ" พลอยถามขึ้นระหว่างหัวเราะ

 

 

         "ก็ยังงั้นซี" ช้อยตอบ "ซื้อเท่าไรก็ได้ จะเป็นไรไป อัฐเรามีแล้ว ฉันนี่ก็เป็นคนแปลก ทำอะไรๆแล้วเบื่อง่าย ทุกอย่างไป มีอยู่อย่างเดียวที่ทำได้ทุกวันไม่มีเบื่อเลย คือซื้อผ้านุ่งผ้าตัดเสื้อแปลกแท้ๆทีเดียว" แล้วช้อยก็เดิน ร้องเพลงเบาๆต่อไปอย่างสบายอารมณ์ พลอยเดินตามไปอีกครู่หนึ่ง ช้อยก็ถามขึ้นว่า

 

 

         "แม่นุ้ยนี่แกเป็นใครพลอยรู้จักแล้วไม่ใช่หรือ"

 

 

         "ฉันก็พอจะเดาออก" พลอยตอบ "อาของคุณเปรมที่คุณอาพูดถึงอยู่บ่อยๆใช่ไหม"

 

 

         "ถูกแล้ว" ช้อยยืนยัน "ฉันยังไม่เข้าใจว่าเข้ามาในวังทำไม"

 

 

         "ท่าจะเข้ามาเยี่ยมคุณอากระมังช้อย" พลอยแนะชึ้น แต่น้ำเสียงของพลอยก็มิได้แสดงว่า เชื่อในคำของ ตัวเองเท่าไรนัก

 

 

         "ก็ควรจะเป็นยังงั้นแหละ" ช้อยพูด "แต่ฉันยังสงสัย"

 

 

         "สงสัยว่าอย่างไร ช้อย"

 

 

         "สงสัยว่าจะมีอะไรมากกว่านั้น ฉันสังเกตดูเหมือนอานุ้ยจะเข้ามาดูอะไรสักอย่าง"

 

 

         "ดูอะไร" พลอยถามอย่างระแวง ทั้งที่รู้ตัวอยู่เหมือนกันว่า แม่นุ้ยเพ่งเล็งตนเป็นพิเศษ

 

 

         "เห็นจะไม่ใช่เข้ามาดูฉันแน่ๆ ถ้าอานุ้ยจะเข้ามาดูใครหรือดูอะไร ก็ต้องเป็นคนอื่นหรือของอื่น ฉันเองก็ ไม่มีใครมองอยู่นั่นเอง" ช้อยพูดเป็นเชิงน้อยใจ แต่น้ำเสียงแสดงว่าโล่งใจมากกว่า

 

 

         ทั้งสองคนเดินต่อไปอีกครู่หนึ่ง แล้วช้อยก็ถามขึ้นลอยๆว่า

 

 

         พลอย หมู่นี้ฝันอะไรบ้างหรือเปล่า"

 

 

         "เปล่า" พลอยตอบ "ไม่เห็นฝันอะไรนี่ ทำไม"

 

 

         "ฝันว่างูกัดบ้างหรือเปล่า" ช้อยซักต่อไปอีก

 

 

         "ต๊าย ! ถ้าฝันอย่างนั้นฉันจะได้ร้องบ้านแตกไปปะไร ไม่เคยฝันสักที" พลอยพูด

 

 

         "ถ้าอย่างนั้น ขนาดงูรัด เคยฝันบ้างไหม" ช้อยซักอีก

 

 

         "ไม่เคย" พลอยตอบอย่างแน่ใจ "งูกัดก็ไม่เคยฝัน งูรัดก็ไม่เคยเหมือนกัน ช้อยเอาอะไรมาถามก็ไม่รู้"

 

 

         "ก็ถามไปอย่างนั้นแหละน่า ดัดจริตไปได้" ช้อยตอบอย่างอารมณ์ดี "วันนี้ฉันจะต้องขอเป็นหมอดูสักหน่อย ถ้าแม่พลอยยังไม่เคยฝันว่าถูกงูกัดหรืองูรัด ก็เห็นจะต้องฝันเร็วๆนี้เป็นแน่ ฉันดูๆเห็นมันใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว"

 

 

         "ช้อยนี่พูดบ้าเสียจริงๆทีเดียว" พลอยดุ "แล้วตัวเคยฝันบ้างไหมเล่า"

 

 

         "โอ๊ย ! คนอย่างฉันไม่มีได้ฝันกับใครเขาหรอก" ช้อยร้องขึ้น "พอหัวถึงหมอนก็หลับเป็นตาย ไม่เคยฝันเลยสักที"

 

 

         ตั้งแต่อาของคุณเปรมเข้ามาในวังวันนั้นแล้ว เรื่องราวทางคุณเปรมก็ดูจะซาไปพักหนึ่ง ถึงจะมีการติดต่อ ระหว่างคุณเปรมและคุณสาย พลอยก็มิได้สนใจเพราะชีวิตในวังนั้น มีเรื่องราวต่างๆที่เรียกร้องความสนใจ ของพลอยสับเปลี่ยนเวียนกันอยู่เรื่อยๆ

 

 

         หลังจากความตื่นเต้นรถจักรยานได้เบาบางลงไปแล้ว ความตื่นเต้นความนิยมในของอื่นก็เข้ามาแทนที่ ของที่ทำให้คลั่งกันไปอีกพักใหญ่ก็คือ ตลับงาสำหรับใส่ขี้ผึ้งสีปาก ความจริงนั้นตลับงาใส่ขี้ผึ้งสีปาก เป็นของจำเป็นสำหรับชาววังทุกรูปทุกนามอยู่นานมาแล้ว แต่ต้นเหตุที่จะเริ่มเล่นตลับงากันเป็นการใหญ่นั้น เกิดจากพระราชนิยม เล่ากันว่า วันหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็นตลับงาใบเล็กของเสด็จอธิบดี ที่ทรงใช้มา นานจนงานั้นแดงเป็นมันดูงามดี จึงมีพระราชดำรัสว่า ตลับงานี้ใช้นานไปก็งามเป็นสีแดง พอจะเล่นกันได้อย่างฝรั่ง เล่นกล้องสูบบุหรี่ทำด้วยดินขาว เรียกว่ากล้องเมียร์ชอม ตั้งแต่นั้นมาก็เล่นตลับงากันทั่วไป ของใครๆก็ขัดอย่าง ประณีตบรรจงเพื่อให้ขึ้นสีแดงสวยงาม ตามปกติแต่ก่อนตลับงาทั่วไปนั้น ทำเป็นทรงลูกพลับ แต่พอเริ่มเล่นกันขึ้น ก็มีผู้คิดทรงแปลกๆออกไปอีกมาก ทรงของใครคิดขึ้นผู้นั้นก็สงวนมิให้ใครลอกแบบ จนถึงต้องมีเจ้าพนักงาน จดทะเบียนตลับทรงต่างๆ ว่าทรงนั้นทรงนี้เป็นของใคร ตลับทรงลูกพลับแห้ง คือแบนกว่าลูกพลับธรรมดา หน่อยหนึ่ง ตลับทรงจรกา คือทรงลูกพลับแต่กดลงไปจนแบนมาก และทรงลูกรอกข้างแข็งนั้น จดทะเบียนเป็นทรง ของหลวงโดยเฉพาะ นอกจากนั้นก็มี ทรงสะกา ทรงรำมะนา ทรงกลองและทรงหมากดิบสด ตลอดจนตลับรูปร่าง อื่นๆอีกเป็นอันมาก

 

 

         ความนิยมเล่นตลับงา แพร่หลายออกทั่วไป จนถึงเมื่องานฉลองตั้ง กรมพระเจ้าลูกเธอ กรมขุนสุพรรณภาคยวดี ได้มีการประกวดตลับงาชิงรางวัลขึ้น รางวัลนั้นเป็นเหรียญพระราชทาน มีเหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดงตามลำดับชั้น ตลับงาของเจ้านายและเจ้าจอมที่ขัดดีแล้ว มีสีขึ้นงดงาม เจ้าของก็นำ ขึ้นถวายตัวเหมือนกับถวายตัวบุตรหลาน และขอพระราชทานชื่อ และชื่อพระราชทานสำหรับตลับงานั้น เป็นชื่อไพเราะคล้องจอง พลอยท่องจำไว้ได้หลายชุด

 

 

         ตลับงาทรงลูกพลับเตี้ยชุดของหลวง ตั้งแต่ใบใหญ่โป้งที่สุดแล้วเรียวเล็กลงไปตามลำดับจนถึงปลายเถา ใบเล็กเท่าปลายนิ้วก้อยนั้น มีชื่อคล้องกันตลอดเป็นเครื่องต้นเครื่องทรง และเครื่องต้นราชูปโภคว่า "ชฎาเดินหน กุลฑลไพโรจน์ กรรเจียกโชติฉายฉัน สุวรรณมาลัย ดอกไม้ไหวเรืองรอง ฉลองศอประดับ ทับทรวงพึงพิศ ตามทิศพิสดาร สังวาลเพริศพริ้ง สอิ้งเพชรจรัส พาหุรัดบวร ต้นพระกรจำรูญ แก้วเกยูรสวมหัตถ์ รัตพัตบรรจง รัดองค์งามประกอบ ครรถอบพรายแสง ชายแครงไฉไล ชายไหวเถือกถะเกิง กรองเชิงชมพูนุช เรือนครุฑธำมรงค์ ฉลององค์พระกรน้อย กันจุกร้อยเพชรรัตน์ เชิงงอนชัดสนับเพลา พลายเพราภูษา กริชชวาสุวรรณ สุพรรณปาทุกา พระล่วมราชาวดี จอกพระศรีสมทรง ผอบคงเคียงคู่ ตลับภู่ทรงสี ซองมณีศรีสลา ซองจินดาบุหรี่ สุพรรณศรีกุดั่น พระเต้าสรรพางค์จำหลัก ขันสรงพักตร์สุคนธ์ โต๊ะชุดสนหลอดทอง พระกล้องไม้ราชวัง กรันต์ฝังเพชรประดับ เครื่องชาสรรพถ้วยถาด สุพรรณราชปากผาย กาเวียนรายรูปงิ้ว"

 

 

         ชื่อตลับที่ท่องจำกันได้ทั้งวังมีอีกหลายชุด ชุดของสมเด็จพระตำหนักนั้นเป็นชื่อปลาล้วนๆ เป็นพระราชนิพนธ์เช่นเดียวกันคือ

 

 

         "อานนท์หนุนพสุธา ปลาวาฬว่ายเทิ่ง โลมาระเริงสินธุ์ กระเบนบินหลังคลื่น ฉลามดื่นชายหาด ฉนกฟาดชลฉ่า กะโห้อ้าเห็นเพดาน ปลาบึกผ่านแม่โขง ปลากระพงพ่วงพี สีเสียดแทรกข้างสำเภา กุเรางามสมส่วน ยี่สนอ้วนตอนหน้า อินทรีฝ่าสายสมุทร ทุกังผุดพ่นน้ำ นวลจันทร์ล้ำหลากสี พิมพ์ทองมีชื่อโด่ง ชะโดโพล่งโดดลอย เทโพด้อยแฝงฝั่ง สวายวังเล่ห์แวด ปลาแรดพักตร์แสยะ ปลาม้าแบะโอษฐ์อ้า ปลาหมาฟุบแฝงตม กรายงามสมส่อชื่อ ตะเพียนคือสีระบาย น้ำเงินคล้ายเงินยวง เนื้ออ่อนช่วงชูสี คางเบือนที่เบือนคาง แบบอล่างฉ่างจาระเม็ด ปลาแป้นเล็ดลอดกระแส ปลาทองแผ่หางกระจาย ปลาเงินว่ายหูกระหวัด ปลากัดหรูสีอร่าม เข็มน้อยตามต่อเพื่อน"

 

 

         ตลับงาชุดของสมเด็จที่บน มีชื่อพระราชทานตลอดเถาเช่นเดียวกัน เป็นชื่อดอกไม้ล้วนๆ คือ

 

 

         "ดวงทิพย์มณฑา อัศาวดี ปารีปุณฑริก บัววิกตอเรีย พเยียโกมุท บุศปะประทุม โกสุมอุบล จงกลนี มาลีลำเจียก ไม้เรียกการเกษ กุหลาบเทศกลิ่นกล้า กระดังงาหอมตรลบ อวลอบจำปี สุกสีจำปา ระย้าพวงพยอม เครือค้อมสายหยุด บานบุศปบุนนาค หอมหลากลำดวน ผิวนวลนวลแป้ง บานแบ่งสารภี ดกดีเทียนกิ่ง ยงยิ่งนมแมว แก้มแซมซ้อนช่อ จันกะพ้อพึงสมร ขจรจรุงรื่น ชูชื่นกรรณิกา มลิลาลานสวาสดิ์ ชำมะนาดตระการ เกลื่อนก้านพิกุล หอมกรุ่นพุทธชาด ชะลูดดาษดกจริง หอมยิ่งฝอยฝา"

 

 

         ส่วนตลับเถาของพระนางนั้น ทรงพระราชนิพนธ์ชื่อพระราชทานเป็นชื่อนกทั้งเถา ถึงจะมีน้อยใบก็ยังไพเราะ คือ

 

 

         "มยุเรศร่อนร่า สัตวาเลห์วาด ฉานฉาดโนรี ผ่องศรีกระตั้ว หม่นมัวสาริกา ไก่ฟ้าหางเฟื้อย ละเลื้อยหางหว้า การเวกว่ายหาว กระทุงขาวขนลออ พญาลอลายพร้อย พูดพล่อยขุนทอง เสนาะก้องกาเหว่า แขกเต้าตัวขจี ประสานสีเบ็ญจวรรณ พรายพรรณไก่แจ้ เพริศแท้เป็ดหงส์ กรุ่นกรงนกกระทา เขาชวาขันคุ้น คิริบูนพูดจ้อย นกน้อยสีชมพู"

 

 

         การเล่นตลับงาแพร่หลายออกไปโดยเร็ว เริ่มตั้งแต่เจ้านายลงมาถึงคนในวังทั่วไป และลุกลามออกไปถึง ข้างนอก ใครมีฐานะพอจะมีตลับงาได้ ก็ต้องประกวดประขันกัน จุกตลับงานั้นก็แสดงฐานะของเจ้าของ อีกอย่างหนึ่ง เพราะมีตั้งแต่เลี่ยมนากไปจนถึงจุกทำด้วยทอง ทองลงยา และประดับเพชรพลอยเป็นรูปต่างๆ เสด็จก็ทรงมีตลับงาเป็นเถาเช่นเดียวกับเจ้านายพระองค์อื่น และทรงมอบให้ข้าหลวงช่วยกันขัดให้ขึ้นสีขึ้นเงา คนละใบสองใบ แต่คนในตำหนักนั้นเองก็ต้องมีตลับงากันบ้าง ทั้งช้อยและพลอยต่างหาตลับงาใบเล็กใบน้อย มาเป็นกรรมสิทธิ์มิให้น้อยหน้าใคร แม้แต่คุณสายซึ่งตามปกติก็มิค่อยจะตื่นตามเหตุการณ์ต่างๆ เท่าใดนัก คราวนี้ก็เริ่มสะสมตลับงาบ้าง แต่ตลับงาของคุณสายดูเหมือนจะสู้ของคนอื่นไม่ได้ เพราะเจ้าของไม่มีเวลามานั่งขัด ถูจะวานคนอื่นก็ไม่มีใครรับขัดให้ เพราะมีตลับของตัวเองบ้างของเสด็จบ้าง ต้องคอยดูอยู่

 

 

         ในระยะต่อมาเริ่มเสด็จแปรพระราชฐานไปยังพระราชวังดุสิตบ่อยครั้งขึ้น และครั้งหนึ่งๆก็ประทับที่นั่น เป็นเวลาครั้งละนานวัน เมื่อพลอยยังเด็กๆนั้น ที่สวนดุสิตมีแต่พลับพลาที่ประทับ แต่ต่อมาพระที่นั่งวิมานเมฆ ก็ปลูกขึ้นสำหรับเป็นที่ประทับถาวรกว่าแต่ก่อน ภายในพระราชวังดุสิตก็แบ่งออกเป็นสวนต่างๆ พระราชทานนาม ตามลวดลายเครื่องลายครามกิมตึ๋ง ซึ่งเล่นกันดาษดื่นในสมัยนั้น พระมเหสีและพระสนมนั้น โปรดให้อยู่ตามสวน ต่างๆ สวนสี่ฤดูเป็นที่ประทับสมเด็จที่บน สมเด็จพระตำหนักประทับสวนหงส์ พระนางประทับสวนนกไม้ ท่านองค์เล็กประทับสวนบัว ตำหนักเจ้าดารารัศมีอยู่สวนฝรั่งกังไส นอกจากนั้นก็มีสวนภาพผู้หญิงของเจ้าคุณแพ สวนพุดตาน สวนไม้สน สวนหนังสือเล็ก สวนหนังสือใหญ่ ชื่อสวนเหล่านี้ตรงกับชื่อที่เรียกชื่อลายครามในขณะนั้น

 

 

         ศูนย์กลางของพระราชวังดุสิตคืออ่างหยก เป็นสระน้ำใหญ่ลงเขื่อนมีน้ำใสสะอาดเต็ม ตั้งอยู่กลางพระราชวัง ริมอ่างหยกด้านหนึ่งมีพระที่นั่งไม้สามชั้นคือ พระที่นั่งวิมานเมฆ ริมพระที่นั่งมีโรงเฟิร์นใหญ่ในนั้นมีน้ำพุ ประดับด้วยต้นเฟิร์นและไม้อื่นดูเยือกเย็น ต่อมาโปรดเกล้าให้ปลูกเรือนต้นขึ้น ที่ริมอ่างหยกอีกด้านหนึ่ง ตรงข้ามกับพระที่นั่งวิมานเมฆ เรือนต้นเป็นเรือนไทยแบบชนบทฝาไม้กระดาน หลังคามุงด้วยจาก มีหอนั่ง เรือนนอน นอกชาน ครัวไฟ และทุกอย่างครบเหมือนเรือนราษฎรธรรมดาตามชนบท พระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ประพาสต้นหลายครั้งหลายครา เสด็จไปตามจังหวัดต่างๆ ปะปนไปกับหมู่ราษฎร และเสด็จเยี่ยมเยือนราษฎร ถึงบ้านช่อง โดนที่ราษฎรมิได้รู้ว่าพระองค์เป็นผู้ใด ในการเสด็จประพาสแบบนี้ ได้ทรงรู้จักคุ้นเคยกับราษฎร ในชนบทหลายคน โปรดให้เรียกว่าเพื่อนต้น และโปรดเกล้าให้พวกเพื่อนต้นนี้ เข้าเฝ้าแหนได้ทุกโอกาส เกือบทุกครั้งที่เพื่อนต้นมาเฝ้าที่พระราชวังดุสิต ก็เสด็จออกรับที่เรือนต้นอย่างกันเอง ราษฎรเหล่านั้นก็ได้เข้าเฝ้า เจ้าชีวิตของตนในระยะใกล้ชิด มิใช่ในปราสาทราชฐานที่โอ่อ่า แวดล้อมไปด้วยเครื่องประดับอันมีค่า ซึ่งจะทำให้ เข้าเหล่านั้นตระหนกใจ และเจ้าชีวิตนั้น ก็มิได้แต่งองค์ด้วยภูษาภรณ์อันมีค่า ประทับอยู่บนราชบัลลังก์ที่แสดง พระราชอำนาจ อันอาจทำให้เขาต้องตกประหม่า สิ่งที่คนบ้านนอกจากชนบทได้พบเห็น เมื่อเข้าเฝ้าก็คือ เจ้าชีวิตที่แต่งพระองค์อย่างลำลอง ประทับอยู่ที่บนเรือนไม้ ท่ามกลางบรรยากาศสิ่งแวดล้อม ที่ไม่ผิดไปจากบ้าน ในชนบทที่เขาคุ้นเคยอยู่ และในท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ ความตื่นตระหนกและความประหม่า ก็ไม่เกิดขึ้น ชาวบ้านเหล่านั้นสามารถพูดคุยกับพระเจ้าอยู่หัว ได้อย่างระหว่างคนต่อคน มิใช่อย่างระหว่างเจ้าชีวิตและไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน เนื้อความที่พูดจากันจึงเต็มไปด้วยสาระและความจริง ที่เป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีอุปสรรค กีดขวางจากประเพณีหรือระเบียบอื่นๆ และในบรรยกาศที่คุ้นเคยนั้น ทุกคนก็สามารถแสดงตัวให้ปรากฏ เป็นตัวของตัวเอง เต็มไปด้วยเกียรติอันภาคภูมิ ที่ได้เป็นเพื่อนต้นของพระเจ้าแผ่นดินไทย

 

 

         ในระยะเวลานั้น งานอดิเรกของพระเจ้าอยู่หัว ที่สนพระราชหฤทัยมากกว่าอย่างอื่นก็คือ การปลูกต้นไม้ นานาชนิด ในบริเวณสวนดุสิตทั้งไม้ดอกไม้ใบ บางอย่างก็ขุดมาทั้งต้นโตๆ จนพระราชวังดุสิตนั้นร่มรื่นได้ด้วย รุกขชาติต่างพรรณ ผลิดอกออกผลตามฤดูกาล รื่นรมย์น่าอยู่น่าสบาย ยิ่งกว่าในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเมื่อเปรียบ กับพระราชวังดุสิตแล้วก็เป็นที่คับแคบอึดอัด งานอดิเรกที่พอพระราชหฤทัยอีกสองอย่างก็คือ การถ่ายภาพ และล้างอัดภาพด้วยพระองค์เอง โปรดเกล้าให้ทำห้องมืดสำหรับล้างและอัดภาพ ทางด้านหลังเรือนต้น ต่อจากนั้น เป็นโรงยาว เป็นที่สำหรับทรงประกอบอาหารฝรั่งต่างๆ ซึ่งเป็นงานอดิเรกของพระองค์อีกอย่างหนึ่งในขณะนั้น สิ่งที่พลอยสังเกตเห็น ว่าสวนดุสิตแตกต่างไปจากในวังก็คือ บรรยากาศที่สวนดุสิตนั้นเป็นอยู่อย่างง่ายๆ เป็นกันเองไม่ผิดกับบางปะอินเท่าไรนัก ผิดกับในวังที่เคร่งครัดไปด้วยระเบียบ และประเพณีต่างๆ และที่สวนดุสิตนั้น ถึงแม้ว่าจะแลดูกว้างขวางกว่าในวัง แต่โอกาสที่จะได้เฝ้าแหนและเห็นพระองค์พระเจ้าอยู่หัว ก็มีมากกว่าในวัง เพราะในวันหนึ่งๆอาจพบพระองค์อยู่ใต้ต้นไม้กลางสนาม หรือประทับริมอ่างหยก หรือบนเรือนต้น ซึ่งเป็นเรือนเตี้ยๆ แม้แต่พระที่นั่งวิมานเมฆนั้นเองก็เป็นพระที่นั่งโถง มีเฉลียงโปร่งรอบ แลเห็นพระองค์จากข้างล่างได้ง่าย มิได้สูงลิบและลึกลับอย่างที่บน ในพระบรมมหาราชวัง

 

 

         สิ่งที่สวนดุสิตแปลกไปกว่าในวังอีกอย่างหนึ่งนั้น ทำให้พลอยต้องเดือดร้อน ขนพองสยองเกล้าอยู่มาก ข้อแตกต่างนั้นก็คือเรื่องผี ตามความรู้สึกทั่วไปนั้น สวนดุสิตเป็นสถานที่ๆผีดุอย่างฉกาจฉกรรจ์ ถ้าจะพูดกันไปแล้ว สวนดุสิตก็เป็นที่โล่งๆ สถานที่ทุกแห่งก่อสร้างขึ้นใหม่ทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งก่อสร้างโบราณ หรือบรรยากาศที่มืดครึ้ม หรือเสียงนกเค้าแมวร้องในเวลาค่ำคืนอย่างในวัง ถ้าจะดูด้วยตาคนทั่วไป ก็จะต้องพูดว่า ที่ในวังนั้นน่ากลัวผีกว่าที่สวนดุสิตเป็นไหนๆ แต่สำหรับชาววัง ผู้เคยอยู่ทั้งสองแห่งจะต้องยืนยัน เป็นเสียงเดียวกันว่า ที่สวนดุสิตนั้นผีดุกว่ามาก ถึงแม้ในวังจะมีคนถูกผีหลอกบ้างประปราย ผีที่หลอกในวังนั้น ก็เป็นผีเจ้าผีนาย ย่อมมีมารยาทเรียบร้อยกว่าคนธรรมดาสามัญ ด้วยเหตุที่ในวังนั้นไม่มีใครจะเข้าไปตายได้ นอกจากเจ้านาย ยกเว้นกรณีพิเศษที่หามออกไปไม่ทันจริงๆ แต่ถ้าเกิดกรณีเช่นนั้นแล้ว ก็ย่อมจะต้องมีพิธี สวดมนต์ปัดรังควานไล่ผีให้เตลิดไป ผีที่จะคงอยู่ได้ ก็จะมีแต่ผีเจ้านาย ซึ่งจะไม่มารบกวนหลอกหลอนคน ทึ่ถวายความเคารพกราบไหว้ และถึงแม้ว่าในวังนั้น มีผู้ได้ยินเสียงเปรตร้องเป็นครั้งเป็นคราว เปรตนั้นก็ว่าเป็นเจ้านายในวังอีก จึงไม่มีภัยอันตรายอย่างใด พลอยเคยได้ยินเสียงเปรตร้องถนัดชัดเจนกลางดึก ที่ในวังครั้งหนึ่ง และคนที่นอนอยู่ในห้องเดียวกัน คือคุณสายและช้อยก็ได้ยินเสียงนั้น เป็นเสียงหวีดร้อง อย่างโหยหวนของผู้หญิง และดังจนพลอยและช้อยต้องลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ เสียงนั้นร้องขึ้นครั้งเดียว แล้วก็เงียบไป แต่ก็ทำให้คุณสายต้องลุกขึ้นจุดตะเกียง สวดมนต์พึมพำอยู่พักใหญ่ จบลงด้วยการกรวดน้ำ แผ่ส่วนกุศลไป 'ถวาย' เพราะคำว่า 'ถวาย' ที่คุณสายใช้นั้นเอง พลอยจึงได้รู้ว่าเปรตในวังนั้นเป็นเปรตเจ้านาย หาใช่เปรตธรรมดาสามัญไม่ แต่พอรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่ง ช้อยก็แอบมากระซิบบอกว่า

 

 

         "เมื่อคืนนี้คุณอากรวดน้ำให้คนเป็นๆ เสียแล้วละพลอย"

 

 

         "ทำไมล่ะช้อย" พลอยถาม

 

 

         "เสียงที่เราได้ยินเมื่อคืนนี้ไม่ใช่เสียงเปรตหรอก" ช้อยหัวเราะ "แม่ชุบเขาบอกฉันว่า ยายแนบคนเครื่อง แกละเมอร้องขึ้นต่างหาก" ตั้งแต่นั้นต่อมา เรื่องเปรตยายแนบก็เป็นเรื่องที่พลอยและช้อยเก็บไว้หัวเราะกันสองคน

 

 

         แต่พอมาอยู่ที่สวนดุสิตเข้าจริง เรื่องผีเรื่องเปรตก็กลายเป็นสิ่งที่พลอยและช้อย หัวเราะไม่ค่อยออก เพราะมีข่าวลือกันว่า ส่วนหนึ่งของที่ๆเป็นสวนดุสิตนั้น แต่ก่อนเป็นวัดร้าง มีป่าช้าเก่า เมื่อมาขุดถมที่ดินก็ว่ากันว่า ได้ขุดเอากระดูกคนขึ้นมามาก แต่ครั้นพลอยถามคนเล่าว่า ส่วนไหนของดุสิตเป็นวัดร้าง ผู้เล่าก็ไม่สามารถ จะบอกได้ ยิ่งทำให้เคลือบคลุมน่ากลัวไปทั่ว

 

 

         เรื่องกลัวผีนี้พลอยเป็นไปในทางตรงข้ามกับช้อยทีเดียว ถ้าจะว่ากันในเรื่องกลัวผี พลอยและช้อยก็กลัว ทั้งสองคน แต่พลอยนั้นเมื่อกลัวแล้วก็ไม่อยากพบอยากเห็น ไม่อยากได้ยินได้ฟัง ส่วนช้อยนั้นยิ่งกลัวเท่าไร ก็เหมือนยิ่งอยากพบอยากเห็น และอยากได้ยินเรื่องผีมากขึ้นเท่านั้น และเพราะความที่ช้อยเที่ยวสอดรู้สอดเห็น ทั่วไปนี้เอง ช้อยก็มีเรื่องผีกลับมาเล่าให้พลอยฟังบ่อยๆ ซึ่งพลอยก็ไม่อยากฟังแต่ก็อดฟังไม่ได้ และเมื่อได้ฟังครั้งใด ก็ยิ่งกลัวผีมากขึ้นอีกทุกครั้ง

 

 

         คืนหนึ่งช้อยมากระซิบกระซาบเล่าว่า

 

 

         "แม่พลอย เมื่อคืนวานซืนนี้ พวกที่อยู่ที่สวนบัวเขาถูกผีหลอกกันแย่ทีเดียว !"

 

 

         "โธ่ ! ช้อยเอาอีกแล้ว" พลอยร้องขึ้นอย่างไม่สบายใจ "ยิ่งรู้ว่าฉันกลัวผี ก็ชอบเอาเรื่องผีมาเล่าเสียจริงๆ"

 

 

         "ก็เรื่องมันจริงๆนี่นา" ช้อยตอบ แล้วก็เล่าต่อไปอย่างไม่สนใจคำประท้วงของพลอย

 

 

         "เมื่อคืนวานนี้เองพลอย คนเขาเห็นกันตั้งหลายคน เขาเล่าให้ฉันฟังว่า มันโผล่ขึ้นมาระหว่างอ่างบัว ที่ท่านฯ ปลูกไว้หน้าตำหนัก คนที่เขานอนอยู่ข้างล่างเขาเห็น เขานึกว่าขโมย เขาร้องเอะอะมันก็ไม่ไป ตกใจเต็มที่ เขาถอดกำไลข้อมือขว้างมันก็ยังอยู่ ทีนี้คนอื่นๆได้ยินเสียงร้อง ก็พากันมาดู จุดไต้จุดไฟกันขึ้น มันก็ยังอยู่ที่เก่า โผล่ขึ้นจากพื้นเป็นรูปคนครึ่งตัวอ้วนๆ ดำมิดหมีหัวล้านด้วย แล้วก็ตาพองโต เขาว่ามันกลอกตาไปมา น่ากลัวพิลึกละ" 

 

 

         "ไฮ้ ! ผีอะไรจะอยู่ให้คนจุดไฟมาดู ฉันไม่เชื่อหรอก" พลอยขัดคอ

 

 

         "อ้าวจริงๆนะ" ช้อยตอบอย่างเชื่อสนิท "เขาไปเรียกคนมาดูกันออก เขาว่าท่านองค์เก่าท่านก็เห็น ท่านสวดมนต์ไล่มันก็ไม่ไป กรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลให้มัน มันก็ไม่ไป จนถึงแช่งอย่าให้มันได้รู้ผุดรู้เกิดอย่างไรๆ มันก็ไม่ไป"

 

 

         "แล้วยังไง" พลอยชักสนใจตะหงิดๆ

 

 

         "เขาว่ามันกลอกตาอยู่ครึ่งตัวจนเช้า ตะวันขึ้นมันถึงหายไป แต่อย่างนั้นเงามันยังติดอยู่ที่พื้นกระเบื้อง ระหว่างอ่างบัวจนสาย ถึงได้จางไปทีละน้อย" ช้อยตอบหน้าตาเฉยที่สุด

 

 

         พลอยได้ฟังเรื่องผีจากช้อยทีไร ก็กลัวผีไปครั้งละหลายๆวัน กลางคืนจะเดินไปไหนก็ต้องชวนคน ไปเป็นเพื่อน ไม่กล้าไปคนเดียว แต่ก็จะไปมีประโยชน์อะไร เมื่อคนที่กลัวผีเดินเป็นเพื่อนคนที่กลัวผีด้วยกัน และผีที่สวนดุสิตนั้นก็อยู่เสียทุกที่ ทั้งบนดินใต้ดินบนต้นไม้ และแม้แต่ในน้ำ คอยหลอกหลอนคน ด้วยลักษณะแปลกๆ และเรื่องผีที่พิสดารนั้น พลอยก็ได้มาจากช้อยอีก

 

 

         "พลอยรู้ไหม" ช้อยพูดขึ้นตอนกลางคืนวันหนึ่ง "ผีมาเล่นน้ำถวายเสด็จ..." ช้อยออกพระนามเจ้านายในวัง พระองค์หนึ่ง

 

 

         "ผีอะไร้มาเล่นน้ำถวาย" พลอยพูดอย่างไม่เชื่ออีก

 

 

         "อ้าว ไม่เชื่ออีกแล้ว จริงๆนะพลอย ใครๆเขารู้กันทั้งนั้น เรื่องมันยังงี้ฉันจะเล่าให้ฟัง" ช้อยเริ่มเรื่อง

 

 

         "เสด็จท่านประทับอยู่ที่ตำหนักริมสระสวนหงส์ ตอนนั้นยังไม่ดึกเท่าไรเลย มีคนเขาหมอบเฝ้าอยู่สามคน เป็นผู้ใหญ่สองคน เด็กยังไว้จุกอีกคนหนึ่ง คนที่เขาอยู่นั้นเขาหมอบหันหน้าไปทางเสด็จ หันหลังให้สระ ส่วนเสด็จก็ประทับหันพระพักตร์ไปทางสระน้ำ คนที่เฝ้าเขาก็คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปตามเรื่อง แต่แรกท่านก็รับสั่งด้วย แต่ตอนหลังท่านนิ่ง พระเนตรมองไปข้างหน้า เหมือนกับว่าไม่ได้ยินคำที่เขาทูล เด็กคนที่เฝ้าอยู่นั้นแกมองดูพระเนตรแล้วก็มองตาม พอมองไปทางสระ เด็กคนนั้นก็ร้องกรี๊ดใหญ่ทีเดียว ตั้งแต่นั้นมาก็จับไข้ คลั่งเพ้อไปต่างๆ เดี๋ยวนี้จะเป็นจะตายเท่ากัน"

 

 

         "แล้วเขาเห็นอะไรที่ในสระ" พลอยอดสนใจไม่ได้ทั้งที่กลัว

 

 

         "ก็ไม่มีใครรู้แน่" ช้อยตอบ "เขาว่าเสด็จท่านทรงเล่าทีหลังว่า ท่านประทับอยู่ทอดพระเนตรทางสระน้ำ ทีแรกมีอะไรดำๆ โผล่ขึ้นมากลางสระ ท่านเข้าพระทัยว่าเป็นปลาผุด แต่ก็ไม่ใช่ เพราะไอ้ที่มันโผล่ขึ้นมานั้น มันโผล่มากขึ้นทุกที เหมือนกับปลาตัวใหญ่ๆ โตเท่าควาย แต่ท่านก็รับสั่งว่ารูปร่างมันจะเหมือนอะไร ก็ว่าไม่ถูก มันดำๆใหญ่ๆ ยืดหยุ่นได้ พอมันโผล่ขึ้นมาจากน้ำเต็มที่แล้ว มันก็ว่ายไปยังขอบสระ ทีแรกท่านนึกว่ามันจะหยุดแค่นั้น แต่ก็เปล่า ทีนี้มันเริ่มทำตัวยาวๆ เหมือนงูตัวใหญ่ๆ เลื้อยขึ้นบนบก แล้วก็เลื้อยขึ้นต้นโศกที่ขอบสระ พอมันเลื้อยขึ้นไปถึงยอด มันก็ทำตัวกลมเท่าพ้อม กลิ้งออกมาที่ปลายกิ่งไม้ แล้วกระโดดตูมกลับลงไปในสระ น้ำกระจายดังซ่าทีเดียว จนคนที่เขาหมอบอยู่เขาได้ยิน แต่พอเหลียวไปดู ก็ไม่เห็นอะไรเสียแล้ว เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละพลอย ฉันจึงได้บอกว่า ผีมันมาเล่นน้ำถวาย"

 

 

         "ต๊ายน่ากลัว !" พลอยออกอุทาน

 

 

         "นั่นน่ะซี" ช้อยเห็นด้วย "ฉันเล่านี่ยังขนลุกเกรียวเลยดูซิ" ช้อยพูดพลางยื่นแขนให้พลอยดู ทำเอาพลอย ต้องขนลุกไปด้วย

 

 

         "พลอยไปเป็นเพื่อนฉันหน่อยซี" ช้อยพูดขึ้นหลังจากเล่าเรื่องจบ

 

 

         "ไปไหนกันช้อย"

 

 

         "ฉันร้อนนัก จะไปอาบน้ำที่อ่างหยก" ช้อยตอบ

 

 

         "ตายจริง ! ช้อย ก็เอาเรื่องผีเล่นน้ำมาเล่าอยู่หยกๆ แล้วยังจะมาชวนฉันไปอาบน้ำในอ่างหยก ฉันไม่เอาละ ฉันกลัวจะตายไปแล้ว"

 

 

         "เฮ่ย จะไปกลัวอะไรกันนักหนา ผีมันเล่นน้ำได้เราก็เล่นได้"

 

 

         "โธ่ ทำไมไม่อาบเสียแต่กลางวันนะ" พลอยปรารภขึ้น

 

 

         "กลางวันก็อาบให้สะอาดเท่านั้นเอง" ช้อยตอบ "อาบน้ำอย่างฉัน ต้องอาบกลางคืนถึงจะดี"

 

 

         "ทำไม" 

 

 

         "ฉันกำลังหัดโดดน้ำและว่ายน้ำท่าฝรั่ง หัดกลางวันเดี๋ยวคนเขาจะเห็น เอาไว้พอเราเก่งแล้ว ฉันจะแสดง ให้พวกชาววังมันดูสักวัน ดูซิจะว่าอย่างไรกัน" 

 

 

         "ไฮ้ อะไรกัน โดดน้ำว่ายน้ำท่าฝรั่ง" พลอยร้องขึ้น "ช้อยไปเอามาจากไหน ทำไมฝรั่งไม่ว่ายน้ำอย่างเราดอก หรือช้อย"

 

 

         "ไม่ว่ายหรอก" ช้อยตอบ "ฝรั่งเขาต้องโดดต้องว่ายท่าเก๋ๆ ไม่ใช่โดดทิ้งลูกมะพร้าวหรือกระทุ่มน้ำตูมๆ อย่างเราๆหรอก ฉันไปแอบดูหนังสือฝรั่งที่เสด็จท่านเอามาทรง มีรูปท่าต่างๆแยะเชียว ฉันจำไว้ได้หมดแล้ว มาด้วยกันสิ เดี๋ยวฉันจะทำให้ดู ไปด้วยหันหน่อยเถอะน่า ไปคนเดียวฉันก็กลัวผีเหมือนกัน"

 

 

         พลอยต้องจำใจตามช้อยไปอ่างหยก อย่างครึ่งขันครึ่งกลัว และเมื่อไปถึงแล้ว ช้อยก็ทั้งโดดทั้งว่าย ด้วยท่าทางที่ช้อยอ้างว่าเป็นท่าฝรั่งต่างๆ จนพลอยขึ้นจากน้ำตั้งนานแล้ว ช้อยก็ยังไม่ขึ้น

 

 

         ขณะที่เดินกลับด้วยกัน ช้อยก็เอื้อมมือมากำแขนพลอยไว้ แล้วพูดว่า

 

 

         "พลอย เราอยู่ด้วยกันมานาน ไม่เคยมีเรื่องมีราวกันเลย ทุกข์ก็ด้วยกันสุขก็ด้วยกัน ถ้าจะว่าไป ที่มันแล้วไปแล้วก็สนุกไม่ใช่เล่น ฉันอยากให้ทุกอย่างมันอยู่อย่างนี้ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง"

 

 

         "ฉันก็เหมือนกันแหละช้อย"

 

 

         "เฮ้อ !" ช้อยถอนใจใหญ่ "ถ้ามันเป็นไปได้ยังงั้นจริงๆ ก็จะดี แต่หมู่นี้ฉันรู้สึกว่ามันกำลังจะเปลี่ยนไปยกใหญ่ ของที่เราเคยพบเห็น เคยทำ ก็มีแต่จะหมดไป พลอยกับฉันจะต้องไปคนละทาง มองดูข้างหน้ามันมืด ฉันกลุ้มใจ๊ กลุ้มใจ"

 

 

         "ช้อยพูดอะไรก็ไม่รู้เป็นลางไปเปล่าๆ" พลอยท้วงขึ้น "เราอยู่ด้วยกันดีๆ ทำไมถึงจะต้องมาหาเรื่อง พูดให้ไม่สบายใจ"

 

 

         "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน" ช้อยตอบ "บางทีมันก็เกิดไม่สบายใจขึ้นมา ฉันรู้สึกตัวเหมือนยังกับเวลาที่ยืนอยู่ ขอบสระ เตรียมตัวที่จะกระโดดน้ำ มันผิดกันอยู่นิดเดียวที่สระน้ำจริงๆนั้น ถ้าเรากระโดดลงไปแล้วก็วายกลับมา ขึ้นฝั่งได้ใหม่ แต่ไอ้สระที่ฉันนึกถึงมันไม่เป็นอย่างนั้น เมื่อกระโดดตูมลงไปแล้ว ตัวเราเองก็จะต้องเปลี่ยนไป ไม่เป็นคนเก่า เวลาขึ้นมาแล้วของทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปตาม ฉันนึกๆอยู่อย่างนี้แหละพลอย ฉันจะบ้าหรือดีก็ไม่รู้"

 

 

         พลอยเดินนึกตรึกตรองคำพูดที่ช้อยพูดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นว่า

 

 

         "ฉันคิดดูแล้วก็เห็นจริงเหมือนกัน เราสองคนนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ฉันก็ไม่รู้ ฉันรู้ดีว่าเราจะหาอะไร ที่แน่นอนนั้นยาก แต่นึกไปอีกทีฉันไม่วิตก ของอื่นมันจะเปลี่ยนไปก็สุดแล้วแต่ ว่าแต่เราสองคนเถิด ช้อยกับฉันนี่แหละ ถ้าเรายึดกันไว้ให้แน่นไม่ทิ้งกัน ฉันก็เห็นว่าจะไม่สู้กระไรนัก จริงไหม"

 

 

         "จริง" ช้อยพูดสั้นๆ มือที่กำแขนพลอยอยู่นั้น บีบแน่นยิ่งขึ้น

 

 

         "พลอยพูดถูกแล้ว ต่อไปข้างหน้าอะไรเป็นอย่างไร ก็อยู่ที่ตัวเราเอง ถ้าเราเกาะกันไว้แน่น ก็เห็นจะไม่สู้เป็นไรนัก แต่ฉันมันเป็นคนหัวแข็งเคยเป็นอย่างไร ก็อยากจะให้มันอยู่ต่อไปอย่างนั้น ฉันจะอยู่มันไป อย่างนี้แหละ ว่าแต่พลอยเถอะ อีกหน่อยก็คงจะเปลี่ยนไป จะเป็นจริงอย่างที่พูดไว้หรือไม่ก็ไม่รู้"

 

 

         "ช้อยเชื่อฉันเถิด อย่าวิตกไปเลย" พลอยตอบ "เรารู้จักชอบพอกินนอนมาด้วยกันตั้งแต่เล็กจนโต คนทั้งเมืองฉันก็รู้จักดีจริงๆแต่ช้อยคนเดียวเท่านั้น ถึงตัวฉันจะเปลี่ยนไปอย่างไร สำหรับช้อย ฉันก็จะต้องเหมือนเก่าไม่ผิดไปได้ ช้อยคอยดูเอาเองก็แล้วกัน อย่างฉันนี้ ถึงจะยากดีมีจนต่อไปข้างหน้า ก็คงจะไม่ลืมช้อย ช้อยไม่ต้องห่วงหรอก"

 

 

         "ขอให้จริงอย่างว่าเถิดพลอย" ช้อยตอบ "แต่ถ้าจะว่ากันไปจริงๆ ฉันก็ไม่เคยวิตกเรื่องพลอยเลย เพราะฉันรู้ใจพลอยดีกว่าใครๆ ฉันวิตกเรื่องตัวของฉันเองมากกว่า"

 

 

         "อ้าวทำไมล่ะช้อย" พลอยถาม

 

 

         "ฉันมันเป็นคนหัวรั้นบ้าๆบอๆ" ช้อยตอบ "จะหันตัวเองเข้าหาอะไรหรือตามอะไรก็คงไม่ทัน เดี๋ยวนี้ฉันก็มี ความสุขดีอยู่เพราะมีเจ้านายคอยคุ้มกะลาหัว ถึงต่อไปจะสิ้นเจ้าสิ้นนายก็ยังมีพ่อมีแม่ ทีนี้ต่อไปเมื่อหมดพ่อ หมดแม่แล้ว..." ช้อยพูดแล้วก็หยุดนิ่ง กวาดตามองไปรอบๆตัว มองดูบริเวณพระที่นั่งน้อยใหญ่ และตำหนักต่างๆ ในพระราชวัง

 

 

         "ไหนๆจะพูดกันแล้ว ฉันก็อยากจะพูดให้หมดเปลือก" ช้อยพูดพลางเอามือชี้ไปยังสิ่งต่างๆรอบตัว "พลอยดูซิ ตั้งแต่เรารู้ความมา เราก็อยู่แต่ในวัง แวดล้อมไปด้วยสิ่งเหล่านี้ ฉันเคยได้ยินใครเขาพูดว่า ชาววังเหมือน คางคกในกะลา ฉันก็เห็นจะจริง แต่คางคกนั้นพอเปิดกะลาขึ้น มันก็กระโดดของมันไปได้ ว่าแต่เราเถิด ถ้าสิ่งเหล่านี้หมดไป ถ้าของที่เราเคยคุ้นเคยต่างๆนั้นหายไป เราจะอยู่ได้หรือ"

 

 

         "ช้อยนี่ก็แปลกจริงๆเทียว ชอบพูดอะไรไม่ดีเสมอ ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ รั้ววังท่านสร้างสมกันมาแต่ไหนๆ ปู่ย่าตาทวดของเราท่านก็เคยเห็นมา จะไปหมดไปสิ้นลงได้อย่างไรง่ายๆ ฉันนึกไม่ถึงเลยว่า จะเป็นอย่างช้อยพูด ได้อย่างไร"

 

 

         "ฉันก็ไม่ได้ว่าจะเป็นอย่างนั้นหรอกพลอย แต่ใครจะไปรู้ได้ เผื่อเป็นขึ้นมาจริงๆ เราจะเป็นอย่างไร"

 

 

         "ฉันคิดไปไม่ถึงหรอก" พลอยตอบ "ไว้ให้เป็นไปจริงเสียก่อนแล้วค่อยคิดกัน ระหว่างนี้ฉันก็ได้แต่ภาวนา อย่าให้เป็นไปได้ อย่างที่ช้อยบอก็แล้วกัน"

 

 

         ช้อยหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า

 

 

         "พลอยวิ่งแข่งกะฉันไหม ดูซิใครจะถึงม้าหินโน่นก่อนกัน" แล้วช้อยก็วิ่งตื๋อออกไป มีพลอยวิ่งไล่ตามไปติดๆ

 

 

         คืนนั้นก่อนที่จะหลับ พลอยก็อดเอาคำพูดของช้อยมาคิดดูไม่ได้ พลอยไม่ได้นึกว่าช้อยจะมีญานพิเศษ มองเห็นการณ์ข้างหน้า แต่คำพูดของช้อยต้องทำให้พลอยไม่สบายใจ อนาคตเป็นสิ่งที่มืดมนจริงอย่างช้อยพูด การเปลี่ยนแปลงต่างๆ อาจมีมาจริงๆก็ได้ จะมากหรือน้อยพลอยเองก็เดาไม่ถูก พลอยยังมองไม่เห็นเหมือนกันว่า ตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป

 

 

         พลอยนึกไปไม่ถึงว่าตนเองและช้อยกำลังยืนอยู่ ณ จุดของความสิ้นสุดแห่งยุค สมัยหนึ่งกำลังจะหมดไป โดยรวดเร็ว กาลสมัยที่พลอยรู้จักคุ้นเคย และได้รับความคุ้มครองมาตลอด ขณะนั้นเป็นบั้นท้ายแห่งแผ่นดินที่ ๑ ในชีวิตของพลอย เป็นเวลา ๓ หรือ ๔ ปีก่อนที่จะผลัดแผ่นดิน ยุคใหม่ชีวิตใหม่ และกาลสมัยที่จะมาใหม่กำลังก้าว ใกล้เข้ามาทุกลมหายใจ พลอยคาดไม่ถึงว่าตนเองจะได้แลเห็น การเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในชั่วชีวิตของตน และถึงแม้ว่าพลอยจะมีตาทิพย์มองเห็นการณ์ข้างหน้าได้ พลอยก็คงไม่สามารถเข้าไปหยุดยั้งสิ่งต่างๆ ที่กำลังหมุนใกล้ตัวเข้ามาทุกทีนั้นได้

 

 

         พลอยนอนนึกโน่นนึกนี่ จนในที่สุดก็หลับไป อย่างไร้เดียงสาต่ออนาคตที่กำลังก้าวย่างเข้ามา

 

 

 

 

 

บทที่ ๑๓ (หน้าที่ ๑)

 

 

         วันหนึ่งคุณเชยเข้ามาในวังแต่เช้าและตรงมาที่ตำหนักตามเคย พลอยไม่ได้พบคุณเชยมานาน พอเห็นหน้า คุณเชยก็วางทุกอย่างที่กำลังทำอยู่ รีบวิ่งไปต้อนรับ

 

 

         "คุณเชย !" พลอยร้องทักพี่สาว "ฉันคิดถึงคุณเชยเหลือเกิน ไม่ได้พบคุณเชยมานาน คุณเชยเป็นอย่างไร บ้าง สบายดีหรือทางบ้านเป็นอย่างไร"

 

 

         "เดี๋ยวก่อน ! เดี๋ยวก่อน !" คุณเชยพูดพลางหัวเราะพลาง "ขอให้ฉันนั่งให้หายเหนื่อยสักครู่ แม่พลอยถามฉัน ทีเดียวตั้งหลายข้อ ฉันจะไปตอบอะไรทัน" ว่าแล้วคุณเชยก็นั่งลง และเริ่มตอบปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับทางบ้าน ที่พลอยถามอยู่ไม่ขาดปาก

 

 

         วันนั้นคุณเชยอยู่กินข้าวกลางวันที่ตำหนัก ทำให้พลอยสบายใจมาก เพราะได้คุยกับคุณเชยได้เต็มที่ สมกับที่ไม้ได้พบกันนาน คุณเชยซื้อขนมของกินจุกจิกเข้ามาฝากหลายอย่าง ระหว่างที่คุยกันอยู่ คุณเชยก็แก้ห่อขนมออกวางจนเกือบรอบตัว แล้วก็เรียกช้อยมาร่วมวงกินขนม และคุยกันด้วยอีกคนหนึ่ง อย่างเบิกบาน พลอยก็มิได้เฉลียวใจ นึกว่าคุณเชยมาเยี่ยมเยือนเฉยๆ ตามปกติ

 

 

         จนตกบ่ายคุณสายเข้ามาร่วมวงคุยด้วยในห้อง และก่อนที่คุณเชยจะลากลับ คุณเชยจึงพูดธุระขึ้น กับคุณสายว่า

 

 

         "เจ้าคุณพ่อให้เข้ามาเรียนคุณว่าถ้าคุณว่างวันไหน ขอให้เชิญไปพบ ท่านมีธุระจะปรึกษาด้วย ถ้าคุณจะไป วันไหนก็ให้บอกอิฉันไป ท่านจะส่งเรือมารับ"

 

 

         "ท่านมีธุระอะไรหรือ" คุณสายถาม

 

 

         "เห็นท่านว่าท่านมีเรื่องปรึกษาคุณ ส่วนจะเป็นเรื่องอะไร อิฉันก็ไม่ทราบ ท่านว่าเชิญคุณออกไปไวๆหน่อย ก็จะดี"

 

 

         "ได้ซี ฉันจะออกไปหาท่านเร็วๆนี้" คุณสายรับรอง "เดี๋ยวก่อนฉันคิดดูก่อน ฉันจะไปได้เมื่อไร พรุ่งนี้ยังไม่ได้ มะรืนนี้ก็ยังติดอยู่อีก เอายังงี้ดีกว่า มะเรื่องนี้ก็แล้วกัน คุณเชยส่งเรือมารับแต่เช้าเทียวนะ จะได้รีบไปรีบมา"

 

 

         เมื่อคุณเชยกลับไปแล้ววันนั้นพลอยก็ได้แต่ครุ่นคิดว่า เจ้าคุณพ่อจะมีธุระอะไรที่จะต้องปรึกษาหารือ กับคุณสาย คุณเชยเองก็บอกปัดเสียแล้วว่าไม่รู้เรื่อง ยิ่งคิดไปก็ยิ่งวิตก เพราะเรื่องที่เจ้าคุณพ่อจะต้องปรึกษา กับคุณสายนั้น จะต้องเกี่ยวกับตนอย่างไม่มีปัญหา แต่จะเป็นในด้านใดพลอยก็ยังนึกไม่ออก หนักใจมากเข้า พลอยก็ต้องหันหน้าเข้าปรับทุกข์กับช้อย ในคืนวันนั้น

 

 

         "ช้อย ฉันสงสัยเสียจริงๆ ว่าเจ้าคุณพ่อท่านมีธุระอะไร" พลอยเอ่ยขึ้นก่อน

 

 

         "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันซิพลอย แต่ธุระนั้นเห็นจะเกี่ยวกับคุณอาบ้าง ไม่มากก็น้อย" ช้อยตอบ

 

 

         "ฉันกลัวจะไม่เกี่ยวแต่คุณอาเท่านั้นน่ะสิ กลัวมันจะมาเกี่ยวเอาฉันเข้าด้วย เลยชักไม่สบายใจ"

 

 

         "ฉันก็กลัวว่าจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน แต่จะนึกเดาอย่างไรก็คงไม่ถูก ใจผู้ใหญ่รู้ยาก ฉันว่าเราเห็นจะต้องคอย เมื่อคุณอากลับมาแล้วนั่นแหละ ถึงจะรู้เรื่องจริง"

 

 

         "กว่าจะรู้ฉันก็เห็นจะอัดใจตายเสียก่อน" พลอยบ่น ช้อยมองดูพลอยแล้วก็หัวเราะ พูดขึ้นว่า

 

 

         "เอ ! พลอยนี่อยู่กับฉันนานไป ชักจะติดนิสัยไม่ดีของฉันขึ้นทุกวัน แต่ก่อนฉันเคยเห็นพลอยเป็นคนใจเย็น ถึงจะมีเรื่องมีราวอะไรก็ทนได้ เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นคนใจร้อน ฉันเสียอีกกลับใจเย็นกว่าแต่ก่อน"

 

 

         "ช้อยพูดอย่างนั้นก็เพราะไม่ใช่เรื่องของตัวน่ะซี" พลอยท้วง "ลองเป็นเรื่องของช้อยเอง ป่านนี้จะได้ดิ้นปัดๆ ไปแล้ว ไม่มีวันจะมานั่งนิ่งอย่างฉันหรอก"

 

 

         "เฮ้อ !" ช้อยยกมือขึ้นปิดปากหาว "ดึกแล้วพลอยนอนกันเถิด เรื่องที่เราไม่รู้ถึงจะเดาก็คงผิด และเราก็คง ยังไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง คิดไปก็ปวดหัวเปล่าๆ" ว่าแล้วช้อยก็เตรียมตัวเข้านอน

 

 

         คืนนั้นพลอยนอนไม่หลับ ให้คิดวิตกวิจารณ์ไปต่างๆ เจ้าคุณพ่อเคยปรารภเรื่องอยากให้พลอย ออกไปอยู่บ้าน บางทีคราวนี้จะเรียกคุณสายออกไปพบ เพื่อปรึกษาเรื่องจะทูลลาเอาตัวพลอยออกไปกระมัง พลอยนอนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมาในวังแล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าชีวิตทางบ้านอยู่นอกวังจะมีความสุขไปกว่า คิดถึงคุณสาย คิดถึงช้อย และคนอื่นๆที่รู้จักคุ้นเคยก็ใจหาย เคยกินอยู่เล่นหัวมาด้วยกัน จะต้องมาพลัดพรากจากกัน ไปอยู่คนละที่ คิดถึงคุณเชยที่บ้านก็พอจะอุ่นใจ แต่พอคิดถึงคุณชิตและพ่อเพิ่มก็หนักใจขึ้นมาอีก พอคิดไปถึง คุณอุ่นพลอยก็นอนเหงื่อแตก เพราะถ้าต้องไปอยู่บ้านเดียวกับคุณอุ่นตลอดไป ชีวิตอนาคตของพลอยก็คง ไม่ผิดกับนรก

 

 

         ถึงวันนัดไว้กับคุณเชย คุณสายก็รีบแต่งเนื้อแต่งตัวออกไปแต่เช้า ทีแรกคุณสายเรียกพิศจะเอาตามหลัง ไปด้วย แต่นางพิศกลับบอกว่า

 

 

         "อิฉันไม่ไปกับคุณละเจ้าค่า ให้ผาดไปดีกว่า"

 

 

         "ดูนางพิศซี !" คุณสายขึ้นเสียง "ทำไมถึงไม่ไป"

 

 

         "คุณจะใช้บ่าวไปไหนบ่าวก็ไปทั้งนั้น" นางพิศอธิบาย "ยกเว้นบ้านตึกฟากขะโน้นแห่งเดียว บ่าวเกรงว่า จะเกิดเรื่อง"

 

 

         "เกิดเรื่องอะไร ไปประเดี๋ยวเดียว" คุณสายยังไม่ยอม

 

 

         "ประเดี๋ยวเดียวก็เกิดได้เจ้าค่า ถ้าคนมันมีเรื่องกันอยู่ ถ้าบ่าวไปประเดี๋ยวเกิดไปตบกับอีพวกคนบ้านนั้น ขึ้นมา ก็จะขายหน้าลำบากใจแก่คุณเปล่าๆ"

 

 

         "เออ ! จริงของมัน" คุณสายบ่นพึมพำ "ฉันก็ลืมไป ไม่ได้เคยนึกเรื่องจะไปตบไปตีกับใครมานานแล้ว" แล้วคุณสายก็เอาผาดตามหลังไปแทนนางพิศ โอกาสที่พลอยจะได้รู้เรื่องราวทางบ้าน ก็เลยหมดไปด้วย

 

 

         คุณสายหายไปทั้งวัน กลับมาถึงตำหนักเอาตอนบ่าย และเมื่อมาถึงก็โหวกเหวก บ่นว่าร้อนบ่นว่าเหนื่อย และบ่นว่าเมื่อย ต้องเรียกเด็กมาพัดให้เหงื่อแห้ง เมื่อเหงื่อแห้งก็ต้องอาบน้ำให้หายร้อน อาบน้ำทาน้ำอบเสร็จแล้ว ก็ต้องลงนอนคว่ำให้เด็กเหยียบ จนกว่าจะหายเมื่อย พลอยก็อดใจรอให้คุณสายบูรณะตนเอง ให้พ้นจาก ความบอบช้ำต่างๆ ที่ได้รับจากการเดินทางเข้าไปในคลองบางหลวง ด้วยความกระหายอยากจะรู้เรื่องว่ากิจธุระ ของเจ้าคุณพ่อนั้นเกี่ยวกับเรื่องอะไร คุณสายหายเหนื่อยแล้วจึงเรียกพลอยเข้าไปใกล้ แล้วยื่นห่อของให้พูดว่า

 

 

         "พลอย เจ้าคุณพ่อท่านฝากหีบหมากมาให้ น่ารักออก แก้ห่อออกดูซี ไปไหนจะได้ใช้กิน"

 

 

         พลอยแก้ห่อนั้นออกดู ก็พบหีบหมากหญ้านางเภาใบหนึ่ง เลี่ยมนากรูปร่างกระทัดรัด ในหีบมีตลับหมาก ตลับยา ซองพลู ทำด้วยนากครบเครื่อง ทั้งที่ใจยังอยากรู้เรื่องมากกว่า พลอยก็ยังอดใจไม่ได้ ออกอุทานว่า

 

 

         "ต๊าย ! น่าเอ็นดู ! ฉันไม่รู้จะถือไปกินที่ไหนหรอกค่ะคุณอา ไม่เคยไปไหนไกลๆคนเดียวสักที ถ้าไปก็มีแต่ ตามเสด็จต้องเชิญหีบหมากเสวย ไม่รู้ว่าจะไปถือซ้อนกันยังไง" 

 

 

         "ท่านอุตส่าห์ส่งมาให้ก็เอาไว้เถิด" คุณสายพูด "วันหน้าวันหลังก็คงมีโอกาสได้ใช้"

 

 

         พลอยยังไม่ยอมลุกมาจากคุณสาย อยากจะถามให้รู้เรื่องที่เจ้าคุณพ่อมาตามออกไปให้ได้ จะว่าเจ้าคุณพ่อ ตามคุณสายออกไปทั้งที เพื่อที่จะได้มอบหีบหมากใบนี้เข้ามาให้ตน ก็ดูจะผิดวิสัย เพราะท่านจะฝากคุณเชยเข้ามา ให้ก็ได้ แต่เจ้าคุณพ่อจะต้องเห็นว่า เดี๋ยวนี้พลอยเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ทีเดียว เพราะหีบหมากเป็นของให้ผู้ใหญ่ ซึ่งท่านไม่เคยให้พลอยแต่ก่อน พลอยนั่งอิดเอื้อนอยู่นาน จะถามคุณสายตรงๆก็เกรงใจ กลัวคุณสายจะหาว่า ละลาบละล้วง ครั้นจะไม่ถามเสียเลย ก็เก็บเอาความอยากรู้อยากเห็นในหัวใจไว้ไม่อยู่ พลอยกลืนน้ำลาย อยู่สองสามครั้ง แล้วก็หลุดปากถามออกไปว่า

 

 

         "คุณอาคะ เจ้าคุณพ่อท่านมีธุระอะไร"

 

 

         "ธุระอะไรก็ไม่ใช่เรื่องของเด็ก !" คุณสายขึ้นเสียงดุเอาทันที ทำเอาพลอยต้องสะดุ้งหน้าเสีย แต่พอคุณสาย เห็นสีหน้าพลอยก็สงสาร เปลี่ยนเสียงอ่อนพูดว่า

 

 

         "พลอยอย่าถือคนแก่เลย อาพูดเอะอะไปอย่างนั้นเอง เจ้าคุณท่านมีเรื่องสั่งอามาทูลเสด็จ อาก็ยังไม่ได้เฝ้า จะพูดไปก่อนก็ไม่ดี แต่ไม่เป็นไรหรอกพลอย ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร อย่าห่วงเลยแล้วพลอยก็รู้ไปเอง"

 

 

         คุณสายพูดตัดบทมิให้พลอยถามอะไรต่อไปได้อีก พลอยจึงเสไปถามถึงเจ้าคุณพ่อว่า

 

 

         "เจ้าคุณพ่อเป็นอย่างไรบ้างคะคุณอา"

 

 

         "อาก็เห็นท่านสบายดี" คุณสายตอบ "แต่เท่าที่อาสังเกตท่านชราลงไปมาก แต่ก็นั่นแหละรูปธรรมนามธรรม ของอย่างนี้เป็นธรรมดา ไม่ได้เห็นท่านนานเราก็ต้องสังเกต ท่านก็คงจะนึกว่ายายสายนี่แกแก่ไปแยะเหมือนกัน" คุณสายพูดถึงตัวเองแล้วก็หัวเราะ

 

 

         ตกเย็นวันนั้นช้อยก็มากระซิบถามว่า

 

 

         "ได้เรื่องหรือยังพลอย"

 

 

         "ยัง" พลอยเบะหน้าตอบ "คุณอาบอกว่าเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ไม่ใช่ของเด็ก"

 

 

         "ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเป็นเรื่องของเด็กแน่ๆทีเดียว" ช้อยตีความอย่างมั่นใจ "ผู้ใหญ่ละก็เป็นอย่างนี้เสมอ ถ้ามีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเด็ก ก็ต้องปิดไว้ก่อนไม่ยอมบอกให้รู้"

 

 

         "ช้อยดูอะไรนี่ซี" พลอยยื่นหีบหมากที่เจ้าคุณพ่อส่งมาให้ช้อยดู "เจ้าคุณพ่อท่านฝากคุณอามาให้"

 

 

         "แม่เจ้าโวย !" ช้อยร้องขึ้นแล้วเบิกตาโพลง "แล้วนี่แม่จะถือไปกินที่ไหนกันแม่พลอยแม่ทูนหัว ราวกะเครื่อง ยศท่านผู้หญิงนั่นแน่ะ !"

 

 

         "ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน" พลอยหัวเราะ

 

 

         ช้อยถือหีบหมากเอาไปวางตรงหน้า เปิดออกแล้วก็ทำท่าหยิบขี้ผึ้งขึ้นสีปาก อย่างหยิบโหย่งเลิกคิ้ว ชำเลืองมาทางพลอยอย่างไว้ท่า แล้วก็พูดว่า 

 

 

         "ถ้าจะกินหีบหมากอย่างนี้ ก็ต้องวางท่าท่านผู้หญิงให้ถูกต้องหน่อย พลอยดูฉันไว้ให้ดีๆนะ เผื่อว่าวันหลัง ได้เป็นท่านผู้หญิงกะเขาบ้างจะได้ทำท่าถูก นี่ ! สีปากท่าท่านผู้หญิงมันต้องอย่างนี้ สีปากช้าๆ นั่งตัวตรงๆ แอ่นเอวนิดหน่อย เวลาสีปากต้องเลิกคิ้วชำเลืองตากวาดไปทั่วๆ ดูว่าใครเขาจะเห็นรัศมีเราบ้าง แล้วจึงกินหมาก กัดพลูช้าๆเหมือนกับว่ากลัวพลูมันจะยับ เอาหมากพลูใส่ปากแล้วอย่าเคี้ยว ต้องหยิบยาฝอยอย่างดี